สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน – ตอนที่ 189 รักจริงหรือเปล่า

        “ท่านพ่อ วันนี้อนุปี้กับอวี้เอ๋อร์ได้รับบาดเจ็บสาหัสขณะที่เดินทางมาเข้าร่วมการแข่งขันที่หอกุ้ยเหริน ตอนนี้อนุปี้เป็นตายเท่ากัน ซูอวี้เองก็บาดเจ็บไม่น้อย เกรงว่าคงจะมาพบท่านไม่ได้” ซูจิ่นซีพูดไปตามความจริง

        ซูจ้งหรี่ตาลง “ในเมื่อพวกเขาไม่สามารถมาได้ เช่นนั้นก็พาข้าไปพบพวกเขา”

        เรื่องนี้…

        ซูจิ่นซีหันไปมองเจ้ากรมหวัง

        เจ้ากรมหวังแสดงท่าทีลำบากใจและพูดว่า “ทูลพระชายา ผู้นำสกุลซูเป็นนักโทษตามพระบัญชาของฝ่าบาท อีกทั้งยังเกี่ยวพันถึงเรื่องลอบวางยาพิษฮองเฮา เบื้องบนให้ความสนใจคดีนี้เป็นอย่างมาก วันนี้สามารถคุมตัวผู้นำสกุลซูมาสอบถามให้รู้ความจริงต่อหน้าทุกท่าน ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากอยู่แล้ว”

        ความหมายที่แฝงในคำพูดคือ การพาตัวซูจ้งไปจวนโยวอ๋องเพื่อพบกับอนุปี้แม่ลูกนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

        ความจริงแล้ว ซูจิ่นซีไม่ต้องการพาตัวซูจ้งไปจวนโยวอ๋อง อย่างไรเสียจวนโยวอ๋องก็ไม่ใช่ที่ที่ใครคิดจะเข้าไปได้โดยง่าย

        “ลวี่หลี เจ้ากลับจวนไปดูอาการบาดเจ็บของอนุปี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง หากนางยังมีชีวิตอยู่และพอมีแรงสามารถมาที่นี่ได้ ก็ให้พ่อบ้านกับแม่นมฮวาคอยปรนนิบัติพาตัวนางมาที่นี่”

        ซูจิ่นซีจงใจพูดคำนี้ให้เสียดแทงเข้าไปในใจของซูจ้ง นางตั้งใจพูดให้ซูจ้งได้ยิน

        ทว่าน่าเสียดาย การแสดงออกบนใบหน้าของซูจ้งกลับเย็นชาเรียบเฉย ไม่มีทีท่าสนใจไยดีในอาการบาดเจ็บของอนุปี้กับซูอวี้แม้แต่น้อย

        “ทูลพระชายา มิสู้ให้ข้าน้อยกับหมอหลวงหวังไปด้วย ข้าน้อยสามารถประคับประคองอาการบาดเจ็บของอนุปี้และคุณชายน้อยอวี้ระหว่างทางมาได้” อวิ๋นจิ่นพูดขึ้น

        หมอสวี่ที่ยืนอยู่ในกลุ่มคนก็เดินออกมาและพูดว่า “ทูลพระชายา โปรดให้ข้าน้อยไปด้วย แม้ฝีมือทางการแพทย์ของข้าน้อยจะด้อยกว่าหมอหลวงอวิ๋นและหมอหลวงหวัง ทว่าคงพอช่วยได้อีกแรง”

        “ดี! ” ซูจิ่นซีพยักหน้าตอบตกลง

        ลวี่หลีจึงพาคนทั้งสาม อวิ๋นจิ่น หมอหลวงหวัง และหมอสวี่ไปจวนโยวอ๋อง

        ก่อนหน้านี้มัวแต่ยุ่งเรื่องการแข่งขัน หลังเสร็จเรื่องยังมีการสอบถามความจริงที่กรมอาญาอีก แม้ซูจิ่นซีไม่ได้ดูแลอาการบาดเจ็บของอนุปี้ ทว่านางก็เป็นห่วงอนุปี้ตลอด

        ต้องรู้ว่า คานไม้ครึ่งท่อนที่เสียบด้านหลังอนุปี้นั้น เสียบเข้าไปลึกพอสมควร!

        ไม่รู้ว่าพ่อบ้านพบตัวจิ่วหรงหรือไม่ เพื่อนของอวิ๋นจิ่นคนนั้นไปจวนโยวอ๋องหรือยัง สามารถช่วยเหลืออาการบาดเจ็บของอนุปี้ได้บ้างหรือไม่

        ทุกคนต่างเฝ้ารอ จนเวลาผ่านไปสามชั่วยาม ตั้งแต่ช่วงบ่ายยามเซิน [1] จนถึงช่วงค่ำยามไฮ้ [2] รอบศาลพิจารณาคดีทั้งสี่ด้านได้จุดไฟและคบเพลิงแล้ว ผู้คนที่คอยอยู่โดยรอบมีจำนวนมาก พวกเขายังคงรอคอยอย่างใจจดใจจ่อไม่คิดจากไปไหน

        ทว่าการกลับไปครั้งนี้ ทุกคนไม่ได้เร่งรัดหรือถกเถียงกันแต่อย่างใด เพราะพวกเขาต่างรู้ถึงสถานการณ์ของอนุปี้และซูอวี้เป็นอย่างดี

        ซูจิ่นซีคำนวณเวลาในใจ เวลาสามชั่วยามเพียงพอให้เดินทางไปกลับกรมอาญากับจวนโยวอ๋องได้หลายสิบรอบ

        พวกของอวิ๋นจิ่นยังไม่พาตัวอนุปี้กับซูอวี้มา คงไม่เกิดเรื่องอันใดขึ้นกับอนุปี้จริงๆ หรอกกระมัง?

        ทว่านี่เป็นลักษณะการทำงานของอวิ๋นจิ่นอยู่แล้ว!

        ไม่ว่าเรื่องจะออกมาเป็นเช่นไร อวิ๋นจิ่นจะต้องส่งคนมารายงานแน่นอน

        เมื่อถึงเวลายามไฮ้ ด้านนอกศาลมีเสียงฝีเท้าม้าและเสียงรถม้าดังขึ้น

        เนื่องจากทุกคนต่างนิ่งเงียบ อีกทั้งยังเป็นเวลาค่ำคืนที่เงียบสงัด เสียงนั้นจึงดังชัดเจนมาก

        “มาแล้ว! ”

        “หมอหลวงอวิ๋น พวกเขานำตัวอนุปี้กับคุณชายน้อยอวี้มาแล้ว”

        “หลีกทางหน่อย หลีกทางหน่อย”

        ทุกคนต่างหลีกทางเว้นช่องว่างเป็นทางเดิน องครักษ์สี่นายใช้เปลหามอนุปี้กับซูอวี้เข้ามา

        เมื่อซูจิ่นซีเห็นอนุปี้ ดวงตางดงามดำขลับพลันหรี่ลงเป็นเส้นตรง

        แม้คนจะรอดพ้นจากวิกฤติ ทว่าใบหน้าของอนุปี้ที่นอนอยู่บนเปลกลับซีดขาวไร้เลือดฝาด เห็นได้ชัดว่านางเสียเลือดเป็นจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นบาดแผลยังลึกมาก ในยุคนี้ไม่มียาชา ร่างกายภายใต้ผ้าห่มผืนบางยังคงสั่นเทาไม่หยุด

        หญิงสาวผู้สุภาพอ่อนโยน มีความรู้ความสามารถ เวลานี้กลับตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

        ไม่ว่าใครเห็นเข้าต่างก็รู้สึกเจ็บปวดใจ

        ทว่าในวินาทีที่อนุปี้เห็นซูจ้งนั้น นางกลับฝืนตัวเองจากร่างกายที่บาดเจ็บสาหัส ยกศีรษะขึ้นจากเปลด้วยความยากลำบาก นางมองซูจ้งด้วยแววตาจริงใจ “ท่านพี่… ”

        ซูจิ่นซีนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่จวนโยวอ๋อง นางเคยไปที่เรือนพักของอนุปี้ นางพบว่าอนุปี้รักซูจ้งอย่างลึกซึ้งจากใจจริง ดังนั้นซูจิ่นซีจึงอดหันไปมองใบหน้าของซูจ้งไม่ได้

        คาดไม่ถึงว่าปฏิกิริยาตอบสนองขณะที่ซูจ้งพบกับอนุปี้นั้นกลับทำให้ภายในใจของซูจิ่นซีเย็นวาบ

        ซูจ้งไม่ชายตามองอนุปี้ ทว่ากำหมัดแน่นและหลบสายตาของนาง

        ท่าทีของซูจ้งเช่นนี้ยิ่งทำให้ซูจิ่นซีมั่นใจว่าระหว่างเส้นทางก่อนมาถึงศาลพิจารณาคดี จะต้องเกิดเรื่องอันใดบางอย่างกับซูจ้งเป็นแน่

        แม้ซูอวี้จะได้รับบาดเจ็บ ทว่ายังสามารถพยุงตัวลุกขึ้นยืนได้ เขาเดินไปหาซูจ้งและเอ่ยถามด้วยใบหน้าซีดเซียว “ท่านพ่อ อยู่ในคุกสบายดีหรือไม่? ช่วงที่ผ่านมาอวี้เอ๋อร์กับท่านแม่คิดถึงท่านพ่อเป็นอย่างมาก”

        ซูอวี้พูดจบ ดวงตาทั้งสองของซูจ้งพลันลุกเป็นไฟ เขาหันไปมองซูอวี้ในทันที

        ตั้งแต่เล็กจนโต เมื่ออยู่ต่อหน้าซูอวี้ ซูจ้งมักแสดงความรักและเอ็นดูดั่งบิดาเสมอ ซูอวี้จึงไม่เคยเห็นท่าทีเช่นนี้ของซูจ้ง เขาจึงตกใจกลัวไม่น้อย

        ทว่าไม่ทันให้ซูอวี้ตอบสนอง ซูจ้งก็คว้ามือของซูอวี้และลากไปที่บ่อน้ำใจกลางศาลด้วยท่าทีดุดัน

        “ท่านพ่อ ท่านพ่อ ท่านพ่อเป็นอันใด? ”

        ซูจ้งไม่สนใจว่าซูอวี้จะตกใจเพียงใด ยิ่งไม่คำนึงถึงบาดแผลของซูอวี้แม้แต่น้อย เขาใช้ปากกัดไปที่นิ้วชี้ของซูอวี้ ดึงมือให้เลือดบนนิ้วมือของซูอวี้หยดลงไปในบ่อปลา

        จากนั้นก็กัดนิ้วของตนเองและหยดเลือดตามลงไปเช่นกัน

        ซูอวี้ตกใจแทบสิ้นสติ เขาล้มลงไปนั่งบนพื้นด้วยใบหน้าซีดขาว

        อนุปี้เองก็ตกใจไม่น้อยเช่นกัน นางดิ้นรนพยายามลุกขึ้นจากเปลให้ได้ ทว่าลวี่หลีกับหมอสวี่กลับรั้งตัวนางไว้

        ใบหน้าของฮั่วซื่อกับซูจวิ้นเผยรอยยิ้มเมื่อเห็นความโชคร้ายของผู้อื่น

        เรื่องราวเลยเถิดมาจนถึงขั้นนี้ ซูจิ่นซีจะมองไม่ออกได้อย่างไรว่าซูจ้งคิดจะทำอันใด?

        เขาคิดจะใช้หยดเลือดพิสูจน์ความสัมพันธ์!

        หรือเขาจะสงสัยว่าซูอวี้ไม่ใช่บุตรที่แท้จริงของเขา?

        ไม่ใช่ซูจิ่นซีผู้เดียวที่สังเกตเห็น ซูจ้งกำลังหยดเลือดพิสูจน์ความสัมพันธ์ ผู้ที่ไหวพริบดีหน่อยที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็มองออก หลังจากตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ทุกคนต่างก็ยื่นศีรษะชำเลืองไปทางบ่อปลา ต้องการดูผลลัพธ์ของมัน

        ยิ่งไปกว่านั้นยังมีบางคนวิ่งเข้าไปในศาลพิจารณาคดี ทว่าถูกองครักษ์ที่อยู่หน้าประตูขวางไว้

        “เป็นอย่างไรบ้าง? เป็นอย่างไรบ้าง? ให้ข้าดูหน่อยสิ! ”

        “รวมกันหรือเปล่า? ”

        “รวมกันหรือเปล่า? ”

        “รวมกันหรือเปล่า? ”

        ……

        ทว่าน่าเสียดาย เมื่อมองอยู่ครู่ใหญ่ หยดเลือดทั้งสองหยดกลับค่อยๆ ละลายในน้ำและจมลงก้นบ่อโดยไม่ได้ผสมรวมเข้าด้วยกัน

        “อ้าว นี่มันเรื่องอันใดกัน? เลือดของพ่อลูกเมื่อหยดลงไปในน้ำต้องผสมรวมกันไม่ใช่หรือ? เหตุใดเลือดของน้องอวี้ถึงไม่รวมเข้ากับเลือดของท่านพ่อเล่า? หรือว่า… ” ซูจวิ้นตั้งใจแสดงท่าทีตื่นตระหนก และไม่ยอมพูดอันใดต่อจากนั้น

        ฮั่วซื่อรีบดึงซูจวิ้นไว้ นางทำท่าทางปกปิดความจริงที่เลวร้ายอย่างเห็นได้ชัดเจน “จวิ้นเอ๋อร์ อย่าพูดจาไร้สาระ อวี้เอ๋อร์จะไม่ใช่บุตรแท้ๆ ของท่านพ่อเจ้าได้อย่างไร? ”

        คำพูดที่เอ่ยออกมาจากปากของฮั่วซื่อ เปรียบเสมือนการเจาะรอยร้าวภายในจิตใจของทุกคน

        ใบหน้าของซูอวี้ตกใจกลัวจนไม่สามารถกลัวได้มากกว่านี้อีกแล้ว

        “ลูกชั่ว! ”

        ซูจ้งใบหน้าถมึงทึง เขาสบถด่าด้วยความเดือดดาลและถีบเข้าที่หน้าอกของซูอวี้อย่างดุดัน

        เดิมทีซูอวี้ได้รับบาดเจ็บอยู่แล้ว เขาจะทนต่อแรงถีบของซูจ้งได้อย่างไร?

        ซูอวี้กระอักเลือดออกมาจนแทบจะหมดสติ

……

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน สามพันปีก่อนที่แผ่นดินเทียนเหอจะได้รับการจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ สกุลซู ตระกูลแพทย์ที่เก่าแก่และร่ำรวยแห่งแคว้นจงหนิง ภายในห้องที่รกร้างทรุดโทรมห้องหนึ่ง บุตรสาวคนที่เจ็ด ‘ซูจิ่นซี’ เสื้อผ้าขาดลุ่ย ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลถูกมัดติดกับเสา ข้างกายคือสาวงามนางหนึ่ง นางสวมอาภรณ์หรูหรา ในมือถือกริชค่อยๆ เฉือนลงบนร่างกายของซูจิ่นซี “ไอ้โง่ เจ้ายังไม่ยอมอ้าปากพูดอีกหรือ หยกกิเลนอยู่ที่ใด” ร่างของซูจิ่นซีสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด ทว่าปากก็ยังถูกปิดสนิทให้ไม่สามารถพูดได้แม้แต่คำเดียว ดวงตาสีเข้มมืดมนคลอด้วยหยาดน้ำตา ส่งสายตาวิงวอนต่อสาวงามนางนั้น หญิงสาวยิ้มมุมปากอย่างพอใจแล้วดึงผ้าที่อุดปากซูจิ่นซีออก สาวงามตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “พูด! ” แต่นางกลับคาดไม่ถึงว่าซูจิ่นซีจะร้องไห้ส่งเสียงดังสนั่นราวกับเด็กน้อยขึ้นมา “พี่หญิงเป็นคนหลอกลวง ฮือ…ฮือฮือ…บอกว่าจะให้ข้ากินปลา ท่านพี่หลอกข้า ฮือฮือ ลวี่หลี… ข้าเจ็บเหลือเกิน! ลวี่หลี…ฮือฮือฮือ…ข้าเลือดไหล ลวี่หลี…” ดวงตาส่องประกายของสาวงามหม่นแสงลงทันที กริชในมือยกขึ้นจ่อคอของซูจิ่นซีอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย “หุบปาก! หากยังตะโกนอีก ข้าจะฆ่าเจ้าเสียตอนนี้! ” ซูจิ่นซีหวาดกลัวเสียจนหยุดส่งเสียงร้องไห้ในทันใด อีกทั้งยังมองสาวงามด้วยแววตาขยาด ทว่าในขณะที่ดวงตาอันสับสนของซูจิ่นซีมองทะลุผ่านสาวงามไปยังบุรุษผู้มีรังสีมืดมนบนเก้าอี้ไม้จันทน์สีแดงแปดเหลี่ยมข้างหลังนาง ซูจิ่นซีก็รู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา

Comment

Options

not work with dark mode
Reset