ศพ – ตอนที่ 502 มาหาถึงที่

ตอนที่ 502 มาหาถึงที่

ผมและอาจารย์ก่าลังกังวลจะไปหาสาวกสํานักสื่อเย่จากที่ไหนจะได้แย่งยายับยั้งสภาพสัตว์มาสักนิดสักหน่อย

ตอนนี้ เจ้าพวกสาวกสํานักสื่อเย่พวกนั้นกลับมาหาถึงที่เรื่องนี้ช่วยลดความยุ่งยากให้เราไปไม่น้อย

พออาจารย์ได้ยินแบบนั้น ดวงตาก็เป็นประกาย พร้อมพูดขึ้นมาด้วยความดีใจ “ดี ! อยากได้อะไรก็ได้อย่างงั้นจริงๆ หากเป็นแบบนี้ เหล่าต์ก็จะสามารถกลับมามีสติได้ชั่วคราว !”

อาจารย์พูดด้วยความดีใจ ผมเองก็ดีใจเช่นกัน

ในเวลาเดียวกันนั้นก็พูดกับปู่หลิวว่า “ปู่หลิว มีปีศาจสานักสื่อเย่มากี่คน แล้วพวกไปเจอพวกมันได้ยังไง ?”

ผมถามสองคําถามติด พอหลิ่วได้ยินแบบนั้น เขาก็ไม่ลังเลเลยสักนิดรับเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้พวกเราฟังทันที

ปู่หลิวบอกว่า เมื่อหลังพวกเขาได้รับข่าวจากมู่หลงเหยียนแล้ว เขาก็นั่งสมาธิเดินลมปราณกันในศาลเจ้าหลักเมืองทันทีเพื่อดูว่าในร่างกายตัวเองมีพิษปีศาจที่ว่าซุกซ่อนอยู่ไหม

หลังจากนั้นเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงประมาณตีหนึ่ง จู่ๆก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นในศาลเจ้าหลักเมือง

ตอนนั้นพวกปู่หลิ่วหวาดระแวงขึ้นมาทันที หลังจากพบว่าผู้ที่มาเยือนคือคนแปลกหน้าพวก เขาก็หาที่ซ่อนตัวทันที

ต่อจากนั้น พวกเขาก็เห็นคนทั้งหมด 5 คนเดินเข้ามาในตัวศาลเจ้าหลักเมือง

และทั้งห้าคนนั้นเพิ่งเข้าไปในศาลเจ้า ปู่หลิ่วและยายหูชีก็เห็นอะไรบางอย่างจากตัวพวกเขา

เพราะรูปร่างหน้าตาของคนพวกนี้ มีลักษณะพิเศษเหมือนสัตว์

เช่นมีขนสัตว์กรงเล็บ ม่านตาสัตว์ มันไม่ได้ชัดเจนมาก แต่ก็ผิดปกติจากคนทั่วไป

พวกเขาไม่ได้ส่งเสียง ยังสังเกตอีกฝ่ายต่อไปเรื่อยๆ

จากลักษณะพิเศษของร่างกาย และเนื้อหาที่อีกฝ่ายคุยกัน พวกเขาก็ได้ข้อสรุป ว่าเจ้าคนพวกนี้ เป็นสาวกของสํานักสื่อเย่แน่นอน

เพราะไม่แน่ใจว่าเจ้าสาวกปีศาจพวกนี้มาที่ตําบลชิงฉือทําไม พวกปู่หลิวจึงไม่รีบลงมือ และ แอบจับตามองพวกเขาต่อไป

หลังจากนั้นเมื่อเช้าวันรุ่งขึ้นมาถึง พวกเขาก็ตรงมาที่ร้านพวกเราทันที เพื่อดูว่าตอนนี้สถานการณ์ทางฝั่งพวกเราเป็นยังไงบ้าง

เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ สําหรับพวกเราแล้ว พวกสาวกปีศาจที่มายังตําบลชิงฉือ เป็นอะไรที่เข้าใจได้ง่ายมาก

น่าจะเป็นเพราะสาวกปีศาจพวกนี้ไม่รู้จะหนีไปไหนดี จากที่ปู่หลิวและพวกเราเข้าใจสาวก พวกนี้อาจเป็นคนที่หนีมาจากบริษัทหมิงโลจิสติกส์เมื่อตอนนั้น

เพราะฐานโดนทําลาย ร่างกายยังเปลี่ยนเป็นปีศาจระยะแรกหรือระยะสองแล้วรูปลักษณ์ ภายนอกมีลักษณะของสัตว์

การเข้าไปปะปนในฝูงชนจึงไม่ใช่เรื่องง่าย น่าจะเป็นเพราะพวกนั้นคิดจะหาที่ซ่อนตัวสักแห่งจนรอให้กลายร่างในระยะที่สามสําเร็จ

ผลที่ตามมากลับเป็นอะไรที่ไม่คาดคิดสุดๆ ที่อื่นมีให้ซ่อนเจ้าพวกนี้กลับไปไม่ซ่อนดันมาซ่อนที่ตําบลชิงฉือของพวกเรา

ดวงซวยยิ่งกว่านั้นคือ ดันเข้าไปในถิ่นของพวกปู่หลิ่ว จึงเหมือนพาตัวเองเข้าไปติดเบ็ด

พวกปู่หลิ่วไม่ได้ขู่วามเพียงฟังอีกฝ่ายคุยกันอย่างเงียบๆ

สุดท้ายจากบทสนทนาของอีกฝ่ายพวกเขาพบว่านอกจากสาวกปีศาจในตอนนี้แล้ว ในคืนนี้ น่าจะยังมีสาวกปีศาจอีกจํานวนหนึ่งมาเพิ่มอีก

พอหลิวได้ยินว่าจะมีสาวกปีศาจมาเพิ่มอีก เขาก็อดทนมาจนถึงตอนนี้ เพราะไม่อยากแหวกหญ้าให้งตื่น

นอกจากปู่หลิวจะเอาข่าวมาบอกพวกเราแล้ว สิ่งที่เขาอยากทํายิ่งกว่านั้นคือรอให้อีกฝ่ายมาติดกับทั้งหมด แล้วค่อยจัดการทีเดียว

ที่บังเอิญก็คือ ผมและอาจารย์กําลังตามหาสาวกลื่อเย่พวกนี้อยู่

หากเป็นแบบนี้ คืนนี้ก็จะเป็นวันปิดงานได้พอดี

นอกจากปีศาจพวกนี้แล้ว สิ่งที่สําคัญยิ่งกว่านั้นคือของที่อยู่ในมือพวกมัน ยาที่สามารถยับยั้งสภาพสัตว์ได้

ดังนั้น พวกเราเลยรวมหัวกันวางแผนในขั้นถัดไปแล้ว

ช่วงกลางวัน พวกปู่หลิวจะคอยจับตาดูต่อไปส่วนผมและอาจารย์จะเตรียมตัวรอ

ขอแค่คืนนี้ปีศาจชุดที่สองมาถึงพวกเราก็จะหว่านแหจัดการในที่เดียว

หลังตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ผมก็ได้ยินอาจารย์พูดว่า “ช่วงกลางวันนี้ต้องรบกวนท่านเซียนทุกท่านแล้ว”

ปู่หลิ่วและยายหูชี้ทํามือคารวะ “เรื่องเล็ก นักพรตติงพักผ่อนก่อน เดี๋ยวพอตกเย็นแล้วเราจะติดต่อพวกคุณอีกที !”

อาจารย์พยักหน้าเบาๆ “รบกวนท่านเซียนแล้ว !”

ปู่หลิวและยายหูชีโบกมือ จากนั้นก็ได้ยินยายหูชีพูดว่า “นักพรตติง จนถง เมื่อคืนพวกคุณเหนื่อยกันมามากพอแล้ว พักผ่อนกันก่อนเตรียมตัวให้พร้อม พวกเราขอตัวก่อน”

ผมและอาจารย์ต่างมีมารยาทกันสุดๆ รีบทํามือคารวะปู่หลิวและยายหูชีทันที

ในขณะเดียวกันอาจารย์ก็พูดขึ้นมาหนึ่งว่า “เชิญ” ต่อจากนั้นปู่หลิ่วและยายหูชีก็ไม่คิดจะอยู่ต่อ พวกเขาเดินตรงออกจากร้านพวกเราทันที

แม่ในช่วงกลางวันพวกเราจะไม่ไปกวนสาวกสํานักสื่อเย่พวกนั้น แต่ปู่หลิวและยายหูชี กลับคอยจับตาพวกมันอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันหากมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป

หลังปู่หลิวและยายหูชีจากไปแล้ว อาจารย์ก็สูดหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็พูดกับผมว่า “เสียวฝาน เมื่อคืนเราเหนื่อยกันมามากแล้ว แกไปพักผ่อนก่อนเถอะ รอให้มีพลัง คืนนี้พวกเราค่อยไปชิงยากัน !”

พอพูดมาถึงประโยคสุดท้าย แววตาของอาจารย์ก็เผยแสงที่เย็นชาออกมา

ผมเองก็เข้าใจดียายับยั้งสภาพสัตว์ของสํานักสื่อเย่ เป็นสิ่งที่สําคัญต่อท่านนักพรตต์ในเวลานี้มาก

ดังนั้น ผมเลยพูดกับอาจารย์ว่า “ ได้อาจารย์ คืนนี้พวกเราจะลงมือกัน แต่อาจารย์ เราจะบอกเรื่องนี้กับ

เฟิงเฉิวหานไหม ? ”

อาจารย์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายเขาก็ส่ายหัว “ฉันว่าไม่ต้องหรอก ร่างกายของเหล่าตําแย่มาก ตอนนี้ต้องให้เสี่ยวเฟิงคอยดูแล อีกอย่าง แค่ลูกสมุนไม่กี่ตัวมีปู่หลิวและเซียนคนอื่นๆอยู่ แค่นั้นก็น่าจะจัดการได้แล้ว !”

พอได้ยินอาจารย์วิเคราะห์ออกมาแบบนั้น ผมก็คิดว่าใช่จึงพยักหน้าให้อาจารย์ทันที

ต่อจากนั้น ผมก็กลับไปล้มตัวลงนอนในห้องเมื่อคืนมีเรื่องตลอดทั้งคืน เป็นอะไรที่เหนื่อยพอใช้ได้จริงๆ

และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนยังทําให้ผมเห็นว่ามีดปลิดวิญญาณเป็นของที่สําคัญมาก

ดังนั้น ผมเลยหยิบเจ้ามีดปลิดวิญญาณที่เรียบง่ายและขึ้นสนิมเล่มนั้นขึ้นมาเล่น เพราะเหนื่อยมาก ผ่านไปไม่นานผมก็หลับไป

เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ผมก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงกว่าแล้ว

พลังกลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง ผมลุกขึ้นเอนตัวพิงหัวเตียงจากนั้นก็สูดหายใจเข้าสองสามครั้ง

พอเห็นตอนนี้ยังไม่เย็นมากผมเลยไม่รีบออกจากห้อง จากนั้นผมก็เริ่มนั่งสมาธิ และฝึกวิชาเฟินเทียนกง

เพราะมีคําแนะนําของมู่หลงเหยียน คราวนี้ผมเลยฝึกอย่างใจเย็นไม่ได้รีบร้อนเหมือนคราวก่อน

ในขณะฝึกวิชาเฟินเทียนกง ลมปราณในร่างกายก็เริ่มปั่นป่วน

แต่คราวนี้ผมไม่ได้รีบร้อนควบคุม เพียงแต่ค่อยๆปรับลมปราณให้กลับมาสงบที่ละนิดจากนั้น ก็ขับเคลื่อนลมปราณพวกนี้ ฝึกไปตามแผนภาพวิชาเป็นเทียนกง แบบค่อยๆเคลื่อนไปข้างหน้าที่ละนิด

ภายใต้จิตใจเช่นนี้ ผมสัมผัสได้ลางๆ ว่าในร่างกายมีความเย็นที่หาต้นตอไม่ได้ปรากฏขึ้น มันเหมือนกับกระแสพลังชนิดหนึ่ง

เจ้ากระแสพลังนั่นเข้ามาปะปนกับลมปราณที่ผมกําลังขับเคลื่อนอยู่เป็นครั้งคราว

ผมไม่ได้สนใจ เพียงฝึกวิชาเฟินเทียนกง และก้าวข้ามแต่ละจุดต่อไปเรื่อยๆ

ผลที่ตามมากลับทําให้ผมแปลกใจสุดๆ ภายใต้สถานการณ์แบบนั้น ผมพัฒนาได้อย่างราบรื่นจนน่าตกใจ

จุดแล้วจุดเล่า ผมก้าวผ่านพวกมันไปได้อย่างง่ายดาย

และเร็วมากเมื่อเคลื่อนมาถึงจุดที่ 23

ณ จุดนี้ผมฝึกมาจะครบอาทิตย์แล้ว แต่มันก็ไม่พัฒนาเลยสักนิด

แต่คราวนี้ผมกลับพบว่าสถานการณ์มันแตกต่างออกไป

ภายใต้การผสมโรงของกระแสพลังอันเยือกเย็นนี้ ผมไม่เพียงไม่ได้สัมผัสถึงแรงกดดันที่ยากจะสยบได้เมื่อครั้งก่อน ผมกลับรู้สึกสบาย เคลื่อนพลังดั่งกระแสน้ําผมสามารถผ่านไปถึงจุดที่ 24 ได้อย่างราบรื่น

หัวใจอดไม่ได้ที่จะเต้นแรง ก่อนหน้านี้มันเหมือนกับเทือกเขา ที่ไม่อาจก้าวข้ามไปได้สักที

แต่ทําไมหลังตื่นขึ้นมาผมก็ผ่านไปได้อย่างง่ายดายขนาดนี้ละ

ผมอดไม่ได้ที่จะตกใจและแปลกใจ หรือคําพูดของมู่หลงเหยียนจะมีประโยชน์ดังนั้นผมถึงฝึกเดินลมปราณในวิชาเฟนเทียนกงได้ราบรื่นขนาดนี้

ศพ

ศพ

อ่านนิยายเรื่องศพ
Status: Ongoing
โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset