ศพ – ตอนที่ 488 ตัวเองเปลี่ยนเป็นปีศาจ

ตอนที่ 488 ตัวเองเปลี่ยนเป็นปีศาจ

“แค่กๆๆ……

ตอนนี้อาการไอที่รุนแรงทําให้ผมรู้สึกเวียนหัวหน่อยๆ รู้สึกไม่สบายตัวมากๆ

พอมู่หลงเหยียนและยายโม่ที่อยู่ข้างๆเห็น ก็อดเป็นห่วงไม่ได้

ตอนแรกมันยังไม่มีอะไร เป็นอาการไอของคนเป็นหวัด เพียงไอไม่กี่ครั้งเท่านั้น

แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาการไอของผมก็ไม่ลดลงเลยสักนิดกลับกันมันยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะในเวลานี้ หรือก็คือยามจอ

อาการไอของผมไม่เพียงไม่ทุเลาลง กลับกันเพราะเจ้าอาการไอนี้ ทําให้ผมรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจสั้น

เจ็บไปทั้งตัวอย่างกับโดนเข็มแทง เล่มแล้วเล่มเล่า

มู่หลงเหยียนเห็นผมไม่ดีขึ้น และเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่อาการเป็นหวัดตามปกติ

เธอจึงเข้ามาตบหลังผม และพูดกับผมว่า “เจ้ากาก นาย นายเป็นอะไรไป ? ทําไมถึงไอหนักขนาดนี้ ?”

“แค่กๆๆ ฉัน ฉัน ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แค่กๆๆ……” ผมไอจนแทบพูดไม่ออก

และหน้าผมก็เริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ ตาแดงเริ่มมีเลือดคั่ง เส้นเลือดทั้งตัวเริ่มปูดขึ้นมา

สิ่งที่ผิดปกติและเป็นกุญแจหลักคือ ผมค่อยๆพบว่า ตัวเองเริ่มรู้สึกคันนิ้วและรู้สึก เสียวหน่อยๆ

เพราะความรู้สึกพิเศษแบบนี้ ทําให้ผมต้องยกนิ้วขึ้นมาด

แต่ในขณะที่ผมยกมือขึ้น ผมก็ต้องตกใจในทันที

เพราะเล็บบนนิ้วของผมยาวขึ้นมาก และภายใต้เนื้อใหม่ จากขอบข้างที่ยาวเรียวก ลับเปลี่ยนเป็นโค้งมนราวกับอุ้งเท้าของแมว

ตอนเห็นภาพที่แปลกประหลาดแบบนั้น ม่านตาผมก็ขยายใหญ่ และเผยสีหน้าตก ตะลึงออกมาทันที

“เฮ้ย” “นี่ นี่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น แค่กแค่ก……”

ผมกลัวมาก เห็นได้ชัดว่ากระวนกระวายสุดๆ

ส่วนยายโม่และมู่หลงเหยียนที่ยืนอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นภาพนี้เข้า ก็รู้สึกไม่อยากเชื่อ สายตาตัวเองขึ้นมาทันที

ผมไม่ได้กินยาปีศาจอะไรนะ และไม่ได้ฝึกวิชามารอะไรด้วย

แต่ทําไมตอนนี้ จู่ๆเล็บผมก็ยาวขึ้นละ

แถมยังไม่หยุดเพียงแค่นี้ แม้แต่ร่างกายของผม ก็ยังปลดปล่อยกลิ่นอายแปลกๆ ออกมาจางๆ

เจ้กลิ่นอายนี่เหมือนของพวกสาวกสํานักสื่อเย่ไม่มีผิด เป็นกลิ่นอายปีศาจ

“เจ้ากาก มือ มือ มือนายก่าลังเปลี่ยนเป็นของปีศาจ…..” มู่หลงเหยียนตกใจมาก พูดออกมาตามที่ใจคิด

“จะเป็นไปได้ยังไง ? ฉัน ฉันเป็นอะไรไป ?” เพิ่งพูดถึงตรงนี้ เพราะอาการไออันรุน แรง “อั่ก” ทําให้ผมกระอักเลือดออกมา

“เจ้ากาก !” มู่หลงเหยียนดูกังวลมาก

ยายโม่เองก็ตะโกนตามมาติดๆ “คุณผู้ชาย !”

ผมเองก็ไม่สนที่ตัวเองกระอักเลือดออกมาเพราะอาการไอที่รุนแรง ผมกําลังตกใจกับมือตัวเอง

ทําไมมันถึงเปลี่ยนเป็นแบบนี้ได้

แม้จะตกใจสุดๆ แต่จิตใต้สํานึกผมก็ยังคิดถึงเรื่องของสํานักสื่อเย่ สานักที่มีพวกสาวกที่ไม่เป็นทั้งคนและปีศาจ

ผมมองเล็บที่กําลังยาว ตอนนี้มันยาวประมาณ 5 เซนติเมตรได้ เหมือนดาบโค้งห น่อยๆ แถมยังดูคมมากด้วย

ผมรับไม่ไหวแล้ว ผมหยิบกล่องมีดปลิดวิญญาณออกมา คิดจะดึงมีดปลิดวิญญาณ ออกมา แล้วฟันลงไปที่กรงเล็บของตัวเอง

แต่ไม่รอให้ผมได้เปิดกล่อง มู่หลงเหยียนกลับเข้ามาหยุดผมเอาไว้ “เจ้ากาก ทําแบบนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์ นายฟังฉัน ตอนนี้นั่งขัดสมาธิ กาหนดลมหายใจ ควบคุมเงินหยวนของตัวเอง การาบพลังปีศาจที่ปั่นป่วนอยู่ในตัวนาย”

แม้ผมจะหัวร้อนมาก แต่ผมก็ได้ยินคําพูดของมู่หลงเหยียนเต็มสองหู

ผมไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรไป ทําไมจู่ๆถึงเป็นแบบนี้ได้ แต่ก็ไม่มีเวลาคิดเยอะแล้ว ผมไม่อยากกลายสภาพไปเป็นตัวประหลาดที่ไม่ใช่ทั้งคนและปีศาจพวกนั้น

ผมกลั้นอาการไอที่รุนแรงเอาไว้ แล้วรีบนั่งลงกับพื้น

ในเวลาเดียวกัน มือทั้งสองก็ประสานกันที่หน้าตัก และเริ่มกระตุ้นพลังในร่างทันที

ผลลัพธ์เพิ่งกระตุ้นพลัง ผมก็สัมผัสได้จริงๆว่าในร่างมีกระแสพลังเพิ่มขึ้นมาจํานวน หนึ่ง

ไม่รู้ว่ากระแสพลังพวกนั้นปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ในเวลานี้มันกําลังเคลื่อนตัวไปยังแขนขาของผม

เหมือนกาลังกลืนกินลมปราณในร่างผม และคิดจะครอบครองร่างผม

เมื่อสัมผัสได้ถึงตรงนี้ ผมก็เข้าใจอย่างชัดเจน ที่จู่ๆร่างกายผมเปลี่ยนไปแบบนี้ เพราะเจ้าพลังปีศาจพวกนี้นี่เอง

และอาการไอที่รุนแรง ก็น่าจะเกิดขึ้นเพราะพลังปีศาจนี่

ดังนั้นผมเลยเดินลมปราณในร่าง เริ่มจากการาบกระแสพลังที่บ้าคลั่งพวกนี้

ผมเพิ่งเริ่มการาบ ก็รู้สึกได้ว่าที่หลังมีฝ่ามือเข้ามาปะทับ จากนั้นกระแสพลังอันหนาวเหน็บก็ปรากฏขึ้น

พวกมันตรงเข้ามาในร่างผม

กระแสพลังอันหนาวเหน็บนี้ทรงพลังมาก และแรงกล้ามาก มันเพิ่งปรากฏขึ้น ก็เริ่มเคลื่อนไปทั่วร่างผมทันที

แต่ทุกครั้งที่ปะทะกับพลังปีศาจ มันก็จะกระจายตัวเข้ากราบทันที

ผมรู้ดี นี่คือมู่หลงเหยียน

ในเวลานี้ มู่หลงเหยียนกําลังร่วมมือกับผมกราบพลังปีศาจในร่าง

ปัญหาไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือหาปัญหาไม่เจอ

ตอนนี้พวกเราพบกุญแจสําคัญที่ทําให้ร่างกายผมเปลี่ยนไปแล้ว และลงมือแก้ไขได้ทันเวลา

ดังนั้น หลังจากพลังปีศาจที่ตื่นขึ้นมาในตัวผมโดนกราบแล้ว สถานการณ์ของผมก็ค่อยๆกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

ส่วนสีหน้าท่าทางของผม ก็ค่อยๆกลับมาคงที่

สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือ อาการไอของผมเริ่มทุเลาลง เล็บที่ยาวออกมาก็เหมือนจะหดกลับไป กลายเป็นปกติอีกครั้ง

เส้นเลือดที่ปูดออกมา ก็ค่อยๆหายไปตามกาลเวลา ดวงตาแดงก่ําก็แดงน้อยลง

หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง สภาพของผมก็ฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อย

ในเวลาเดียวกัน มู่หลงเหยียนก็ปะทับฝ่ามือมาที่หลังผมแรงๆอีกครั้ง กระแสพลังอันหนาวเหน็บเข้าสู่ร่างผมทันที

หลังจากนั้นผมก็รู้สึกร้อนที่หน้าอก และกระอักเลือดออกมาทันที

ในเวลาเดียวกัน มู่หลงเหยียนก็ดึงมือกลับไป

ผมมองเลือดที่กระอักออกมาเป็นแดงเข้ม มันเข้มราวกับสีหมึก และยังมีลิ่มเลือดให้เห็นอย่างชัดเจน

เป็นอะไรที่แปลกสุดๆ

เมื่อเห็นภาพนี้แล้ว ผมก็ค่อยๆยกมือที่กําลังกลับมาเป็นปกติของตัวเองขึ้นมาดูจากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ “ฉันเป็นอะไรไป ?”

เสียงเพิ่งเงียบลง มู่หลงเหยียนที่อยู่ข้างๆก็พูดขึ้นว่า “เจ้ากาก ในร่างกายนายมีพลังปีศาจอยู่ เมื่อจู่ๆพลังปีศาจพวกนั้นก็คลุ้มคลั่งขึ้นมา กลืนกินพลังวิญญาณของนาย กระตุ้นให้ร่างนายกลายเป็นปีศาจ เมื่อกี้ฉันใช้พลังตัวเองบีบให้นายกระอักเลือดที่ปนเปื้อนพลังปีศาจออกมานิดหน่อย แต่พลังปีศาจในร่างนายยังไม่ได้ถูกขับออกมาทั้งหมด…..”

พอได้ยินมู่หลงเหยียนพูดแบบนั้น ผมก็หันไปมองเธอทันที

เผยสีหน้าไม่อยากเชื่ออกมา “มันไม่ถูกนะ ในตัวฉันจะมีกระแสพลังแบบนี้ได้ไง ฉันไม่ได้กินยาที่ทําให้กลายร่างเป็นปีศาจได้สักหน่อย”

ผมทําหน้าไม่เข้าใจ เพราะข้อมูลที่ได้จากคุณหวงเมื่อก่อนหน้านี้

หากคิดจะเป็นปีศาจ จําเป็นต้องกินยาที่เรียกว่า “ยากลายร่างเป็นปีศาจ” เข้าไปจากนั้นร่างกายถึงจะค่อยๆเปลี่ยนไป

แต่อย่าว่ากินเจ้ายานี่เข้าไปเลย ตัวผมยังไม่เคยเห็นด้วยซ้ํา

“ งั้นมันก็แปลกแล้วละเจ้าค่ะ คุณผู้ชายลองคิดดูดีๆเจ้าค่ะ คุณเคยสัมผัสกับของสิ่งนี้มาก่อนหรือเปล่า

หรือโดนคนอื่นแอบวางยา ตอนที่คุณไม่มีสติ เผลอกินของแบบนี้เข้าไปหรือเปล่า เจ้าค่ะ ? ” ยายโม่ลองเดา

พอได้ยินถึงตรงนี้ ผมก็เริ่มเก็บไปคิด

โดนคนอื่นวางยา เรื่องนี้คงเป็นไปไม่ได้ อีกฝ่ายไม่รู้ว่าผมอยู่ที่ไหนด้วยซ้ํา

และตอนที่อยู่สํานักสื่อเย่ ผมก็ไม่ได้กินอะไรเข้าไป หรือแม้แต่น้ําก็ไม่ได้ดื่ม….

ผมขมวดคิ้ว จมดิ่งอยู่กับความคิด

เพราะทางเดียวคือการสืบหาสาเหตุ ถึงจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น และหาทางออกที่ดีที่สุดเจอ

ม่หลงเหยียนและยายโม่ไม่ได้เข้ามากวนผม ส่วนผมก็เอาแต่นั่งคิด คิดถึงทุกราย ละเอียด หาสาเหตุทําไมพลังปีศาจถึงเข้าไปในร่างตัวเองได้

หลังจากนั้นประมาณ 5 นาที ผมก็ตัวสั่นอย่างแรง จู่ๆก็มีภาพนึ่งผุดขึ้นมาในใจผม และมันก็ตราตรึงจนผมไม่อาจสลัดออกได้……

ศพ

ศพ

อ่านนิยายเรื่องศพ
Status: Ongoing
โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset