สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน – ตอนที่ 21 ซูจิ่นซีเจ้ายังไม่ขึ้นมาอีก

        สุริยันสาดแสงสีแดงเจิดจ้าในยามเช้า ผ่านหยกขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่เหนือชายคาของตำหนักฝูอวิ๋น ทั่วทั้งเรือนชิงโยวถูกแสงสะท้อนผ่องรัศมีงดงามเสียจนผู้คนไม่อาจที่จะลืมตาได้

        ทว่าสิ่งที่งดงามกว่าแสงอาทิตย์นั้นก็คือเทพผู้สูงศักดิ์ที่ประทับอยู่ในเรือนชิงโยวอันเงียบสงบนั้น

        เยี่ยโยวเหยานั่งเงียบๆ จิบชาอยู่ตรงกลางของเรือนชิงโยว

        เสื้อคลุมสีฟ้าครามพร้อมเข็มขัดหยกสีขาวราวหิมะผูกรอบเอวดูขาวสะอาด ผ้าไหมสามพันปีสีกรมท่าทาบทับแนวบ่าไม่มีแม้ร่องรอยปมผูกใดๆ เขายกถ้วยน้ำชาชิดริมฝีปากอย่างสง่างาม

        ภาพวาดนั้นงดงามเสียจนผู้คนไม่อาจกล้าที่จะลืมตาจ้อง มองราวกับว่าการมองเพียงแวบเดียวก็ถือเป็นการดูหมิ่นบุรุษผู้สูงศักดิ์ดุจดังเทพเจ้า

        ซูจิ่นซีจ้องมองด้วยความเหม่อลอย ดวงตาของนางเบิกกว้างอย่างตกตะลึง แม้กระทั่งน้ำลายของนางก็ไหลย้อยลงมา

        “พระชายาเพคะ? ”

        แม่นมฮวามองไปที่ซูจิ่นซี นางเม้มริมฝีปาก ยิ้มกรุ้มกริ่มขึ้นมาทันที

        “หือ? ”

        ซูจิ่นซีกลับมามีสติอีกครั้ง นางเช็ดน้ำลายบนคางอย่างเขินอายแล้วตะโกนว่า “เยี่ยโยวเหยา” พร้อมทั้งวิ่งลงไปชั้นล่าง

        แม่นมฮวาที่อยู่ข้างหลังตกใจอย่างมาก “ว้าย พระชายาเพคะ ท่านยังไม่ได้ใส่รองพระบาทเลยเพคะ! รองพระบาทของท่าน… ”

        “เยี่ยโยวเหยา ท่านกลับมาแล้วหรือ? ในที่สุดท่านก็กลับมา! ”

        พอคิดว่าเยี่ยโยวเหยากลับมาแล้ว สามารถที่จะไปหนานย่วนเป็นเพื่อนนางได้แล้ว นางไม่จำเป็นต้องไปเผชิญหน้ากับเฉินไท่เฟยเพียงผู้เดียว ซูจิ่นซีก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง ในระหว่างนี้เรื่องทั้งหมดก็โยนไว้ภายหลังเสีย

        ทว่าตอนที่นางยืนอยู่ต่อหน้าเยี่ยโยวเหยานั้น ซูจิ่นซีก็ได้กลิ่นน้ำหอมหลงเซียนที่คุ้นเคยบนร่างกายของเยี่ยโยวเหยา ระบบถอนพิษส่งเสียง “ปี๊บปี๊บปี๊บ” โดยทันที เมื่อนางได้ยินเสียงเตือนรายงานพิษที่คุ้นเคยบนร่างกายของเยี่ยโยวเหยา ซูจิ่นซีจึงนึกถึงบางสิ่งบางอย่างได้ เรื่องที่ว่าก็คือเหตุการณ์ที่ตนกระทำกับบุรุษตรงหน้าในสวนดอกไม้หลังจวนสกุลซู

        นางหยุดเดินในทันที แก้มของนางแดงก่ำ มือของนางอ่อนแรงทิ้งลงข้างลำตัวอย่างผิดปกติและศีรษะก็ก้มต่ำลง

        เขินอาย รู้สึกผิด หรือแม้กระทั่งหวาดกลัว เมื่อนึกถึงความโกรธแค้น รังสีเดือดดาลและท่าทางดุร้ายของบุรุษผู้นี้ในคืนอภิเษกสมรส หากบอกกล่าวให้เขารู้ว่านางทำอันใดกับเขาไว้ นางอาจต้องตายอย่างอนาถใช่หรือไม่?

        ซูจิ่นซีก้มศีรษะลง ตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง จึงไม่สามารถมองเห็นปฏิกิริยาของทุกคน

        เมื่อองครักษ์พบเห็นซูจิ่นซีในเวลานี้ พวกเขาก็ต้องหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว

        เยี่ยโยวเหยาลืมตาขึ้นและเหลือบมองไปที่ซูจิ่นซี คิ้วบนใบหน้าของธารน้ำแข็งหมื่นปีขมวดเข้าหากันแน่น

        ซูจิ่นซีสวมเพียงเสื้อคลุมด้านใน หรือที่เรียกว่าชุดนอน เท้านางเปล่าเปลือย ผมเผ้ายุ่งเหยิง แม้กระทั่งก่อนหน้านี้บนใบหน้ายังเช็ดน้ำลายออกไม่หมด มีแม้กระทั่งน้ำลายบนดวงหน้าของนางที่ยังไม่ได้เช็ดทำความสะอาด สภาพเช่นนี้แทบจะไม่ได้รักษาภาพลักษณ์ไว้เลย

        สตรีสติไม่สมประดีผู้นี้ ที่แท้ก็โง่เขลาถึงเพียงนี้เชียวหรือ

        ซูจิ่นซีดูเหมือนจะตระหนักได้ว่าภาพลักษณ์ของนางแทบไม่เหลือเสียแล้ว นางถูสองเท้าของนางเข้าด้วยกันอย่างไม่สบายใจ แต่นางก็ไม่กล้าเงยหน้ามองขึ้นไปยังเยี่ยโยวเหยา

        “นี่มันครึ่งชั่วยามแล้ว ไปจัดการทำตนเองให้สะอาดสะอ้านเสีย มิเช่นนั้นก็ออกไปจากเรือนชิงโยวนี่! ”

        เยี่ยโยวเหยามีนิสัยรักความสะอาดเป็นอย่างยิ่ง การแสดงออกบนใบหน้าบ่งบอกว่าขยะแขยงเป็นที่สุด กระทั่งไม่อยากชายตามองใบหน้าของซูจิ่นซีเลยสักนิด

        “เพคะ! ”

        ซูจิ่นซีดั่งผู้ที่ได้รับการปล่อยตัว รีบหันหลังกลับมาราวกับกำลังหลีกเลี่ยงหมาป่าร้ายตัวใหญ่ นางวิ่งไปที่เรือนอวิ๋นไคทันที หากถามว่าตอนนี้นางอึดอัดเพียงใด สามารถดูได้จากท่าทางการวิ่งว่ามือและเท้าของนางประสานทิศทางกันอย่างไร

        พอกลับมาถึงเรือนอวิ๋นไค หัวใจของซูจิ่นซีก็ยังคงเต้น “ตึกตึกตึก”  ไม่เป็นจังหวะ

        แม่นมฮวาและลวี่หลีเลือกเครื่องประดับ เสื้อผ้า และเครื่องสำอางให้ซูจิ่นซี พวกนางถามความคิดเห็นของซูจิ่นซีเป็นครั้งคราว ทว่าจิตใจของนางไม่ได้อยู่กับสิ่งเหล่านี้เลย

        นางเอาแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในสวนหลังจวนสกุลซูในวันนั้น คิดสงสัยว่าเยี่ยโยวเหยาจะรับรู้หรือไม่ว่านางคือผู้ที่กระทำเขาในวันนั้น

        ตามหลักแล้วแสงในคืนนั้นแย่มาก หากไม่ใช่เพราะกลิ่นน้ำหอมหลงเซียนที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาและพิษที่ระบบถอนพิษตรวจพบได้ นางก็ไม่มีทางรู้ด้วยซ้ำว่าผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำมือของตนคือเยี่ยโยวเหยา ตอนนั้นเยี่ยโยวเหยาอ่อนแอจึงกลายเป็นเช่นนั้น กระทั่งช่วงเวลาระหว่างนั้นเพราะนางคลุ้มคลั่งจนเกินไปจึงทำให้เขาหมดสติ ไม่มีเหตุผลใดจะดีไปกว่าความทรงจำและสายตาของนางเองอีกแล้ว

        ท้ายที่สุดซูจิ่นซีตั้งใจแน่วแน่ที่จะให้กำลังใจตนเอง เยี่ยโยวเหยาตอนนี้อาจยังไม่ทราบเป็นแน่ มิฉะนั้นอิงตามความน่ากลัวอันรุนแรงของเยี่ยโยวเหยาและรัศมีการสังหารนั่น นางคงถูกหามส่งมัจจุราชตั้งแต่ครานั้นเสียแล้ว

        “ใช่แล้ว เยี่ยโยวเหยา เขาไม่ทราบอย่างแน่นอน! ”

        ซูจิ่นซีพยักหน้าอย่างแรง

        “พระชายา ท่านเอ่ยสิ่งใดหรือเพคะ? สิ่งใดที่ท่านอ๋องไม่ทราบหรือเพคะ? ”

        ใบหน้าของแม่นมฮวาเต็มไปด้วยความสงสัย

        ซูจิ่นซีกลับมามีสติอีกครั้ง

        “ไม่มี ไม่มีอันใด”

        แม่นมฮวาไม่กังวลเรื่องนี้มากนัก นางถือปิ่นปักผมสีแดงที่งดงามยิ่งสองอันมาวางไว้ข้างหน้าซูจิ่นซี

        “พระชายา ท่านดูสิเพคะ ชอบปิ่นอันใดมากกว่ากันหรือเพคะ? ”

        ซูจิ่นซีเหลือบมองในกระจก เกือบจะตาบอดกับรูปลักษณ์ของนางในตอนนี้

        ไม่พูดไม่ได้ว่าใบหน้าที่ไม่มีรอยพิษแล้วของเจ้าของร่างเดิมช่างงดงามเสียจริง  หญิงงามสมัยก่อนเทียบกับหญิงศัลยกรรมในสมัยนี้แล้วสวยกว่าหลายเท่า ทั้งตา จมูก ปาก คิ้ว ใบหน้า และผิว ล้วนแต่เกิดมามีมาตรฐาน

        เมื่อรวมกับกระโปรงสีฟ้าที่ใส่อยู่แล้ว แม้แต่ตนเองยังตกหลุมรักตนเองเลยจริงๆ ให้ตายสิ

        แม้จะเต็มไปด้วยเครื่องประดับที่ยากจะหลีกเลี่ยง ใส่จนเกินความพอดีไปมากนี้ ในฐานะหมอพิษ ซูจิ่นซีไม่ชอบใส่เครื่องประดับเสียเท่าไร

        ซูจิ่นซีไม่ได้เลือกปิ่นสีแดงของแม่นมฮวา ทว่านางกลับหยิบปิ่นสีเงินเรียบง่ายในกล่องเครื่องประดับแล้วนำมาเสียบที่ผมของตน

        “อันนี้แล้วกัน! ”

        เยี่ยโยวเหยาให้เวลานางครึ่งชั่วยาม ซูจิ่นซีโดยปกติแล้วอยู่แต่ในเรือนอวิ๋นไคไม่ค่อยรับรู้เรื่องราวอันใด

         ความมั่นใจที่แน่วแน่ของนางก่อนหน้านี้ที่คิดว่าเยี่ยโยวเหยาไม่ทราบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในสวนหลังจวนสกุลซูนั้นนางเป็นผู้กระทำ จึงทำให้นางสามารถยืนต่อหน้าเยี่ยโยวเหยาได้อย่างเข้มแข็ง ไม่ขี้ขลาดเหมือนในคราแรก ทว่าในใจยังคงรู้สึกผิดและรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย

        “ท่านอ๋อง ข้าจัดการตนเองเรียบร้อยแล้ว ท่านว่าเรียบร้อยดีหรือไม่เพคะ? ”

        เยี่ยโยวเหยาเงยศีรษะขึ้นจากถ้วย จ้องมองไปที่ซูจิ่นซี หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ลุกยืนขึ้น ไม่เอ่ยสิ่งใดกับนางแม้แต่น้อย แล้วเดินไปด้านนอกของเรือนชิงโยว

        ซูจิ่นซีรู้สึกราวกับถูกทิ้ง เจ้าหน้าน้ำแข็งนี่น่าเบื่อเสียจริง ช่วยแสดงความคิดเห็นหน่อยจะตายหรืออย่างไร?

        แม่นมฮวาที่ยืนอยู่ที่ประตูของเรือนอวิ๋นไค มองด้านหลังของซูจิ่นซีและเยี่ยโยวเหยาที่เดินออกจากเรือนชิงโยวไป นางปิดปากยิ้มร่าอย่างมีความสุข

        “ฝ่าบาทเอง หลายปีมานี้ สาวงามประดุจดอกไม้มากมายเท่าไรมาหลงรัก แต่ไหนแต่ไรก็ไม่ยอมแม้แต่จะมองพวกนาง เมื่อสักครู่กลับมองพระชายาด้วยแววตาเช่นนั้น ฮ่าฮ่าฮ่า ราวกับนัยน์ตาถลนเสียจนจะหลุดออกมา”

        ซูจิ่นซีเดินตามเยี่ยโยวเหยาออกจากจวน พ่อบ้านก็ได้เตรียมรถม้าเอาไว้ให้แล้ว

        เยี่ยโยวเหยายังคงไม่คุยกับซูจิ่นซีแม้แต่คำเดียว ทำเพียงมุ่งตรงไปขึ้นรถม้าเท่านั้น

        ซูจิ่นซียืนอยู่ตรงหน้ารถม้า จ้องมองม่านบนรถที่มีสัญลักษณ์ของจวนอ๋องโยวแล้วภายในใจว้าวุ่นอุตลุดเป็นอย่างยิ่ง

        แม้ว่านางจะไม่กลัวเยี่ยโยวเหยาแล้ว ทว่ารัศมีความน่ากลัวของบุรุษผู้นี้มหาศาลเสียจริงเชียว

        เดินจากเรือนชิงโยวไปหน้าประตูไม่ไกลเท่าใด แม้ว่านางจะเดินตามหลังเขา ทว่ากลับถูกกดดันจนทนไม่ไหวเสียแล้ว และบัดนี้คาดไม่ถึงว่ากำลังจะได้นั่งรถม้าคันเดียวกันกับเขาอีก จะให้นางกดดันจนตายเลยหรืออย่างไรกัน?

        แต่เหมือนว่าซูจิ่นซีจะไม่มีทางเลือก

        “ซูจิ่นซี เหตุใดเจ้ายังไม่ขึ้นมาอีก! ”

        เสียงโกรธเคืองเล็กน้อยของเยี่ยโยวเหยาดังมาจากในรถม้า

        ร่างกายที่ยังหลงเหลือความหวาดกลัวต่อเยี่ยโยวเหยาของซูจิ่นซีนั้นตกใจจนสะดุ้งตัวโยน

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน สามพันปีก่อนที่แผ่นดินเทียนเหอจะได้รับการจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ สกุลซู ตระกูลแพทย์ที่เก่าแก่และร่ำรวยแห่งแคว้นจงหนิง ภายในห้องที่รกร้างทรุดโทรมห้องหนึ่ง บุตรสาวคนที่เจ็ด ‘ซูจิ่นซี’ เสื้อผ้าขาดลุ่ย ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลถูกมัดติดกับเสา ข้างกายคือสาวงามนางหนึ่ง นางสวมอาภรณ์หรูหรา ในมือถือกริชค่อยๆ เฉือนลงบนร่างกายของซูจิ่นซี “ไอ้โง่ เจ้ายังไม่ยอมอ้าปากพูดอีกหรือ หยกกิเลนอยู่ที่ใด” ร่างของซูจิ่นซีสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด ทว่าปากก็ยังถูกปิดสนิทให้ไม่สามารถพูดได้แม้แต่คำเดียว ดวงตาสีเข้มมืดมนคลอด้วยหยาดน้ำตา ส่งสายตาวิงวอนต่อสาวงามนางนั้น หญิงสาวยิ้มมุมปากอย่างพอใจแล้วดึงผ้าที่อุดปากซูจิ่นซีออก สาวงามตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “พูด! ” แต่นางกลับคาดไม่ถึงว่าซูจิ่นซีจะร้องไห้ส่งเสียงดังสนั่นราวกับเด็กน้อยขึ้นมา “พี่หญิงเป็นคนหลอกลวง ฮือ…ฮือฮือ…บอกว่าจะให้ข้ากินปลา ท่านพี่หลอกข้า ฮือฮือ ลวี่หลี… ข้าเจ็บเหลือเกิน! ลวี่หลี…ฮือฮือฮือ…ข้าเลือดไหล ลวี่หลี…” ดวงตาส่องประกายของสาวงามหม่นแสงลงทันที กริชในมือยกขึ้นจ่อคอของซูจิ่นซีอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย “หุบปาก! หากยังตะโกนอีก ข้าจะฆ่าเจ้าเสียตอนนี้! ” ซูจิ่นซีหวาดกลัวเสียจนหยุดส่งเสียงร้องไห้ในทันใด อีกทั้งยังมองสาวงามด้วยแววตาขยาด ทว่าในขณะที่ดวงตาอันสับสนของซูจิ่นซีมองทะลุผ่านสาวงามไปยังบุรุษผู้มีรังสีมืดมนบนเก้าอี้ไม้จันทน์สีแดงแปดเหลี่ยมข้างหลังนาง ซูจิ่นซีก็รู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา

Comment

Options

not work with dark mode
Reset