ศพ – ตอนที่ 493 ปีศาจงง

ตอนที่ 493 ปีศาจง

จู่ๆก็เห็นชายชุดดําคนนั้นมีหัวง ทุกคนจึงตะลึง และอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้า

สภาพแบบนั้นเป็นอะไรที่ผิดมนุษย์มาก และยังแลบลิ้นงูที่มีความยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตรออกมาตลอด

หากคนทั่วไปมาเห็นเข้า คงต้องตกใจมากแน่ๆ

แต่พวกเรารู้ดี ที่จริงเจ้าหมอนี่เป็นปีศาจในสํานักสื่อเย่

มีเพียงสาวกปีศาจสํานักสื่อเย่เท่านั้น ถึงจะทําให้ตัวเองต้องตกอยู่ในสภาพครึ่งคนครึ่งสัตว์

เพื่อรับความสามารถและพละกําลังบางอย่างของสัตว์

ก่อนหน้านี้มีปีศาจเสือดาวออกมาเผยโฉมเพียงคนเดียว ตอนนี้ยังมีปีศาจงูอีก

จากสภาพของพวกมันสามารถตัดสินได้ว่า ทั้งสองคนน่าจะกลายสภาพไปถึงขั้นสามแล้ว พลังที่มีก็น่าจะเยอะมาก

หรือก็คือ พวกมันกลายร่างเป็นปีศาจอย่างสมบูรณ์แล้ว

พวกมันในตอนนี้ ไม่เพียงมีการกลายสภาพที่ผิดมนุษย์ แต่ยังมีทักษะต่อสู้ของสัตว์ชนิดนั่นๆ อยู่ด้วย

ไม่ควรประมาทเด็ดขาด

ในขณะที่ทุกคนกําลังตกใจ จู่ๆเจ้าปีศาจหัวงูตัวนั้นก็พูดกับซงซานเหออย่างเย็นชา “เจ้าหนู เมื่อกี้แกไม่ได้โชว์พาวนักเหรอฮะ ? ทําไมถึงได้กากขนาดนี้ แค่ฝ่ามือเดียวก็สู้ไม่ไหวแล้ว”

พอซ่งซานเหอได้ยินคําพูดนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นแดงเขียว เอามือกําที่หน้าอกทันที

ต่อจากนั้น เราก็เห็นมุมปากของซ่งซานเหอ มีเลือดไหลออกมาเล็กน้อย

เพราะการปะทะเมื่อกี้ ทําให้ซ่งซานเหอได้รับบาดเจ็บ

จะเห็นได้ว่า เจ้าปีศาจตนนี้มีพละกําลัง มากกว่าซงซานเหอเยอะมาก และอาจขึ้นไปถึงขั้นเต้าจวินแล้ว

เมื่อเทียบซงซานเหอกับอีกฝ่าย เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ด้วยซ้ํา

แต่สําหรับซ่งซานเหอ แม้จะหายใจหอบเหนื่อยแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้

เขาเป็นถึงศิษย์คนที่สามแห่งสํานักเหมาซาน ฝึกตนมาตั้งแต่เด็ก พลังโดดเด่นเกินใคร

ในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน เขาจัดอยู่ในลําดับต้นๆ บนร่างล้วนเต็มไปด้วยรัศมีของอัจฉริยะ

แต่ตอนนี้ เขากลับถูกปีศาจตนหนึ่งดูถูก บวกกับนิสัยที่ค่อนข้างโมโหง่ายของเขา และยังอยู่ต่อหน้าหยางเฉ่ว เขาเลยโมโหขึ้นมาทันที

“ไอ้ปีศาจ อย่าได้ใจนัก คืนนี้เป็นวันตายของพวกแก !” ซ่งซานเหอด่าจากนั้นก็ยกมือทั้งสอง ข้างขึ้นคิดจะเสกคาถาอีก

เมื่อฉัยเฉิงจิงที่อยู่ข้างๆเห็นแบบนั้น ก็รีบพูดกับซงซานเหอว่า “ไม่ได้นะศิษย์พี่สาม !”

หลังจากพูดจบ จุ่ยเฉิงจึงก็เข้ามาอยู่ข้างซ่งซานเหอแล้ว เธอไม่อยากให้ซ่งซานเหอออกไปสู้อีก

ผลลัพธ์มันเห็นกันอย่างชัดเจน พลังของอีกฝ่ายอยู่เหนือกว่าซงซานเหอเยอะ

ถ้าซงซานเหอยังออกไปสู้อีก เขาอาจบาดเจ็บหนัก หรือแม้แต่ตาย

แต่ซงซานเหอคนนี้เป็นพวกดื้อหัวชนฝา และกําลังหัวร้อน เจ้าปีศาจงูยังกล้าดูถูกอีก แถมที่สําคัญคือขายหน้าต่อหน้าหยางเจ่ว

ตอนนี้ ในสมองของเขาแทบไม่มีเหตุผลของคนปราบภูติผีอยู่เลย มีแต่อยากจะเอาชนะเท่านั้น

“ศิษย์น้องจึง ปล่อยข้า ข้าจะไปฆ่าเจ้านั่น !” ซงซานเหอพูดต่อ

พวกเราขมวดคิ้ว อยากเตือนเขา หากสามารถยึดเวลาต่อไปได้อีกนาทีเราก็ยอม

หากให้ยายโม่และมู่หลงเหยียนออกมาสู้ การฆ่าพวกมันให้ตายคงเป็นเวลาไม่กี่นาที

แต่ไม่รอให้ผมได้พูดออกมา หยางเจ่วที่อยู่ข้างๆกลับพูดกับซงซานเหอว่า “ซงซานเหอ นายไม่เข้าใจหรือไง อีกฝ่ายมีพลังเหนือกว่านาย ถ้านายจะออกไปสู่อีก นั่นมันไม่ต่างจากการไปรนหาที่ตาย ! และตอนนี้นายก็บาดเจ็บแล้ว”

“แต่……” ซ่งซานเหอยังอยากพูดอะไรออกมาอีก

ผลลัพธ์หยางเฉวกลับพูดขึ้นมาอีกครั้ง “นายไสหัวกลับไป !”

ซึ่งซานเหอมองปีศาจหัวงแวบหนึ่ง จากนั้นก็หันมามองหน้าหยางเฉ่ว แต่สุดท้ายก็กัดฟันด้วย ความไม่พอใจสุดๆ แล้วถอยกลับไปยืนที่เดิม

ปีศาจหัวงูตนนั้นเห็นซ่งซานเหอถอยกลับไป เลยได้ใจและทําตัวโอหังสุดๆ “ ทําไม ? ความ สามารถแค่นี้ พวกแกก็เรียกตัวเองว่านักพรตเต๋แล้วเหรอฮะ ? ไม่ได้ร้ายกาจมากเหรอฮี ? ไม่มีใครสู้ได้แล้วหรือไง ?

ถ้าไม่มีแล้ว งั้นก็เข้ามาด้วยกันก็จบ ฉันจะยอมอ่อนให้ใช้แขนแค่ข้างเดียว ”

ปีศาจงูยังแขวะต่อ ท่าทางโอหังสุดๆ ดูถูกพวกเราอย่างต่อเนื่อง

ส่วนปีศาจเสือดาวที่ยืนอยู่ข้างหลัง ก็หัวเราะ “ฮ่าๆๆ” ออกมาสั้นๆ

พอเห็นลูกน้องตัวเองตบหน้าพวกเราแบบนั้น เขาก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมา

ดีชั่วต่างกัน ลูกน้องตัวเองพูดดูถูกเหยียดหยามสํานักฝ่ายธรรมะ ผู้นําอย่างเขาย่อมมีความสุข ในการดูละครฉากนี้เป็นธรรมดา

ดังนั้น เขาเลยไม่รีบร้อนลงมือกับพวกเรา ยังอยากเห็นพวกเราโดนลูกน้องเหยียบย่ําและทําให้อับอายต่อไป

สีหน้าของพวกเรา ต่างเปลี่ยนเป็นหน้าไม่สบอารมณ์เรียบร้อย

แต่อีกฝ่ายกลับเอาชนะฝ่ามือสยบมารของซงซานเหอได้เพียงฝ่ามือเดียว เห็นได้ชัดว่าเขาต้องอยู่ในขั้นเต้าจวิ้น ต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอน

พวกเราทุกคน ตอนนี้มีใครสามารถสู้เดี่ยวๆกับอีกฝ่ายได้บ้างละ

หากใครเข้าไป ก็รอตายได้เลย

แม้จะรู้สึกไม่พอใจพอสมควร แต่เราก็จนปัญญาจริงๆ

พลังของอีกฝ่ายสูงถึงขนาดนั้น พวกเราไม่อาจสู่ได้จริงๆ

ดังนั้น ทุกคนเลยต่างเงียบกันหมด

“ทําไม ? ไม่มีจริงๆเหรอ ? ถ้าไม่มี งั้นฉันจะลงมือละนะ !” เจ้าปีศาจงพูดต่อ และยังแลบลิ้นงู ของเขาต่อไป

ผมกําหมัด อยากต่อยเจ้าตัวประหลาดที่ไม่ใช่ทั้งคนและปีศาจนี่ให้ตายจริงๆ ทําไมผมถึงมี พลังแค่เต้าฉือขั้นสุด มันจะไปสู้กับศัตรูที่อยู่ในขั้นเต้าจนได้ยังไง

แต่ในเวลานี้เอง จู่ๆก็มีเสียงมู่หลงเหยียนดังขึ้นในหูผม “ติงฝาน นายออกไป พยายามซื้อเวลาให้พวกเราให้ได้มากที่สุด ส่วนทางฉันใกล้จะเสร็จแล้ว !”

จู่ๆก็ได้ยินเสียงของมู่หลงเหยียน ผมเลยหันไปมองมู่หลงเหยียนตามสัญชาตญาณ ทันใดนั้น ผมก็พบว่าเธอยังช่วยรักษาให้เหล่าฉันอยู่ หลับตานั่งอยู่ท่าเดิม

ส่วนสองสามคนที่อยู่ข้างๆ ก็จ้องปีศาจหัวงตาไม่กระพริบ ราวกับเสียงของมู่หลงเหยียน มีเพียงผมเท่านั้นที่ได้ยิน

แต่หากพูดอีกอย่าง ถึงผมจะยอมไปสู้ แต่ผมจะเป็นคู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายได้งั้นเหรอ

อย่าว่าแต่ออกไปถ่วงเวลาเลย อาจเพิ่งเข้าไป ก็โดนอีกฝ่ายซัดจนกระอักเลือดแล้ว

พอคิดถึงตรงนี้ ผมก็อยากพูดกับมู่หลงเหยียน

แต่ดูเหมือนมู่หลงเหยียนจะรู้ความคิดในใจผม เธอเลยพูดกับผมอีกครั้ง “ใช้มีดปลิดวิญญาณมันช่วยนายได้”

พอได้ยินค่าพูดไม่กี่คํานี้ ผมก็อึ้งไปพักนึง

มีดปลิดวิญญาณ ใช้มีดปลิดวิญญาณแล้วจะสู้กับอีกฝ่ายได้เหรอ

นั่นมันเป็นแค่อาวุธชิ้นหนึ่งไม่ใช่เหรอ ถึงจะมีความสามารถดูดซับพลังวิญญาณได้ และคมยิ่งกว่าอะไรดี

แต่ภายใต้พลังที่เหนือกว่า มันจะมีประโยชน์เหรอ

ผมสงสัย แต่เมื่อมู่หลงเหยียนพูดแบบนั้น มันก็น่าจะมีประโยชน์จริงๆแหละมั้ง

สุดท้าย ผมก็เลือกที่จะเชื่อเธอ มู่หลงเหยียนน่าจะไม่ทําร้ายผม

หลังคิดได้แบบนี้แล้ว ผมก็พยักหน้า แล้วหยิบมีดปลิดวิญญาณออกมา

มันเป็นมีดที่ธรรมดาเล่มหนึ่ง หรือจะบอกว่าสภาพค่อยข้างเน่าเลยก็ว่าได้

ส่วนเจ้าปีศาจงูตัวนั้นยังบ่นต่อไป “ช่างเป็นพวกขยะจริงๆ ในเมื่อไม่มีใครกล้าออกมาสู้เดียว งั้นก็อย่าโทษว่าฉันรังแกคนเยอะกว่าก็แล้วกัน !”

หลังจากพูดจบ เจ้าหมอนี่ก็คิดจะเข้ามาลงมือกับพวกเรา

วินาทีนั้น ทุกคนทําหน้าหนักใจ เตรียมรับการโจมตีกันอย่างถ้วนหน้า

แต่ในช่วงเส้นยาแดงนั้นเอง ผมก็หยิบมีดเน่าๆเล่มนึ่งออกมา แล้วเดินขึ้นไปข้างหน้าสองก้าว

“อยากสู้เดียวใช่ไหม ! ฉันจะสู้ด้วยเอง !”

ผมพูดเบาๆ ส่วนพวกเราหลายคนที่ได้ยินคําพูดของผมแล้ว ก็ต่างหันมามองผมด้วยสีหน้าตกตะลึง

ผมมีพลังระดับไหน ทุกคนรู้ดีแก่ใจ เต้าฉือขั้นกลาง ยังไม่ถึงขั้นเต้าชื่อเลยด้วยซ้ํา

แล้วอีกฝ่ายมีพลังระดับไหนละ เต้าจขึ้น นั่นมันขั้นเต้าจนเลยนะ เมื่อกี้เต้าซื้อขั้นกลางอย่าง ซึ่งซานเหอยังโดนฟาดจนบาดเจ็บในฝ่ามือเดียว พลังอันน้อยนิดของผมในตอนนี้ คิดจะออกไปโชว์พาวงั้นเหรอ

นั่นไม่ต่างจากไปตายฟรีเหรอ

ศพ

ศพ

อ่านนิยายเรื่องศพ
Status: Ongoing
โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset