ศพ – ตอนที่ 497 โหดเหี้ยม

ตอนที่ 497 โหดเหี้ยม

ทุกคนมองมู่หลงเหยียนด้วยสายตาเหลือเชื่อแต่ละต่างไม่กล้าเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็น

ท่านเทพแห่งสํานักสื่อเย่ที่แข็งแกร่งแบบนี้ กลับพ่ายแพ้ในวินาทีเดียว

แม่ทุกคนจะไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของมู่หลงเหยียน แต่พวกเขาก็รับรู้การมีตัวตนของเธอได้นานแล้วและเคยเห็นพละกําลังของอีกฝ่ายมาก่อน

แต่จากการแสดงพลังในครั้งก่อน วิญญาณคุ้มครองบ้านที่ไม่อาจมองเห็นได้อย่างชัดเจนตนนี้น่าจะไม่ได้แข็งแกร่งถึงขนาดนี้

แต่วันนี้ ทําไมเธอถึงกําราบปีศาจเสือดาวได้ภายในฝ่ามือเดียวเองละ

ทุกคนค่อนข้างตกใจแต่มีเพียงผมคนเดียวที่รู้ดีแก่ใจ

นี่เป็นเพราะม่หลงเหยียนทะลุคอขวดแล้ว เธอได้เลื่อนระดับไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว

เพียงแต่พลังของพวกเราน้อยเกินไป ไม่อาจตัดสินได้ว่ามู่หลงเหยียนอยู่ในระดับไหนกันแน่

แต่เท่าที่คาดเดา ระดับของมู่หลงเหยียน บางที่คงใกล้เข้าขั้นเต้าจนแล้ว

ก่อนอื่น ลูกน้องของปีศาจเสือดาวต่างอยู่ในขั้นเต่าจขึ้นแล้ว

หากเป็นแบบนี้ ระดับพลังของปีศาจเสือดาวก็น่าจะอยู่ในขั้นเต้าหวางละมั้ง

ไม่ก็มากกว่าเต้าหวาง หรือก็คือเต้าจง

แต่หากอยู่ในขั้นเต้าจง ก็ไม่อาจเอาชนะเต้าหวางได้ภายในฝ่ามือเดียว

ด้วยเหตุนี้ ผมเลยสงสัยว่าระดับพลังของมู่หลงเหยียนในตอนนี้ น่าจะใกล้ถึงขั้นเต้าจุนหรือไม่ก็ถึงขั้นเต้าจุนแล้ว

หุ่นเชิดรุ่นแรกขององค์กรตาผี น่าจะมีระดับพลังและความสามารถที่ทรงพลังแบบนี้ได้ไม่อย่างงั้นคําว่ารุ่นแรกคงเป็นแค่ลมปาก

ในเวลานี้ โดยเฉพาะซ่งซานเหอ

เขามองมู่หลงเหยียน ด้วยสายตาเหมือนเห็นสัตว์ประหลาด

คิดไม่ถึงว่าข้างกายนักฝึกฝนทั่วไปอย่างผม จะมีวิญญาณผีคุ้มครองที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้

แต่ในขณะที่ทุกคนกําลังตกใจ มู่หลงเหยียนก็ประคองผมให้ลุกขึ้นแล้วในเวลาเดียวกันเธอก็พูดออกมาว่า “ไม่เป็นไรใช่ไหม ?”

“ไม่เป็นไร คราวนี้ เธอช่วยฉันไว้อีกแล้ว !” ผมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ม่หลงเหยียนกลับฉีกยิ้มอย่างสบายๆ “ต่อไปก็ค่อยๆตอบแทนก็แล้วกัน !”

หลังจากพูดจบ มู่หลงเหยียนก็หมุนตัว เดินตรงไปหาปีศาจเสือดาวที่อยู่ข้างพุ่มไม้

ผมเองก็ไม่รอช้า เดินตามหลังมู่หลงเหยียน ตรงไปหาเขาเช่นกัน

คราวนี้มู่หลงเหยียนน่าจะลงมือหนักพอสมควร เจ้าหมอนั้นยังคงไอเป็นเลือดอยู่

ปีศาจหนูที่อยู่ข้างๆ กําลังช่วยตบหลังให้ปีศาจเสือดาวอย่างต่อเนื่อง

ส่วนคนที่เหลือ ก็เดินตามพวกเรามาเช่นกัน

ซึ่งซานเหอมีนิสัยชอบวางอํานาจ ตอนนี้พอเห็นพวกเราเป็นฝ่ายได้เปรียบเจ้าหมอนี่ก็เริ่มออกมาเสนอหน้าอีกครั้ง

“ เมื่อกี้พวกแกไม่ได้เก่งนักเหรอฮะ ? ทําไมตอนนี้หัวหดแล้วละ มาซิ ! มาสู้กับพวกเราซิปีศาจชั่ว

ดวงกุด……” ซึ่งซานเหอพูดไม่หยุด ดูเหมือนอาการบาดเจ็บของตัวเองจะดีขึ้นมาในทันที

ปีศาจเสือดาวตัวนั้นกําลังนั่งอยู่บนพื้น หลังพิงพุ่มไม้ ดวงตาเต็มไปด้วยไฟแค้น “ อย่าได้ใจให้มันเร็วนัก

ข้าข้ามน้ำข้ามทะเลมานับสิบปี ได้รับการสั่งสอนจากท่านประมุข และยังเป็นนายแห่งสํานักสื่อเย่เฉิน

แค่เด็กอมมืออย่างพวกแกไม่กี่คน ก็คิดจะฆ่าข้าได้งั้นเหรอ ?”

“ความตายมาถึงแล้ว ยังจะกล้าปากดีอีกนะ” พี่เฟิงพูดขึ้นมาอย่างเย็นชาเขาเองก็คิดจะลงมือกับเจ้าหมอน

ส่วนปีศาจหนูตนนั้นกลับลุกขึ้น แล้วเข้ามายืนขวางด้านหน้าปีศาจเสือดาว “ท่านเทพรึบหนีไปก่อนศิษย์จะสกัดพวกมันให้เอง !”

หลังจากพูดจบ เจ้าปีศาจตนนี้ก็ระเบิดพลังปีศาจที่เข้มข้นออกมาทันทีเขาเตรียมจะสู้สุดตัวกับพวกเรา

เมื่อเห็นภาพนี้ ทุกคนก็เลิกคิ้ว เตรียมเข้าไปล้อมเจ้าหมอนเอาไว้ แล้วจัดการมันให้สิ้นซาก

แต่สิ่งที่ทําให้พวกเราคาดไม่ถึงเลยคือ ยังไม่รอให้พวกเราลงมือ เจ้าปีศาจเสือดาวที่นั่งพิงพุ่มไม้

กลับลุกขึ้นมาดื้อๆ มันเล็งมาที่คอของลูกน้อง จากนั้นก็เข้าไปกัดคอลูกน้องจากทางด้านหลังทันที

จู่ๆก็เห็นเหตุการณ์แบบนี้ พวกเราทุกคนเลยตกใจทันที

นี่มันกําาลังทําอะไร ตอนนี้มันจะลงมือกับลูกน้องอย่างงี้เหรอ มันจะกัดอีกฝ่ายให้ตายเลยเหรอเจ้านี่บ้าไปแล้วหรือเปล่าเนี่ย

ปีศาจหนูที่โดนกัด ร่างกายเริ่มผอมแห้งลงอย่างรวดเร็ว เหมือนกับพลังชีวิตกําลังถูกดูดออกไปจนหมดอาการซูบผอมลงของเขาเกิดขึ้นเร็วมากมันเป็นเพียงเวลาแค่ชั่วพริบตาเท่านั้น

ผิวหนังที่เคยมีกล้ามเนื้อ ในเวลานี้กลับเปลี่ยนเหมือนผิวของคนแก่ที่ซ้อนทับกันชั้นแล้วชั้นเล่า

“ท่าน ท่านเทพ ทํา ทําไมท่าน…..” ปีศาจหนูทําหน้าหวาดกลัว ในใจมีแต่คําถามเต็มไปหมด

เขาภักดีต่อเจ้านาย แต่สุดท้ายกลับโดนเจ้านายกัดคอ

ส่วนปีศาจเสือดาวกลับไม่พูดอะไร เขากัดลงไปแรงๆอีกครั้ง

ปีศาจหนูแหกปากร้องเสียงดังตามสัญชาตญาณ “อ้า” หลังจากนั้นเราก็เห็นร่างของเจ้าลูกนองปีศาจตนนี้โดนดูดจนแห้งดวงตาคู่นั้นยังเหี่ยวแห้งและเขาก็ตายในทันที

จนกระทั่งถึงตอนนี้ ปีศาจเสือดาวถึงยอมเปิดปาก เจ้าหมอนโยนร่างไปบนพื้น

ปีศาจหนู กลายเป็นศพแห้งๆไร้ชีวิตชีวาเรียบร้อย

“เพื่องานใหญ่ของสํานัก เจ้าเลยจําเป็นต้องสละชีวิต……” ปีศาจเสือดาวพูดกับศพแห้งๆตรงหน้าเบาๆ

ทุกอย่างนี้ เกิดขึ้นในเวลาแค่สองสามวินาที

ภายนระยะเวลาสั้นๆแบบนี้ ลูกน้องปีศาจตนนี้ ก็โดนเจ้าหมอนสบพลังจนเกลี้ยงเป็นอะไรที่น่ากลัวจริงๆ

ไม่รอให้พวกเราได้เคลื่อนไหว เจ้าปีศาจเสือดาวตนนั้นก็พูดกับพวกเราอีกครั้ง“ข้าจําพวกเจ้าเอาไว้แล้ว

วันหน้าจะต้องไปเยี่ยมถึงที่แน่นอน !”

ปีศาจเสือดาวในตอนนี้ ไม่เหมือนกับคนที่ไอเป็นเลือดและมีสภาพร่างกายที่อ่อนแออีกต่อไปแล้วหลังได้ดูดพลังจากพวกเดียวกันแล้วร่างกายของเขาก็ฟื้นตัวขึ้นมาเยอะมาก

พอทุกคนได้ยินถึงตรงนี้ ก็ได้สติกลับมาทันที

ในใจรู้สึกหดหู เจ้าปีศาจตนนี้โหดเหี้ยมจริงๆ

เพราะความอยู่รอด ถึงจะเป็นพวกเดียวกัน เจ้าหมอนี่ก็สามารถสังหารได้ทุกเมื่อนําลูกน้องมาเป็นแหล่งพลังงานของตัวเอง

ตอนนี้จะเห็นได้ว่า เจ้าหมอนี่เป็นพวกที่โหดเหี้ยมและไร้หัวใจขนาดไหน

มู่หลงเหยียนเองก็ค่อยๆเลิกคิ้วขึ้น “แกคิดว่าจะหนีรอดไปได้งั้นเหรอ ?”

“ฮ่าๆๆ ! หากข้าคิดจะหนี ก็ไม่มีใครมาขวางข้าได้ทั้งนั้น อย่าลืมละ ข้าคือปีศาจเสือดาวทมิฬภายใต้ความมืดในยามค่ําคืนไม่มีใครสามารถหยุดข้าได้” เจ้าปีศาจพูดอย่างเยือกเย็น

และหลังพูดจบ เจ้าปีศาจตนนั้นก็ปลดปล่อยหมอกดําหนาทึบออกมา

หมอกดําพวกนั้นเพิ่งปรากฏขึ้น มันก็ห่อหุ้มร่างปีศาจตนนั้นเอาไว้ด้านใน พร้อมกันนั้นเสียงคำรามสั้นๆก็ดังขึ้น

“โฮก !”

พอมู่หลงเหยียนเห็นแบบนั้น ก็ตกใจในทันที “แย่แล้ว มันคิดจะหนี !”

เสียงเพิ่งเงียบลง มู่หลงเหยียนก็ลงมือเรียบร้อยแล้ว

ส่วนทางพวกเราไม่กี่คน ต่างก็เริ่มเคลื่อนไหวพร้อมกัน แต่ละคนไม่สนอะไรทั้งนั้นรีบพุ่งเข้าไปในหมอกดํากะจะหยุดปีศาจเสือดาวเอาไว้ทันที

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น หลังพุ่งเข้าไปในหมอกดํา เรากลับไม่เห็นร่างของเจ้าปีศาจตนนั้นอีกต่อไป

ไม่รู้เจ้าปีศาจตนนั้นใช้วิธีอะไร ในระหว่างที่หมอกดําปรากฏขึ้น เจ้าหมอนั้นก็ใช้หมอกดําเป็นตัวช่วยในการหลบหนี

เมื่อเจอกับความว่างเปล่า ทุกคนก็ไม่พอใจในทันที

ส่วนหมอกดําพวกนั้น ก็จางหายไปตามเวลา

ทุกคนกวาดสายตามองรอบๆ แต่แล้วเราก็ไม่เห็นเงาใครสักคน แม้จะอยากตามหาแต่เราก็ไม่รู้จะไล่ตามไปจากทางไหนมีเพียงบนพื้นเท่านั้นที่ทิ้งรอยรูปปากั่วเอาไว้

“สมควรตาย เจ้าหมอนั้นหนีไปได้ยังไง ?” ฉยเฉิงจึงพูดด้วยความโมโห

“วิธีหนีนี่ใช้ได้จริงๆ” เหล่าเฟิงก็พูดเหมือนกัน เขาเองก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหนีไปได้ยังไง

ผมทําหน้าจริงจัง มองมู่หลงเหยียนที่อยู่ข้างๆ “น้องศพ เธอดูออกไหมว่ามันหนีไปได้ยังไง ?”

พอโดนผมถามแบบนั้น มู่หลงเหยียนก็ส่ายหัวเบาๆ เธอกําลังก้มมองรูปปาก๋วที่พื้นขณะเดียวกันก็พูดด้วยน้ำเสียงท้อใจ“ไม่รู้!นี่น่าจะเป็นวิชาฉีเหมินตันเจี้ยบางอย่างหากไม่เข้าใจหลักการของฉีเหมิน ก็ไม่อาจรู้วิธีหนีและทิศทางที่เขาหนีไปได้ง่ายๆ……”

ศพ

ศพ

อ่านนิยายเรื่องศพ
Status: Ongoing
โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset