ศพ – ตอนที่ 513 ผ่านทั้งหมด 38 จุด

นิยาย ศพ ตอนที่ 513 ผ่านทั้งหมด 38 จุด

ผู้เชี่ยวชาญคนนี้ไม่ได้มาร่วมรายการครั้งแรก ทุกครั้งที่ดูการวิเคราะห์ของเขา ผมล้วนรู้สึกอยากกระอักเลือดออกมาทั้งนั้น จากนั้นก็อยากจะยกเท้าสองข้างถีบต่อทันที

ในเวลานี้เขาขยับแว่นกรอบทองของตัวเอง จากนั้นก็หัวเราะฮ่าๆให้กับกล้อง “สวัสดี ท่านผู้ชมทุกๆท่าน

ผมเพื่อนเก่าของพวกคุณ หลี่ซงฉาน วันนี้ ผมจะมาวิเคราะห์ศพประหลาดในสวนสาธารณะให้ทุกคนฟัง……”

ต่อจากนั้น ผู้เชี่ยวชาญคนนี้ก็พูดย้อนกลับไปถึงรายละเอียดและข้อสงสัยต่างๆของศพประหลาดในสวนสาธารณะ ท้ายที่สุดถึงล้างคอและพูดขึ้นมาอีกครั้ง “เรื่องผีเมื่อครู่ ต่างไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้จากการวิเคราะห์ของผม โครงกระดูกหักๆพวกนี้ น่าจะเป็นซากศพที่มีอายุเป็นพันปีแล้ว”

“ ใช่ ต้องเป็นศพอายุพันปีแน่ๆ ดูจากการแตกหักแล้ว มันน่าจะโดนโจรขุดสุสานลักลอบขุดออกมา

สุดท้ายจึงทิ้งไว้ที่สวนสาธารณะของพวกเรา ผมสงสัยว่า ต้องเป็นตอนที่พวกโจรแบ่งของกันแล้วเลือกโยนโครงกระดูกพวกนี้ทิ้งเอาไว้ เนื่องจากในสุสานมืด จึงมองเห็นไม่ชัด.

พอได้ยินมาถึงตรงนี้ ผมก็กลอกตาทันที อีกนิดเดียวก็แทบสําลักน้ําลายตาย

แต่พิธีกรจางเสี่ยวเอ้อร์ กลับทําสีหน้าจริงจัง และยังถามเขาว่า “คุณหลี่ซงฉาน ถ้าโครงกระดูก พวกนี้ใช้ศพโบราณมาเป็นคําอธิบาย งั้นคราบเลือดสีดําพวกนี้ คุณจะอธิบายว่าอะไรครับ ?”

พอผู้เชี่ยวชาญคนนั้นโดนถาม เขาก็เงียบไปทันที

แต่ที่เจ้าหมอนี่มั่วอยู่ในรายการนี้มานานได้ขนาดนี้ และโดนผมก่นด่ามาโดยตลอด ก็เพราะเขามีความสามารถพิเศษ นั่นก็คือพูดจาเหลวไหล และวางมาดเป็น

ครั้งก่อนๆในการต่อสู้กับพวกปุยซานหยวนบนถนน มีผีร้ายชุดขาวออกมาปรากฏตัวหลายสิบตัว เจ้าหมอนี่ก็บอกว่าเถ้าแก่ร้านปิ้งย่างเป็นบ้า

ครั้งก่อนตอนที่พวกคู่หนุ่มสาวร็อคโดนจับวิญญาณไป และตายอยู่ในบาร์ เจ้าหมอนก็บอกว่าพวกเขาตายเพราะขี้ สูดพิษก๊าซมีเทนเข้าไปเยอะเกินจนตาย

ตอนนี้คราบเลือดสีดําพวกนี้ ไม่มีอะไรยากพอที่จะหยุดเขาได้ ทันใดนั้นเขาก็แสดงภาพลักษณ์หลอกตาของตัวเองออกมาอีกครั้ง

หลี่ซงฉานยิ้มอ่อน “นั่นไม่ใช่คราบเลือด น่าจะเป็นน้ําหมึก จากหลักฐานทุกอย่าง ในสวนสาธารณะมีคนที่ชอบเขียนพู่กันจีนอยู่จํานวนหนึ่ง การมีหมึกเปื้อนอยู่บนพื้นก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ ?”

“ ผลลัพธ์โครงกระดูกพวกนั้น ก็ไปตกอยู่ใกล้ๆพอดี มันก็เลยทําให้ผู้คนคิดว่าที่เห็นเป็นนคราบเลือด

ดังนั้น EG4YAup2hySgcimq8MkLuB6e34rNB2SF9h94LL1ryzzq และไม่ใช่สถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม ยิ่งไปกว่านั้นไม่มีทางมีผีร้ายออกมากินคนอย่างแน่นอน ขอบคุณครับ !”

หลี่ซงฉานดูสบายๆ พูดจามั่นใจ แต่ผมที่มองอยู่กลับอึดอัดทันที

เจ้าหมอนกลับบอกว่า ซากศพที่เน่าเปื่อยแล้วของสาวกสํานักสื่อเย่ เป็นศพอายุนับพันปี

คราบเลือดและเลือดสีดําที่พวกหนอนทิ้งเอาไว้ ก็โดนกล่าวหาว่าเป็นน้ําหมึก เจ้าหมอนช่างเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” สมชื่อจริงๆ ใบหน้าจริงจังตอนพูดเรื่องเหลวไหลพันนี้ ทําให้ผมอยากจะกระอักเลือดออกมาจริงๆ

แต่จะว่าไป การมีตัวตนของเขา ก็ทําให้ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ยามค่ําคืน ไม่ต้องหวาดกลัวมากนัก

และสําหรับผม มันก็ถือเป็นการปกป้องฐานะของพวกเราทางอ้อมด้วย

หากมีเรื่องของพวกเราในฐานะผู้ปราบภูติผี และยังมีการประกาศตัวของสํานักชั่วอีก สังคมจะไม่เละเทะกันเลยเหรองานนี้

แน่นอน ผมไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจมากนัก เพราะมันหลุดจากขอบเขตที่ผมจะควบคุมได้แล้ว

สิ่งที่ผมทําได้ มีเพียงกาจัดวิญญาณร้ายที่เป็นตัวอันตราย หรือพวกปีศาจร้ายที่คอยเข่นฆ่าชีวิตผู้คน

หลังดูรายการนี้จบ ผมก็ปิดทีวี และกลับเข้าห้องตัวเอง

ผมยังไม่รู้สึกง่วง จึงคิดจะลองฝึกวิชาอีกพักหนึ่ง

เพราะก่อนหน้านี้ยังมีเรื่องมีดปลิดวิญญาณช่วยผมพัฒนาได้จริงไหมยังไม่ได้พิสูจน์ ดังนั้นผมเลยอยากลองดูสักครั้ง

ผมอยากรู้ว่าเป็นเพราะมีดปลิดวิญญาณจริงๆหรือเปล่า ที่เป็นตัวช่วยผมในการฝึกวิชาเฟินเทียนกง

ถ้าความคิดนี้ได้รับการยืนยันเมื่อไหร่ ผมก็จะได้ผลประโยชน์ก้อนโตเลยไม่ใช่เหรอ

ผมจะพัฒนาไปได้อย่างก้าวกระโดด และเต้าชื่อก็จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป

ในขณะที่มีความคิดนี้ ผมก็กลับมาในห้องแล้ว หลังหยิบมีดปลิดวิญญาณออกมา ผมก็เริ่มขึ้นไปนั่งสมาธิบนเตียง

มือข้างหนึ่งจับมีดปลิดวิญญาณเอาไว้ หลังจากนั้นก็สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยหลับตาและเริ่มฝึก

ตอนนี้ผมไปถึงจุดที่ 31 แล้ว ขอแค่ก้าวผ่านไปอีก 7 จุด ผมก็จะฝึกวิชาชุดแรกของวิชาเฟินเทียนกงสําเร็จแล้ว

หัวใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆพอสมควร หลังผ่านไปพักหนึ่ง ผมถึงสามารถทําให้ตัวเองกลับมาสงบได้อีกครั้ง

ผมทําตามที่มู่หลงเหยียนบอก ทําใจให้นิ่ง แล้วสุดท้ายผมถึงได้สามารถเคลื่อนพลังผ่านจุดต่างๆไปได้อย่างใจเย็น

และในขณะที่ผมเพ่งสมาธิไปที่จุดตันเถียน และเริ่มฝึกวิชาเฟินเทียนกง ใจผมก็เริ่มเต้นแรงอีกครั้ง

เพราะตอนผมเคลื่อนผ่านจุดต่างๆ ผมกลับเริ่มสัมผัสถึงกระแสความเย็นนั้นอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ สาเหตุที่ผมสามารถพัฒนาได้ ก็เป็นเพราะกระแสความเย็นของมีดปลิดวิญญาณคอยปะปนอยู่ในกระแสพลังของผม

ตอนนี้ผมสัมผัสกระแสความเย็นนั้นได้อีกครั้งแล้ว ถ้าอย่างงั้นมันก็ไม่ได้แปลว่าผมจะพัฒนาไปอีกขั้นได้แล้วงั้นเหรอ

ทันใดนั้น อารมณ์ผมก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้น และก่อให้เกิดการปั่นป่วนของพลังทันที

ผมตกใจ รู้ว่าไม่ดีแล้ว เรื่องที่ต้องการที่สุดในการฝึกวิชาเฟินเทียนกง ก็คืออย่าให้อารมณ์ปั่นป่วน

ผมรีบหยุดฝึก กําหนดลมหายใจอย่างต่อเนื่อง หลังทําให้ตัวเองกลับมาสงบได้อีกครั้ง ผมถึงได้เริ่มเดินลมปราณอีกครั้ง และขับเคลื่อนพวกมันไปเรื่อยๆ

ถึงจะเป็นแบบนั้น กระแสความเย็นจากมีดปลิดวิญญาณ ก็ไม่เคยหายไปเลย

ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ผมผ่านจุดที่ 31 ตรงหน้าไปได้อย่างง่ายดาย

จนกระทั่งเข้ามาใกล้จุดที่ 32 อารมณ์ผมก็เริ่มขึ้นๆลงๆเล็กน้อย

ผมพิสูจน์ความคิดของตัวเอง ว่ามีดปลิดวิญญาณจะช่วยผมในการฝึกไหม

ผมจมอยู่กับความคิดพักหนึ่ง หลังจากรวบรวมพลังครั้งสุดท้ายแล้ว ผมก็เคลื่อนพลังไปที่จุด 32 อย่างบ้าคลั่ง

ผมอยากดูว่า จุด 32 ที่ดูเหมือนภูเขาเมื่อก่อนหน้านี้ วันนี้มันจะเป็นอุปสรรคกับผมอีกไหม ในระหว่างนั้น พลังในร่างผมก็เคลื่อนตัวไปยังจุดที่ 32

แต่ครั้งนี้ มีฉากปาฏิหาริย์เกิดขึ้น

ลมปราณเป็นเหมือนน้ําที่ล้นตลิ่ง ครั้งนี้ภูเขาที่กั้นอยู่เหมือนกําแพง กลายเป็นเหมือนแค่ใช้การดีดนิ้วง่ายๆ ไม่เปลืองแรงเลยสักนิด ก็สามารถผ่านไปได้แล้ว

ตอนผ่านจุดที่ 32 มาได้ ใจผมก็สั่นทันที ใบหน้าเผยให้เห็นความตื่นเต้นและความประหลาดใจที่ยากจะระงับได้

เพราะผมเดาถูก มีดปลิดวิญญาณเป็นตัวช่วยในการฝึกของผมจริงๆ กระแสความเย็นพวกนั้นเป็นของมีดปลิดวิญญาณจริงๆ

พอมีกระแสความเย็นจากมีดปลิดวิญญาณคอยช่วย การฝึกวิชาเฟินเทียนกง ก็ดูเหมือนจะง่ายขึ้นมาทันตา

หลังผ่านจุดที่ 32 มาได้ คลื่นพลังของผม ก็ดูเหมือนกระแสน้ําไหลเชี่ยวที่กําลังไหลทะลักไปข้างหน้า

ต่อไปคือจุดที่ 33 แต่ในจุดที่ 33 นี้ ผมเองก็ไม่ได้เปลื้องพลังอะไร เลยผ่านไปตรงๆเท่านั้น

ใจผมสั่นอีกรอบ ต่อจากนั้นผมก็เตรียมพร้อม เคลื่อนพลังต่อไปผ่านให้ครบทุกจุด

คืนนี้ผมวางแผนจะฝึกขั้นต้าโจวเทียน หรือวิชาเฟนเทียนกงชุดแรกที่บันทุกในเกล็ดให้สําเร็จ

ผมหอบความคิดแบบนี้ พร้อมเคลื่อนพลังไปยังจุดต่อไปเรื่อยๆ

มันเป็นเหมือนที่ผมเดาไว้เมื่อตอนแรก ภายใต้ความช่วยเหลือของมีดปลิดวิญญาณ กระแสความเย็นจากมีดปลิดวิญญาณพวกนั้น ช่วยให้ผมพัฒนาต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

เพียงชั่วพริบตา ผมก็พัฒนามาจนถึงจุดที่ 37

ขอแค่ก้าวไปจนถึงจุดสุดท้ายได้ ผมก็จะเดินลมปราณในขั้นต้าโจวเทียน และฝึกวิชาเฟินเทียนกงชุดแรกสําเร็จ

ในใจเต็มไปด้วยความหวัง ผมไม่ลังเลเลยสักนิด เคลื่อนพลังขึ้นไปหามันทันที

แต่เมื่อผมมาถึงจุดสุดท้าย และก้าวข้ามจุดสุดท้ายได้แล้ว จู่ๆร่างกายผมก็กลับสั่นพักหนึ่ง ราวกับในร่างกายมีเสียงคํารามดังลั่น

ต่อจากนั้น ร่างกายผมตั้งแต่บนลงล่าง เริ่มจากจุดตันฉงบนหัวผม หลิงฮุย นี่ ลี่ จงชู จิงหยิง ทั้งเจ็ดจุดนี้

ก็เริ่มมีความเจ็บปวดเกิดขึ้น ความเจ็บปวดพวกนั้นเจาะลึกไปถึงกระดูก เหมือนพวกมันกําลังฉีกขาดจากกัน และเจ้าตําแหน่งทั้งเจ็ดนี้ก็ไม่ได้ธรรมดา เจ้าตําแหน่งทั้งเจ็ดนี้เรียงตัวเป็นเส้นตรงจากบนลงล่าง

ในลัทธิเต๋ เจ้าเจ็ดจุดนี้ ถูกเรียกว่าหนึ่งในสามจิตเจ็ดวิญญาณ เป็นตําแหน่งแทนทั้งเจ็ดวิญญาณ

ตอนนี้ทั้งเจ็ดจุดความเจ็บปวดจากการฉีกขาดเกิดขึ้น ท่าให้ผมไม่อาจรับได้ ตอนนั้นดูเหมือนสามจิตเจ็ดวิญญาณของผมก่าลังสั่นสะท้าน

หน้าเปลี่ยนสี ผมรับไม่ไหวจริงๆ ทันใดนั้นผมก็ร้อง “อ้” ออกมาทันที จากนั้นตัวก็ล้มไปข้างหลัง

นอนลงกับเตียง

หลังจากนั้น ไม่รอให้ผมได้ทําอะไรต่อ ผมก็รู้สึกว่าลมปราณในจุดตันเถียน กําลังปั่นป่วน

จู่ๆมันก็รวมตัวกัน จากนั้นผ่านมาทั้งเจ็ดจุดนั้น แล้วตรงมาที่เต้าเหมินทันที

ความรู้สึกแบบนั้นเป็นอะไรที่รุนแรงมาก เหมือนลมปราณทั้งร่างกําลังยุ่งเหยิง แล้ววิ่งวุ่นไปทั่วร่างของผม

ภายใต้สถานการณ์นี้ ผมทนไม่ไหวอีกต่อไป สุดท้ายตาผมก็หลับตา สลบไปในทันที ต่อจากนั้นผมก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเลย…..

ศพ

ศพ

อ่านนิยายเรื่องศพ
Status: Ongoing
โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset