ศพ – ตอนที่ 69 ……

ตอนที่ 69 ……

พวกเราเดินมาได้อย่างราบรื่น ไม่เจอปัญหาอะไรเลยสักนิด

แต่หลังจากเดินออกมาจากประตูหลังได้ไม่นาน ผมก็พบเรื่องผิดปกติ

ผมมองไปรอบๆ ทุกอย่างมืดสนิท เดินคล่ำทางมาเรื่อยๆ แต่ผมกลับรู้สึกไม่สบายใจ

เพราะผมพบว่ารอบๆถนนเส้นนี้เงียบเกินไป เงียบจนไม่มีเสียงอะไรเลยสักนิด

ถ้าเป็นตอนกลางวันก็คงจะดี แต่ตอนนี้เป็นตอนกลางคืน

ถนนเส้นนี้ต่างล้อมรอบไปด้วยป่า จึงมีทั้งเงาของต้นไม้และพุ่มหญ้ามากมาย

 

ตอนนี้อยู่ในช่วงฤดูร้อน ตามหลักแล้ว ตอนกลางคืนจะต้องมีเสียงร้องของพวกแมลงจำนวนมากถึงจะถูก

โดยเฉพาะเมื่อพวกเราอยู่ในภูเขา เป็นไปไม่ได้ที่มันจะเงียบได้ถึงขนาดนี้

ถ้าเกิดสถานการณ์อย่างนี้ขึ้นจะต้องมีอะไรพิเศษเกิดขึ้นแน่

เมื่อก่อนผมกับอาจารย์เคยขึ้นเขา อาจารย์บอกผมว่า

ถ้ารอบๆตัวมีพวกหมาป่า เสือ เสือดาวอยู่ใกล้ๆ หรืออะไรก็ตามที่เป็นอันตราย

รอบๆตัวของเราจะเงียบสุดๆ นี่ถือว่าเป็นการเตือนภัยล่วงหน้าของธรรมชาติอย่างหนึ่ง

ตอนนี้ ผมพบว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น สีหน้าผมจึงค่อยๆมืดมน

 

ผมหันไปพูดกับเฟิงเฉ่วหานว่า “เหล่าเฟิง ดูเหมือนจะมีอะไรผิดปกติ!”

ขณะที่พูด ผมก็มองสำรวจไปรอบๆ

เฟิงเฉ่วหานเองก็ตกใจ ต่อมาเขาก็รู้ตัว สีหน้าจึงค่อยๆเปลี่ยนไป “เงียบเกินไป!”

“ใช่ เงียบเกินไป!” ผมพูดด้วยความหวาดระแวง หันมองไปรอบๆอย่างต่อเนื่อง แต่ก็หาสถานที่ที่ผิดปกติไม่เจอ

“ที่นี่อยู่นานไม่ได้ ปิดไฟฉาย แล้วเปิดตากันเถอะ!” เฟิงเฉ่วหานพูดขึ้นมาอีกครั้ง

แม้ผมจะไม่รู้ว่าทำไมรอบๆถึงได้เงียบขนาดนี้ หรือบางทีอาจเกี่ยวกับเรื่องที่ผมไปเก็บผงขี้ธูป

แต่ตอนนี้ผมก็ไม่กล้าอยู่นาน คิดแค่ว่ารีบออกไปจากที่นี่ดีกว่า

 

ขณะนั้นผมไม่พูดพล่าม รีบปิดไฟฉาย และหยิบขวดน้ำตาวัวที่พกติดตัวออกมาเปิดตาทันที

ทันใดนั้นความรู้สึกเย็นๆก็ปรากฎขึ้น ในที่สุดรอบๆที่เคยมืดมิดก็สว่างขึ้นมาไม่น้อย

ผมหันไปมองเฟิงเฉ่วหาน จากนั้นก็รีบเร่งฝีเท้าทันที

พวกเราเดินเร็วมาก แต่ตรงไปข้างหน้าไม่ถึง 200 เมตร

ลมกระโชกแรงก็พัดเข้ามา ทันใดนั้นอากาศรอบๆก็หนาวเย็นขึ้นมาทันที

ราวกับว่าตอนนี้ พวกเราได้เข้ามาสัมผัสกับสายลมในฤดูหนาว

แต่วินาทีนั้นสีหน้าของผมและเฟิงเฉ่วหาน กลับเปลี่ยนไป

 

นี่คือพลังหยิน และเป็นพลังหยินที่แท้จริง มันอัดแน่นอะไรขนาดนี้

ในเวลาเดียวกัน เฟิงเฉ่วหานก็เข้ามาคว้าตัวผมไว้ “ไปข้างหน้าต่อไม่ได้ ข้างหน้าของพวกเราจะต้องมีวิญญาณชั่วร้ายอยู่……”

แม้ว่าในใจของผมกำลังคิดแบบนี้อยู่ก็จริง แต่เมื่อได้ยินเฟิงเฉ่วหานพูดกับผมแบบนั้น ผมก็อดไม่ได้ที่จะตกใจ

แต่ไม่รอให้ผมได้พูด พุ่มไม้ที่อยู่ข้างๆ กลับมีเสียงดัง “กร๊อบแกร๊บ” แถมเสียงนั้นยังพุ่งเข้ามาทางพวกเราด้วย

รอบๆเงียบสงัด เมื่อจู่ๆก็มีเสียงดังขึ้นมา มันจึงดึงดูดความสนใจของผมกับเฟิงเฉ่วหานทันที

 

ผมสองคนหันไปมองตามสัญชาตญาณ ในเวลาเดียวกันยังตะโกนออกไปว่า “ใคร!”

แต่เสียงพึ่งเงียบลง ผมก็เห็นเงาของใครบางคนกระโดดออกมาจากพุ่มไม้

เมื่อเห็นคน ผมกับเฟิงเฉ่วหานก็ตื่นตัวขึ้นมา รีบสังเกตลักษณะท่าทางของคนๆนี้ทันที

พบว่าคนๆนี้คือผู้หญิง รวบผมไว้ข้างหลัง ตัวสูง ผิวขาวเนียนละเอียด

ส่วนหน้าของเธอ กลับใส่หน้ากากสีดำเอาไว้ เผยให้เห็นแค่ดวงตาสีดำสนิทที่งดงามคู่เดียวเท่านั้น

เมื่อเห็นสิ่งนี้ ผมและเฟิงเฉ่วหานก็เงียบไปพักหนึ่ง

สถานที่ทุรกันดารแบบนี้ ทำไมจู่ๆก็มีผู้หญิงกระโดดออกมา แถมดูจากรูปร่างและดวงตาแล้ว เธอน่าจะเป็นสาวสวยอีกด้วย

 

แต่ตอนที่ผมเห็นดวงตาของเธอ กลับรู้สึกว่าเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ตอนนี้ผมก็คิดไม่ออก

แต่ก็ไม่ลังเล เมื่อเห็นอีกฝ่ายปรากฎตัว ผมก็ถามออกไปตามสัญชาตญาณ “คุณเป็นใคร”

แต่เสียงของผมพึ่งตกลง ผู้หญิงสวมหน้ากากคนนั้นก็พูดกับผมและเฟิงเฉ่วหานว่า “อย่าพูดมาก ถ้าไม่อยากตายก็อย่ายืนอยู่บนถนนเส้นนี้ดีกว่า!”

ผู้หญิงสวมหน้ากาก พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่คลุมเครือ พวกเราไม่สามารถระบุต้นเสียงได้เลยว่าเธอคือใคร

แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกแปลกใจก็คือ เหมือนผมเคยเห็นเธอที่ไหนมาก่อน

“คุณหมายความว่ายังไง” ผมพูดต่อ

 

ผู้หญิงคนนั้นหัวเราะออกมาเบาๆ “เป็นคนปราบสิ่งชั่วร้ายแท้ๆ! การที่พวกนายสองคนยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้จนถึงตอนนี้ ก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์มากแล้ว ดูให้ดีๆว่าถนนที่พวกนายกำลังยืนอยู่คือถนนอะไร”

เมื่อได้ยินประโยคนี้ หัวใจของผมก็มีเสียงดัง “กึก” ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

เธอเป็นใคร ทำไมถึงรู้ว่าพวกเราสองคนเป็นคนปราบสิ่งชั่วร้าย แถมยังพูดเยาะเย้ยพวกเราแบบนั้น ถนนเส้นนี้มันมีปัญหาอะไร

เนื่องจากคำพูดแปลกๆของเธอ จึงทำให้ผมหันไปมองตามสัญชาตญาณ

แต่ผมก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรแตกต่างนิ ก็แค่ถนนที่ปูด้วยหินธรรมดาๆ แต่สีของหิน เป็นสีเหลืองอ่อนก็เท่านั้น

 

ผมไม่ค่อยมีการตอบสนองอะไรมากนัก แต่เฟิงเฉ่วหานที่ยืนอยู่ข้างๆผมกลับหน้าเปลี่ยนสี เขาทำหน้าหวาดกลัว

ในปากยังพูดออกมาด้วยความตกตะลึง “แย่ แย่แล้ว! ติงฝาน พวกเรา พวกเรารีบออกจากที่นี่เร็ว……”

จู่ๆก็เห็นเฟิงเฉ่วหานตกใจแบบนั้น ผมจึงเกิดความสงสัย

“เหล่าเฟิง เป็นอะไร” ผมสงสัยในใจ

แต่เฟิงเฉ่วหานกลับสูดลมหายใจเข้า “นายมองถนนเส้นนี้ดีๆอีกรอบ!”

ผมรู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อย มันก็ไม่ใช่แค่ถนนเล็กๆเส้นหนึ่งเหรอ จะมีอะไรให้ดูนักหนา

 

แต่ก็หันไปมองถนนเล็กๆตรงหน้าอีกรอบ ครั้งนี้ผมมองไกลออกไป

ถนนหินสายนี้ ค่อนข้างคดเคี้ยว แต่เมื่อเปิดตาแล้ว ผมถึงสามารถมองเห็นได้ไกลมาก

เมื่อมองไปรอบๆ ก็พบว่ามีเพียงถนนหินสีเหลืองเส้นนี้เส้นเดียว มองไม่ออกจริงๆว่ามีอะไรผิดปกติ

ผมขมวดคิ้ว และพูดด้วยความสงสัย “ไม่มีอะไรผิดปกตินิ! ก็แค่ถนนหินสีเหลืองเส้นหนึ่ง……”

แต่ขณะที่ผมกำลังพูดคำว่าถนนหินสีเหลือง คำว่า “เท่านั้น” ยังไม่ทันหลุดออกมาจากปาก

ในสมองของผมก็มีเสียงระเบิดดัง “ตูม” ทันใดนั้นอักษรสี่คำก็ปรากฎขึ้นในสมอง สายธารสีเหลือง…

วินาทีนั้น ผมหน้าซีด หันไปมองรอบๆทันที

 

พบว่าในยามค่ำคืนที่มืดมิน แต่กลับเห็นถนนสีเหลืองเส้นนี้ได้อย่างชัดเจน

เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า สายธารสีเหลืองจะนำไปสู่นรกภูมิ เป็นหนึ่งไม่มีสอง

เมื่อก่อนเคยได้ยินคนแก่พูดว่า หลังคนตายเดินบนถนนสีเหลืองได้ครึ่งก้าวพวกเขาก็ถูกส่งไปรายงานตัว

หลังจากได้รับหัวใจผี สุดท้ายก็จะเดินเข้าประตูผี และได้เดินบนถนนสีเหลืองจริงๆไปยังนรก

แต่หลังจากคนเป็นตายแล้ว ก็จะเจอถนนสีเหลืองเช่นกัน แต่ถนนเส้นนี้จะถูกเรียกว่า “…” ซึ่งมันเป็นตัวนำทางของคนตาย

งั้นถนนที่พวกเรากำลังยืนอยู่ ก็เป็นถนนที่นำคนตายไปสู่นรกนะซิ

 

ช่วงเวลานั้นผมกลัวโครตๆ “สายธารสีเหลือง ……”

“ใช่ พวกเรากำลังเดินบนถนน… ถ้ายังเดินต่อไปข้างหน้า จะต้องตายแน่!” เฟิงเฉ่วหานพูดต่อ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

ทันใดนั้นผู้หญิงสวมหน้ากากที่อยู่ข้างๆก็พูดว่า “ฮึ! ไม่ต้องเดินไปข้างหน้า แค่พวกนายยืนอยู่ที่นี่ ก็เหมือนตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง! ไม่อยากตายก็เดินตามฉันมา!”

หลังจากพูดจบ ผู้หญิงสวมหน้ากากคนนั้นก็หมุนตัว เดินตรงเข้าไปในพุ่มไม้ทันที

แม้จะไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร แต่หลังจากรู้จักกันในขณะที่ตัวเองกำลังเดินอยู่บนถนน… ผมก็ไม่กล้าชักช้าลีลาต่อไป

 

รีบหมุนตัว และเดินตามเฟิงเฉ่วหานไปทันที

แต่พวกเราพึ่งเดินไปข้างหน้าได้ไม่นาน ก็มีลมกระโชกพัดเข้ามา อุณหภูมิรอบๆ เริ่มลดต่ำลงอีกครั้ง

ดูเหมือนตอนนี้ อุณหภูมิรอบๆจะต่ำกว่าศูนย์องศา ผมขนลุกครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่มันยังไม่จบเพียงเท่านี้ จู่ๆผู้หญิงสวมหน้ากากที่อยู่ข้างหน้าก็หยุดเดิน

พวกเราเห็นเธอขมวดคิ้ว และมองไปรอบๆอย่างต่อเนื่อง ดูท่าทางจะระแวงมากๆ

จากนั้น เธอก็พูดกับผมและเฟิงเฉ่วหานอย่างกระวนกระวาย “แย่แล้ว สายไปแล้ว พวกเขามาแล้ว หลบไม่ทันแล้ว……”

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset