สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน – ตอนที่ 185 โชคดี อีกนิดเดียวถึงชีวิต

        ซูอวี้กระอักเลือดเต็มปาก จนหมดสติไป

        “คุณชายน้อยอวี้…”

        แม่นางน้อยที่ทุกคนต่างคิดว่าไม่สามารถรักษาให้หายได้กลับเปิดปากเรียก ซูอวี้

        เกิดอันใดขึ้นกันแน่?

        ทุกคนต่างตกตะลึง

        ซูจิ่นซีรีบวิ่งไปด้านข้างซูอวี้ ส่วนอวิ๋นจิ่นก็รีบเดินลงมาจากที่นั่งผู้ตัดสินเพื่อจับชีพจรให้ซูอวี้

        ทุกคนต่างตกตะลึง เหตุการณ์เริ่มโกลาหล

        “เกิดอันใดขึ้นกันแน่?” ซูจิ่นซีขมวดคิ้ว

        “ทูลพระชายา คุณชายน้อยอวี้ได้สูดดมผงขี้เหล็กที่เป็นอันตรายต่อบาดแผลของเขา”

        ผงขี้เหล็ก?

        เห็นซูจิ่นซีขมวดคิ้วไม่พูดอันใด อวิ๋นจิ่นจึงอธิบายต่อไปว่า “ผงขี้เหล็กไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายคนทั่วไป ทว่าสภาพร่างกายของคุณชายน้อยอวี้มีอาการแพ้ผงขี้เหล็ก ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้เขายังได้รับบาดเจ็บสาหัส ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง ไม่ต้องพูดถึงการทานยาเลย เพียงสูดดมผงขี้เหล็กเข้าไปก็ส่งผลอันตรายอย่างมากต่อร่างกายของเขาแล้ว”

        ซูจิ่นซีรีบใช้ระบบถอนพิษตรวจหาที่มาของผงขี้เหล็ก คาดไม่ถึงว่ายาพิษที่ระบบถอนพิษบ่งชี้ก็คือชาถ้วยนั้นที่ก่อนหน้านี้ฮั่วซื่อใช้ให้ชุนหงยกมาให้ซูอวี้

        “ฮั่วซื่อ เจ้าจะอธิบายอย่างไร?” ซูจิ่นซียกถ้วยชาขึ้นแล้วถามด้วยแววตาเย็นชา

        ฮั่วซื่อแสดงท่าทางเหมือนไม่รู้เรื่องอันใด “ข้าไม่รู้ว่าอวี้เอ๋อมีอาการแพ้ผงขี้เหล็ก! หากรู้ตั้งแต่แรก ข้าคงให้ชุนหงเปลี่ยนเป็นใบชาชนิดอื่นแล้ว อีกอย่าง เดิมทีชานี้เป็นของลูกรักข้า ข้าเตรียมไว้สำหรับบุตรชายของข้า ที่ยกไปให้อวี้เอ๋อร์ก็เป็นเพียงความบังเอิญ”

        “ยังไม่ทันได้ดื่ม เพียงวางไว้ด้านข้างเท่านั้น แค่ได้กลิ่นใบชาก็เกิดอาการแพ้แล้ว ช่างเสแสร้งเสียจริง เจ้ายังเป็นลูกผู้ชายหรือเปล่า!” ซูจวิ้นจ้องซูอวี้ที่หมดสติไป ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม

        หากเรื่องนี้ไม่ใช่ความจงใจของฮั่วซื่อ ตีซูจิ่นซีให้ตายก็ไม่มีทางเชื่อ

        ฮั่วซื่อผู้นี้ช่างใจคอโหดร้ายเสียจริง

        “พวกเจ้าแม่ลูกช่วยกันอธิษฐานให้อวี้เอ๋อร์ไม่เป็นอันใดดีที่สุด มิฉะนั้นแล้ว…”

        ทันใดนั้นซูจิ่นซีก็นำน้ำชาที่มีอยู่เต็มถ้วยสาดไปที่ใบหน้าของฮั่วซื่อ ซูจิ่นซีหรี่ตาทั้งสองข้างลง ไม่พูดประโยคตอนท้ายต่อ ทว่าน้ำเสียงกลับทำให้คนตกใจกลัวจนตัวสั่น

        “หมอหลวงอวิ๋นรีบจัดเตรียมยา หวงเหลียน เปลือกส้ม เสวียนเซิน โกฐหัวบัว จงโหลว ไป๋เสา…”

        ซูจิ่นซีพูดตัวยาออกมาทีละตัว อวิ๋นจิ่นรีบไปจัดยา ส่วนหมอหลวงหวังและหมอสวี่ก็ช่วยอีกแรง พวกเขารีบจัดหาตัวยาจำนวนสิบกว่าชนิดที่ซูจิ่นซีต้องการจนครบ

        “สั่งคนไปต้มยาให้อวี้เอ๋อร์ดื่ม!” ซูจิ่นซีพูดกำชับ จากนั้นก็มีคนรีบนำตัวยาไปต้มอย่างรวดเร็ว

        ซูจิ่นซียังหันไปสั่งให้คนอุ้มซูอวี้เข้าไปในห้อง

        ขณะที่ซูจิ่นซีเดินตามเข้าไปในห้อง จู่ๆ …ก็เกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้นอีก

        ผู้ป่วยที่ซูจวิ้นรักษาหายก่อนหน้านี้ กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด

        เกิดอันใดขึ้น?

        ทุกคนพากันตกตะลึง

        “ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด” ระบบถอนพิษเตือนว่ามีพิษ

        ซูจิ่นซีรีบใช้ระบบถอนพิษตรวจดูผู้ป่วยคนนั้นอีกครั้ง นางจับชีพจรและตรวจร่างกาย ทันใดนั้นซูจิ่นซีก็หันมาพูดกับซูจวิ้นอย่างดุดันว่า “ใครสั่งให้เจ้าใช้พิมเสนและกระดองเต่าสดกับเขา? ”

        ใบหน้าซูจวิ้นที่เคยภาคภูมิใจพลันหายไป เขาตื่นตระหนกขึ้นมาทันที

        ใช้พิมเสนและกระดองเต่าสดไปจริงๆ หรือ?

        หมอหลวงหวัง หมอสวี่และหมอที่มีความรู้ทางการแพทย์หลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันตื่นตกใจ

        แม้พิมเสนจะใช้ถอนพิษได้ดีมาก อีกทั้งกระดองเต่าสดยังมีฤทธิ์ในการใช้พิษขับพิษ

        ทว่าขณะที่ถอนพิษงูนั้น ห้ามใช้กระดองเต่าสดเป็นอันขาด อีกทั้งผู้ป่วยที่มีอาการหน้าแดง แววตาอ่อนแอ มองดูแล้วเป็นกลุ่มอาการของคนที่มีร่างกายร้อนโดยธรรมชาติ ภูมิต้านทานโรคไม่เพียงพอ ดังนั้นตัวยาประเภทพิมเสน โสมคน จึงไม่ควรใช้เป็นอย่างยิ่ง

        แต่ปรากฏว่าซูจวิ้นใช้ไปจริงๆ !!!

        ซูจิ่นซีไม่อยากเชื่อเลยว่า ซูจวิ้นที่สามารถชนะการแข่งขันสองครั้งติดกันจนเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้ แม้แต่เรื่องง่ายๆ ทั่วไปเช่นนี้ก็ไม่รู้

        เห็นได้ชัดว่าเขามีความกระหายในชัยชนะ ร้อนรนเพื่อให้บรรลุผล จึงทำเรื่องเช่นนี้

        เพราะนอกจากพิมเสนที่มีฤทธิ์ถอนพิษแล้ว ยังมีผลในการบำรุงฉี่และเลือดเหมือนกับโสม จึงถูกเรียกว่าโสมน้อย

        ด้วยเหตุนี้ใบหน้าของผู้ป่วยที่ทุกคนเห็น เมื่อเทียบกับตอนที่เพิ่งเข้ามายังสนามแข่งขันนั้นดูดีขึ้นมากจนเห็นได้ชัด เพียงแต่ไม่ได้เป็นผลมาจากร่างกายที่ฟื้นฟูหลังจากถอนพิษ แต่เป็นสรรพคุณของพิมเสนที่ถูกระงับไว้ชั่วคราว

        ตอนนี้สรรพคุณของพิมเสนลดลง และพิษที่ตกค้างในร่างกายของผู้ป่วยเกิดการปะทะกัน จึงส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถต่อต้านได้และนำไปสู่ภาวะเลือดออกทวารทั้งเจ็ด

        “เจ้ารู้หรือไม่? ตอนนี้เขาตกอยู่ในภาวะอันตรายอย่างมาก เป็นเพราะความกระหายและร้อนรนเพื่อชัยชนะของเจ้าที่ทำร้ายชีวิตคน” ซูจิ่นซีถามกลับซูจวิ้นด้วยใบหน้าดุดันอย่างมาก

        เรื่องเหล่านี้ซูจวิ้นรู้ดี

        ขณะที่เขาใช้ยา เขาเพียงเสี่ยงโชคโดยคิดว่าสรรพคุณของพิมเสน อย่างไรเสียคงยืนหยัดจนจบการแข่งขัน ถึงเวลานั้นเขาก็กลายเป็นผู้สืบทอดตระกูลซูแล้ว ทั้งยังได้ครอบครองป้ายคำสั่งผู้นำตระกูลซู ตอนนั้นผู้ป่วยจะเป็นหรือตายก็ไม่เกี่ยวอันใดกับเขา

        กลับคิดไม่ถึงว่า ฤทธิ์ยาของพิมเสนจะสลายเร็วถึงเพียงนี้

        เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของซูจิ่นซีและสายตาแปลกๆ ของทุกคน ซูจวิ้นก็ตกตะลึงกับเหตุการณ์นั้นและไม่ตอบสนองอันใดแม้แต่น้อย

        “ทูลพระชายา เรื่องเร่งด่วนคือรีบถอนพิษให้ผู้ป่วยท่านนี้ ตอนนี้ลมหายใจของเขาแผ่วเบามาก” อวิ๋นจิ่นพูดกับซูจิ่นซี

         ซูจิ่นซีใช้สายตาแหลมคมมองซูจวิ้นครั้งหนึ่ง จากนั้นนางก็ไม่มองเขาอีกต่อไป

        “เตรียมเทียนไถสองเหลี่ยง มู่เซียง (โกศกระดูก) สามเฉียน ชิงปี่ห้าเฉียน จื่อซูสองเหลี่ยง [1]…”

        ซูจิ่นซีพูดถึงตัวยาที่จำเป็นด้วยความจริงจัง

        อวิ๋นจิ่นเข้าไปในห้องเพื่อดูแลซูอวี้ ส่วนกรรมการอย่างหมอหลวงหวัง และหมอสวี่ซึ่งทั้งสองคนล้วนมีสถานะไม่ธรรมดาต่างอาสาช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ พวกเขาเตรียมตัวยาและต้มยาตามความต้องการของซูจิ่นซี

        ขณะที่ทุกคนไม่ทันสังเกตเห็น ซูจิ่นซีได้พลิกฝ่ามือ พลันในมือของนางก็ปรากฏยาประหลาดเพิ่มขึ้นหนึ่งชนิด ซูจิ่นซีป้อนให้ผู้ป่วยทาน เมื่อทานแล้วก็อาเจียนออกมาไม่หยุด

        นี่คือยาทำให้อาเจียน เพื่อให้ยาที่รับประทานไปก่อนหน้านี้ทั้งหมดถูกอาเจียนออกมา

        “โจ๊กข้าวฟ่างเล่า! ”

        “คุณหนู โจ๊กข้าวฟ่างเสร็จแล้วเพคะ”

        ลวี่หลีรีบยกโจ๊กข้าวฟ่างถ้วยหนึ่งออกมาจากห้องโถงด้านหลัง นางรีบป้อนให้ผู้ป่วยตามความต้องการของซูจิ่นซี

        “ยา! ”

         “ยาต้มเสร็จแล้ว! ”

         หมอหลวงหวังรีบยกยาที่ต้มเสร็จแล้วมาอย่างรวดเร็ว และป้อนให้ผู้ป่วยดื่มตามที่ซูจิ่นซีต้องการ

        “ถอดเสื้อผ้าของเขาออก”

        ตั้งแต่ต้นจนจบ การแสดงออกบนใบหน้าของซูจิ่นซีเป็นไปอย่างจริงจัง หลังจากออกคำสั่งแล้ว ซูจิ่นซีก็หยิบเข็มเหมันต์เทวะของตนออกมา

        “เอ่อ…”

        ลวี่หลี หมอหลวงหวัง และ หมอสวี่ ลังเลเล็กน้อย

        อย่างไรก็ตามพระชายาเป็นสตรี ทั้งยังเป็นคนของโยวอ๋อง มีสถานะสูงศักดิ์ เมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษเปลื้องผ้าในที่สาธารณะคงไม่เหมาะสมกระมัง?

        “ถอดสิ!” ซูจิ่นซีพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

        “ผู้เป็นหมอ ไม่แบ่งแยกชายหญิง! ”

        หมอหลวงหวังกล่าวประโยคนี้แล้ว ก็เริ่มลงมือถอดเสื้อผ้าของผู้ป่วย

        หลังจากถอดเสื้อผ้าของผู้ป่วยออกจนหมด อวิ๋นจิ่นและคนอื่นๆ ก็ย้ายไปยืนด้านข้างทันที ซูจิ่นซีจึงเริ่มฝังเข็มให้ผู้ป่วย

        นี่เป็นครั้งแรกที่ซูจิ่นซีฝังเข็มต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก

        ไม่ต้องพูดถึงความมหัศจรรย์และความเป็นเอกลักษณ์ของเข็มเหมันต์เทวะที่ทำให้ทุกคนมองอย่างตกตะลึง แม้แต่วิธีการฝังเข็มของซูจิ่นซี ผู้ที่อยู่ในอาชีพเดียวกันต่างก็ไม่เคยเห็นมาก่อน

        โดยเฉพาะหมอหลวงหวังและหมอสวี่ที่อยู่ใกล้ซูจิ่นซีมากที่สุด กล่าวได้ว่าช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก แววตาของพวกเขาแสดงความนับถือชื่นชมซูจิ่นซีอย่างมาก มิหนำซ้ำยังลืมไปว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นเพียงหญิงสาวนางหนึ่งเท่านั้น

        การแสดงออกของซูจิ่นซีเป็นไปอย่างจริงจังตั้งแต่ต้นจนจบ ทุกคนเคยเห็นท่าทางหลากหลายของซูจิ่นซีมาแล้ว ทว่าไม่เคยเห็นท่าทางในการทำงานของซูจิ่นซีมาก่อน

        การวางตัวแบบนั้น ท่าทางแบบนั้น จิตวิญญาณแบบนั้น และวิธีการฝังเข็มที่ไม่เหมือนผู้ใด ทำให้ทุกคนต่างรู้สึกราวกับไม่ใช่ความจริง

        หลายคนราวกับเห็นภาพมายาของหมอเทวดาที่ลงมายังโลกมนุษย์

……

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน สามพันปีก่อนที่แผ่นดินเทียนเหอจะได้รับการจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ สกุลซู ตระกูลแพทย์ที่เก่าแก่และร่ำรวยแห่งแคว้นจงหนิง ภายในห้องที่รกร้างทรุดโทรมห้องหนึ่ง บุตรสาวคนที่เจ็ด ‘ซูจิ่นซี’ เสื้อผ้าขาดลุ่ย ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลถูกมัดติดกับเสา ข้างกายคือสาวงามนางหนึ่ง นางสวมอาภรณ์หรูหรา ในมือถือกริชค่อยๆ เฉือนลงบนร่างกายของซูจิ่นซี “ไอ้โง่ เจ้ายังไม่ยอมอ้าปากพูดอีกหรือ หยกกิเลนอยู่ที่ใด” ร่างของซูจิ่นซีสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด ทว่าปากก็ยังถูกปิดสนิทให้ไม่สามารถพูดได้แม้แต่คำเดียว ดวงตาสีเข้มมืดมนคลอด้วยหยาดน้ำตา ส่งสายตาวิงวอนต่อสาวงามนางนั้น หญิงสาวยิ้มมุมปากอย่างพอใจแล้วดึงผ้าที่อุดปากซูจิ่นซีออก สาวงามตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “พูด! ” แต่นางกลับคาดไม่ถึงว่าซูจิ่นซีจะร้องไห้ส่งเสียงดังสนั่นราวกับเด็กน้อยขึ้นมา “พี่หญิงเป็นคนหลอกลวง ฮือ…ฮือฮือ…บอกว่าจะให้ข้ากินปลา ท่านพี่หลอกข้า ฮือฮือ ลวี่หลี… ข้าเจ็บเหลือเกิน! ลวี่หลี…ฮือฮือฮือ…ข้าเลือดไหล ลวี่หลี…” ดวงตาส่องประกายของสาวงามหม่นแสงลงทันที กริชในมือยกขึ้นจ่อคอของซูจิ่นซีอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย “หุบปาก! หากยังตะโกนอีก ข้าจะฆ่าเจ้าเสียตอนนี้! ” ซูจิ่นซีหวาดกลัวเสียจนหยุดส่งเสียงร้องไห้ในทันใด อีกทั้งยังมองสาวงามด้วยแววตาขยาด ทว่าในขณะที่ดวงตาอันสับสนของซูจิ่นซีมองทะลุผ่านสาวงามไปยังบุรุษผู้มีรังสีมืดมนบนเก้าอี้ไม้จันทน์สีแดงแปดเหลี่ยมข้างหลังนาง ซูจิ่นซีก็รู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา

Comment

Options

not work with dark mode
Reset