สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน – ตอนที่ 135 แผนการของซูจิ่นซี

        ห้องโถงด้านหน้ามีทั้งหมดสิบสี่คน ได้แก่ ฮั่วซื่อ ซูเซียนฮุ่ย ซูจวิ้น และผู้ที่กล่าวเมื่อครู่อย่างอนุหลิ่ว อีกทั้งยังมีอนุอีกสี่นางและเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ อีกหนึ่งคน แม่นมอีกสองคน สาวใช้สองคน และบ่าวรับใช้อีกหนึ่งคน

        ในบรรดาพวกเขา อนุหลิ่วและอนุอีกสองนางได้ช่วยกล่าวแทนซูจิ่นซี ซูเซียนฮุ่ยยังคงโต้เถียงกับอนุหลิ่วอยู่ตลอดเวลา ส่วนฮั่วซื่อกลับไม่พูดจา ทั้งยังมีอนุอีกสองนางที่ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ

        ซูจิ่นซีรู้สึกว่าใกล้ถึงเวลาแล้วจึงเดินเข้าไป

        ทันใดนั้นอนุหลิ่วก็เงียบเสียงลง หยุดพูดในทันที

        ซูเซียนฮุ่ยมีท่าทีเย่อหยิ่ง นางมองไปทางซูจิ่นซีที่เดินเข้ามา “ซูจิ่นซี เกิดกระไรขึ้นกับเจ้ากันแน่? บอกให้พวกเรามารออยู่ที่นี่ ทว่าพวกเรารอถึงสองชั่วยามเต็มแล้ว ส่งคนไปเร่งเจ้า เจ้าก็ไม่สนใจ เจ้าล้อเล่นกับพวกเราหรือ? ”

        ถึงอย่างไรซูเซียนฮุ่ยก็ยังคงเด็กอยู่ ความคิดไม่ลึกซึ้งเท่ากับฮั่วซื่อ ท่าทางที่แสร้งทำเป็นคนดีมาหนึ่งวันคงเสแสร้งต่อไปไม่ไหวแล้ว

        ฮั่วซื่อเบิกตากว้าง ใบหน้าจ้องไปที่ซูเซียนฮุ่ยอย่างเจ็บใจที่ไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้าได้ [1] “เซียนเอ๋อร์ อย่าเสียมารยาท ออกไป! ”

        “ท่านแม่…”

        ซูเซียนฮุ่ยทำหน้ามุ่ย ไม่ยอมทำตาม

        “ออกไป! ”

        ฮั่วซื่อถอนหายใจด้วยความเหนื่อยใจเล็กน้อย แต่ไหนแต่ไรซูเซียนฮุ่ยไม่เคยเห็นมารดาแท้ๆ ดุนางเหมือนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ กอปรกับที่เมื่อวานนางได้เห็นมารดาอบรมน้องชายต่อหน้าธารกำนัล จึงไม่กล้ากระด้างกระเดื่องกับฮั่วซื่อ ดังนั้นซูเซียนฮุ่ยจึงทำได้เพียงถอยออกไปอย่างไม่เต็มใจ

        “จิ่นซี เจ้ามาแล้วหรือ? ”

        ฮั่วซื่อยิ้มร่าให้ซูจิ่นซี พลางเอ่ยให้ซูจิ่นซีมานั่งด้านข้างตนเอง “เข้ามานั่งเถิด! ”

        ซูจิ่นซีนั่งลง สายตาชำเลืองมองไปยังใบหน้าของแต่ละคน

        เมื่อครู่ซูจิ่นซีไม่ได้ปรากฏตัวออกมาก็เพื่อที่จะได้ฟังว่าประโยคที่นางพูดเมื่อวานนั้นมีเหตุจูงใจมากน้อยเพียงใด มีกี่คนที่ไม่พอใจต่อฮั่วซื่อ ผู้คนที่จงเกลียดจงชังฮั่วซื่อมีการเคลื่อนไหวกี่คน

        ในบรรดาไม่กี่คน มีสามคนที่ได้ยินคำพูดของซูจิ่นซีอย่างชัดเจน

        ในนั้นมีอนุสองนางที่เห็นสายตาของซูจิ่นซีมองมา ดวงตาของพวกนางเต็มไปด้วยความคาดหวัง กระตือรือร้นที่จะแสดงความรู้สึกของตนเองกับซูจิ่นซี

        ทว่าความทะเยอทะยานของอนุหลิ่วนั้นสูงมาก คิ้วเข้มและตาโตคู่หนึ่งจับจ้องอยู่บนกระจกบานเล็กในมือเสมอ ไม่ชำเลืองมองมาทางซูจิ่นซีด้วยซ้ำ

        ทว่าซูจิ่นซีกลับรู้สึกว่าในหมู่คนเหล่านี้ นอกจากฮั่วซื่อแล้ว อนุหลิ่วเป็นผู้ที่ร้ายกาจที่สุด

        ไม่ใกล้ชิดกับผู้อื่นมากเกินไป และไม่เปิดเผยความรู้สึกของตนเองให้เห็นมากนัก ดูเหมือนยโสโอหังทว่ากลับคาดเดาไม่ได้

        อนุอีกสองนางนิ่งเงียบไม่พูดจาและไม่แสดงความคิดเห็นเช่นกัน ไม่รู้ว่ากำลังคิดหาหนทางใดอยู่

        “จิ่นซี! วันนี้เจ้าให้ทุกคนมาเพราะมีเรื่องสำคัญอันใดหรือ? ”

        ซูจิ่นซียกยิ้มมุมปากอย่างแผ่วเบา “ท่านแม่อย่ารีบร้อน รอประเดี๋ยวท่านก็จะได้ทราบแล้ว”

        ขณะที่กล่าว ซูจิ่นซีก็ขยิบตาไปทางฮั่วซื่ออย่างรวดเร็ว

        “อ้อ หรือว่ายังต้องรอผู้ใดอีกหรือไม่? ”

        ฮั่วซื่อยิ้มถาม

        ซูจิ่นซีสัมผัสได้ถึงอารมณ์ความไม่สบายใจภายใต้แววตาของฮั่วซื่อ นางไม่ได้ตอบคำถามของฮั่วซื่อแต่อย่างใด

        ซูจิ่นซีจิบน้ำชาอย่างใจเย็น “ขอถามว่าอนุปี้คือผู้ใดหรือ? ”

        “พระชายาเพคะ อนุปี้คือข้าน้อยเองเพคะ”

        ในฝูงชนมีสตรีสวมชุดสีมรกตนางหนึ่งก้าวออกมา

        ผมถูกรวบขึ้นไปทางด้านหลังศีรษะอย่างราบเรียบเป็นมวยสวยงาม ปักปิ่นเรียบง่าย มองแล้วอายุเพียงยี่สิบกว่าปีเท่านั้น ไม่หวือหวาจนเกินไปและไม่เรียบง่ายจนเกินไป ทำให้คนมองรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง

        เพียงแวบแรกก็มองออกว่านางเป็นสตรีประเภทที่มีความรู้ อ่อนโยน และมีคุณธรรมมาก

        ด้านข้างของนางคือเด็กผู้ชายอายุเจ็ดแปดขวบ สวมเสื้อผ้าเรียบหรูสง่างาม ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเขาช่างเหมือนกับอนุปี้ที่เรียบง่ายอย่างไรอย่างนั้น ยิ่งไปกว่านั้นดวงตากลมโตก็ดูมีความฉลาดและมีมารยาท

        นี่คงเป็นซูอวี้ บุตรชายของอนุปี้

        ไม่แปลกใจที่จะเลือกแม่ลูกคู่นี้ให้หนุนหลังนาง ดูเหมือนว่าสายตาของซูจ้งยังไม่แย่เท่าใดนัก อนุปี้กับบุตรชายของนาง เมื่อเทียบกับฮั่วซื่อแม่ลูกแล้วนั้น ยังอยู่ห่างออกไปหลายช่วงถนนเลยทีเดียว

        “จิ่นซี? ”

        เมื่อฮั่วซื่อเห็นว่าซูจิ่นซีจ้องมองอนุปี้แม่ลูกตลอดเวลา โดยไม่ได้พูดจาอันใด จึงเรียกสติซูจิ่นซี

        ซูจิ่นซีดึงสายตากลับมาอย่างสงบเยือกเย็น นางจิบชาและกล่าวกับอนุปี้ว่า “นั่งลงเถิด! ”

        อนุปี้ทำความเคารพอย่างสง่างามต่อหน้าซูจิ่นซี หลังจากนั้นจึงนั่งลง

        “ท่านแม่และอนุทุกท่าน เนื่องจากจิ่นซีมีเรื่องเล็กน้อยที่ต้องจัดการในจวนโยวอ๋อง ดังนั้นจึงล่าช้าไปบ้าง ทำให้ทุกท่านต้องรอเป็นเวลานาน ขออภัยด้วย อย่างไรก็ตามวันนี้ที่เรียกทุกท่านมาพบกันที่นี่ตั้งแต่รุ่งเช้านั้น แท้จริงแล้วมีเรื่องที่สำคัญมากต้องประกาศให้ทราบ”

        “มีเรื่องสำคัญต้องประกาศหรือ? ”

        “เรื่องใดกัน? ”

        “พระชายา ท่านจะประกาศเรื่องอันใดกันเพคะ? ”

        ทุกคนต่างอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น แม้แต่อนุหลิ่วที่ดูเหมือนไม่สนใจมาโดยตลอดก็ยังเหลือบมองไปยังซูจิ่นซีอย่างไม่ได้ตั้งใจ

        ซูจิ่นซียกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา หลังจากกระตุ้นความอยากรู้ของทุกคนแล้วจึงเหลือบมองไปยังแม่นมฮวา

        แม่นมฮวารับรู้เจตนาจากท่าทางของซูจิ่นซี จึงหยิบป้ายคำสั่งเสียของบรรพษุรุษสกุลซูออกจากแขนเสื้อ

        ทันใดนั้นผู้คนก็ต่างยืนขึ้นด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้าง ไม่พูดจาอันใดเป็นเวลานาน

        ก่อนหน้านี้ที่อนุทั้งสองแสดงความปราถนาดีต่อซูจิ่นซีนั้น บัดนี้พวกนางต่างยกยิ้มอย่างมีความสุข

        อนุหลิ่วนั่งบนเก้าอี้ราวกับไม่ได้ให้ความสนใจ

        แม้แต่อนุปี้ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าปฏิกิริยาตอบกลับไม่ใหญ่โตเท่ากับผู้อื่น นางนั่งบนเก้าอี้อย่างสงบ

        ในใจของซูจิ่นซีรู้สึกพอใจอนุปี้เป็นอย่างยิ่ง

        ส่วนปฏิกิริยาของฮั่วซื่อนั้น แน่นอนว่าซูจิ่นซีไม่ปล่อยผ่านไปอย่างแน่นอน

        ในคราแรก ฮั่วซื่อมีท่าทีประหลาดใจมากเหมือนกับทุกคน ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน นางก็กลับไปนั่งบนเก้าอี้ด้วยมือทั้งสองที่กำแน่น “จิ่นซี นี่เจ้าหมายความว่าอย่างไร? ”

        หลังจากซูจ้งถูกจับตัวเข้าคุก ป้ายคำสั่งของบรรพบุรุษสกุลซูนั้น ฮั่วซื่อแทบจะพลิกจวนหาทว่าสุดท้ายก็ไม่พบ เดิมทีนางคิดว่าป้ายคำสั่งนี้ไม่อยู่แล้ว กลับคิดไม่ถึงว่าจะตกไปอยู่ในมือของซูจิ่นซี

        ไม่เพียงแต่อยู่ในมือของซูจิ่นซีเท่านั้น ตอนนี้ซูจิ่นซียังนำป้ายคำสั่งนี้ออกมาเปิดเผยต่อหน้าทุกคน นี่นางหมายความว่าอย่างไรกัน?

        ที่นางกลับจวนมาเพราะต้องการต่อสู้เพื่อทรัพย์สินของสกุลซูเช่นนั้นหรือ?

        ซูจิ่นซีมองไปยังใบหน้าของฮั่วซื่อที่พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกไว้ ทว่านางไม่สามารถซ่อนเจตนาร้ายได้ ซูจิ่นซียกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา

        “ท่านแม่ ท่านกล่าวถึงข้า หมายความว่าอย่างไรกัน? ผู้ใดก็ตามที่มีป้ายคำสั่งตระกูลอยู่ในมือ ผู้นั้นล้วนมีสิทธิ์ดูแลสกุลซู นี่เป็นกฎของบรรพบุรุษสกุลซู ท่านแม่ไม่ทราบหรือ? “

        ฮั่วซื่อยกยิ้มมุมปากอย่างฝืนใจ สีหน้าแปรเปลี่ยนไปในทันที นางไม่สามารถแสร้งทำเป็นยิ้มได้อีกต่อไป “จิ่นซี นี่เจ้ากำลังล้อแม่เล่นใช่หรือไม่? เจ้าคน… ”

        ประโยคสุดท้ายของฮั่วซื่อยังกล่าวไม่ทันจบ ทันใดนั้นซูจวิ้นก็ยืนขึ้นและชี้ไปยังซูจิ่นซี กล่าวว่า “ซูจิ่นซี เจ้าไร้ยางอายหรือ? ไม่ต้องกล่าวว่าเจ้าเป็นเพียงสตรีผู้หนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นเจ้ายังแต่งออกไปแล้ว คาดไม่ถึงว่าจะกลับจวนเพื่อแก่งแย่งช่วงชิงทรัพย์สินของสกุลกับข้า จวนโยวอ๋องยากจนถึงขั้นนี้แล้วหรืออย่างไรกัน? ”

        มุมปากของซูจิ่นซียังคงยกยิ้มอย่างเย็นชา “แข่งขันกับเจ้าเพื่อทรัพย์สินของสกุลอย่างนั้นหรือ? ซูจวิ้น อย่าลืมว่าตอนนี้เจ้าเป็นเพียงบุตรชายอนุ ดูเหมือนว่าท่านพ่อจะไม่ได้ส่งต่อมรดกของสกุลซูไปยังมือของเจ้าใช่หรือไม่? ”

        “หึ ข้าเป็นบุตรของอนุ ไม่ช้าก็เร็วมรดกของสกุลซูก็ต้องเป็นของข้า หากท่านพ่อไม่ส่งต่อให้ข้า เป็นไปได้หรือที่จะถ่ายทอดมรดกของสกุลซูให้เจ้าที่เป็นเพียงคนนอกคนหนึ่ง? ”

        “เหอะ เช่นนั้นเจ้าคงคิดไปเองกระมัง? ” ซูจิ่นซียิ้มอย่างเย็นชาและรับป้ายคำสั่งมาจากแม่นมฮวา “หากท่านพ่อต้องการส่งต่อมรดกของครอบครัวให้กับเจ้า เช่นนั้น เหตุใดจึงได้มอบป้ายคำสั่งของสกุลซูให้ข้าเล่า? ”

……

เชิงอรรถ

[1] ความเจ็บใจที่ไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้าได้ หมายถึง ไม่สบอารมณ์ต่อความไม่เอาถ่านของผู้ที่ตนหวังไว้

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน สามพันปีก่อนที่แผ่นดินเทียนเหอจะได้รับการจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ สกุลซู ตระกูลแพทย์ที่เก่าแก่และร่ำรวยแห่งแคว้นจงหนิง ภายในห้องที่รกร้างทรุดโทรมห้องหนึ่ง บุตรสาวคนที่เจ็ด ‘ซูจิ่นซี’ เสื้อผ้าขาดลุ่ย ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลถูกมัดติดกับเสา ข้างกายคือสาวงามนางหนึ่ง นางสวมอาภรณ์หรูหรา ในมือถือกริชค่อยๆ เฉือนลงบนร่างกายของซูจิ่นซี “ไอ้โง่ เจ้ายังไม่ยอมอ้าปากพูดอีกหรือ หยกกิเลนอยู่ที่ใด” ร่างของซูจิ่นซีสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด ทว่าปากก็ยังถูกปิดสนิทให้ไม่สามารถพูดได้แม้แต่คำเดียว ดวงตาสีเข้มมืดมนคลอด้วยหยาดน้ำตา ส่งสายตาวิงวอนต่อสาวงามนางนั้น หญิงสาวยิ้มมุมปากอย่างพอใจแล้วดึงผ้าที่อุดปากซูจิ่นซีออก สาวงามตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “พูด! ” แต่นางกลับคาดไม่ถึงว่าซูจิ่นซีจะร้องไห้ส่งเสียงดังสนั่นราวกับเด็กน้อยขึ้นมา “พี่หญิงเป็นคนหลอกลวง ฮือ…ฮือฮือ…บอกว่าจะให้ข้ากินปลา ท่านพี่หลอกข้า ฮือฮือ ลวี่หลี… ข้าเจ็บเหลือเกิน! ลวี่หลี…ฮือฮือฮือ…ข้าเลือดไหล ลวี่หลี…” ดวงตาส่องประกายของสาวงามหม่นแสงลงทันที กริชในมือยกขึ้นจ่อคอของซูจิ่นซีอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย “หุบปาก! หากยังตะโกนอีก ข้าจะฆ่าเจ้าเสียตอนนี้! ” ซูจิ่นซีหวาดกลัวเสียจนหยุดส่งเสียงร้องไห้ในทันใด อีกทั้งยังมองสาวงามด้วยแววตาขยาด ทว่าในขณะที่ดวงตาอันสับสนของซูจิ่นซีมองทะลุผ่านสาวงามไปยังบุรุษผู้มีรังสีมืดมนบนเก้าอี้ไม้จันทน์สีแดงแปดเหลี่ยมข้างหลังนาง ซูจิ่นซีก็รู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา

Comment

Options

not work with dark mode
Reset