สามีบอสของฉันทั้งเลวทั้งซื่อ – ตอนที่ 124 เธอมีโอกาสมากที่จะไม่ได้ป่วย

โรงพยาบาลใจกลางเมืองหรง

ซูสือเยว่นั่งลงบนเก้าอี้ มองผู้เชี่ยวชาญหลายท่านที่อยู่ตรงหน้าไปด้วยความตื่นเต้น

“สือเยว่ คุณไม่ต้องกังวลไปหรอก”

ไป๋ยู่หนานนั่งยิ้มอยู่ระหว่างกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ “คุณทำตัวสบายๆหน่อย”

“ท่านเหล่านี้ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านประสาทวิทยาที่มีอำนาจมากที่สุด”

“ท่านนี้เป็นท่านที่ให้เกียรติบินมาจากต่างประเทศโดยเฉพาะ เป็นผู้เชี่ยวชาญของสถาบันจิตรเวชที่มีชื่อเสียงของต่างประเทศ เคยได้รับรางวัลใหญ่ระดับโลกมาด้วย”

“ท่านนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานทางด้านจิตเวชมาสี่สิบกว่าปี ผู้ป่วยทั่วไป แค่มองเขาก็รู้เลยว่าอาการเป็นอย่างไร”

“ท่านนี้ ท่านนี้นั้นสุดยอดยิ่งกว่า ท่านนี้ก็คือหมอหานหยุนเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการวิจัยทางจิตเวชที่ยังเด็กที่สุดในเมืองหรง เพิ่งจะสามสิบปีเอง”

“เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเขาเพิ่งจะได้รับการเชิญไปเข้าทำงานที่ใหญ่หลายแห่งทั่วโลก”

พูดจบ ไป๋ยู่หนานยังมองใบหน้าของซูสือเยว่ไปอย่างเอาใจใส่กันเป็นอย่างมาก “คุณดูสิ ผู้เชี่ยวชาญมากมายกำลังตรวจดูอาการให้คุณอยู่ คุณจะต้องผ่อนคลาย!”

ซูสือเยว่ “…”

เธอกวาดสายตามองคุณหมอผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านที่อยู่ตรงหน้าไปเงียบๆ

ไป๋ยู่หนานไม่แนะนำสถานะของพวกเขาก็ดีอยู่หรอก พอเขาแนะนำมา…เธอก็ยิ่งกังวลขึ้นกว่าเดิม

หญิงสาวเม้มริมฝีปากออกมา น้ำเสียงที่เป็นกังวลก็ได้เริ่มสั่นออกไปมา “ท่านผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายสวัสดีค่ะ”

“สวัสดี”

ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสที่เป็นผู้นำดันแว่นเล็กน้อย “พวกเรามาเริ่มกันเถอะ”

ซูสือเยว่ผ่อนลมหายใจออกมา “ค่ะ”

แต่เดิมเธอนึกว่าการตรวจอาการในครั้งนี้เหล่าผู้เชี่ยวชาญจะถามคำถามที่ดุเดือดเธอมาหลายคำถาม

แต่ว่าท่าทีของเหล่าผู้เชี่ยวชาญที่อ่อนโยนอย่างมาก

พวกเขาจะถามรายละเอียดในชีวิตประจำวันของเธอ ถามเธอเกี่ยวกับสังคม ครอบครัว ความรัก ความรักระหว่างคนในครอบครัว และความคิดกับแผนการในเรื่องของงาน

ตอนที่เริ่มซูสือเยว่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่เธอก็ได้ผ่อนคลายขึ้นมาทีละนิดๆ และได้พูดคุยกับเหล่าผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายไปอย่างเพลิดเพลินอย่างมาก

สุดท้าย คุณหมอหนุ่มที่ชื่อว่าหานหยุนคนนั้นมองหน้าของซูสือเยว่ ถามคำถามที่รุนแรงมากกับเธอมาคำถามนึง

“เรื่องที่คุณรู้สึกเสียใจภายหลังมากที่สุดในชีวิตก็คือเรื่องเมื่อห้าปีก่อนที่ได้ทำเรื่องที่ไม่ควรทำเพื่อผู้ชายคนหนึ่งไป ใช่มั้ยครับ?”

ซูสือเยว่กัดริมฝีปาก พร้อมกับพยักหน้าออกมา

“แล้วเรื่องที่ไม่ควรทำเรื่องนี้ สามารถลองพูดออกมาให้ละเอียดหน่อยได้มั้ยครับ?”

“ตกลงแล้วตรงไหนที่ทำให้คุณคิดว่าไม่ควรทำ จุดที่คุณรู้สึกเสียใจที่ได้ทำมันลงไปมันอยู่ตรงส่วนไหน เรื่องนี้มีผลกระทบต่อคุณในตอนนี้มากหรือเปล่า?”

ซูสือเยว่เลิกสายตาขึ้น สบตาเข้ากับหานหยุน “หมอหานหยุนจะต้องพูดเหรอคะ?”

“พวกเราเป็นหมอ”

หานหยุนยักไหล่ออกมาเล็กน้อย ริมฝีปากประดับไปด้วยรอยยิ้มจางๆ “กับหมอนั้นไม่มีอะไรให้ต้องปิดบังกัน”

ซูสือเยว่สูดหายใจเข้าลึกๆ มองไป๋ยู่หนานที่อยู่ข้างๆไปแวบนึง

เธอลังเลอยู่สักพัก สุดท้ายก็เลือกที่จะเอ่ยออกไปเงียบๆ

“ฉันไปคลอดลูกให้คนอื่น”

คำพูดประโยคนี้ ทำให้ผู้ชายทั้งสี่คนในที่แห่งนั้นตกอยู่ในความเงียบขึ้นมาทันที

ไม่ต้องพูดถึงผู้เชี่ยวชาญทั้งสาม แม้แต่ไป๋ยู่หนานที่อยู่ข้างๆ บนใบหน้าก็ได้เต็มไปด้วยความตกตะลึงออกมาเช่นเดียวกัน

มือทั้งสองข้างของซูสือเยว่กัดหมัดแน่นอยู่ข้างๆลำตัว

เธอเลิกสายตาขึ้นมองพวกเขา “ยังต้องการให้ฉันพูดต่ออีกหรือเปล่าคะ?”

หานหยุนมองผู้ชายทั้งสามคนที่อยู่ข้างๆไปแวบนึง จากนั้นก็หรี่ตาออกมา “คุณเกลียดตัวเองในตอนนั้นหรือเปล่าครับ?”

“ถ้าให้โอกาสให้คุณได้เลือกอีกครั้ง คุณจะเปลี่ยนสิ่งที่เลือกหรือเปล่า?”

ซูสือเยว่ส่ายหน้าออกมาเล็กน้อย

“ฉันไม่เกลียด และก็ไม่มีทางจะเปลี่ยนตัวเลือก”

“เพราะว่าตอนนั้นฉันรักเฉิงเซวียน ฉันสามารถทำอะไรเพื่อเขาได้ทุกอย่าง”

“ฉันในตอนนั้นยังเด็ก โง่เขลา ตาบอด”

“ขอเพียงแค่เป็นสิ่งที่ทำเพื่อเฉิงเซวียนแล้ว ไม่ว่าดี หรือเลว ฉันก็จะช่วยเขาอย่างสุดกำลังของฉัน”

“สิ่งที่รู้สึกเสียใจขึ้นมาในตอนนี้มีเพียงแค่เกลียดตัวเองในตอนนั้นที่โง่เกินไป”

“ถ้าย้อนกลับไปอีกครั้ง ฉันคงจะยังคงโง่อย่างนั้นอยู่ดี”

“นี่คือประสบการณ์ช่วงหนึ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของฉัน เสียใจก็เสียใจอยู่ แต่มันก็ไม่มีทางจะเปลี่ยนไปได้”

คำพูดของหญิงสาวได้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามคนในที่แห่งนั้นตกอยู่ในความเงียบกันไปทันที

ผ่านไปได้ครู่ใหญ่ๆ ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นผู้นำในครั้งนี้ก็ได้ดันแว่นที่อยู่บนสันจมูกไปเล็กน้อย “ซูสือเยว่ คุณมีชีวิตอยู่อย่างเข้าใจหลักการความเป็นจริงได้โดยธรรมชาติเลย”

ไป๋ยู่หนานลุกขึ้นมาทันที “งั้นคุณว่าสภาพจิตใจของซูสือเยว่ มันใช่…”

“สภาพจิตใจของเธอดีมาก”

หานหยุนหรี่ตามองหน้าของซูสือเยว่ “เธอไม่เพียงจะไม่มีปัญหาในตอนนี้ เมื่อก่อนหน้านี้ก็คงจะไม่มีปัญหาด้วยเหมือนกัน”

ไป๋ยู่หนานนิ่งอึ้งไป “หมายความว่าอะไร?”

หานหยุนก้มหน้าลงจัดเรียงข้อมูล เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ถ้าเอาบันทึกการออกจากโรงพยาบาลกับการเข้ารักษาตัวเมื่อตอนนั้นของเธอมาวิเคราะห์ดูแล้ว ตอนที่จิตใจของเธอเกิดปัญหา มันเป็นช่วงหลังจากที่เธอเกิดลูกพอดี”

“เรื่องนี้มันก็ประจวบเหมาะเข้ากับช่วงที่เธอได้สูญเสียความทรงจำไปด้วย”

ไป๋ยู่หนานเม้มริมฝีปากออกมา “แต่ว่า…”

“ต้องรู้ว่า จิตใจของคนคนหนึ่งเกิดปัญหาขึ้นมานั้นจะต้องมีปัจจัยนำพาที่ชัดเจนมาสักอย่างนึง”

“ตอนนี้ดูเหมือนว่า เมื่อห้าปีก่อนตอนที่ซูสือเยว่เพิ่งจะป่วย ไม่เพียงแต่จะไม่มีจุดที่จิตใจแตกสลาย แต่ยังเต็มไปด้วยความหวังต่ออนาคตอีกด้วย”

“เธอรู้ว่าลูกของเธอไม่ได้เป็นของเธอ อีกทั้งถึงแม้ว่าจะไม่เต็มใจจะปล่อยลูกไปแต่เธอก็เฝ้าคอยว่าลูกจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องการเผชิญหน้ากับเธอได้มากกว่า”

“เธอเฝ้าหวังว่าจะสามารถทำอะไรเพื่อลูกของเธอได้บ้าง เฝ้าหวังว่าจะสามารถมีชีวิตที่ดีกว่าได้”

“ผมไม่เจอจุดที่เธอจะเสียการควบคุมทางอารมณ์จนถึงกับเสียสติอะไรเลย”

พูดจบ หานหยุนเลิกสายตาขึ้นมามองผู้เชี่ยวชาญอีกสองท่าน “ทั้งสองท่านคิดว่ายังไงครับ?”

ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองท่านเองก็ส่ายหน้ากันออกมาตามๆกัน “ถึงแม้ว่าปัจจัยของผู้ป่วยจะมีเยอะมาก”

“แต่คนมองโลกในแง่ดีอย่างคุณซู ตามหลักแล้ว ถ้าไม่เจอกับการโจมตีที่รุนแรงและความรู้สึกแตกสลายแล้ว จะไม่มีทางป่วยได้เลย”

“ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เธอก็มีท่าทางที่สงบและร่าเริง และก็ไม่เจอเงามืดที่เคยทำให้ป่วยด้วยเหมือนกัน”

ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามคนให้ผลลัพธ์ออกมา ทำให้ไป๋ยู่หนานขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น

เขาเคยคิดว่าสภาพจิตใจของซูสือเยว่ในตอนนี้คงจะไม่มีปัญหาแล้ว แต่เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่า ผู้เชี่ยวชาญจะปฏิเสธเรื่องการป่วยเมื่อห้าปีก่อนของซูสือเยว่มาทั้งหมด

แต่ว่า ถ้าเมื่อห้าปีก่อนซูสือเยว่ไม่ได้ป่วยจริงๆ แล้วรูปกับบันทึกการตรวจอาการพวกนั้นมันเรื่องอะไรกัน?

“มันสามารถปลอมแปลงขึ้นมาได้”

หานหยุนอธิบายข้อสงสัยของเขาออกมาด้วยรอยยิ้มจางๆ “ภาพเหล่านั้นที่คุณเห็นเป็นสภาพที่เธอเสียสติออกมา”

“แต่ อาศัยเพียงแค่สภาพที่เธอดิ้นรน ร้องไห้ตะโกนออกมา มันสามารถยืนยันว่าเธอเสียสติได้จริงๆงั้นเหรอ?”

“ถ้าเธอร้องไห้โวยวายออกมาเพียงเพราะว่าไม่อยากอยู่ที่โรงพยาบาลบ้าล่ะ?”

“ถ้าเธอเพียงแค่ไม่อยากให้มีใครมาแตะต้องเธอเพราะว่าไม่พอใจล่ะ?”

“ทั้งหมดมันก็มีโอกาสที่จะเป็นไปได้ทั้งนั้น”

หานหยุนเอาหนังสือการวินิจฉัยส่งไปให้ไป๋ยู่หนาน หันไปหยิบนามบัตรใบหนึ่งจากในกระเป๋าส่งไปให้กับไป๋ยู่หนาน แล้วก็ได้เอาออกมาอีกใบยื่นไปให้กับซูสือเยว่ “ถ้าพวกคุณสืบเรื่องเมื่อห้าปีก่อนต่อไป แล้วต้องการความช่วยเหลือก็บอกมาได้เลย”

“ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าที่เมืองหรงมีคนแบบไหนที่สามารถขังคนปกติอยู่ในโรงพยาบาลบ้าอย่างใจกล้าและไม่เกรงกลัวอะไรได้อย่างนี้”

พูดจบ เขาก็ผันร่างเดินออกไป

ซูสือเยว่มองจ้องนามบัตรไปอย่างเหม่อลอย

ไป๋ยู่หนานย่นคิ้วออกมา “สือเยว่…”

“สุดท้ายก็ยังเป็นเด็กหนุ่มอยู่ดี”

ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสทั้งสองคนที่อยู่ข้างๆได้ทอดถอนหายใจออกมานิ่งๆ “ตอนพวกเรายังหนุ่มๆก็เกลียดเรื่องไม่ดีเหมือนกับเกลียดศัตรูเลยเหมือนกัน”

“ตอนนี้แก่แล้ว จัดการไม่ไหวแล้ว”

“แน่นอนว่าผลการวินิจฉัยของพวกเราเองก็ไม่ได้ถูกต้องเสมอไปเหมือนกัน บางทีตอนนั้นคุณอาจจะเสียสติขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย มันก็เป็นไปได้เหมือนกัน”

“แต่”

ชายชรามองซูสือเยว่ “ผมคิดว่าคุณควรจะตรวจสอบให้ดีๆสักหน่อย หาหมอและพยาบาลที่รักษาให้คุณเมื่อตอนนั้นแล้วถามหาความจริงให้ชัดเจน”

“เพราะถึงยังไงประวัติการป่วยของโรคทางจิตจำพวกนี้ ต่อจากนี้มันจะตามคุณไปตลอดชีวิต มันมีโอกาสที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดที่ไม่จำเป็นได้มากมาย”

ผู้เชี่ยวชาญอีกคนก็ได้ถอนหายใจออกมา “แต่ผมคิดว่าทั้งเสียสติและทั้งเสียความทรงจำไป นี่มันน่าสนใจมากเลย บางทีอาจจะมีใครอยากปกปิดอะไรเอาไว้”

ซูสือเยว่กัดริมฝีปากออกมา มองชายชราทั้งสองคน หัวใจก็สั่นออกมาเล็กน้อย “แต่…ฉันไม่มีความลับอะไรที่จะต้องถูกใครมาทำอย่างนั้น…”

ถ้าจะมี นั่นก็เป็นลูกที่เธออุ้มท้องเมื่อตอนนั้น

สามีบอสของฉันทั้งเลวทั้งซื่อ

สามีบอสของฉันทั้งเลวทั้งซื่อ

หลังข่าวลือที่เสียโฉม ท่านชายฉินโหดร้ายอำมหิต ทำคู่หมั้นตายติดต่อกันสองคน ผู้หญิงทั้งเมืองไม่มีใครกล้าแต่งงานด้วย แต่ซูสือเยว่กลับแต่งสาวน้อย ต่อไปให้ฉันปกป้องเธอเองเพิ่งแต่งงาน เธอก็ถูกลูกน้อยน่ารักน่าหยิกสองคนแย่งกันอย่างคลั่งใคล้ซะแล้ว……

Comment

Options

not work with dark mode
Reset