สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน – ตอนที่ 118 กุ้ยเฟยร่ำเมรัย ความรุ่งโรจน์ของชีวิต

        สุสานโบราณหลายแห่งถูกค้นพบในยุคปัจจุบันไม่น้อย สุสานที่ดีหน่อย สิ่งของที่ฝังพร้อมคนตายก็จะมีมากหน่อย คุณค่าทางโบราณคดีจึงมีมากกว่า

        แม้ว่าทิวทัศน์จะเหมือนหลุมฝังศพของจิ่นอีโฮ่ว ทว่าก็ใหญ่กว่าหลุมศพปกติเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็เป็นหลุมฝังศพอยู่ดี

        สิ่งเหล่านี้มีเพียงในละครโทรทัศน์และนิยายปรัมปราจึงจะสามารถปรากฏโครงเรื่องเกินจริง ทว่าความจริงล้วนไม่ใช่วิทยาศาสตร์!

        ยิ่งไปกว่านั้นผู้ประพันธ์บทละครและผู้เขียนบทก็จะอธิบายในตอนต้นไว้ว่า เนื้อเรื่องเป็นเรื่องสมมติล้วนๆ เดิมทีนั้นไม่มีอยู่จริง เพียงแค่สร้างเรื่องแต่งเติมขึ้นมา!

        “เยี่ยโยวเหยาเพคะ สิ่งของจำพวกนี้ ท่านเชื่อหรือเพคะ? ”

        ซูจิ่นซียกยิ้ม เอ่ยถามเยี่ยโยวเหยา

        “ข้าต้องการสิ่งใด ล้วนไม่เคยพึ่งพาของเหล่านี้มาก่อน ทว่าเป็นเพราะพิษอั้นหรานเซียวหุน เสด็จพ่อของข้าจึงสวรรคต พระองค์สวรรคตต่อหน้าของข้า ดังนั้นข้าจำเป็นต้องรู้ให้ได้ว่าข้อเท็จจริงของเรื่องราวปริศนามันคือกระไรกันแน่ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยสิ่งใดก็ตาม”

        เสด็จพ่อ?

        คือฮ่องเต้พระองค์ก่อนใช่หรือไม่?

        หรือว่าฮ่องเต้พระองค์ก่อนไม่ได้สวรรคตเพราะทรงพระชราภาพเหมือนผู้อื่น ทว่าเป็นเพราะถูกพิษอั้นหรานเซียวหุน?

        หลังจากนั้นครู่ใหญ่ ซูจิ่นซีจึงตระหนักได้ว่าเยี่ยโยวเหยาไม่ได้พูดถึงฮ่องเต้พระองค์ก่อน

        ซูจิ่นซีเห็นว่าดวงตาที่เย็นชาของเยี่ยโยวเหยาที่แต่เดิมเย็นชาอยู่แล้วยิ่งเย็นชาขึ้นไปอีก เมื่อพูดถึงช่วงเวลาเหล่านี้ มือของเขากำแน่นจนข้อต่อกระดูกเปลี่ยนเป็นสีขาว

        ภายในใจของเขาคงจะทุกข์ทรมานยิ่งนักใช่หรือไม่?

        นอกจากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเยี่ยโยวเหยาและเสด็จพ่อคงลึกซึ้งยิ่งกว่าในตำนานที่เล่าต่อกันมา ไม่เช่นนั้น ผ่านมาหลายปีแล้ว เหตุใดเมื่อพูดถึงเรื่องราวเหล่านี้ เยี่ยโยวเหยาจึงยังเจ็บปวดถึงเพียงนี้

        ซูจิ่นซีวางมือลงบนมือของเยี่ยโยวเหยา “เยี่ยโยวเหยาเพคะ ท่านหมายความว่า…? ”

        “จิ่นซี ข้าต้องการให้เจ้าพยายามช่วยข้าค้นหาความลับของพิษอั้นหรานเซียวหุน ข้าเชื่อในตัวเจ้า! ”

        เมื่อเยี่ยโยวเหยาพูดถึงความเชื่อมโยงระหว่างพิษอั้นหรานเซียวหุนกับหลุมฝังศพของจิ่นอีโฮ่ว ในใจของซูจิ่นซีก็เดาคำตอบนี้ได้นานแล้ว ทว่านางไม่ได้ตอบรับเยี่ยโยวเหยาในทันที

        ระบบถอนพิษของนาง ตรวจไม่พบว่าอั้นหรานเซียวหุนมีพิษ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าความสามารถของนางในปัจจุบันนั้น ไม่มีทางรู้ความลับของพิษอั้นหรานเซียวหุนได้เลย

        ทว่าหลังจากคิดเรื่องนี้แล้ว ซูจิ่นซีก็ตอบรับไป

        “เยี่ยโยวเหยาเพคะ ท่านวางใจได้ หม่อมฉันจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพคะ”

        บัดนี้ยังไม่มีวิธีการวิเคราะห์ ซูจิ่นซีทำได้เพียงพยายามบำเพ็ญฌานและกลั่นเซียนตัน [1] ระบบถอนพิษ เพื่อให้ระบบถอนพิษเลื่อนขั้นขึ้นไป

        ไม่แน่ว่าระบบถอนพิษอาจบรรลุถึงระดับที่สูงยิ่งขึ้น การถอดรหัสข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องของพิษอั้นหรานเซียวหุนก็จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

        “เยี่ยโยวเหยาเพคะ หม่อมฉันเต้นให้ท่านดูดีหรือไม่? ”

        สตรีสาวที่ต้องการอุทิศตัวร่ายรำถวายให้เยี่ยโยวเหยาด้วยตนเองมีไม่น้อย ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่าซูจิ่นซีจะร่ายรำถวายให้เยี่ยโยวเหยา หลังจากเยี่ยโยวเหยาชะงักไปชั่วครู่ก็เอ่ยขึ้นว่า “ตกลง! ”

        ซูจิ่นซีแย้มยิ้มที่มุมปาก

        “ท่านรอสักครู่นะเพคะ หม่อมฉันจะไปเปลี่ยนชุดก่อน”

        ซูจิ่นซีขึ้นไปยังเรือนอวิ๋นไค เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดขนห่านสีนวล [2] เวลาผ่านไปสักพักจึงลงมาชั้นล่าง เกศาก็หวีจัดทรงเสียใหม่ มัดเป็นมวยสูงทั้งสองข้าง หน้าผากแต้มด้วยดอกบ๊วยสีแดงฉาน ดัดขนตางอนยาว แม้ริมฝีปากของนางจะมีสีอมชมพู ทว่าก็ไม่แต่งแต้มให้หยาดเยิ้มจนเกินงาม

        หลังจากที่ซูจิ่นซีกำจัดรอยพิษบนใบหน้าเดิมแล้ว ใบหน้านี้ก็มีความโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้รับการแต่งแต้มจึงงดงามสะดุดตายิ่งนัก รูปลักษณ์หรูหรา กอปรกับบุคลิกสง่างาม

        เมื่อซูจิ่นซีปรากฏตัว การเคลื่อนไหวของเยี่ยโยวเหยาที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นดื่มก็หยุดชะงักในทันที ดวงตาที่มืดมิดและลึกซึ้งคลุมเครือของเขาพลันสงบลง เยี่ยโยวเหยาจ้องมองไปที่ซูจิ่นซีโดยไม่กระพริบตาแม้แต่น้อย

        มุมปากของซูจิ่นซียกยิ้มขึ้น นางยกชายกระโปรงเดินลงบันไดมาหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้าของเยี่ยโยวเหยา ทันใดนั้นก็โบก ‘ชวับ’ พัดเจ๋อซ่าน [3] ลายดอกโบตั๋นผีเสื้อกลางคืนที่อยู่ในมือ

        ดอกไม้สีเหลืองทองบนพัดนั้นมีเค้าโครงเส้นขอบชัดเจนดูสมจริง ไม่ใช่สีชาดที่ตระการตาจนเกินงาม และไม่ใช่สีแดงอ่อน จนเกินไป ทว่ากลับผสานเข้ากับสีขนห่านของชุดที่ซูจิ่นซีสวมใส่ได้อย่างพอเหมาะพอดี

        ขณะที่คลี่พัดในมือออกอย่างเชื่องช้า โบกสะบัดอยู่เบื้องหน้าเยี่ยโยวเหยา ซูจิ่นซีเคลื่อนไหวเอวที่อ่อนช้อยงดงามของตนไปทางด้านข้าง เมื่อหันหลังมาจึงสะบัดแขนเสื้อ หลังจากนั้นก็เปล่งเสียงอย่างชัดเจนขึ้น

        “ณ ปีนั้น หิมะโปรยปราย ดอกบ๊วยแย้มบาน

        ณ ปีนั้น ข้างสระ ‘หวาชิง [4] ’ ทิ้งรอยโศกทบทวี

        ไม่อาจพูดว่าผู้ใดคือผู้ที่ใช่ ผู้ใดคือผู้ที่ผิด ความรู้สึกล้วนไม่มีถูกผิด

        ในความฝันเพียงอยากร่ำเมรัยกับท่านอีกสักครา

        ปิ่นหยกรูปวิหก [5] ประดับเกศา เป็นท่านที่กำนัลให้

        ร่ายรำตามบทเพลงหนีฉังอี่ว์อี [6] เพื่อท่านคราแล้วคราเล่า

        ณ ด่านประตูเจี้ยน [7] คือท่านที่ครุ่นคำนึงถึงข้า

        ล่างเนินหม่าเหวย [8] ปลิดวิญญาณโฉมสะคราญบูชารักแท้

        … ”

        ‘กุ้ยเฟยร่ำเมรัย ฉบับปรับปรุง [9] ’ บทเพลงนี้ของหลี่อวี้กัง [10] คือการแสดงที่ซูจิ่นซีออกแบบท่ารำในงานรับปริญญานักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา เสียดายเพียงคุณป้าของนางเสียชีวิตในวันนั้น ซูจิ่นซีจึงไปแสดงไม่ทัน

        หลังจากนั้น นางจึงคิดแสดงในการประชุมประจำปีของสำนักงานการแพทย์จีนอีกครั้ง ทว่าก่อนงานประชุมประจำปี นางก็ข้ามภพมาอย่างชุลมุนวุ่นวายเสียแล้ว

        แม้ซูจิ่นซีจะไม่เคยมีโอกาสปรากฏตัวในการแสดงและไม่ได้ฝึกซ้อมอีกเลย ทว่าท่วงท่าในการร่ายรำที่เข้มงวดของนาง ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการสะบัดแขนเสื้อ ทุกการก้มเอนร่างกาย และทุกก้าวย่างของปทุมนั้น นางสามารถทำได้ตรงตามตำแหน่งและสง่างามอย่างยิ่ง

        ราวกับการปรากฏขึ้นอีกครั้งของกุ้ยเฟย [11]

        ชุดขนห่านสีนวลสะบัดตามท่วงท่าของซูจิ่นซี ทั้งจดจ่อ ตั้งรับ ยก ย่อ ราวกับดอกไม้ที่ถูกนางควบคุมในอากาศอย่างไรอย่างนั้น ทำให้ผู้ชมสุขตาสบายใจ

        เยี่ยโยวเหยาหยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมด ดวงตาจดจ้องไปที่ร่างกายของซูจิ่นซี

        เมื่อซูจิ่นซีร้องเพลงเป็นครั้งที่สอง เยี่ยโยวเหยาก็ลุกขึ้นยืนในทันใด เขาเดินอย่างเชื่องช้าไปยังด้านหลังของซูจิ่นซี คว้าแขนเสื้อของนางเอาไว้ เมื่อซูจิ่นซีหันกลับมาจึงตกเข้าสู่อ้อมอกของเยี่ยโยวเหยา

        สายตาอันนุ่มนวล อ่อนโยนและน่าหลงใหลของซูจิ่นซีสบเข้ากับสายตาเย็นเยือกของเยี่ยโยวเหยาอย่างยอมจำนน ทั้งสองมองสบกันและกัน ก่อเกิดเสน่หาลึกซึ้งดั่งผืนทะเล

        “เยี่ยโยวเหยาเพคะ… ”

        ซูจิ่นซีเผยอริมฝีปากเล็กน้อย

        “จิ่นซี เจ้าจงจำไว้ ข้าไม่มีวันทำให้เจ้าต้องโศกเศร้าอ้างว้างเช่นนี้ ไม่มีวันปล่อยให้เจ้าเป็นเหมือนดั่งสาวงามที่เจ้าร้องถึง เจ้าคือพระชายาของข้า ข้าจะทำให้เจ้าได้เพลิดเพลินกับความรุ่งโรจน์ของชีวิต”

        ภายในใจของซูจิ่นซีเกิดความรู้สึกซาบซ่านเล็กน้อย นางยื่นมืออันเรียวบางอ่อนนุ่มออกไป คิดจะผลักเยี่ยโยวเหยาให้ออกห่าง ทว่ากลับถูกเยี่ยโยวเหยากระชับอ้อมกอดแน่นยิ่งขึ้น

        ซูจิ่นซีไม่เคยรู้เลยว่าความเฉยเมย ความน่ากลัว และอารมณ์ไร้ซึ่งความรู้สึกเหล่านั้นของเยี่ยโยวเหยาล้วนเป็นความจริง ยิ่งไปกว่านั้นความเสน่หาและการครอบงำเช่นนี้ก็เป็นความจริงเช่นเดียวกัน

        “รักเกลียดพลิกผันเพียงพริบตา

        ยกจอกตั้งสัตย์ต่อจันทร์ดั่งฟ้า

        รักเกลียดยากปิดบัง

        ท่านรักข้าเมื่อใด

        เบญจมาศตกต้องจันทร์แจ่มแจ้ง

        รวดร้าวในใจผู้ใดจะล่วงรู้

        เมามายอิงแอบฮ่องเต้

        ฝันหวนคืนสู่เทียนเหอและความรัก”

        นางจงใจเอาประโยค ‘ฝันหวนสู่ต้าถัง’ เปลี่ยนเป็น ‘ฝันหวนคืนสู่เทียนเหอและความรัก’

        ‘เทียนเหอ’ ของแผ่นดินเทียนเหอ

        ซูจิ่นซีขับขานบทเพลงให้จบสมบูรณ์ในอ้อมแขนของเยี่ยโยวเหยา นางรู้สึกว่าอารมณ์ในดวงตาของเยี่ยโยวเหยาเริ่มหนักหน่วงมากขึ้น ทั้งยังรู้สึกว่าวงแขนที่โอบรอบเอวนางของเยี่ยโยวเหยายิ่งแน่นขึ้นทุกที

        “เยี่ยโยวเหยา… ”

        ซูจิ่นซีต้องการผลักเยี่ยโยวเหยาให้ออกห่างเพราะเอวของนางเริ่มเจ็บแปลบขึ้นมา หลังจากอยู่ในท่วงท่าโอบกอดเช่นนี้เป็นเวลานาน

        ทว่ากลับคิดไม่ถึงว่า ขณะที่นางยื่นมือออกไปเพื่อผลักอกของเยี่ยโยวเหยา นางจะถูกคว้ามือไว้ หลังจากนั้นเยี่ยโยวเหยาก็ดึงร่างของนางให้ยืนตรง

        ทันใดนั้น ริมฝีปากเย็นชาของเยี่ยโยวเหยาก็กดลงมาโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้าแม้แต่น้อย

        ดวงตากลมโตทั้งสองข้างของซูจิ่นซีเบิกค้างอย่างตกตะลึงอีกครั้ง

        นี่เป็นครั้งที่สามที่เยี่ยโยวเหยาจูบนาง ทว่าไม่ได้เผด็จการ เอาแต่ใจ และดุดันเหมือนสองครั้งก่อนหน้านี้

        ครั้งนี้ช่างนุ่มนวลราวกับสายไหมอย่างไรอย่างนั้น

        ริมฝีปากที่เย็นเฉียบนั้นจู่โจมลงบนริมฝีปากบางของซูจิ่นซีอย่างแผ่วเบา ราวกับดูดชิมน้ำหวานจากดอกท้อน้ำผึ้งที่หอมหวานอย่างไรอย่างนั้น ซูจิ่นซีมีความรู้สึกดั่งล่องลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าและเหยียบลงบนเมฆ

        กระแสความรู้สึกอุ่นวาบค่อยๆ เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนแทบจะละลายนางให้สลายสิ้น

        จูบของเยี่ยโยวเหยาอ่อนโยน ละเมียดละไมยิ่งนัก ซูจิ่นซีไม่อาจฝืนผลักเขาออกไปได้ ยิ่งไม่อาจฝืนดิ้นรน

        ทันใดนั้น ซูจิ่นซีเกิดอยากรู้เป็นอย่างยิ่งว่า เยี่ยโยวเหยาทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร นางจึงลืมตาขึ้นมองเยี่ยโยวเหยาอย่างเชื่องช้า คาดไม่ถึงว่าดวงตาที่ปิดสนิทของเขาจะอยู่ประชิดกับดวงตาของนางถึงเพียงนี้

        แพขนตายาวเรียงเป็นแนวทั้งสองฝั่ง หนาแน่นราวกับป่า ใบหน้าสง่างามนั้นอยู่ใกล้เสียจนทำให้ใจของคนมองรู้สึกสับสน

        ซูจิ่นซีไม่กล้ามองอีกต่อไป นางรีบหลับตาทั้งสองข้างลงทันใด

        เยี่ยโยวเหยาหลับตาตอนจูบนาง!

        นางได้ยินมาว่าบุรุษล้วนลืมตาเวลาจูบสตรี

        ที่หลับตาจูบมีน้อยยิ่งนัก และพวกเขาก็เป็นผู้ที่ลุ่มหลงและอุทิศตน รักเดียวใจเดียวเสียด้วย

        เยี่ยโยวเหยา ท่านเป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่?

        ซูจิ่นซีอดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซ่านและสั่นสะท้านในใจ มืออีกข้างโอบเอวของเยี่ยโยวเหยาอย่างแผ่วเบาโดยไม่รู้ตัว ตอบรับจูบของเขาอย่างเงอะงะ

……

เชิงอรรถ

[1] กลั่นเซียนตัน คือ วิธีที่นักบวชลัทธิเต๋าบำเพ็ญฌานและทำเซียนตันยาอายุวัฒนะ

[2] ชุดขนห่านสีนวล คือ เสื้อผ้าที่ชาวจีนเชื่อว่านางฟ้าชอบสวมใส่ มีสีสันหลากหลาย และบางเหมือนเสื้อผ้าสีรุ้ง

[3] พัดเจ๋อซ่าน คือ พัดที่พับเก็บได้

[4] สระน้ำหวาชิง คือ สระน้ำที่ฮ่องเต้ถังหมิงพระราชทานให้หยางกุ้ยเฟยได้มีโอกาสลงสรง

[5] ปิ่นหยกรูปวิหก คือ ปิ่นปักผมที่ฮ่องเต้ถังหมิงมอบเป็นพยานรักระหว่างพระองค์และหยางกุ้ยเฟย

[6] บทเพลงหนีฉังอี่ว์อี ว่ากันว่าเป็นดนตรีที่ฮ่องเต้ถังหมิงฝันว่าได้ไปดวงจันทร์แล้วพบเห็น เมื่อตื่นบรรรทมจึงนำมาประพันธ์แล้วให้หยางกุ้ยเฟยร่ายรำถวาย

[7] ด่านประตูเจี้ยน คือ สถานที่ที่ฮ่องเต้ถังหมิงประชวรเพราะคิดถึงหยางกุ้ยเฟย

[8] เนินหม่าเหวย เป็นเนินลาดเอียงหม่าเหวยที่ฮ่องเต้ถังหมิงถูกกองทหารบังคับให้พระราชทานความตายแก่หยางกุ้ยเฟย

[9] กุ้ยเฟยร่ำเมรัย ฉบับปรับปรุง เดิมเป็นงิ้วปักกิ่ง ภายหลังเหมยหลานฟางได้ปรับปรุงแนวดนตรี มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับหยางกุ้ยเฟยที่ไปรอฮ่องเต้ถังหมิงตามนัด ทว่าฮ่องเต้กลับไปหาสนมเหมยเฟยแทน ด้วยความเสียใจนางจึงดื่มสุราผู้เดียวจนเมามายทั้งยังร่ายรำและแสดงความในใจออกมา

[10] หลี่อวี้กัง คือ หนึ่งในผู้ชนะการประกวดบนเวทีแสดงความสามารถของจีนโดยการแต่งหญิง ร้องเสียงหญิง โดยนำอุปรากรปักกิ่งและนางในวรรณคดีจีนมาประยุกต์ทำเป็นดนตรีและรูปแบบการร้องสมัยใหม่

[11] กุ้ยเฟย คือ ภรรยารองหรืออัครมเหสี ลำดับยศที่สี่ในการว่าราชการแทนฮ่องเต้

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน สามพันปีก่อนที่แผ่นดินเทียนเหอจะได้รับการจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ สกุลซู ตระกูลแพทย์ที่เก่าแก่และร่ำรวยแห่งแคว้นจงหนิง ภายในห้องที่รกร้างทรุดโทรมห้องหนึ่ง บุตรสาวคนที่เจ็ด ‘ซูจิ่นซี’ เสื้อผ้าขาดลุ่ย ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลถูกมัดติดกับเสา ข้างกายคือสาวงามนางหนึ่ง นางสวมอาภรณ์หรูหรา ในมือถือกริชค่อยๆ เฉือนลงบนร่างกายของซูจิ่นซี “ไอ้โง่ เจ้ายังไม่ยอมอ้าปากพูดอีกหรือ หยกกิเลนอยู่ที่ใด” ร่างของซูจิ่นซีสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด ทว่าปากก็ยังถูกปิดสนิทให้ไม่สามารถพูดได้แม้แต่คำเดียว ดวงตาสีเข้มมืดมนคลอด้วยหยาดน้ำตา ส่งสายตาวิงวอนต่อสาวงามนางนั้น หญิงสาวยิ้มมุมปากอย่างพอใจแล้วดึงผ้าที่อุดปากซูจิ่นซีออก สาวงามตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “พูด! ” แต่นางกลับคาดไม่ถึงว่าซูจิ่นซีจะร้องไห้ส่งเสียงดังสนั่นราวกับเด็กน้อยขึ้นมา “พี่หญิงเป็นคนหลอกลวง ฮือ…ฮือฮือ…บอกว่าจะให้ข้ากินปลา ท่านพี่หลอกข้า ฮือฮือ ลวี่หลี… ข้าเจ็บเหลือเกิน! ลวี่หลี…ฮือฮือฮือ…ข้าเลือดไหล ลวี่หลี…” ดวงตาส่องประกายของสาวงามหม่นแสงลงทันที กริชในมือยกขึ้นจ่อคอของซูจิ่นซีอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย “หุบปาก! หากยังตะโกนอีก ข้าจะฆ่าเจ้าเสียตอนนี้! ” ซูจิ่นซีหวาดกลัวเสียจนหยุดส่งเสียงร้องไห้ในทันใด อีกทั้งยังมองสาวงามด้วยแววตาขยาด ทว่าในขณะที่ดวงตาอันสับสนของซูจิ่นซีมองทะลุผ่านสาวงามไปยังบุรุษผู้มีรังสีมืดมนบนเก้าอี้ไม้จันทน์สีแดงแปดเหลี่ยมข้างหลังนาง ซูจิ่นซีก็รู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา

Comment

Options

not work with dark mode
Reset