ศพ – ตอนที่ 504 เริ่มลอบโจมตี

นิยาย ศพ ตอนที่ 504 เริ่มลอบโจมตี

ผมไม่เคยคิดเคยฝัน ในขณะที่ตัวเองกําลังจะออกไป พอนิ้วผมสัมผัสโดนตัวมีดปลิดวิญญาณ

ความเย็นแปลกๆ ก็ดึงดูดความสนใจผมทันที

ผมขมวดคิ้ว เผยสีหน้างุนงงออกมาเล็กน้อย

ความเย็นแบบนี้ ทําไม ทําไมถึงเหมือนตอนที่ฝึกสําเร็จเมื่อก่อนหน้านี้ ความเย็นแบบนี้มันเหมือนกันไม่มีผิด

ผมบ่นพึมพํา หรือแม้แต่หยิบมีดปลิดวิญญาณขึ้นมาดู แล้วคิดถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้ทั้งหมด

เจ้ามีดปลิดวิญญาณนี้ เป็นเพราะเมื่อคืนผมเล่นมันจนนอนหลับไป สุดท้ายมันกลับล่วงลงไปอยู่ข้างหน้าขาของผม และอยู่ตรงนั้นจนผมฝึกครั้งแรกจบ

เมื่อจะเริ่มฝึกครั้งที่สองผมถึงได้หยิบมีดปลิดวิญญาณไปไว้บนเตียง

แต่นับตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมาความเย็นที่เคยสัมผัสได้ก็หายไปในทันที ตัวผมเองก็พัฒนาต่อไปไม่ได้อีก

พอคิดมาถึงตรงนี้ “ตูม” ในสมองผมก็มีเสียงระเบิดดังขึ้น หรือ หรือว่าก่อนหน้านี้ที่ผมฝึกได้อย่างราบรื่นพัฒนาได้ 8 จุดติดกันรัวๆ นอกจากคําแนะนํา
ของ

มู่หลงเหยียนและทําจิตใจให้นิ่งแล้ว ยังมีสาเหตุที่สําคัญอีกหนึ่งอย่าง ก็คือตัวผมสัมผัสโดนมีดปลิดวิญญาณ

หรือว่าหนึ่งในสาเหตุที่ผมพัฒนาได้รัวๆ ก็เพราะเจ้ามีดปลิดวิญญาณเล่มนี้ เพราะกระแสพลังเย็นบางอย่างที่อยู่ในมีดปลิดวิญญาณคอยช่วยงั้นเหรอ
ต้องรู้ว่ามีดปลิดวิญญาณในมือผมเล่มนี้ไม่ใช่อาวุธรรมดาทั่วไป มันเป็นถึงของที่ตกทอดกันมาของ

สํานักหยินชื่อ เป็นคนของที่ประมุขสํานักหยินชื่อเท่านั้นถึงจะมีได้

นี่เป็นอาวุธที่ร้ายกาจมากชิ้นหนึ่ง เพียงแค่ความสามารถดูดซับวิญญาณนั่น ก็ทําให้มันพิเศษกว่าอาวุธอื่นๆบนโลกแล้ว

ผมคิดว่าอาจเป็นเพราะเรื่องนี้ได้ลางๆ

การพัฒนาติดกันรัวๆเมื่อก่อนหน้านี้ และยังการฝึกที่ราบรื่นนั่นอีก บางทีมันอาจเป็นเพราะตัวเองไปโดนมีดปลิดวิญญาณ

และอาจเป็นไปได้ว่าวิชาเฟินเทียนกงของผมจะมีความเกี่ยวข้องกับมีดปลิดวิญญาณ หรือจะเรียกได้ว่า

“มีจุดรวมเดียวกัน” หลังจากนั้นมีดปลิดวิญญาณที่มีความสามารถในการดูดซับวิญญาณจึงถูกกระตุ้น

ทําให้ผมได้รับกระแสพลังอันเยือกเย็นจากในตัวมีดปลิดวิญญาณ และมันก็ช่วยให้ผมได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ในเวลานี้ ในสมองผมมีความคิดแบบนี้ผดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และข้อสรุปที่ตัวเองคิดขึ้น

ผมไม่รู้ว่ามันใช่ไหมหรือเป็นแค่สิ่งที่ผมมโนไปเอง

แต่ผมคิดว่ายังไงก็ต้องลองสักครั้ง

ถ้าผมเดาถูกงั้นก็ไม่ได้แปลว่าต่อไป ผมจะฝึกวิชาเฟินเทียนกงสําเร็จก็อยู่ไม่ไกลแล้วไม่ใช่เหรอ

ในขณะที่ผมคิดแบบนั้น ผมก็กําลังจะลองพิสูจน์ความคิดตัวเอง

แต่ทันใดนั้นเองเสียงอาจารย์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง “เสี่ยวฝาน ยังไม่ลูกอีกเหรอ ? เซียนเสี่ยวเหมยมาถึงแล้วนะ”

พอได้ยินคําว่าเซียนเสี่ยวเหมย ผมก็นึกถึงหูเหมยขึ้นมาทันที

จริงด้วย ตอนนี้ฟ้ามืดแล้วพวกเราเองก็ควรเตรียมตัวลงมือได้แล้ว

ผมก้มมองมีดปลิดวิญญาณครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ส่ายหัว คิดว่าควรจัดการเรื่องตรงหน้าให้เสร็จก่อน

แล้วค่อยกลับมาลองก็ได้!

ด้วยเหตุนี้ ผมเลยเก็บมีดปลิดวิญญาณ แล้วเดินออกจากห้องทันที “โอเค ! มาแล้ว”

ขณะพูด ผมก็เปิดประตูออกไปแล้ว

เพิ่งออกมาจากห้องผมก็เห็นอาจารย์กําลังคุยกับหูเหมย

หูเหมยยังคงเย็นชาเหมือนเดิม นอกจากนุ่ยเฉิงจิงแล้ว เธอก็ไม่ค่อยสบอารมณ์กับพวกเราเท่าไหร่

แต่พอเห็นหูเหมยมาถึงแล้ว ผมก็ยิ้มทักทายทันที “เฮ้เสี่ยวเหมย !”

หลังเห็นผมเดินออกมา หูเหมยก็ไม่ได้เปลี่ยนท่าทีไปเท่าไหร่ เธอเพียงพูดขึ้นมาเบาๆ “ปีศาจชุดที่สองของสํานักสื่อเย่มาถึงแล้ว ปู่ฉันกับยายเจ็ดให้ฉันมาบอกพวกคุณ”

น้ําเสียงของหูเหมยเรียบนิ่ง แต่ผมกับอาจารย์กลับค่อนข้างตื่นเต้น

มาแล้วก็ดี พวกเราจะได้รีบลงมือ และได้ยายับยั้งสภาพสัตว์นั่นเร็วขึ้น

ไม่รอให้ผมได้พูดอาจารย์ก็พูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน แกรีบหาอะไรกิน บํารุงกําลังในเมื่ออีก ฝ่ายมาครบแล้วพวกเราก็จะได้ลงมือเร็วหน่อย !”
“อื้ออาจารย์ !” ผมขานรับ

ต่อจากนั้น ผมก็มาหยุดอยู่ที่โต๊ะกินข้าว จากนั้นก็รีบกินข้าวสองถ้วย ทําให้ท้องเต็มอย่าง รวดเร็ว

ตอนนี้ฟ้ามืดสนิทแล้ว สําหรับตําบลเล็กๆของพวกเรา

นอกจากตรงสี่แยกจะมีร้านบาร์บีคิวและแผงขายอาหารแล้ว ที่อื่นก็แทบไม่มีร้านค้าไหนเปิดอีก

บนถนนเองก็มีคนน้อยอย่างน่าเหลือเชื่อ

ศาลเจ้าหลักเมืองอยู่ส่วนในสุดของตําบล อยู่ไม่ไกลจากตัวตําบล แต่ก็ไม่ถือว่าใกล้มาก

แม้จะเสียงดังขึ้นบ้าง เวลายามค่ําคืนแบบนี้ ก็ไม่มีใครสนใจแน่นอน

ผมเช็ดปาก จากนั้นก็เรอออกมาหนึ่งครั้ง แล้วพูดกับอาจารย์ว่า “อาจารย์ ผมกินเสร็จแล้ว พวกเราเริ่มออกไปกันเถอะ !”

อาจารย์กินเสร็จนานแล้ว พอได้ยินผมพูดแบบนั้น เขาก็พยักหน้ารับทันที “ดี ไปหยิบอาวุธมาเราจะไปจัดการปีศาจพวกนั้นกัน !”

ขณะพูด อาจารย์ก็ยกดาบขึ้นมา

ผมเองก็ไม่มัวพูดมากรีบหยิบดาบไม้ ยันต์ และของอื่นๆทันที

หเหมยเห็นผมและอาจารย์เตรียมตัวพร้อมแล้ว จึงพูดขึ้นมาด้วยน้ําเสียงสบายๆอีกครั้ง “โอเค ! ไปกันเถอะ !”

หลังจากพูดจบ หูเหมยก็หมุนตัว แปลงกายเป็นจิ้งจอกน้อยสีแดงอมเหลืองจากนั้นก็พุ่งออกไปจากร้านทันที

ผมและอาจารย์ก็ตามไปติดๆ พวกเราเดินไปตามทางตรงเข้าสู่ศาลเจ้าหลักเมือง

แต่เมื่อเข้าใกล้ศาลเจ้าหลักเมือง พวกเรากลับเคลื่อนไหวให้ช้าลง

หูเหมยเองก็หันมามองในเวลานี้ เธอพูดกับผมและอาจารย์ว่า “ในศาลเจ้ามีสาวกปีศาจอยู่เก้า ตัวระวังกันหน่อย ตอนนี้พวกเราจะไปด้านหลังกัน ไม่อย่างงั้นจะแหวกหญ้าให้งตื่นได้ !”

“ได้ เสี่ยวเหมยนําทางเลย !” ผมตอบกลับตรงๆ

หูเหมยเองก็ไม่ได้พูดเยอะ พอเห็นผมตอบตกลง เธอก็เปลี่ยนทาง พาผมและอาจารย์ไปอีก ทางด้านหนึ่งของศาลเจ้า

พวกเราเดินผ่านป่าเข้าใกล้ศาลเจ้าขึ้นเรื่อยๆ ผ่านไปไม่นานพวกเราก็เห็นปู่หลิวและยายหูชีที่กําลังจับตาดูปีศาจพวกนั้นอยู่

พอเจอทั้งสองคน ผมและอาจารย์ก็ทํามือคารวะ “รบกวนเซียนทั้งสองแล้ว !” “ศิษย์คารวะปู่หลิวยายเจ็ด !”

ปู่หลิ่วและยายเจ็ดยิ้ม จากนั้นเราก็ได้ยินป่หลิ่วพูด “ไม่เป็นไร ชูหม่าไม่ต้องมากพิธี ในศาลเจ้ามีปีศาจอยู่เก้าตัว พลังของเจ้าพวกนั้นยังไม่อาจบอกได้……”
หลังจากพูดจบ ปู่หลิ่วก็เล่าเรื่องที่พวกเขาคอยสังเกตดูเจ้าพวกนั้นในวันนี้ ให้ผมและอาจารย์ฟังที่ละเรื่อง……

พวกเราเห็นศาลเจ้าที่อยู่ไกลออกไป ผ่านช่องว่างของพุ่มไม้

เราเห็นเพียงในศาลเจ้ามีแสงไฟสว่างอยู่ และยังเห็นเงาคนเคลื่อนไหวเป็นบางครั้ง

จากที่ไหลิ่วเล่า นอกจากในศาลเจ้าจะมีปีศาจอยู่เก้าตนแล้ว หนึ่งในนั้นยังเหมือนมีฐานะค่อนข้างสูง

ปีศาจแปดตนที่เหลือต่างปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพสุดๆ เขาบอกว่าเจ้าหมอนั้นอาจเป็นผู้นําคนหนึ่งของสํานักสื่อเย่

และยังบอกว่าเหมือนเจ้าผู้นําคนนั้นจะบาดเจ็บอยู่ ตอนเข้ามาในเย็นวันนี้ ยังต้องมีลูกสมุนอีกสองคนคอยช่วยประคอง

หลังรู้ข้อมูลทั้งหมดแล้วอาจารย์ก็ทําหน้าเข้ม แล้วพูดขึ้นมาอย่างเย็นชา “ เป็นผู้นําก็เยี่ยมไปเลย

ใช้ประโยชน์จากตอนที่มันบาดเจ็บ ทําให้มันตายไปเลย ทําลายรังของมันในนี้เลย !”

หลังจากพูดจบ อาจารย์ก็ดึงดาบไม้ออกมา พร้อมพูดกับปู่หลิวและยายหูชีว่า “เซียนทั้งสามผมว่าไม่ควรรอนานกว่านี้แล้ว ลงมือเถอะ !”

ปู่หลิวและยายหูที่เห็นอาจารย์ดึงดาบไม้ออกมา พวกเขาจึงไม่ลังเลแต่อย่างใดรีบพยักหน้าให้อาจารย์ทันที

ต่อจากนั้นเราก็ได้ยินยายหูชีพูด “นักพรตติ้ง คุณกับจินถงเข้าไปจากทางประตูหน้า พวกเราจิ้งจอกจะโจมตีเข้าไปจากทางด้านหลัง หนึ่งเพื่อไม่ให้พวกมันหนีไปทางด้านหลังสองเราจะได้ ทําให้พวกมันตกใจและสังหารอย่างไม่ทันตั้งตัวด้วย !”

อาจารย์และผู้อาวุโสเผ่าจิ้งจอกปรึกษากัน ส่วนผมและหูเหมยไม่ได้เข้าไปออกความเห็น

หลังยายหูชีพูดจบ อาจารย์ก็คิดว่าได้เวลาแล้วจากนั้นก็ส่งสัญญาณให้ผมเริ่มลงมือเราสองคนจะดึงดูดความสนใจพวกสาวกปีศาจจากทางด้านหน้า

ผมไม่ได้ออกความเห็นเพียงทํามือคารวะพวกปู่หลิว หลังจากนั้นก็เดินตามอาจารย์มาที่ด้านหน้าศาลเจ้าหลักเมือง

เมื่อกลับมาถึงบริเวณประตูหน้าศาลเจ้าแล้ว ผมและอาจารย์ก็หันมามองหน้ากันจากนั้นเราก็กระโดดออกมาจากพุ่มไม้

แล้วเดินไปที่ประตูศาลเจ้าด้วยท่าทางหยิ่งผยองและหน้าตากวนบาทา……

ศพ

ศพ

อ่านนิยายเรื่องศพ
Status: Ongoing
โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset