ศพ – ตอนที่ 501 ปรึกษากันให้ดีๆก่อน

ตอนที่ 501 ปรึกษากันให้ดีๆก่อน

หลังมู่หลงเหยียนและยายโม่จากไป พวกเราไม่กี่คนก็พาท่านนักพรตต์กลับร้านไปฉาว

เพราะในมือของพวกเราไม่มีของเหมือนพวกสํานักสื่อเย่ ที่ในขณะกลายร่าง จะมียาที่สามารถใช้คงสติเอาไว้ได้

ดังนั้นหากอีกเดี๋ยวท่านนักพรตต์ตื่นขึ้นมา เขายังบ้าคลั่ง และทําตัวเหมือนสัตว์ร้ายเช่นเคย

ไม่มีทางเลือก เราจึงจําเป็นต้องใช้เชือกมัดท่านนักพรตตู๋เอาไว้

มีเพียงทางเดียวเท่านั้น ถึงจะรักษาความปลอดภัยให้กับท่านนักพรตต์ และหลีกเลี่ยงไม่ให้สัญชาตญาณสัตว์หลังกลายร่างของท่านนักพรตต์ ไปทําร้ายคนบริสุทธิ์ที่อยู่รอบๆแถวนี้ได้

ในระหว่างนี้ เห็นได้ชัดว่าอาจารย์เสียใจมาก

เขาเองก็เล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับท่านนักพรตต์ เขาบอกว่าตอนนั้นเขาและท่านนักพรตตู๋กําลังพักผ่อนอยู่ในห้อง

แต่พอมาถึงยามจอ ทั้งสองคนก็ตื่นขึ้นพร้อมอาการไอที่ไม่อาจอธิบายได้ และในขณะเดียวกัน พวกเขาก็รู้สึกว่าในร่างกายมีกระแสพลังแปลกๆอยู่

กระแสพลังนี่กระจายไปทั่วทั้งแขนขา จากนั้นก็ค่อยๆทําให้ร่างกายของพวกเขาเปลี่ยนไป

ทั้งสองคนไม่รู้จะเผชิญหน้ากับการกลายร่างเป็นปีศาจยังไง บวกทั้งความเจ็บปวดที่ทวีความรุนแรงขึ้น

พวกเขาจึงได้แต่ทนต่อไป

ท้ายที่สุดหลังรับสายผมแล้ว ท่านนักพรตต์และอาจารย์ของผมถึงได้เริ่มเดินลมปราณ

แม้จะหาวิธีแก้เจอแล้ว แต่ผลลัพธ์กลับไม่ชัดเจน

ทั้งสองคนพยายามเคลื่อนพลังยับยั้ง แต่พวกเขากลับพบว่าการกลายร่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป

ด้วยพลังของตัวเอง ไม่มีทางต้านเอาไว้ได้แน่นอน

ในขณะที่ทั้งสองคนต้านการกลายร่างไม่ไหว ท่านนักพรตต์กลับทําในสิ่งที่คนคาดไม่ถึง

เขาเลิกยับยั้งพลังปีศาจของตัวเอง และมาช่วยต้านพลังปีศาจในตัวอาจารย์แทน

เมื่อเป็นแบบนี้ อย่างน้อยก็จะสามารถรักษาใครคนหนึ่งเอาไว้ได้

อาจารย์ตกใจมาก เป็นธรรมดาที่เขาจะไม่เห็นด้วย แต่ในระหว่างนั้นเองเขากลับโดนท่านนักพรตตู๋ใช้ยันต์สะกดเอาไว้

ไม่ว่าอาจารย์จะตะโกนยังไง มันก็ไร้ประโยชน์

สุดท้าย อาจารย์ก็ได้แต่ทําใจ ร่วมมือยับยั้งพลังปีศาจในตัวกับท่านนักพรตตู๋

เรื่องก็เป็นแบบนี้ สุดท้ายอาจารย์ก็ยับยั้งพลังปีศาจพวกนั้นเอาไว้ได้

ส่วนท่านนักพรตตู๋ ที่ยอมแพ้และหันมาช่วยอาจารย์ กลับค่อยๆโดนพลังปีศาจกลืนกิน แล้วสุดท้ายก็กลายร่างเป็นปีศาจระยะแรก และเสียสติในที่สุด

แต่ก่อนที่จะสูญเสียสติสัมปชัญญะ ท่านนักพรตที่พยายามควบคุมสัญชาตญาณสัตว์ของตัวเอง ดังยันต์ที่สะกดอาจารย์เอาไว้ออก จากนั้นก็พุ่งออกไปจากห้องทันที

เป็นธรรมดาที่อาจารย์จะไม่ทิ้งท่านนักพรตต์ เขาเองก็รีบวิ่งตามออกไป ในเวลาเดียวกันก็โทรศัพท์มาหาผม บอกให้ผมรู้ข่าวในตอนนั้น

เรื่องหลังจากนั้น ก็คือสิ่งที่พวกเราเห็นกันนั่นแหละ

ท่านนักพรตเสียสติปัญญาอย่างสมบูรณ์ ถูกพลังปีศาจกลืนกิน สูญเสียตัวตนของตัวเองไปอย่างสมบูรณ์

แม้อาจารย์จะเสียใจ แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว สิ่งเดียวที่สามารถทําได้ ก็คือดูแลท่านนักพรตตู๋ให้ดี

และพยายามหาทางแก้

แม้ว่าต่อไปจะไม่สามารถขจัดพิษปีศาจออกจากตัวท่านนักพรตต์ได้ทั้งหมด แต่ขอเพียงทําให้เขากลับมามีสติปัญญา และควบคุมการกลายร่างที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้ก็พอแล้ว

หลังตัดสินใจได้อย่างนี้ ต่อไปสิ่งที่พวกเราต้องทําคือ ขจัดพิษที่เหลืออยู่ในร่างกายของพวกเรา

ในตัวของพวกเราแต่ละคน ยังมีพิษปีศาจนหลงเหลืออยู่นิดหน่อย

พิษปีศาจพวกนี้นอกจากขับออกมาด้วยตัวเองแล้ว ต้องใช้แรงจากภายนอกช่วยขับออกมา

แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เพราะพวกเราสองคนสามารถจัดการได้

ดังนั้นผมและอาจารย์เลยกลับบ้านไปขจัดพิษออกก่อน ส่วนที่นี่ก็เหลือแต่เหล่าเฟิงและพี่เฟิงคอยดูแล

เมื่อกลับมาถึงบ้าน ผมและอาจารย์ก็ไม่รอช้า

อาจารย์เริ่มขจัดพิษให้ผมก่อน เขาเคลื่อนพลังตามคําแนะนําของผม จากนั้นเราสองคนก็เริ่มขับพิษที่เหลืออยู่ในตัวผมออกมาจนหมด

มันสังเกตได้ง่ายมาก เพราะพลังปีศาจเข้ากันไม่ได้กับพลังในร่างเรา

ก่อนหน้านี้คือไม่รู้ว่าในตัวเรามีพลังปีศาจอยู่ ตอนนี้พอรู้แล้ว แม้เจ้าพลังปีศาจพวกนี้จะซ่อนดีขนาดไหน

เราก็หาพวกมันเจอเสมอ

สุดท้ายพลังปีศาจที่เหลือพวกนี้ ก็กลายสภาพเป็นไอพลังสีเขียว แล้วค่อยๆลอยออกมาจากบนหัว

หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง พลังปีศาจในร่างก็ถูกขับออกไปทั้งหมด

ต่อจากนั้น ผมก็ใช้วิธีเดียวกัน ช่วยขับพลังปีศาจที่อยู่ในตัวอาจารย์ออกมา หยุดความเป็นได้ในการกลายร่าง

คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเจ้าหมอกของ “โอสถ โลหิตศพ” จะร้ายกาจถึงขนาดนี้ สัมผัสเพียงนิดเดียว ทําให้พวกเขาเกือบกลายเป็นตัวประหลาดที่ไม่ใช่ทั้งคนและปีศาจแล้ว ไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าเจ้าสํานักสื่อเย่นี่จะเอายาเม็ดนี้ไปทําอะไร !

แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดสุดๆคือ ตอนนี้ดูเหมือน หมอกสีแดงพวกนั้น จะไม่มีผลกับเผ่าจิ้งจอก และ พวกผู้หญิง

อย่างเช่นปู่หลิ่วและหยางเฉ่ว พวกเขาเป็นตัวพิสูจน์ได้ดีที่สุด

ตอนนั้นพวกเรายืนอยู่ด้วยกัน พวกเธอเองก็สัมผัสกับหมอกพวกนั้นเล็กน้อย

แต่การกลายร่าง กลับเกิดขึ้นกับพวกผู้ชายอย่างพวกเรา

หลังช่วยอาจารย์ขับพลังปีศาจชุดสุดท้ายออกมาแล้ว พวกเราสองคนก็อดสูดหายใจเข้าลึกๆ ไม่ได้

หลังจากนั้นก็ได้ยินผมพูดว่า “อาจารย์คราวนี้ดวงซวยสุดๆ แถมก่อนรับสายอาจารย์ พวกเรายังเจอปีศาจของสํานักสื่อเย่นั่นด้วย แถมเจ้าหมอนั้นยังร้ายกาจสุดๆ ! แต่สุดท้ายเราก็ปล่อยให้มันหนีรอดไปได้”

พออาจารย์ได้ยินแบบนั้น ก็ขมวดคิ้วในทันที “สํานักสื่อเย่ ข้าไม่มีทางปล่อยพวกแกไปแน่ ! เสี่ยวฝาน เล่ามา เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?”

เพราะเรื่องของท่านนักพรตตู๋ อาจารย์เลยดูจะโกรธเอามากๆ

ตอนนี้พอพูดถึงสําสื่อเย่ อาจารย์ก็หัวร้อนขึ้นมาในทันที

ผมไม่รอช้า รีบเล่าเรื่องที่เจอท่านเทพแห่งสํานักสื่อเยู่ในสวนสาธารณะก่อนหน้านี้ให้เขาฟังทันที

หลังฟังจบ อาจารย์ก็อดสูดหายใจเข้าไม่ได้ “ไม่พูดไม่ได้ เจ้าสํานักสื่อเย่นี่แข็งแกร่งกว่าที่เราคิดเอาไว้มาก แต่พวกเราต้องคิดหาวิธี จับลูกศิษย์ของเจ้าสํานักเย่นี่กลับมาให้ได้สักคน !”

“หือจับลูกศิษย์สํานักสื่อเย่ ? ทําไมต้องทําแบบนั้น ?” ผมค่อนข้างสงสัย

อาจารย์กลับท่าหน้าจริงจัง “แกลืมแล้วเหรอ ? ลูกศิษย์สํานักสื่อเย่ จะต้องกินยาเป็นระยะ เพื่อควบคุมพลังปีศาจในตัว ไม่ทําให้ตัวเองสูญเสียสติปัญญา แล้วกลายเป็นสัตว์ตัวหนึ่ง”

“ถ้าพวกเราได้ยานมา เราก็จะเอาไปทดลองหาสูตรยาออกมาได้ แบบนี้ต่อไปเราก็ทําให้เหล่าตู๋กลับมามีสติเหมือนเดิมได้ ! หรือแม้แต่ยังอาจหาทางยับยั้งการกลายร่างได้……”

อาจารย์พูดความคิดของเขาออกมา พอผมได้ยินแบบนั้น ก็คิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้

ตอนนี้สิ่งที่สําคัญคือทําให้ท่านนักพรตต์กลับมามีสติอีกครั้ง ส่วนจะชะลอหรือหยุดการกลายร่างยังไง

เรื่องนี้เรายังค่อยๆหาวิธีได้

แต่บริษัทหมิงโลจิสติกส์โดนพวกเราทําลายไปแล้ว ตอนนี้หากอยากหาสาวกสํานักสื่อเย่สักคน

และได้ยาพิเศษนั้นมาครอง คงได้แค่พูดเท่านั้น

หากเข้าไปปะปนอยู่ในฝูงชน พวกเราไม่มีทางจ่สาวกปีศาจพวกนี้ได้

ในขณะที่พวกเรากําลังหัวร้อน คิดว่าจะทํายังไงถึงจะหาปีศาจสํานักสื่อเย่ได้ ที่หน้าบ้านก็มีเสียงคนเคาะประตูดังขึ้น

ตอนนี้ฟ้าเพิ่งสาง ใครกันนะที่มาเคาะประตู

ในขณะสงสัย ผมก็ตะโกนถามว่า “ใคร”

เสียงเพิ่งเงียบลง เสียงของคุณป้าคนหนึ่งก็ดังขึ้น “ฉันเอง ยายเจ็ด !”

ยายเจ็ด คือยายหูชี

ถึงจะไม่รู้ว่ายายเจ็ดมาหาด้วยเรื่องอะไร แต่ผมก็ไม่กล้ารอช้า รีบเดินไปเปิดประตูทันที

เพิ่งเปิดประตูออกมา ผมก็เห็นปู่หลิว ยายหูชีและหูเหมย

เมื่อเห็นทั้งสองท่าน ในฐานที่ผมเป็นชูหม่า ผมก็รีบทํามือคํานับทันที “ศิษย์คารวะปู่หลิ่ว ยาย เจ็ด…..”

ปู่หลิ่วและยายเจ็ดพยักหน้า จากนั้นผมก็ได้ยินป่หลิ่วพูดว่า “ชูหม่าไม่ต้องมากพิธี ที่พวกเรามาในวันนี้ เพราะเรื่องสํานักสื่อเย่……”

ผมและอาจารย์กําลังปรึกษากันเรื่องนี้เลย ! เมื่อได้ยินปู่หลิ่วพูดแบบนั้น ผมก็รีบเชิญเข้าไปใน

บ้านทันที

อาจารย์ทักทายพวกปู่หลิ่ว ในเวลาเดียวกันเขาก็พูดกับพวกปู่หลิวว่า “ไม่ปิดบังท่านเซียน ข้ากับศิษย์ กําลังหัวร้อนเพราะเรื่องนี้อยู่เลย ในตัวเหล่าตูมีพิษปีศาจอยู่ และมันซึมเข้ากระดูกแล้ว ตอนนี้เขากลายร่างเป็นปีศาจระยะแรกแล้ว”

“อะไรนะ นักพรตติยับยั้งพลังปีศาจไม่ได้เหรอ……” ปู่หลิ่วตกใจ

อาจารย์ถอนหายใจ ส่ายหัว จากนั้นก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้พวกเขาฟัง

หลังจากนั้นก็พูดต่อ “ตอนนี้พวกเรากําลังคิดจะจับศิษย์สํานักสื่อเย่สักคนมาเป็นๆ เอายาพิเศษนั่นออกมา ช่วยควบคุมสัญชาตญาณสัตว์ในตัวเหล่าก่อน ทําให้เขาได้กลับมามีสติอีกครั้ง

เสียงอาจารย์เพิ่งเงียบ ปู่หลิ่วก็ตบขาดังลั่น “ดูเหมือนเราจะมาถูกเวลา ที่พวกเรามาในวันนี้ ก็เพราะเจอเบาะแสของพวกสาวกสําลื่อเย่ และเจ้าสาวกสานักสื่อเย่พวกนี้ ก็เพิ่งเข้ามาในตําบลชิงฉือของพวกเราเมื่อคืนนี้”

“ พวกเราและคนอื่นๆกลัวจะแหวกหญ้าให้งตื่น เลยไม่ได้ทําอะไร คิดว่ารอให้ทุกคนกลับมา

แล้วค่อยปรึกษากันดีๆก่อน ตอนนี้ดูเหมือน พวกเราคงได้ลงมือกันวันนี้แล้ว……”

ศพ

ศพ

อ่านนิยายเรื่องศพ
Status: Ongoing
โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset