สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน – ตอนที่ 211 ป่าเถื่อนนางฟ้านางสวรรค์สะกิดหัวใจคน

จนกระทั่งถึงวันที่ห้า รถม้าจึงหยุดลง

พวกเขาเดินทางมาถึงเมืองแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของแคว้นหนานหลี คือเมืองเหยาเฉิง

ตั้งแต่เช้าตรู่ ภายนอกรถม้ามีหิมะตกตลอดทาง เมื่อพวกเขาลงจากรถ องครักษ์ก็มอบเสื้อคลุมสองตัวให้

เสื้อคุมตัวแรกเป็นเสื้อคลุมขนห่านสีฟ้าครามตัวใหญ่ของบุรุษ อีกตัวเป็นเสื้อคลุมคอกำมะหยี่สีฟ้าขาวของสตรี เมื่อเยี่ยโยวเหยากับซูจิ่นซีสวมใส่แล้วก็ดูเหมือนชุดคู่รัก

ทุกครั้งที่ลงจากรถม้า เยี่ยโยวเหยาจะลงเป็นคนแรก จากนั้นก็ค่อยรับซูจิ่นซีลงมา ทว่าครั้งนี้เยี่ยโยวเหยาให้ซูจิ่นซีลงก่อน ซูจิ่นซีไม่ได้คิดอันใด นางก้าวลงจากรถม้าตามปกติ

หลังจากที่ก้าวลงมาและหันหลังให้กับรถม้า ซูจิ่นซีก็ยกมือปิดปากตนเองพลางเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น นางไม่สามารถบรรยายทิวทัศน์ที่อยู่ตรงหน้าออกมาเป็นคำพูดได้

เยี่ยโยวเหยาก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าสูงศักดิ์ไร้ผู้ใดเปรียบ และหยุดยืนนิ่งอยู่ข้างซูจิ่นซี

“เยี่ย… เยี่ยโยวเหยา นี่เป็นเรื่องจริงหรือ? ”

เยี่ยโยวเหยาไม่ตอบ เขามองใบหน้าของซูจิ่นซีแทนการยอมรับ

ซูจิ่นซีเดินไปข้างหน้าสองก้าว นางยังคงไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น

เมื่อมองไปยังทะเลสาบสีฟ้าครามกว้างใหญ่สุดสายตา บนผิวทะเลสาบปกคลุมด้วยเกล็ดหิมะตัดกับท้องฟ้าที่เป็นสีเดียวกัน บริเวณชายฝั่งเรียงรายไปด้วยต้นดอกเหมยนับไม่ถ้วน ดอกเหมยเหล่านั้นเบ่งบานเป็นสีแดงเพลิง มันจะบานสะพรั่งในช่วงฤดูหนาวที่หนาวเหน็บเช่นนี้ ช่างเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา

ในวันที่หิมะตก ลมหนาวโชยแผ่วเบาพัดกลีบดอกเหมยที่เบ่งบานบนกิ่งไม้ให้ปลิวไสวไปตามลม ระคนไปกับเกล็ดน้ำแข็งบนผิวทะเลสาบที่พลิ้วไหวเต็มท้องฟ้า ในวินาทีนั้นราวกับบนโลกใบนี้มีเพียงสีแดงกับสีขาวเพียงสองสีเท่านั้น

“เหมยแดงหิมะขาว งดงามยิ่งนัก! ”

ซูจิ่นซีตื่นเต้นจนไม่สามารถควบคุมตนเองได้

เยี่ยโยวเหยานิ่งเงียบ เขาเดินจูงมือซูจิ่นซีไปยังชายฝั่งทะเลสาบ ตรงนั้นมีคนเรือผู้หนึ่งสวมหมวกและเสื้อกันฝนที่ทำจากหญ้าหนวดมังกรกำลังพายเรือเล็กลำหนึ่งมายังชายฝั่ง แม้จะไม่หรูหรางดงาม ทว่าในเวลาเช่นนี้ ช่างเข้ากับบรรยากาศเสียจริง

“ระวังหน่อย! ” เยี่ยโยวเหยาจูงมือซูจิ่นซีขึ้นไปบนเรือ

“เยี่ยโยวเหยา ล่องเรือในสภาพอากาศเช่นนี้ไม่อันตรายหรือเพคะ? ”

แม้ซูจิ่นซีจะชื่นชอบทิวทัศน์ที่อยู่ตรงหน้า ทว่ายังอดกงวลมิได้

“วางใจได้ มีข้าอยู่ทั้งคน เจ้าไม่มีทางได้รับอันตราย”

แม้ในวันที่มีหิมะโปรยปราย ลมหนาวพัดโชย อากาศหนาวเย็นอยู่บ้าง ทว่าเพราะคำพูดของเยี่ยโยวเหยา ทำให้ภายในใจของซูจิ่นซีอบอุ่นขึ้นทันตา

ซูจิ่นซีแย้มยิ้มจนแก้มปริ นางขึ้นไปยืนเคียงข้างเยี่ยโยวเหยาบนเรือ

เรือค่อยๆ แล่นออกไป มุ่งหน้าไปยังใจกลางทะเลสาบ เยี่ยโยวเหยากับซูจิ่นซี หนึ่งสีฟ้า หนึ่งสีขาว กลายเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง นอกเหนือจากทิวทัศน์ของเหมยแดงหิมะขาว ทำให้งดงามแปลกตายิ่งขึ้นไปอีก

จนถึงเวลานี้ ซูจิ่นซียังคงรู้สึกตกตะลึงและสับสนกับความรู้สึกเหนือจริง โตมาจนถึงป่านนี้แล้ว นางไม่เคยเห็นทิวทัศน์ที่งดงามตระการตาเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยสามพันปีต่อมา นางดำรงชีวิตอยู่ทางภาคเหนือ หายากนักที่จะพบกับดอกเหมย แต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยเห็นดอกเหมยที่บานสะพรั่งเช่นนี้

ซูจิ่นซียื่นมือออกไปคว้ากลีบดอกเหมยที่ล่องลอยอยู่ในอากาศอย่างเชื่องช้า เกล็ดหิมะบนดอกเหมยขณะที่สัมผัสมืออันอบอุ่นของนางพลันละลายหายไปทันที กลายเป็นหยดน้ำบนกลีบดอกเหมยสีแดงราวกับหยดน้ำค้าง ขับให้มือที่ขาวนวลของนางโดดเด่นขึ้น ภาพนี้ช่างงดงามยิ่งนัก

“เกล็ดหิมะสาดส่องบนผืนดิน กลิ่นรัญจวนลอยล่องกลางนที” ซูจิ่นซีกำลังขับร้องบทกลอน

“อันใดหรือ? ”

เสียงของซูจิ่นซีแผ่วเบา อีกทั้งลมยังแรงมาก เยี่ยโยวเหยาจึงฟังได้ไม่ชัด

“ไม่มีอันใด เยี่ยโยวเหยา หม่อมฉันขับร้องบทเพลงให้ท่านฟังดีหรือไม่? ”

ณ เวลานี้ จู่ๆ ซูจิ่นซีก็คิดถึงบทเพลง《หานเจียงเสวี่ย》หรือ ‘หิมะกลางนที’ ของเจิ้งหยวน (เป็นชื่อนักร้องชายในยุคปัจจุบัน)

เยี่ยโยวเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย ซูจิ่นซีแย้มยิ้มบางให้เขา และเริ่มขับร้องบทเพลง

หิมะกลางนทีทุกข์ระทม ความอำไพในวัยเยาว์แปรเป็นอดีต

ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะการพลัดพรากจากคุณ

หิมะกลางนทีสะท้อนการพลัดพรากอันโดดเดี่ยว

ราตรีกาล ลมเหมันต์อันหนาวเหน็บไร้จันทรา

ผู้ใดเล่าจะเข้าใจอารมณ์ภายในใจขณะนี้

……

ดวงกมลแตกสลายไปกับสายลมเหมันต์ที่คุณมอบให้

ถวิลหาทุกทิวากาลแลราตรีกาล

เฝ้ารอฤดูกาลหวนคืนวันที่ได้พบพานกันอีกครา

หิมะกลางนทียังคงสาดส่องแสงจันทรา

……

สดับเสียงลมเหมันต์นอกเรือนชาน เพื่อพบพานคนที่ฉันนั้นเพรียกหา

ราตรีกาล ผู้ใดเล่าเฝ้าคอยการกลับมา

หิมะกลางนทีทุกข์ระทม ความอำไพในวัยเยาว์แปรเป็นอดีต

ซูจิ่นซีร้องเพลงจบ นางแย้มยิ้มให้กับเยี่ยโยวเหยาด้วยท่าทีเสน่หา ภายใต้แววตาของเยี่ยโยวเหยาเผยให้เห็นถึงอารมณ์ที่สับสน มือข้างหนึ่งกุมมือซ้ายของซูจิ่นซี มืออีกข้างโอบไหล่ซูจิ่นซี ค่อยๆ โอบนางเข้ามาในอ้อมกอด

เสียงเพลงที่มีอารมณ์ลุ่มลึกเสน่หาเย้ายวนของซูจิ่นซีนั้น เหมือนยังคงก้องกังวาน สะท้อนไปมาบนผิวน้ำทะเลสาบอันกว้างใหญ่ไพศาล

แม้เนื้อหาในบทเพลงบางคำไม่เข้ากับอารมณ์เท่าใดนัก ทว่ากลับเข้ากับบรรยากาศเป็นอย่างมาก

“ซูจิ่นซี… ”

“เพคะ? ”

“เจ้าช่างเป็นเหมือน… ” เยี่ยโยวเหยาพูดเพียงครึ่งเดียว จู่ๆ ก็เงียบไม่พูดต่อ

“เป็นอันใดหรือ? ”

ซูจิ่นซีรอคอยอยู่นานก็ไม่ได้ยินคำพูดประโยคสุดท้าย นางจึงถามกลับไป

เป็นนางฟ้านางสวรรค์ที่ชอบสะกิดหัวใจคน

ทว่าคำพูดประโยคสุดท้าย ซูจิ่นซีคงไม่มีวาสนาที่จะได้ยินคำนั้นจากปากของเขา เยี่ยโยวเหยาทำได้เพียงเก็บซ่อนความรู้สึกนี้ไว้ในส่วนลึกของจิตใจ และเปลี่ยนให้เป็นการกระทำ

ซูจิ่นซีไม่ได้ยินคำพูดประโยคสุดท้ายของเยี่ยโยวเหยา นางอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วและเงยหน้าขึ้นมอง ในวินาทีนั้น นางเงยหน้าขึ้นไปสัมผัสกับริมฝีปากที่เย็นเฉียบอ่อนนุ่มของเยี่ยโยวเหยาเข้าพอดี

“เยี่ยโยวเหยา… ”

ซูจิ่นซีผลักเยี่ยโยวเหยาแผ่วเบาด้วยท่าทางเขินอาย

ด้านหลังมีคนอยู่! เดี๋ยวคนเรือเห็น!

ทว่าน่าเสียดาย แต่ไหนแต่ไรมาโยวอ๋องก็ไม่เคยสนใจกับเรื่องนี้ ยิ่งไม่อนุญาตให้ซูจิ่นซีขัดขืน

เยี่ยโยวเหยามองไปยังทะเลสาบหนาวเหน็บสุดสายตา ดอกเหมยร่วงโรยระคนไปกับเกล็ดหิมะสีขาว เรือลำน้อยล่องลอย ในอ้อมกอดมีคนรัก

ผ่านไปครู่ใหญ่ เยี่ยโยวเหยาถึงปล่อยซูจิ่นซี

ซูจิ่นซีแสดงท่าทีเขินอายแกมขัดใจ แก้มขาวนวลแดงขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากเอิบอิ่มถูกเยี่ยโยวเหยาจุมพิตเสียจนแดงระเรื่อ ดูแล้วยิ่งน่ารักน่าใคร่ขึ้นไปอีก

ทว่าเยี่ยโยวเหยาเป็นผู้ที่ชอบรุกไล่ก่อนเสมอ เขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย

รอยยิ้มนั้นไม่ใช่การอมยิ้ม ทว่าเป็นการยิ้มเยาะ ผู้ที่พบเห็นย่อมมองออกว่าเป็นรอยยิ้มที่ยียวน เป็นรอยยิ้มยียวนหลังจากได้รังแกคนรักที่อยู่ในอ้อมกอด

ภายในใจซูจิ่นซีรู้สึกขัดใจมากยิ่งขึ้น นางใช้กำปั้นชกลงไปที่หน้าอกของเยี่ยโยวเหยา “เยี่ยโยวเหยา! ”

เยี่ยโยวเหยาไม่มีทางยอมให้ซูจิ่นซีทำได้สำเร็จ เขากุมหมัดของซูจิ่นซีได้อย่างรวดเร็ว

มือข้างหนึ่งกุมหมัดของซูจิ่นซีไว้ มืออีกข้างหนึ่งโอบเอวบางอรชรของซูจิ่นซีให้เข้ามาแนบชิดข้างกาย เขาพูดว่า “เป็นเช่นไร? ชายาที่รักยังต้องการอีกหรือ? ”

ซูจิ่นซีนิ่งอึ้งทันที นางเม้มริมฝีกปากโดยไม่ได้ตั้งใจ

คิดไม่ถึงว่าเยี่ยโยวเหยาจะขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดอีกครั้งว่า “ชายาที่รัก หากยังไม่พอใจ หรือว่ายังต้องการ… ข้านั้นสามารถกระทำได้ทุกสถานการณ์ ทว่าน่าเสียดาย ในสภาพอากาศหนาวเย็นเช่นนี้ เกรงว่าชายาที่รักร่างกายผอมบางอรชร คงทนต่ออากาศหนาวเย็นเช่นนี้ไม่ได้”

เยี่ยโยวเหยาพูดจาล่อแหลม ทั้งยังไม่ยอมพูดให้จบประโยค ทว่าซูจิ่นซีกลับเข้าใจได้ในทันที

ใบหน้าของซูจิ่นซีที่แดงระเรื่อจากอากาศหนาวเย็น ทันใดนั้นพลันเปลี่ยนเป็นเพลิงโทสะ แก้มของนางแดงก่ำเหมือนสีของปูต้ม

“เยี่ยโยวเหยา ท่านมันคนไร้ยางอาย! ”

“…”

“เยี่ยโยวเหยา ท่านมันหน้าไม่อาย! ”

“…”

“เยี่ยโยวเหยา คิดไม่ถึงว่าท่านจะเป็นคนที่ภายนอกเงียบขรึมทว่าภายในสัปดน! ”

“สัปดนหรือ? ”

ซูจิ่นซีใช้คำศัพท์ในยุคปัจจุบันอีกแล้ว เยี่ยโยวเหยาไม่เข้าใจคำนี้

ซูจิ่นซีตกใจ ทันใดนั้นนางก็แสดงท่าทางเหมือนที่เยี่ยโยวเหยาเคยกระทำ คือการปั้นหน้านิ่งเงียบ โดยคิดว่าตนเองทำได้เหมือนจริง

เยี่ยโยวเหยาคิ้วขมวดเป็นเกลียว “ซูจิ่นซี เจ้าคิดจะทดสอบความอดกลั้นของข้าหรือ? ”

ซูจิ่นซีที่แสดงท่าทีลำพองใจชำเลืองตามอง เมื่อเห็นว่าในดวงตาของเยี่ยโยวเหยามีไฟอารมณ์กำลังลุกโชน นางก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาเล็กน้อย

บุรุษผู้นี้ช่างป่าเถื่อน เปลี่ยนท่าทีตามที่ตนต้องการ

นี่อยู่บนทะเลสาบนะ?

เขาคงไม่คิดจะทำอันใดใช่หรือไม่?

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน สามพันปีก่อนที่แผ่นดินเทียนเหอจะได้รับการจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ สกุลซู ตระกูลแพทย์ที่เก่าแก่และร่ำรวยแห่งแคว้นจงหนิง ภายในห้องที่รกร้างทรุดโทรมห้องหนึ่ง บุตรสาวคนที่เจ็ด ‘ซูจิ่นซี’ เสื้อผ้าขาดลุ่ย ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลถูกมัดติดกับเสา ข้างกายคือสาวงามนางหนึ่ง นางสวมอาภรณ์หรูหรา ในมือถือกริชค่อยๆ เฉือนลงบนร่างกายของซูจิ่นซี “ไอ้โง่ เจ้ายังไม่ยอมอ้าปากพูดอีกหรือ หยกกิเลนอยู่ที่ใด” ร่างของซูจิ่นซีสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด ทว่าปากก็ยังถูกปิดสนิทให้ไม่สามารถพูดได้แม้แต่คำเดียว ดวงตาสีเข้มมืดมนคลอด้วยหยาดน้ำตา ส่งสายตาวิงวอนต่อสาวงามนางนั้น หญิงสาวยิ้มมุมปากอย่างพอใจแล้วดึงผ้าที่อุดปากซูจิ่นซีออก สาวงามตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “พูด! ” แต่นางกลับคาดไม่ถึงว่าซูจิ่นซีจะร้องไห้ส่งเสียงดังสนั่นราวกับเด็กน้อยขึ้นมา “พี่หญิงเป็นคนหลอกลวง ฮือ…ฮือฮือ…บอกว่าจะให้ข้ากินปลา ท่านพี่หลอกข้า ฮือฮือ ลวี่หลี… ข้าเจ็บเหลือเกิน! ลวี่หลี…ฮือฮือฮือ…ข้าเลือดไหล ลวี่หลี…” ดวงตาส่องประกายของสาวงามหม่นแสงลงทันที กริชในมือยกขึ้นจ่อคอของซูจิ่นซีอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย “หุบปาก! หากยังตะโกนอีก ข้าจะฆ่าเจ้าเสียตอนนี้! ” ซูจิ่นซีหวาดกลัวเสียจนหยุดส่งเสียงร้องไห้ในทันใด อีกทั้งยังมองสาวงามด้วยแววตาขยาด ทว่าในขณะที่ดวงตาอันสับสนของซูจิ่นซีมองทะลุผ่านสาวงามไปยังบุรุษผู้มีรังสีมืดมนบนเก้าอี้ไม้จันทน์สีแดงแปดเหลี่ยมข้างหลังนาง ซูจิ่นซีก็รู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา

Comment

Options

not work with dark mode
Reset