ศพ – ตอนที่ 65 ต่อสู้

ตอนที่ 65 ต่อสู้

 

ผมคิดไม่ถึงเลยสักนิด แค่คุยกับหยางเฉ่วครั้งเดียวเท่านั้น ก็ทำให้โต๊ะข้างๆอิจฉาได้แล้ว

ถ้าเป็นคนธรรมดาก็ว่าไปอย่าง แต่โต๊ะข้างๆนี้ เป็นพวกนักเลง ที่เป็นถึงเจ้าถิ่นในตำบลเราเลยนะ

กินอิ่มนอนอุ่นทุกวัน แถมยังชอบออกไปเที่ยวหาเรื่องชาวบ้าน

ถึงผมจะไม่กลัวพวกเขา แต่ก็ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับคนพวกนี้

 

แต่หยางเฉ่วกลับเหลือบมองคนพวกนั้นเพียงแวบเดียว เธอยังคงถือแก้วเหล้าไว้ในมือ ท่าทางสงบมาก

ในเวลาเดียวกัน หลังจากนักเลงที่เรียกตัวเองว่าพี่เจียวหลงด่าเสร็จ ก็หันหน้ามามองผมกับเฟิงเฉ่วหาน

แถมยังเดินเข้ามาหาผมสองคน พร้อมกับขวดเบียร์หนึ่งขวด

 

“พี่เจียวหลง” หัวหน้าแก๊งของพวกนักเลง เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “กูก็คิดว่าใครหน้าไหนมาทำเป็นซ่า ที่แท้ก็ไอ้โง่ติงฝานที่ทำธุรกิจกับคนตาย!”

เมื่อสามคนที่อยู่ข้างๆได้ยินก็ทำหน้าดูถูก และหัวเราะ “ฮ่าฮ่าฮ่า” ออกมาทันที

ถึงผมจะไม่อยากหาเรื่องให้ตัวเอง แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าผมจะสามารถอดทนกับสิ่งที่ไอ้พวกนี้มันมาดูถูกผมได้

อีกอย่างการรังแกครั้งนี้ก็มาถึงตัวแล้ว ถึงจะอดทนก็ทนไม่ไหวแล้ว

ผมลุกขึ้นทันที เผยน้ำเสียงที่เย็นชา

เมื่อเฟิงเฉ่วหานเห็นผมลุกขึ้น เขาก็ลุกขึ้นมาช้าๆ

 

แต่เขาไม่แสดงออกทางสีหน้าใดๆทั้งสิ้น มองไม่ออกเลยว่าเขากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน

สีหน้าของผมเคร่งขรึม จ้องหัวหน้าแก๊งนักเลงและพูดว่า “ฉลาดดีนิ งั้นก็รีบไสหัวออกไปซิวะ”

ตอนแรกชายสี่คนนั้นไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องจริงจังอะไร แต่เมื่อหัวหน้านักเลงได้ยินก็แสดงใบหน้าดูถูกทันที

เขาจ้องผม และพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูถูกมากๆ “ไอ้เด็กเวรไปกินหัวใจเสือมาละซิถึงได้ใจกล้าขนาดนี้ หรือไม่รู้ว่าฐานะและชื่อเสียงของฉันเจี่ยวหลงหลี่ต้าชานในตำบลชิงหลงแห่งนี้ ที่นี่ ฉันใหญ่สุดเว้ย”

หลังจากพูดจบ เจ้านี้ยังชี้ไปที่พื้น และใช้หน้าอกดันตัวผม “ทำไมฮะ ไม่พอใจงั้นเหรอ ต่อยฉันซิ! ต่อยฉันเลย!”

เขาทำหน้าได้ใจ ท้าทายผมตรงๆ

 

ผมไม่ใช่คนเลือดร้อน แถมเป็นคนที่สุภาพมากคนหนึ่ง

แต่นั้นไม่ได้แปลว่าผมจะไม่มีความโกรธ เมื่อเห็นอีกฝ่ายได้คืบจะเอาศอก แถมยังท้าทายแบบหน้าด้านๆ

ผมก็ไม่สนใจว่ามันคือเจ้าถิ่น หรือพี่เจียวหลงอะไรนั้นอีก

ไม่พูดมาก ทำหน้าเฉยช้า

ถีบออกไปทันที ตอนนั้นผมถีบเข้าไปที่ท้องของเจ้านี้อย่างแรง

“ไปพูดกับแม่…โน้น!”

ผมถีบจนสุดแรง ได้ยินเสียงร้องของเจ้านั้นร้อง “โอ๊ย” ออกมาทันที

 

จากนั้นผมก็เห็นตัวเขา กระเด็นออกไป ชนเข้ากับโต๊ะที่อยู่ข้างหลัง

พวกที่เหลืออีกสามคนคิดไม่ถึง ว่าผมจะกล้าทำร้ายเขาจริงๆ

พวกเขาจึงนิ่งอึ้งมองนักเลงคนนั้นอยู่พักหนึ่ง ตอนนี้นักเลงคนนั้นนอนขดตัวอยู่กับพื้น ใบหน้าทุกข์ทรมาน พร้อมพูดว่า “โอ๊ยโอ๊ย” ออกมา

แต่เมื่อเห็นลูกน้องของตัวเองมัวแต่ยืนอึ้ง เขาก็โมโหขึ้นมาทันที “ยืนโง่อยู่ทำไม ไปอัดมันซิ”

เสียงพึ่งจางหาย ทั้งสามคนก็ได้สติกลับมา

ทันใดนั้น ทั้งสามคนก็ทุบขวดเหล้าให้แตกและวิ่งเข้ามาแทงผมทันที

แต่ผมกลับไม่หลบเลยสักนิด กัดฟัน ไม่รอให้ขวดนั้นมาแทงผมได้ ผมสวนหมัดไปที่หน้าของผู้ชายคนหนึ่ง

 

ในเวลาเดียวกัน ผมยังหยิบเก้าอี้ที่อยู่ข้างๆมาฟาดใส่ชายร่างเล็ก

แม้ว่าตั้งแต่ต้นจนจบเฟิงเฉ่วหานจะไม่พูดอะไร แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายลงมือ เขาก็ไม่ปราณี เขาเข้าไปอัดอีกฝ่ายทันที

อย่ามองว่าเฟิงเฉ่วหานเป็นคนเย็นชา เวลาเจ้านี้ได้สู้เมื่อไหร่ ก็ไม่ต่างจากตอนฆ่าผีเลยสักนิด โหดอย่าบอกใครเลยละ

เพียงแค่คนเดียวก็สามารถจัดการไปได้ถึงสองคน แถมยังไม่บาดเจ็บเลยสักนิด การเคลื่อนไหวเร็วสุดๆอีกด้วย

คนพวกนี้วันๆเอาแต่ดื่มเหล้าเสพยา ร่างกายจึงพังไปตั้งนานแล้ว ปกติไปรังแกคนขี้ขาดยังพอได้

แต่ตอนนี้ต้องมาสู้กับผมและเฟิงเฉ่วหาน จึงไม่มีโอกาสชนะได้ตั้งแต่แรกแล้ว

 

สุดท้ายไม่ถึงหนึ่งนาที คนพวกนี้ก็ถูกพวกเราอัดจนนอนกองกับพื้น กลิ้งไปมาอย่างเจ็บปวดทรมาน แถมยังร้องโอ๊ยโอ๊ยออกมาไม่ยอมหยุด

ผมกำลังโมโห จึงเดินเข้าไปที่ด้านหน้าของหัวหน้าแก๊ง “พี่เจียวหลง แม่…ซิเมื่อกี้แกยังปากเก่งอยู่เลยไม่ใช่เหรอ ลองปากดีอีกซิ”

หลังจากพูดจบ ผมก็เหยียบเท้าของเจ้านั้น

เจ้านั้นกรีดร้องออกมาทันที จากนั้นก็มองผมด้วยสายตาที่หวาดกลัว “พี่ พี่ติง ผมผิดไปแล้ว ผมขอโทษยังไม่พออีกเหรอครับ งั้นต่อไปผมจะไปยุ่งกับพี่อีกแล้ว ไม่กล้าแล้วครับ”

นักเลงทุเรศๆแบบนี้ ยิ่งคุณอ่อนโยนกับมันมากเท่าไหร่ พวกมันก็จะยิ่งได้ใจมากเท่านั้น

 

ตอนที่ถูกผมอัดจนนอนกองกับพื้น เขาถึงได้รู้สึกผิดขึ้นมา

ผมทำหน้าเคร่งขรึม “ไสหัวออกไป!”

เสียงพึ่งจางหาย พี่เจียวหลงและลูกน้องอีกสามคน ก็กลัวจนฉี่ราดรีบวิ่งหนีออกไปทันที

แม้แต่ออกมาหาอะไรกินในตอนกลางคืนก็ยังต้องมาต่อสู้ ช่างน่าผิดหวังจริงๆชีวิตผม

แต่ผมและเฟิงเฉ่วหานพึ่งหันหลัง เดินกลับไปกินของปิ้งย่างของตัวเองต่อ

แต่แล้วผมก็พบว่าหยางเฉ่วสงบมาก ไม่มีทีท่าว่าจะโกรธหรือกลัวเลยสักนิด เธอยังคงดื่มเหล้าของตัวเองไปเรื่อยๆ

ไม่ใช่เพียงเท่านี้ หยางเฉ่วยังค่อยๆยกแก้วขึ้น และหันมาพูดกับผมและเฟิงเฉ่วหานว่า “ขอบคุณท่านทั้งสองมาก!”

 

หลังจากพูดจบ ไม่รอให้พวกเราได้โต้ตอบใดๆ เธอก็ดื่มเหล้าจนหมดแก้ว

ผมและเฟิงเฉ่วหานมองหน้ากัน ทำอะไรไม่ถูกจึงดื่มตามเธออีกหนึ่งอึก

แต่เหล้าอึกนั้นพึ่งไหลลงคอเท่านั้น หยางเฉ่วก็ลุกขึ้น

พูดกับผมและเฟิงเฉ่วหานว่า “ฉันรู้สึกดีมากที่ได้ดื่มกับพวกคุณ เอาไว้ถ้ามีโอกาสค่อยพบกันใหม่นะ!”

หลังจากพูดจบ หยางเฉ่วก็ยิ้มหวานให้กับพวกเรา และเดินออกจากร้านไปทันที

ตอนเธอยิ้มน่ารักมาก นอกจากมู่หลงเหยียน ผู้หญิงที่ผมเคยเห็นมา เธอก็เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดแล้ว

 

เมื่อเห็นเธอจะจากไป ผมเองก็คิดจะรั้งไว้ เพราะยังไม่รู้จักเธอ

จึงถามเธออีกนิดว่า “บ้านของคุณอยู่ที่ไหน ดึกขนาดนี้แล้วกลับคนเดียวจะปลอดภัยเหรอครับ”

ที่จริงผมแค่ปรารถนาดี ถามไปตามมารยาทเท่านั้น

แต่ใครจะไปรู้ เสียงพูดพึ่งจางหาย ผมกลับรู้สึกเย็นที่หลัง จู่ๆก็เหมือนมีลมเย็นๆพัดเข้ามา

ไม่ใช่เพียงเท่านั้น หูของผมยังได้ยินเสียงมู่หลงเหยียนพูดว่า “ไอ้ห่วย!”

แถมสามคำนี้ ยังเต็มไปด้วยความโมโห

เมื่อได้ยินเสียงนี้ ผมก็ตกตะลึงทันที

 

บัดซบ ผีเมียของผมอยู่แถวนี้งั้นเหรอ ผมแอบพูดในใจ ในเวลาเดียวกัน ยังกวาดสายตามองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นอะไร

ส่วนหยางเฉ่วกลับยิ้มให้เล็กน้อย “คนเลวก็ถูกอัดจนหนีไปแล้ว ฉันปลอดภัยแน่นอน”

หลังจากพูดจบ เธอก็หมุนตัวเดินตรงไปที่ถนน พวกเราเองก็ไม่รู้ว่าเธอจะไปที่ไหน

ส่วนเฟิงเฉ่วหาน ก็หันไปมองแค่แป๊บเดียวเท่านั้น เขาพูดออกมาแค่ไม่กี่ประโยค ทำตัวเหมือนกับคนใบ้ไม่มีผิด

ผมมองหยางเฉ่วเดินห่างออกไป ร่างของเธอค่อยๆเลือนหายไปกับความมืด

ผมไม่ได้คิดว่าเธอจะไปไหน แต่กำลังคิดถึงคำพูดของมู่หลงเหยียนอยู่

 

เมื่อกี้เสียงที่ได้ยิน จะต้องเป็นเสียงของผีเมียผมแน่ๆ

จู่ๆมู่หลงเหยียนก็พูดออกมา แถมยังด่าผมว่าไอ้ห่วย เธอจะต้องเข้าใจผิดเรื่องของผมกับหยางเฉ่วแน่

คืนนี้เธอจะมาแก้แค้นผมไหมนะ หรือจะไปหาหยางเฉ่ว

ผีเมียของผมตนนี้เป็นตัวแม่เรื่องโมโหร้าย แถมยังนิสัยไม่ค่อยดี

เรื่องนี้จะต้องทำให้เธอไม่พอใจแน่ ตอนนี้มีเพียงสวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

เมื่อเฟิงเฉ่วหานเห็นผมเหงื่อแตก เขาก็แปลกใจ จึงถามผมด้วยความสงสัย “นายชอบเธอเหรอ”

 

เมื่อได้ยินประโยคนี้ ร่างกายของผมก็รู้สึกไม่สบายขึ้นมาทันที เหมือนเห็นเส้นด้ายตรงหน้ากำลังจะขาด  ผมกำลังกลัวว่าคืนนี้ผีเมียจะมาฆ่าผมรึป่าว

“พูดอะไรวะ! ดื่ม ดื่ม……”

ผมไม่สามารถพูดเรื่องมู่หลงเหยียนได้ จึงทำได้เพียงหาข้อแก้ตัวมากลบเกลื่อน

พวกเราดื่มเบียร์ได้สองสามขวด ผมก็ไม่คิดจะดื่มต่อ เพราะตอนนี้เริ่มไม่มีอารมณ์แล้ว

หลังจากชดใช้ค่าเก้าอี้ที่ผมทำพังเมื่อกี้ และคิดเงินค่าอาหารเสร็จ ก็พาเฟิงเฉ่วหานกลับบ้าน

ระหว่างทาง ผมรู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว

 

บางครั้งผมก็รู้สึกว่ามีลมเย็นๆอยู่รอบตัวผม ราวกับผีเมียมู่หลงเหยียนกำลังจ้องผมอยู่ใกล้ๆ

ดังนั้น ผมจึงอยากกลับบ้านเร็วๆ ไปหาป้ายวิญญาณของเธอ แล้วก็จุดธูปให้สักสองสามดอก

บอกเธอว่า ได้เจอกับหยางเฉ่วโดยบังเอิญ พูดกับเธอให้เข้าใจ

ไม่อย่างงั้นยัยผีเมียจะต้องหยิบกรรไกรมาทำอะไรผมอีกแน่ แล้วถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆชีวิตผมก็ต้องจบเห่กันพอดี……

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset