สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน – ตอนที่ 90 ยังวางเดิมพัน มีฐานะเกินไปแล้ว

        แก้มของฮั่วอวี้เจียวแดงก่ำขึ้นมาในทันใด “ซูจิ่นซี ท่านอย่าพูดจาเหลวไหล ข้าให้คนพนันการสืบสวนคดีของท่านที่ใดกัน? ข้าขี้โกงที่ใดกันเล่า? ”

        “อย่างนั้นหรือ? เจ้าไม่ได้ทำเช่นนั้นหรือ? ในเมื่อไม่ได้ทำ แล้วท่านยืนทำอันใดบนโรงน้ำชาด้านนอกประตูของจวนโยวอ๋อง? โต๊ะน้ำชาที่นี่เต็มหมดแล้ว คุณหนูฮั่ว ดูเหมือนว่าท่านจะยืนอยู่ตรงนี้นานแล้ว ท่านคงไม่ได้จะมาดื่มชากระมัง? หากต้องการดื่มชา เหตุใดท่านไม่ไปโรงน้ำชาซือเฟิงที่อยู่ข้างจวนฮั่วของพวกท่านเล่า? ชาที่นั่นไม่สามารถเทียบได้กับโรงชาที่ชำรุดนี้สินะ”

        ฮั่วอวี้เจียวรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมากที่ทำเรื่องไม่ดีแล้วถูกผู้อื่นเปิดโปง นางรู้สึกราวกับไม่ได้สวมใส่สิ่งใดเลย แล้วยังถูกเปิดเผยต่อหน้าทุกคน

        ทว่าฮั่วอวี้เจียวพยายามรักษาภาพลักษณ์ที่หยิ่งยโสของตนไว้เช่นเดิม

        “ข้าโปรดปรานการดื่มที่ใดก็ดื่มที่นั่น ซูจิ่นซี ท่านก้าวก่ายมากเกินไปแล้วกระมัง? ”

        “คุณหนูฮั่วปรารถนาจะดื่มชาที่ใด ข้าล้วนควบคุมท่านไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าหากคุณหนูฮั่วอ้างว่ามาดื่มชา ทว่ากลับวางแผนอันใดไม่คิดถึงจิตใจผู้อื่น ก็อย่ามาโทษว่าข้า…พระชายาโยวอ๋องผู้นี้ไม่เกรงใจท่าน!”

        น้ำเสียงและสายตาของซูจิ่นซีเปลี่ยนเป็นดุดันขึ้นมาในทันที นางมองไปทางจวนโยวอ๋องด้วยแววตาครุ่นคิด

        แม้ว่าซูจิ่นซีจะไม่ได้พูดออกมาอย่างชัดเจน ทว่านางจงใจบอกเป็นนัย อีกทั้งยังชักนำทุกคนให้เข้าใจถึงบางสิ่งบางอย่างได้ในทันที

        “คุณหนูใหญ่ฮั่วชอบโยวอ๋อง! หรือว่าที่นางวิ่งมายังประตูทางเข้าจวนโยวอ๋องก็เพราะต้องการเห็นโยวอ๋องกัน? ”

        “มาดูโยวอ๋องอันใดกัน! ไม่แน่ว่านางอาจจะมาทำเสน่ห์ใส่โยวอ๋องก็เป็นได้ พวกท่านดูพระชายาโยวอ๋องสิ นางโกรธจนเป็นอันใดไปแล้ว”

        “แม้จะบอกว่าฮั่วอวี้เจียวเกิดในตระกูลนักรบ ทว่าข้าก็ได้ยินมาว่าแม่ทัพฮั่วต่างอบรมสั่งสอนบุตรชายและบุตรสาวของตนด้วยความเข้มงวดเป็นอย่างมาก แล้วเหตุใดฮั่วอวี้เจียวจึงหน้าไม่อายถึงเพียงนี้? ”

        “หากนางต้องการรักษาหน้าตาตนเอง ก็คงไม่ไปพนันกับพระชายาโยวอ๋องไว้หรอก! ”

        “อ้า!… ข้าคิดออกแล้ว สตรีผู้นั้นที่เมื่อครู่พูดว่าพระชายาโยวอ๋องวางยาพิษฮองเฮา นางก็เป็นคนของสกุลฮั่ว”

        “ไม่ใช่แค่คนของสกุลฮั่วเท่านั้น! นางก็คือฉิงสั่ว สาวรับใช้ข้างกายของฮั่วอวี้เจียว! ”

        “อะไรนะ?  หรือฮั่วอวี้เจียวจะส่งคนข้างกายของตนมาใส่ความพระชายาโยวอ๋อง! ”

        “นางไม่เพียงแต่ใส่ความพระชายาโยวอ๋อง นางยังวางแผนทำให้พวกเราทุกคนเข้าใจผิดอีกด้วย! ”

        “ถุย! ทำเหมือนพวกข้าโง่อย่างนั้นหรือ? ”

        “ถุย! ฮั่วอวี้เจียวช่างหน้าไม่อายเสียจริง! ”

        “ฮั่วอวี้เจียวหน้าไม่อาย… ”

        “ฮั่วอวี้เจียวหน้าไม่อาย… ”

        “ฮั่วอวี้เจียว เจ้าลงมา… ”

        “ลงมา… ”

        “ลงมา… ”

        “ฮั่วอวี้เจียวหน้าไม่อาย ลงมา! ”

        ……

        บนทางเดินชั้นล่าง ฉิงสั่วจมูกเปื้อนเลือด ใบหน้าบวมช้ำจากการถูกเหล่าฮูหยินทุบตี ผมเผ้าก็ถูกดึงทึ้ง บนศีรษะและใบหน้ามีคราบเลือดเนื้อปรากฏอยู่ นางนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นไม่ขยับ

        ไม่ว่าฮั่วอวี้เจียวจะแข็งแกร่งเพียงใด อย่างไรเสียนางก็เป็นเพียงคุณหนูที่อยู่แต่ในห้อง นางเคยพบเจอสถานการณ์เช่นนี้ที่ไหนกัน นางเคยถูกบังคับ ถูกผู้คนพูดจาดูหมิ่นอย่างรุนแรงเช่นนี้เสียที่ไหน

        ทันใดนั้นฮั่วอวี้เจียวก็ตกใจจนใบหน้าขาวซีด น้ำตาพร่างพราวไหลพลูลงมา นางก้าวถอยหลังออกไปพร้อมทั้งส่ายศีรษะ ถอยออกไปด้วยความหวาดกลัว

        เริ่มมีผู้อวดดีคิดจะขึ้นบันไดมาหาฮั่วอวี้เจียวเพื่อเอาคืนที่ถูกนางทำให้เข้าใจผิด ทว่าซูจิ่นซีสั่งให้องครักษ์โยวอ๋องมาขวางไว้

        ซูจิ่นซีมองดูฝูงชนบีบบังคับฮั่วอวี้เจียวอย่างไม่สนใจใยดี นางไม่พูดอันใดสักคำ

        “ซูจิ่นซี ท่านต้องการจะกระทำสิ่งใดกันแน่? ”

        ฮั่วอวี้เจียวทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงตะโกนออกมา

        ซูจิ่นซีเลิกคิ้วขึ้นอย่างเชื่องช้า “เพียงเท่านี้ก็ทนไม่ไหวแล้วหรือ? ” นางเดินไปทางฮั่วอวี้เจียวทีละก้าวๆ ก้าวประชิดฮั่วอวี้เจียวให้จนมุม แล้วจึงก้มหน้าลง พูดข้างหูของฮั่วอวี้เจียวอย่างแผ่วเบาว่า “จำความรู้สึกในวันนี้เอาไว้ ทว่านี่เปรียบเพียงขนหงส์เขากวาง [1] ข้าเคยรับมือกับมันได้ น่ากลัวกว่านี้เป็นสิบเท่า แม้กระทั่งหลายร้อยเท่า”

        ซูจิ่นซีเคยถูกฝูงชนหัวเราะเยาะมาก่อน นางเคยโดนผู้คนพูดจาถากถาง ไม่สนใจใยดี ปฏิบัติต่อนางอย่างไร้ความปราณี กดขี่ข่มเหงนาง และดูถูกนาง เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในวันนี้ นี่นับว่าเป็นอันใดกันเล่า?

        “ซูจิ่นซี ท่านฆ่าข้าทิ้งเสียเลยเถิด! ”

        แทนที่จะให้คนมาดูหมิ่นนาง ทำให้นางขายหน้าเช่นนี้ ไม่เท่านางยอมตายเสียดีกว่า คนของสกุลฮั่วต่างไม่กลัวตาย เป็นผู้ที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์

        ซูจิ่นซียิ้มเย้ยหยัน “ตายหรือ? ท่านตายแล้วก็ไม่สนุกนะสิ? เดิมพันของเรายังไม่จบ! ลองนึกถึงภาพอันแสนงดงามที่คุณหนูใหญ่ฮั่วผู้เย่อหยิ่งยืนเมาอยู่หน้าประตูหอนางโลมสามวันดูสิว่าเป็นอย่างไร ข้าเฝ้ารอเป็นอย่างยิ่ง! คงจะมีคนอีกจำนวนมากที่ต่างเฝ้ารอเช่นเดียวกับข้า ใช่หรือไม่? ”

        ซูจิ่นซีกล่าว นางได้เรียนรู้แล้วว่าศิษย์พี่เห็นใจศิษย์น้องหญิงมันเป็นเช่นใด เหล่าบรรดาผู้ชายอวดดีล้วนกล่าววาจายั่วยุฮั่วอวี้เจียว ซูจิ่นซีเห็นแล้วยังมีความสงสาร

        “รอข้ากลับมา! ”

        ซูจิ่นซีพูดอีกครั้งอย่างแผ่วเบา หลังจากที่ปล่อยฮั่วอวี้เจียวไป ซูจิ่นซีก็ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มของผู้ที่เต็มไปด้วยเล่ห์อุบาย

        จากนั้นซูจิ่นซีก็หันหลังเดินลงโรงน้ำชาไป

        ทันใดนั้น ฮั่วอวี้เจียวก็รู้สึกเสียใจที่หลงเดิมพันกับซูจิ่นซี

        นางไม่ควรโอ้อวด ไม่ควรเลย ไม่ควรเลยจริงๆ …

        แม้ว่าตอนนี้ซูจิ่นซีจะยังไม่ได้พูดอันใดเกี่ยวกับเรื่องการสืบสวน ทว่าฮั่วอวี้เจียวกลับรู้สึกว่าต่อหน้าซูจิ่นซี นางไม่สามารถเอาชนะได้เลย

        ซูจิ่นซีช่างน่ากลัวเสียจริง

        น่ากลัวพอๆ กับโยวอ๋อง

        หลังจากร่างของซูจิ่นซีหายไปจากสายตา ทั้งร่างของฮั่วอวี้เจียวก็ราวกับสูญเสียการประคับประคองทั้งหมดอย่างไรอย่างนั้น นางพิงเข้ากับผนังแล้วล้มลงกับพื้นอย่างช้าๆ

        แน่นอนว่าบทสนทนาและสิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่ซูจิ่นซีทำ ฝูงชนที่อยู่ข้างล่างล้วนมองไม่เห็นและไม่ได้ยินอันใดเลยแม้แต่น้อยเนื่องจากปัญหาของระยะห่างและมุมมองที่จำกัด

        ลวี่หลีที่ยืนอยู่ด้านหลังซูจิ่นซี รีบเดินตามหลังนางมาอย่างรวดเร็ว

        สวรรค์!

        มีแต่นางเพียงผู้เดียวหรือไม่ที่รู้สึกว่าท่าทางของพระชายาเมื่อครู่เป็นการลวนลามฮั่วอวี้เจียว?

        วิธีการนั้น แววตานั้น การกระทำนั้น มืออาชีพเสียยิ่งกว่าศิษย์พี่บนหอนางโลมเสียอีก

        ซูจิ่นซีเห็นท่าทางเหมือนจะพูดอันใดของลวี่หลี “มีอันใดก็พูดมาสิ! ”

        ทันใดนั้นดวงตาของลวี่หลีก็เปร่งประกาย นางมองซูจิ่นซีอย่างศรัทธาเป็นอย่างมาก

        “คุณหนู ข้ารู้สึกว่าตอนนี้ท่านช่างแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างยิ่งเพคะ! แม้แต่วิธีแมวไล่จับหนูนี้ ท่านยังสามารถคิดออกมาได้ ช่างไม่ธรรมดาเสียจริง ”

        “แมวไล่จับหนูหรือ? ”

        “ก็คือวิธีการที่ท่านใช้รับมือกับคุณหนูฮั่วอย่างไรเล่าเพคะ! ชัดเจนแล้วว่าท่านสามารถควบคุมคุณหนูฮั่วได้ ทว่ากลับปล่อยนางไปครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ว่าทุกครั้งจะดูเหมือนว่าคุณหนูฮั่วเป็นฝ่ายชนะ ทว่าความจริงแล้วนางอยู่ในกำมือของท่าน นางไม่สามารถเอาเปรียบท่านได้เลยแม้แต่น้อย กลับกันนางยิ่งเสียเปรียบครั้งแล้วครั้งเล่า วิธีการนี้ก็เหมือนที่แมวไล่จับหนู เดิมทีแมวสามารถกินหนูได้เลยทันทีหลังจากที่มันไล่จับหนูได้ ทว่าแมวกลับชอบเล่นสนุกให้หนูตายก่อน แล้วค่อยกิน ทุกครั้งหนูก็คิดว่าหนีรอดจากเงื้อมมือของแมวได้แล้ว และยังคิดว่ามันได้เปรียบแมวอีกด้วย ทว่าที่จริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้นเลย”

        เป็นเช่นนี้หรือ?

        ดูเหมือนจะเป็นเช่นนี้จริงๆ

        ทว่าซูจิ่นซีรับประกันว่า วิธีที่ไร้คุณธรรมเช่นนี้นางไม่ใช่ผู้คิดอย่างแน่นอน

        นางเป็นเด็กดีที่ตั้งใจทำหน้าที่ของตนเอง

        การที่ฮั่วอวี้เจียวโผล่มาด้วยในครั้งนี้ ทำให้ฝูงชนต่างก็ลืมไปชั่วคราวแล้วว่าที่มาหาซูจิ่นซีก็เพื่อมาเจรจาเรื่องการเดิมพัน ดังนั้นเมื่อซูจิ่นซีเดินลงมาจากโรงน้ำชาจึงไม่มีผู้ใดเข้ามาขัดขวาง ซูจิ่นซีจึงขึ้นรถม้าไปได้อย่างราบรื่นยิ่ง

        เมื่อรถม้าออกเดินทาง ทันใดนั้นด้านหลังก็มีเสียงตีกลองดัง “ตูม” จากนั้นก็มีคนเริ่มประกาศข่าวด้วยเสียงอันดังราวกับฟ้าลั่นสนั่นหวั่นไหว

        “ทุกท่าน ข่าวดี ข่าวดีมาก ทุกท่านจะต้องยืนให้นิ่ง อย่าตื่นตระหนกตกใจ ข้าจะประกาศข่าวใหญ่ข่าวหนึ่ง”

        “ข่าวกระไร รีบพูดมาสิ! ”

        “มีคนวางเดิมพันอีกแล้ว! ”

        “โอ๊ย! นึกว่าเป็นข่าวดีอันใด”

        “มีการวางเดิมพันเช่นนี้อยู่ทุกวัน หรือว่าจะมีลูกไม้ใหม่อันใดกันเล่า? ”

        ทุกคนต่างไม่ให้ความสนใจ

        หนุ่มน้อยผู้ประกาศข่าวสารจึงตีกลองอย่างฮึกเหิม พร้อมกับพูดต่อด้วยเสียงที่ทำให้ดูลึกลับว่า

        “คนผู้นี้วางเดิมพันเรื่องฮั่วอวี้เจียวกับพระชายาโยวอ๋อง เดิมพันคือพระชายาโยวอ๋องชนะ”

        “โอ๊ย! ไปทางโน้น อย่ามาขวางทางพวกข้า” ฝูงชนยิ่งไม่ให้ความสนใจ

        คนผู้นี้หากไม่เป็นคนโง่ก็สมองมีปัญหา การวางเดิมพันยุติไปแล้ว ยังจะไปวางเดิมพันอีก คงจะมีการยื่นใต้โต๊ะแลกผลประโยชน์กับเถ้าแก่สนามบ่อนอยู่ไม่น้อยเลยกระมัง?

        ในเมื่อเต็มไปด้วยอุปสรรคนานัปการถึงเพียงนี้ เหตุใดยังเดิมพันข้างซูจิ่นซีอีก?

        ตอนนี้แม้จะยังไม่ถึงช่วงเวลาสุดท้ายในการเปิดผลการเดิมพัน ทว่าผลลัพธ์คืออะไร ยังไม่ชัดเจนอีกหรือ?

        พระชายาโยวอ๋องไม่อาจสืบสวนอันใดได้เลย อีกไม่กี่ชั่วยามยังต้องพาฮองเฮาไปวัดทำพิธีจุดธูปบูชา นางไม่มีเวลาที่จะไปสืบสวนคดีแล้ว

        นางแพ้แน่!

        มีพวกคนดวงซวยจำนวนมากที่พากันลงเดิมพันข้างซูจิ่นซี ตอนนี้ก็แค่เพิ่มมาอีกหนึ่งคนเท่านั้นเอง มีประกาศข่าวดีอันใดกัน

        “ช้าก่อน ทุกท่านอย่าพึ่งไป! ข้ายังพูดไม่จบ! อย่าพึ่งไป! ”

        “ผู้นั้นไม่เพียงแต่เดิมพันข้างพระชายาเท่านั้น ทว่ายังวางเงินเดิมพันถึงสองล้านตำลึงเชียว! ”

        กระไรนะ?

        เงินสองล้านตำลึงอย่างนั้นหรือ???

        ผู้ใดกัน?

        ร่ำรวยเสียจริง!

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน สามพันปีก่อนที่แผ่นดินเทียนเหอจะได้รับการจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ สกุลซู ตระกูลแพทย์ที่เก่าแก่และร่ำรวยแห่งแคว้นจงหนิง ภายในห้องที่รกร้างทรุดโทรมห้องหนึ่ง บุตรสาวคนที่เจ็ด ‘ซูจิ่นซี’ เสื้อผ้าขาดลุ่ย ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลถูกมัดติดกับเสา ข้างกายคือสาวงามนางหนึ่ง นางสวมอาภรณ์หรูหรา ในมือถือกริชค่อยๆ เฉือนลงบนร่างกายของซูจิ่นซี “ไอ้โง่ เจ้ายังไม่ยอมอ้าปากพูดอีกหรือ หยกกิเลนอยู่ที่ใด” ร่างของซูจิ่นซีสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด ทว่าปากก็ยังถูกปิดสนิทให้ไม่สามารถพูดได้แม้แต่คำเดียว ดวงตาสีเข้มมืดมนคลอด้วยหยาดน้ำตา ส่งสายตาวิงวอนต่อสาวงามนางนั้น หญิงสาวยิ้มมุมปากอย่างพอใจแล้วดึงผ้าที่อุดปากซูจิ่นซีออก สาวงามตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “พูด! ” แต่นางกลับคาดไม่ถึงว่าซูจิ่นซีจะร้องไห้ส่งเสียงดังสนั่นราวกับเด็กน้อยขึ้นมา “พี่หญิงเป็นคนหลอกลวง ฮือ…ฮือฮือ…บอกว่าจะให้ข้ากินปลา ท่านพี่หลอกข้า ฮือฮือ ลวี่หลี… ข้าเจ็บเหลือเกิน! ลวี่หลี…ฮือฮือฮือ…ข้าเลือดไหล ลวี่หลี…” ดวงตาส่องประกายของสาวงามหม่นแสงลงทันที กริชในมือยกขึ้นจ่อคอของซูจิ่นซีอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย “หุบปาก! หากยังตะโกนอีก ข้าจะฆ่าเจ้าเสียตอนนี้! ” ซูจิ่นซีหวาดกลัวเสียจนหยุดส่งเสียงร้องไห้ในทันใด อีกทั้งยังมองสาวงามด้วยแววตาขยาด ทว่าในขณะที่ดวงตาอันสับสนของซูจิ่นซีมองทะลุผ่านสาวงามไปยังบุรุษผู้มีรังสีมืดมนบนเก้าอี้ไม้จันทน์สีแดงแปดเหลี่ยมข้างหลังนาง ซูจิ่นซีก็รู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา

Comment

Options

not work with dark mode
Reset