ศพ – ตอนที่ 506 การต่อสู้ติดพัน

ตอนที่ 506 การต่อสู้ติดพัน

ผมและอาจารย์

จะบอกว่ามันสายไปมันก็ยังเร็วเกินไป ในขณะที่ท่านเทพแห่งสํานักสื่อเย่นั่นกําลังจะลงมือกับ

ปู่หูลิ่วและยายหูชีที่ซ่อนตัวอยู่ก่อนหน้านี้ ก็ออกมาโจมตีเจ้าผีศาจตนนั้น

เจ้าหมอนั่นทันที

พวกเขากระโดดลงมา พุ่งเข้าใส่เจ้าหมอนั่นจากบนหลังคาชี

ไม่ทัน

ปู่หูลิ่วและยายหูชีต่างเป็นยอดฝีมือของเผ่าจิ้งจอก ร่างกายดุจสายฟ้า พุ่งตรงมาที่หลังของ

ทุกอย่างนี้เกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วพริบตา แม้แต่ผมและอาจารย์ ก็ยังตอบสนองกับเหตุการณ์นี้

โจมตีจากทางด้านหลัง เจ้าหมอนั่นก็ยังสังเกตเห็นได้

สังเกตเห็นเพียงเงาคน พุ่งเข้าใส่ปีศาจตนนั้นเท่านั้น

แต่สิ่งที่ทําให้ใครๆก็คาดไม่ถึงคือ แม้แต่ความเร็วระดับปู่หูลิ่วและยายหูชี ที่พุ่งเข้ามาลอบ

ฝ่ามือหันไปปะทะ

ในเวลานั้น EG4YAup2hySgcimq8MkLuB6e34rNB2SF9h94LL1ryzzq จากนั้นก็ได้ยินเสียงดัง “ตูม” เกลียวคลื่นสีดําาทมิฬพวกนั้นพุ่งตรงเข้าหาร่างปู่หูลิ่วและยายหูชีทันที

นิยาย ศพ ตอนที่ 506 การต่อสู้ติดพันน้อย

เหมือนด้านหลังของเจ้าหมอนั่นมีตาอยู่ไม่มีผิด มันหันไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้นก็พลิก

ปู่หูลิ่วและยายหูชีเองก็ตกใจหน้าถอดสี คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะตอบสนองเร็วขนาดนี้

ปู่หูลิ่วและยายหูชีที่เผชิญหน้ากับเกลียวคลื่นดําทมิฬพวกนั้น ไม่กล้าประมาทและลีลาแม้แต่

สุดท้าย เจ้าเกลียวคลื่นทมิฬพวกนั้นก็พัดผ่านร่างของทั้งสองคน มันพุ่งตรงไปหากระเบื้องบนหลังคาศาลเจ้าทันที

แต่ละคนต่างโค้งตัวท่าแปลกๆกลางอากาศ เพื่อหลบคลื่นพลังนั้นทันทีดาว

เราได้ยินเพียงเสียงดัง “ปัง” กระเบื้องแตกกระจายไปรอบๆทิศ

ตรงบริเวณหลังคา ถูกคลื่นพลังทมิฬพวกนั้นทําลายไปเป็นบริเวณกว้าง ส่วนปู่หูลิ่วและยายหู

ก็ล่วงลงอยู่สองด้าน

เมื่อเห็นภาพนี้ ผมและอาจารย์ก็อดใจสั่นเล็กน้อยไม่ได้

เรื่องพลังที่ออกจากร่างคงไม่พูดถึงแล้ว หากพัฒนาไปจนถึงขั้นเต๋าจวิ้น ก็จะสามารถดึงพลังออกมาจากร่างเพื่อทําร้ายคนอื่นได้ เพียงแค่เจ้าระยะห่างที่ว่าเป็นอะไรที่มีจํากัดสุดๆ

เช่นสถานการณ์ตรงหน้า การควบคุมพลังโดยตรง ทําให้มันพุ่งขึ้นไปได้ไม่กี่เมตร นี่ก็คือคนมีฝีมือที่หาตัวจับยากกว่าเขาขนาดไหน

แน่นอน หากเทียบผู้แข็งแกร่งคนนี้กลับพวกเราแล้ว

หากมีมู่หลงเหยียนอยู่ เขาก็เป็นได้แค่มือใหม่หัดเดินเท่านั้น เพราะมู่หลงเหยียนทรงพลังยิ่งรอ

และสิ่งที่สําคัญกว่านั้นคือ เมื่อคืนเจ้าปีศาจตนนี้โดนมู่หลงเหยียนเล่นงานจนบาดเจ็บหนักด้วยอาการบาดเจ็บสาหัส การปลดปล่อยพลังที่รุนแรงเช่นนี้ ทําให้เห็นได้ว่าเขาแข็งแกร่ง

แต่วันนี้ มู่หลงเหยียนไม่ได้อยู่ที่นี่ สถานการณ์ในตอนนี้จึงแตกต่างออกไป

เหมือนที่พวกเราคิดเอาไว้

หลังหลบการโจมตีครั้งนี้เสร็จ ปู่หูลิ่วและยายหูชีก็พุ่งเข้าไปโจมตีเจ้าหมอนั่นอีกครั้ง

เจ้าปีศาจทําหน้าเคร่งขรึม พร้อมพูดขึ้นมาด้วยน้ําเสียงเย็นชา “ข้าก็ว่าอยู่ แค่พวกแกสองคนจะกล้ามาหาเรื่องข้าได้ยังไง ที่แท้พวกแกก็ยังมีจิ้งจอกเน่าอีกสองสามตัวคอยช่วย !”

หลังจากพูดจบ ร่างกายของเจ้าหมอนั่นก็เริ่มเปลี่ยนไป ใบหน้าเริ่มบิดเบี้ยว

ผ่านไปไม่นาน เจ้าปีศาจตนนั้นก็กลายร่างเป็นเหมือนที่ปะทะกับมู่หลงเหยียนเมื่อคืน หัวเสือ

เนื่องจากปู่หูลิ่วและยายหูชีไม่ได้แข็งแกร่งเท่ามู่หลงเหยียน ดังนั้นดูเหมือนวันนี้อาจไม่ได้ง่าย

ปู่หูลิ่วพูดอย่างเย็นชา พร้อมกันนั้นเขาก็ยกกรงเล็บตวัดใส่คู่ต่อสู้

ยายหูชีก็ไม่รอช้า รีบเข้าไปโจมตีปีศาจเสือดาวจากอีกทางด้านหนึ่ง

ส่วนหูเหมย เธอตวัดกรงเล็บเข้ามาช่วยทางพวกเรา

เขี้ยวคมกริบ กรงเล็บดุจใบมีดโค้งงอ

“ตัวประหลาดที่ไม่ใช่คนและปีศาจอย่างแก อยู่บนโลกนี้ต่อไปก็พลอยจะเป็นหายนะเปล่าๆ !”

ผ่านไปเพียงแค่ชั่วพริบตา การต่อสู้ครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นในศาลเจ้า

ปีศาจเสือดาวตนนี้แข็งแกร่งมาก ลงมืออย่างรุนแรง

จนมองไม่ออกเลยสักนิด ว่าเจ้าหมอนี่กําลังบาดเจ็บอยู่

แม้แต่ปู่หูลิ่วและยายหูชีร่วมมือกัน ก็ยังทําได้แค่ต่อสู้อย่างคู่คี่สูสีกับอีกฝ่ายเท่านั้น

แต่เห็นได้ว่า ถ้าเจ้าหมอนี่ได้สู้กับปู่หูลิ่วและยายหูชีด้วยสภาพร่างกายเต็มร้อย ปู่หูลิ่วและยาย ชีคงไม่มีโอกาสชนะแน่

ได้อย่างรวดเร็ว

แม้เจ้าปีศาจเสือกดาวตัวนี้จะร้ายกาจ แต่ลูกสมุนที่เหลืออีกไม่กี่คน กลับไม่อาจเอ่ยชมได้

ในขณะที่ผมกับอาจารย์ต่อสู้กับพวกมัน พวกเรากลับสามารถสังหารอีกฝ่ายตายไปถึงสองคน

ตอนนี้มีหูเหมยเข้ามาร่วมด้วย กําลังรบของพวกเราเลยมีมากกว่าเดิม สาวกปีศาจสํานักสื่อเย่อี

ไม่อาจต้านการโจมตีร่วมกันของพวกเราสามคนได้เลยสักนิดทันที

หลังจากสู้ไปได้ประมาณสิบกระบวนท่า เราก็ล้มไปได้อีกสามคน

ตอนนี้เป็นการสู้สามต่อสาม พวกเราจึงรู้สึกเป็นฝ่ายได้เปรียบกันสุดๆ

สาวกสํานักสื่อเย่ที่เหลืออีกสาม เห็นพวกเราสามคนเข้ามาโจมตีอีกครั้ง สีหน้าของเจ้าพวกนั้น

เลยเปลี่ยนไปทันที แต่ละคนต่างเผยสีหน้าหวาดกลัวออกมา และถอยหลังตามสัญชาตญาณแหลมเรียว

พอหูเหมยเห็นแบบนั้น เธอก็คํารามออกมา มือเท้าติดดิน จากนั้นก็พุ่งเข้าใส่หนึ่งในนั้น เจ้าสาวกคนนั้นตกใจจนเสียสติ พอเห็นหูเหมยพุ่งเข้ามาอย่างดุร้าย มันก็ค่อนข้างเลิ่กลั่ก กรีดร้อง “อ้า” ออกมา จากนั้นก็หมุนตัวคิดจะวิ่งหนี

ผลลัพธ์กลับออกมาดีเหลือเกิน เขาวิ่งออกไปไม่ถึงสองก้าว ก็โดนหูเหมยกระโจนทับหลังพร้อมร่างที่ล้มลงกับพื้น

ไม่รอให้เขาได้ทําอะไร จู่ๆหัวหูเหมยก็กลายสภาพเป็นหัวจิ้งจอก พร้อมเผยให้เห็นปากที่

เขี้ยวอันแหลมคม ตรงเข้าไปกัดที่คอของอีกฝ่ายทันที

จากนั้นเธอก็กระฉากอย่างแรง จนเนื้อสดๆชิ้นนึงโดนหูเหมยดึงออกมา

เลือดสดๆไหลนอง แผลเหวอะหวะ สภาพดูโหดร้ายสุดๆ

นี่ก็คือธรรมชาติของเซียนป่า พวกเขามีชีวิตอิสระในหุบเขา ผู้แข็งแกร่งย่อมอยู่รอด กรงเล็บ และคมเขี้ยวก็คืออาวุธของพวกเขา

วิธีสังหารของพวกเขา ก็เหมือนการใช้ดาบหรือยันต์สังหารศัตรูเหมือนพวกเรา

สาวกที่โดนฉีกกระฉาก กรีดร้องออกมาสองสามครั้ง หลังจากดิ้นทุรนทุรายไปมาไม่กี่ครั้ง ในที่สุดเขาก็หมดลมหายใจ

พอที่เหลืออีกสองคนเห็นแบบนั้น ก็ตกใจจนหน้าถอดสีนานแล้ว

ผู้นําาของตัวเองก็โดนโจมตีอยู่ ไม่มีทางมาช่วยพวกเขาได้แน่นอน

ถ้าพวกเขายังสู้กับพวกเราต่อไป ก็มีแต่จะตายอยู่ที่นี่เท่านั้น

พอคิดได้แบบนี้ สาวกคนนึงก็ตะโกนออกมาในทันที “หนีเร็ว !”

หลังจากพูดจบ เขาก็ขยับเท้าคิดจะวิ่งหนี ส่วนสาวกอีกคนหนึ่งก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว ตัวเองก็รีบวิ่งตามไปทันที

พอเห็นแบบนั้น ผมและอาจารย์ก็เค้นเสียงดัง ฮึ เราจะปล่อยให้พวกมันหนีไปได้ง่ายๆแบบนี้

ฝ่ายเอาไว้

อีกอย่าง EG4YAup2hySgcimq8MkLuB6e34rNB2SF9h94LL1ryzzq !

ผมและอาจารย์ไม่ลังเลเลยสักนิด รีบพุ่งออกไปทันที หูเหมยวิ่งสี่ขา ไปขวางด้านหน้าของอีก

พอสาวกทั้งสองเห็นไม่มีทางหนีแล้ว ก็ดูหวาดกลัวกันสุดๆ หน้าซีดขาวอย่างกับอะไรดี

ไม่รอให้ทั้งสองคนคิดออกว่าจะทําอะไรต่อ ผมและอาจารย์ก็เข้าไปอยู่ในรัศมีสังหารแล้ว ทันใดนั้นพวกเราก็แยกย้ายลงมือกันทันที

สาวกทั้งสองคนเห็นพวกเราถือดาบเข้าไป จึงยกกรงเล็บขึ้นกันตามสัญชาตญาณ

แต่ระดับพลังอย่างพวกเขา จะต้านผมกับอาจารย์ได้งั้นเหรอ

“ปังๆ” EG4YAup2hySgcimq8MkLuB6e34rNB2SF9h94LL1ryzzq ยังไม่รอให้ทั้งสองคนได้ลุกขึ้น

หูเหมยก็เข้าไปทับตัวของสาวกคนนึงเอาไว้

ส่วนสาวกอีกคนคิดจะวิ่งหนี แต่เขาเพิ่งลุกขึ้นมาได้ ก็โดนผมถีบเข้าอย่างจัง

“โอ๊ย !” สาวกคนนั้นกรีดร้อง ขณะเดียวกันก็ล้มกันกระแทกทันที ต่อจากนั้นผมก็เอาดาบชี้ไปที่คอของอีกฝ่าย

ศพ

ศพ

อ่านนิยายเรื่องศพ
Status: Ongoing
โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset