สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน – ตอนที่ 193 เจ้าก็กล้าหาญเช่นกัน

         “เจ้าพูดจาเลอะเทอะ! ” ซูจวิ้นถีบมือสังหารด้วยความตื่นตกใจ “ท่านแม่ของข้าจะทำเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร? เจ้าอย่าพูดจาใส่ร้ายท่านแม่”

        มือสังหารเกลือกกลิ้งไปมาบนพื้น เขาคลานเข้าไปแทบเท้าซูจิ่นซี “พระชายา ข้าน้อยไม่กล้าพูดโกหก ฮูหยินฮั่วเป็นคนบงการให้ข้าทั้งสองคนทำจริงๆ ฮูหยินฮั่วให้พวกเราหาวิธีขัดขวางไม่ให้รถม้าของตำหนักโยวอ๋องไปเข้าร่วมการแข่งขันที่หอกุ้ยเหริน ในตอนนั้นเจ้าสี่ขับรถม้าชนกับรถม้าของตำหนักโยวอ๋อง ทว่าพวกเราไม่คิดว่าอุบัติเหตุในตอนนั้นจะส่งผลให้อนุปี้บาดเจ็บสาหัส ฮูหยินฮั่วกลัวเรื่องจะถูกเปิดโปงจึงส่งคนมาวางยาพิษเจ้าสี่

        เดิมทีคิดว่าอนุปี้ได้รับบาดเจ็บ พระชายาจะต้องพาทุกคนกลับตำหนัก กลับคาดไม่ถึงว่าท่านกับคุณชายน้อยอวี้ยังคงยืนกรานไปร่วมการแข่งขัน ฮูหยินฮั่วจิตใจโหดเหี้ยมหมายจะฆ่าให้ตาย นางเอาชีวิตคนทั้งครอบครัวของข้าน้อยมาข่มขู่ บงการให้สังหารคุณชายน้อยอวี้ที่หน้าประตูหอกุ้ยเหริน เสร็จงานก็ให้กรอกยาพิษฆ่าตัวตาย ข้าน้อยอับจนหนทาง เพื่อให้ครอบครัวทั้งหมดอยู่รอดปลอดภัย จึงต้องจำใจทำตามคำสั่งของฮูหยินฮั่ว

        พระชายา สิ่งที่ข้าน้อยพูดไปทั้งหมดนี้เป็นความจริง ไม่กล้าพูดเท็จแม้แต่คำเดียว!”

        ชายผู้นั้นโขกศีรษะกับพื้นต่อหน้าซูจิ่นซีไม่หยุด เพื่อพิสูจน์ว่าคำพูดทั้งหมดที่พูดออกไปนั้นเป็นเรื่องจริง

         “ฮั่วซื่อจ้างวานคนให้ทำร้ายผู้อื่นมีโทษถึงตาย เจ้ามีอันใดจะพูดอีกหรือไม่?” ซูจิ่นซีถามฮั่วซื่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา

        หลายคน รวมถึงซูจ้ง ต่างมองฮั่วซื่อด้วยแววตาสับสนอย่างมาก

        ฮั่วซื่อร่ำไห้โผเข้าหาซูจ้ง นางกอดสองเท้าของซูจ้งไว้แน่น “ท่านพี่ ข้าทำทุกอย่างเพื่อลูกของเรา! ข้าทนความลำบากทุกอย่าง วางแผนทั้งหมดเพื่อจวนสกุลซู ยิ่งไปกว่านั้น… ยิ่งไปกว่านั้นอนุปี้ยังไม่ซื่อสัตย์ต่อท่าน ซูอวี้เจ้าเด็กชั่วคนนี้ก็ไม่ใช่บุตรแท้ๆ ของท่าน พวกเขากล้าแย่งกิจการสกุลซูไปจากจวิ้นเอ๋อร์ของพวกเรา ข้าไม่สามารถทนดูกิจการสกุลซูที่บรรพบุรุษได้ปกป้องมากว่าร้อยปีต้องตกต่ำไปในน้ำมือของคนพวกนี้ จึงได้ทำเรื่องพวกนี้ไป! ”

         “ดูแล้ว ก่อนการแข่งขันจะเกิดขึ้น เจ้าเองคงรู้ข่าวคราวล่วงหน้านานแล้วว่าซูอวี้ไม่ใช่บุตรแท้ๆ ของท่านพ่อสินะ เจ้ารู้รายละเอียดตั้งแต่เมื่อใด? รู้ได้อย่างไร? ข่าวนี้จริงหรือเท็จ? ในเมื่อเจ้ารู้แล้ว เหตุใดไม่บอกให้ท่านพ่อทราบ? ”

        ซูจิ่นซีสอบถามฮั่วซื่อ ทว่าสายตากลับมองไปที่ใบหน้าของซูจ้ง

        แววตาของฮั่วซื่อส่องประกาย “ข้า… ข้ารู้เรื่องนี้โดยไม่ได้ตั้งใจหลังจากที่ท่านพี่เข้าคุก เวลานั้นที่คุกไม่ให้ญาติเข้าเยี่ยม ข้าจึงไม่มีโอกาสบอกท่านพี่”

         “ฮึ! ฮั่วซื่อ แม้แต่เรื่องจ้างวานฆาตกรรมที่ชั่วร้ายเช่นนี้ เจ้ายังกล้าทำ ยังมีเรื่องใดที่เจ้าไม่กล้าทำอีกเล่า? สงสัยเรื่องราวโกหกที่ว่าอวี้เอ๋อร์ไม่ใช่บุตรชายแท้ๆ ของท่านพ่อ ก็คงเป็นเจ้าเองที่ทำไปเพื่อแย่งกิจการสกุลซูแทนซูจวิ้น จึงหาคนมากุข่าวเท็จเพื่อหลอกลวงท่านพ่อ”

         “ซูจิ่นซี เจ้าอย่าคิดบิดเบือน ท่านพี่ ข้าจ้างวานคนจัดการปี้ซื่อแม่ลูก ก็เพราะว่าพวกเขาไม่ใช่บุตรที่แท้จริงของท่าน เรื่องทำลายศักดิ์ศรีของท่านพี่ และทำลายชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเช่นนี้ ข้าไม่มีทางทำอย่างแน่นอน ท่านพี่เข้าใจข้าเป็นอย่างดี! ”

        ซูจ้งมองซูอวี้ที่ยืนอยู่ด้านข้างซูจิ่นซี และหันไปมองฮั่วซื่อ ด้วยแววตาสับสน

        “ท่านพี่ต้องยอมเชื่อเหตุการณ์นี้ว่ามันเกิดขึ้นและมีอยู่จริง มากกว่าจะเชื่อว่ามันไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น กิจการที่บรรพบุรุษสกุลซูทิ้งไว้ให้ไม่ควรตกอยู่ในมือของคนนอก! จวิ้นเอ๋อร์เป็นบุตรที่ท่านคอยดูแลข้าในช่วงตั้งครรภ์กว่าสิบเดือน เห็นข้าคลอดกับตาท่านเอง หรือว่ามันเทียบไม่ได้กับลูกนอกคอกที่ไม่รู้ว่ามีความเป็นมาอย่างไร?”

        ฮั่วซื่อร้องไห้ต่อ จากนั้นก็ใช้สายตาส่งสัญญาณบอกเป็นนัยให้ซูจวิ้น

        ซูจวิ้นรีบคุกเข่าลงกับพื้น กล่าวสาบานต่อฟ้า

         “ท่านพ่อ สวรรค์เบื้องบนเป็นพยาน ลูกขอสาบานว่า ขอเพียงท่านพ่อให้ลูกได้สืบทอดกิจการสกุลซู ลูกจะมุ่งมั่นตั้งใจศึกษาวิชาแพทย์ ทำให้สกุลซูรุ่งโรจน์ ส่งเสริมให้กิจการของสกุลซูรุ่งเรือง หากผิดคำสาบาน ขอให้ไม่ตายดี”

        โอ้ว…

        หาญกล้าพูดคำสาบานเช่นนี้ ดูไปแล้วซูจวิ้นก็เป็นคนที่กล้าหาญเหมือนกัน

         “ผู้นำสกุลซู ฟ้าใกล้สว่างแล้ว ท่านพูดอันใดออกมาบ้างเถิด! กิจการของสกุลซู ท่านต้องการมอบให้กับผู้ใด? ”

         “ใช่! ทรมานมาทั้งคืน สิ่งที่พูดมาทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องในสกุลซูของพวกท่าน ไม่เห็นน่าสนใจอันใด! ”

        “ทักษะทางการแพทย์ของคุณชายน้อยอวี้กับคุณชายน้อยจวิ้น ในการแข่งขันวันนี้ทุกคนล้วนประจักษ์ด้วยสายตา แม้ผลจะไล่เลี่ยกันชนิดหายใจรดต้นคอ ทว่าเมื่อเทียบทักษะทางการแพทย์แล้ว คุณชายน้อยอวี้เชี่ยวชาญกว่า ไม่เช่นนั้นท่านก็ส่งต่อกิจการสกุลซูให้กับคุณชายน้อยอวี้เถิด! ”

        “ทำได้อย่างไร? ซูอวี้เป็นบุตรแท้ๆ ของผู้นำสกุลซูหรือไม่ยังไม่แน่ชัด จะส่งมอบกิจการของตระกูลให้กับคนที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าได้อย่างไร? ”

        “ใครจะไปรู้ เรื่องนี้อาจเป็นเพียงข่าวลือ? พระชายาพูดแล้วไม่ใช่หรือ? มีความเป็นไปได้แปดส่วนที่ฮั่วซื่อจะสร้างข่าวลือเพื่อช่วยลูกชายของนางแย่งชิงกิจการของตระกูล”

        “อย่างไรเสียก็ไม่ควรส่งต่อให้กับซูจวิ้น! พวกเขาโหดเหี้ยม อีกทั้งวิธีที่ใช้ในการแข่งขันวันนี้ก็ไม่มีสง่าราศีเอาเสียเลย ผู้ศึกษาทักษะทางการแพทย์ต้องมีจิตใจเมตตาพร้อมทั้งมีทักษะทางการแพทย์ที่ดี หากสกุลซูตกอยู่ในมือของเขา ไม่แน่ว่าหลังจากนี้หายนะคงเกิดขึ้นในไม่ช้า! ”

         “ใช่! กิจการของสกุลซู ไม่ควรตกอยู่ในมือของคนที่มีจิตใจโหดเหี้ยม หากคุณชายน้อยอวี้เป็นบุตรแท้ๆ ของผู้นำสกุลซูจริง ฮั่วซื่อก็เกือบฆ่าสายเลือดของผู้นำสกุลซู! นี่เป็นการลงทัณฑ์จากสวรรค์ หากกิจการของสกุลซูตกอยู่ในมือของฮั่วซื่อสองแม่ลูก ปี้ซื่อสองแม่ลูกยังจะมีชีวิตรอดหรือ? ”

         “ไอ๊หยา พวกเราไม่ต้องโต้เถียงกันแล้ว กังวลใจไปก็ไร้ประโยชน์ เรื่องนี้ยังต้องให้ผู้นำสกุลซูเป็นคนเคาะกระดานตัดสินใจ”

         “ใช่ ผู้นำสกุลซู ท่านตัดสินใจเถิด! กิจการของสกุลซูจะส่งต่อให้ใคร? ”

        คืนวันนี้เกิดเรื่องราวไม่คาดคิดมากมาย และตอนนี้ทุกคนต่างต้องการให้ซูจ้งตัดสินใจ จนลืมไปเสียสนิทว่าสาเหตุที่พวกเขามาในวันนี้เพื่อสอบถามให้รู้ความจริงเรื่องป้ายคำสั่งผู้นำตระกูลว่าซูจ้งเป็นคนมอบให้กับซูจิ่นซีหรือไม่

        เสียงรอบบริเวณดังต่อเนื่องกันเป็นระลอก

        สมควรแก่เวลาที่ซูจ้งต้องตัดสินใจแล้วจริงๆ

        ซูจ้งมองฮั่วซื่อกับซูจวิ้นสองแม่ลูกที่คุกเข่าอยู่ด้านข้าง ฮั่วซื่อจ้องมองเขาด้วยจิตใจจดจ่อ ซูจวิ้นเองก็มองเขาด้วยสายตาคาดหวัง

        เขาหันไปมองซูอวี้ที่อยู่ข้างซูจิ่นซี ซูอวี้มีบาดแผลเต็มตัว สีหน้าซีดเซียวไร้เลือดฝาด อีกทั้งยังอยู่ในอาการตื่นตกใจ เมื่อสบตาซูจ้ง ใบหน้าของซูอวี้ก็เต็มไปด้วยความเกลียดชัง

        ฝ่ายหนึ่งเป็นสามีภรรยาที่เข้า ‘พิธีเจี๋ยฟา’ [1] ซึ่งยืนยันแน่ชัดว่าเป็นบุตรแท้ๆ

        แม้จะไม่ใช่ ทว่าอย่างไรก็เป็นคนที่อยู่เคียงข้างเขามาหลายปี ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมา หากพูดว่าซูจ้งไม่มีความรู้สึกดีๆ ต่อพวกเขา ก็คงเป็นไปไม่ได้

        อีกฝ่ายเป็นหญิงสาวที่ตนรักมากที่สุดกับบุตรชายที่ยังไม่แน่ชัดในเรื่องสายเลือด

        ซูจ้งเคยตั้งความหวังกับพวกเขาไว้สูงมาก ทว่าพวกเขากลับเหยียบย่ำหัวใจเสน่หาของซูจ้งจนแหลกละเอียด เมื่อเห็นร่องรอยบาดแผลบนร่างของพวกเขา ซูจ้งก็อดรนทนไม่ไหว แม้ปี้ซื่อจะหลอกลวงเขาจริง ทว่าเขาสัมผัสรับรู้ได้ถึงสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาระหว่างพวกเขาทั้งสอง ความรักระหว่างเขากับปี้ซื่อหลายปีมานี้ ไม่ใช่เรื่องหลอกลวง

        เขาจะทนมองดูอนาคตของสองแม่ลูกต้องตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของฮั่วซื่ออย่างไร้หนทางรอดหรือ?

        ใครสมควรรับช่วงต่อกันแน่?

        ซูจ้งอดไม่ได้ที่จะหันไปมองซูจิ่นซี

        ความจริงแล้วตอนนี้ซูจิ่นซีตื่นเต้นสุดขีด มือทั้งสองเปียกชุ่ม

        ……

เชิงอรรถ

[1] พิธีเจี๋ยฟา คือ ธรรมเนียมการแต่งงาน พิธีกรรมที่เป็นสัญลักษณ์ความปรองดองสามัคคีของสามีและภรรยา เมื่อสามีและภรรยาแต่งงานกัน พวกเขาต่างเอาผมหนึ่งเส้นจากศีรษะมาผูกเป็นปม เพื่อให้ชายและหญิงกลายเป็นสามีภรรยา

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน สามพันปีก่อนที่แผ่นดินเทียนเหอจะได้รับการจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ สกุลซู ตระกูลแพทย์ที่เก่าแก่และร่ำรวยแห่งแคว้นจงหนิง ภายในห้องที่รกร้างทรุดโทรมห้องหนึ่ง บุตรสาวคนที่เจ็ด ‘ซูจิ่นซี’ เสื้อผ้าขาดลุ่ย ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลถูกมัดติดกับเสา ข้างกายคือสาวงามนางหนึ่ง นางสวมอาภรณ์หรูหรา ในมือถือกริชค่อยๆ เฉือนลงบนร่างกายของซูจิ่นซี “ไอ้โง่ เจ้ายังไม่ยอมอ้าปากพูดอีกหรือ หยกกิเลนอยู่ที่ใด” ร่างของซูจิ่นซีสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด ทว่าปากก็ยังถูกปิดสนิทให้ไม่สามารถพูดได้แม้แต่คำเดียว ดวงตาสีเข้มมืดมนคลอด้วยหยาดน้ำตา ส่งสายตาวิงวอนต่อสาวงามนางนั้น หญิงสาวยิ้มมุมปากอย่างพอใจแล้วดึงผ้าที่อุดปากซูจิ่นซีออก สาวงามตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “พูด! ” แต่นางกลับคาดไม่ถึงว่าซูจิ่นซีจะร้องไห้ส่งเสียงดังสนั่นราวกับเด็กน้อยขึ้นมา “พี่หญิงเป็นคนหลอกลวง ฮือ…ฮือฮือ…บอกว่าจะให้ข้ากินปลา ท่านพี่หลอกข้า ฮือฮือ ลวี่หลี… ข้าเจ็บเหลือเกิน! ลวี่หลี…ฮือฮือฮือ…ข้าเลือดไหล ลวี่หลี…” ดวงตาส่องประกายของสาวงามหม่นแสงลงทันที กริชในมือยกขึ้นจ่อคอของซูจิ่นซีอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย “หุบปาก! หากยังตะโกนอีก ข้าจะฆ่าเจ้าเสียตอนนี้! ” ซูจิ่นซีหวาดกลัวเสียจนหยุดส่งเสียงร้องไห้ในทันใด อีกทั้งยังมองสาวงามด้วยแววตาขยาด ทว่าในขณะที่ดวงตาอันสับสนของซูจิ่นซีมองทะลุผ่านสาวงามไปยังบุรุษผู้มีรังสีมืดมนบนเก้าอี้ไม้จันทน์สีแดงแปดเหลี่ยมข้างหลังนาง ซูจิ่นซีก็รู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา

Comment

Options

not work with dark mode
Reset