หมอดูยอดอัจฉริยะ – ตอนที่ 417 พบกับศัตรู (2)

ตอนที่ 417 พบกับศัตรู (2)

ภูเขาฉางไป๋เป็นภูเขาใหญ่ มีเส้นทางเข้าออกได้หลายทาง พวกของตุนจื้อเซินที่จริงแล้วก็ไม่กลัวที่หูหงเต๋อจะตามหาพวกเขาเจอ

เมื่อตาบอดเมิ่งจะให้พวกเขาขึ้นไปในภูเขาต่อ พวกตุนจื้อเซินสองสามคนไม่เห็นด้วย ขายหนังเสือพวกนี้เสร็จไปหาความสุขบนเตียงกับพวกหญิงสาวดีกว่า ดีกว่าที่จะอยู่บนภูเขาแล้วกลายเป็นไอติมแข็งทื่อในภูเขาใหญ่

“มีเงินก็ ก็ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อใช้มันสิถึงจะถูก อยู่ในภูเขานี้ พวกแกคิดว่าจะหนีรอดจากการไล่ฆ่าของไอ้แก่นั่นได้เหรอ?”

เมิ่งตาบอดเหลือบตาขาวมอง แล้วก็หัวเราะเยาะพูดว่า  “ออกไปต้องตายแน่นอน ไม่ดีกว่าเหรอที่จะที่รับมือมันอยู่ในภูเขาใหญ่นี่ ถึงวิชาการต่อสู้ของหูหงเต๋อจะแข็งแกร่ง ฉันเมิ่งตาบอดเองก็โตมาไม่ใช่เพราะกินผักกินหญ้า!”

ครั้งนี้ที่เมิ่งตาบอดลงมือกับหูเสี่ยวเซียน ที่จริงไม่ใช่ว่าต้องการเงิน แต่หูหงเต๋อขัดขวางเขาไม่ให้เขาฆ่าคนและขายสินค้าหลายต่อหลายครั้ง เมิ่งตาบอดวางอุบายที่จะฆ่าเขามานานแล้ว ได้แต่เก็บความแค้นไว้ยังไม่ลงมือ

จริง ๆ แล้วเขาไม่เคยกลัวหูหงเต๋อเลย แต่กับคนที่มาทำลายคาถาของเขา กลับทำให้เมิ่งตาบอดตกใจกลัวจนขวัญผวา รีบเข้ามาหลบซ่อนในภูเขาฉางไป๋

เมิ่งตาบอดได้รับการถ่ายทอดวิชาทรงเจ้า ลัทธิชามันจากตระกูล หลายสิบปีมานี้ก็ไม่รู้ว่ามีคนที่เขาทำให้เสียชีวิตไปแล้วไม่รู้เท่าไหร่ แต่ครั้งนี้เขาไม่เพียงถูกทำลายวิชา แม้แต่คนก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นจะมีความสามารถขนาดไหน

ตุนจื้อเซินมองเมิ่งตาบอดที่สีหน้าเปลี่ยนสี แล้วก็พูดอย่างระมัดระวังว่า “ปู่เมิ่ง พวกเรามาหาเงิน ไม่จำเป็นต้องไปสู้ตายกับไอ้แก่หู นั้นหรอก”

เมิ่งตาบอดส่ายหัว แล้วพูดว่า “พวกแกอยากจะไปก็ไปเลย แต่ฉันจะอยู่ที่นี่ตลอดฤดูหนาวแล้วค่อยออกจากภูเขา!”

“นี่……ปู่เมิ่ง พวก……พวกเราจะออกไปกันได้ยังไง” เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของเมิ่งตาบอด ตุนจื้อเซินและพรรคพวกทันใดนั้นถึงกับตะลึง

พวกเขาอยากออกไป แต่ตอนนี้ได้เดินเข้ามาในป่าลึกของภูเขาฉางไป๋แล้ว ไม่มีเมิ่งตาบอดนำทาง อย่าหวังว่าพวกเขาจะออกไปจากภูเขานี้ได้เลย คงจะต้องหลงทางตายในป่าเก่าแก่แห่งนี้แน่!”

“น้องสอง เปิดหูเปิดตาหน่อย หนังเสือที่อยู่ในมือแกนี้ กลัวว่าวันหลังจะขายไม่ออกเหรอไง”

เมิ่งตาบอดตอนนี้ยังไม่อยากให้ทุกคนแตกคอกัน ใช้น้ำเสียงอ่อนลง พูดให้สถานการณ์คลี่คลายลงว่า

“พวกแกตามฉันมา แค่กำจัดไอ้แก่หูหงเต๋อได้ ต่อไปของที่อยู่ในภูเขาฉางไป๋นี้ ไม่ว่าพวกแกอยากได้อะไรก็ได้แล้วไม่ใช่เหรอ”

ตอนนี้เมิ่งตาบอดกำลังได้รับบาดเจ็บ เขายังแน่ใจว่าจะชนะถ้าหากต้องปะทะกับหูหงเต๋อด้วยปืน ยิ่งกว่านั้นยังมีคนมีฝีมือปริศนาที่ข้างกายหูหงเต๋ออีกคน  ดังนั้นเขาถึงจะเอาพวกตุนจื้อเซินไว้เป็นพวกอยู่ข้างกาย

ก็เหมือนกับหลายๆ คนที่อยู่ในยุทธภพ เมิ่งตาบอดถึงแม้จะสามารถใช้คาถาอาคมได้เป็นอย่างดี แต่ในความคิดของเขาแล้วคิดว่าอานุภาพของอาวุธในปัจจุบันก็ยังอยู่เหนือกว่าคาถาอาคมอีก

มีพวกตุนจื้อเซินอยู่ข้างกาย ถ้าหูหงเต๋อตามมาทัน พอถึงเวลานั้นก็จะกราดยิงให้เรียบ หูหงเต๋อกับผู้ช่วยเขาคนนั้น ถึงแม้จะเป็นเทพเซียนก็คงไม่สามารถหลบหนีความตายได้

“เอาเถอะ ทำตามที่ปู่เมิ่งบอก!”

ตุนจื้อเซินกับลูกน้องสองสามคนจ้องมองซึ่งกันและกัน  แต่ละคนก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เมื่อยังออกไปจากภูเขาใหญ่แห่งนี้ไม่ได้ ก็ได้แต่พยักหน้ารับปากเท่านั้น

ตุนจื้อเซินยังไม่ค่อยเต็มใจ หลังจากที่จ้องมองรอบๆ ก็ปริปากพูดว่า “ใช่ปู่เมิ่ง พวกเราก็ไม่ได้พกอะไรมาเยอะแยะ กลัวว่าจะรับมือตลอดฤดูหนาวไม่ได้นะสิ”

เมิ่งตาบอดได้ยินก็ยิ้มขึ้นมา โบกไม้โบกมือแล้วก็พูดว่า “เรื่องนี้พวกแกไม่ต้องเป็นห่วง ตามปู่เมิ่งอย่างฉันมา รับรองว่าที่พวกแกอยู่ในภูเขาแห่งนี้จะได้กินดีอยู่ดี!”

หลายสิบปีมานี้นักขุดโสมที่ตายในน้ำมือของเมิ่งตาบอด อย่างน้อยๆก็มีเป็นโหล เมิ่งตาบอดกลัวว่าทางรัฐบาลจะตามตัวเขาได้ ก็เลยเตรียมการหาที่หลบซ่อนให้ตัวเองอยู่กลางภูเขา และยังเก็บสะสมของไว้จำนวนมากเพียงพอตลอดเวลา

“พอแล้ว ดื่มเหล้านี้หมดก็ไปนอน พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางแต่เช้า พอถึงที่นั่นก็ปลอดภัยแล้ว!”

ไม่รู้ทำไม ในใจของเมิ่งตาบอดถึงรู้สึกกระวนกระวาย ถ้าไม่ใช่เพราะว่าไม่สามารถเดินทางในตอนกลางคืนได้ละก็ เขาคงออกเดินทางแล้ว ไม่อยากะอยู่ที่นี่แม้แต่วินาทีเดียว

……

“บัดซบเอ๊ย พวกมันเอาบะหมี่ข้าวที่ฉันเก็บไว้เมื่อหลายเดือนก่อนไปหมดเลย!”

หูหงเต๋อจุดตะเกียงในบ้านไม้ หาทุกซอกทุกมุม ทันใดนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไป เป็นดูไม่ได้อย่างมาก

วัตถุประสงค์ของบ้านหลังนี้ ไว้ให้คนเก็บยาได้ใช้พัก ตามกฎระเบียบในภูเขา ถ้ากินอะไรหรือใช้อะไรที่นี่ก็ต้องเอามาเติม เห็นได้ชัดเจนว่า พวกเมิ่งตาบอดกินแล้ว ยังหยิบของที่เหลือไปทั้งหมดอีก ไม่เหลืออะไรไว้ให้คนที่มาทีหลัง

“เหล่าหู อย่าบ่นไปเลย เอาเนื้อแห้งพวกนั้นออกมาสิ กินเสร็จแล้วก็รีบไปพักผ่อน!”

เยี่ยเทียนปรับตัวได้ดี เขาสามารถกินอาหารอันโอชะในภูเขาหรือทะเลได้เหมือนของว่าง ในขณะเดียวกันเขาก็สามารถใช้ชีวิตทั้งวันได้ด้วยการกินน้ำชากินกับข้าวแห้ง โดยเฉพาะพรุ่งนี้ไม่แน่ว่าอาจจะปะปับพวกเมิ่งตาบอดก็ได้ เยี่ยเทียนจึงไม่อยากสิ้นเปลืองพลังงานในการออกไปหาของมากิน

“ถ้าพรุ่งนี้จับพวกมันได้ ฉันจะถลกหนังของพวกมันเอง!”

คนในภูเขาเห็นความสำคัญของกฎเป็นอย่างดี พฤติกรรมของเมิ่งตาบอดถึงกับทำให้หูหงเต๋อโกรธเป็นฟืนเป็นไฟมากกว่าที่เขาทำร้ายหลานของตัวเองเสียอีก การที่พวกเขาหยิบของไปโดยไม่เหลือไว้ อาจจะทำให้คนที่มาทีหลังอดตายได้

ความโหดเหี้ยมของหูหงเต๋อนั่นทำให้เยี่ยเทียนต้องตกใจ ถามว่า “ผมว่านะเหล่าหู ทำอะไรต้องมีทางหนีทีไล่ อย่าทำเกินไป คุณคงไม่ทำจริงหรอกใช่ไหม”

หูหงเต๋อส่ายหน้า พูดว่า “ฉันไม่เคยทำ แต่ฉันเคยเห็น และยังเคยช่วยชีวิตคนมาแล้ว!”

เรื่องจริงหรือเรื่องล้อเล่น เหล่าหู เล่าให้ฟังหน่อยสิ”

หลังจากที่ได้ยินคำพูดของหูหงเต๋อ เยี่ยเทียนก็ได้เห็นธาตุแท้ของเขา ชายชราเคยอยู่ในรังโจร เรื่องที่เกิดกับตัวเขาต้องไม่น้อยอย่างแน่นอน

หูหงเต๋อไตร่ตรองสักพัก ค่อยๆรื้อฟื้นเรื่องในอดีต หลังจากที่คิดสักพักก็ปริปากพูดว่า “ตอนนั้นฉันอายุแปดขวบ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตอนที่หนีออกจากวงล้อมของทหารญี่ปุ่น หิมะในปีนั้น ตกหนักมากกว่าปีนี้……”

คนที่ทรยศหูอวิ๋นเป้า เป็นหนึ่งในหกหัวหน้าหมู่บ้านบนภูเขา เขาถูกทหารญี่ปุ่นจับตอนที่ลงจากเขามาเผาศพลูกชาย เพื่อชีวิตของตัวเองก็เลยต้องกลายมาเป็นผู้ทรยศตลอดชีวิต

ทหารญี่ปุ่นจับลูกและเมียเขาเป็นตัวประกัน แล้วส่งตัวเขากลับขึ้นภูเขา เพื่อป้องกันไม่ให้หูอวิ๋นเป้าจะสงสัย การติดต่อกับทหารญี่ปุ่นก็ติดต่อผ่านน้องชายของเขาแทน

ในวันนั้นคนที่นำทางทหารญี่ปุ่นขึ้นไปบนภูเขา ก็คือน้องชายของเขาเอง แต่เรื่องนี้กลับถูกโก่วซินเจียรู้เสียก่อนเขาจึงถูกจับมัดไว้

ตอนที่ตีฝ่าวงล้อมออกมา ก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่มีคนตายเยอะมาก ตอนหลังก็มีพาคนพาเขามาโดยไม่มีอาการบาดเจ็บใด ๆ เลย แต่สิ่งที่จะเกิดตามมาจากนี้เป็นเหตุที่จะทำให้เขาต้องเสียใจต่อวงศ์ตระกูลของเขาเอง

หลังจากหลุดออกมาจากวงล้อมของทหารญี่ปุ่น หูอวิ๋นเป้าก็ให้คนถอดเสื้อผ้าของคนทรยศออกหมด ขุดหลุมในหิมะ แล้วก็ฝังเขาไว้ด้านใน ให้เหลือแค่หัว

หูอวิ๋นเป้าโกนหัวของคนทรยศด้วยตัวเอง หลังจากนั้นใช้มีดเล็กๆ แหลมคมกรีดรอบๆ หัวของเขาออกมา แล้วให้คนเทปรอทที่ถูกเผาจนร้อนลงไปที่หนังศีรษะของเขา

เนื่องจากปรอทมีน้ำหนักและความหนาแน่นมาก จึงทำให้ผิวหนังและกล้ามเนื้อของเขาแยกออกจากกัน

ความเจ็บปวดทรมานนี้เขากรีดร้องเสียงดังและก็มุดออกมาจากหลุมหิมะ ผิวหนังของเขายังติดอยู่ในหลุม ทั้งตัวเต็มไปด้วยเลือด หลังจากวิ่งออกไปประมาณสิบเมตรเขาล้มลงกองกับพื้น ร้องโหยหวนนานกว่าครึ่งชั่วโมงก่อนตาย

ภาพที่น่ากลัวนี้ ทำให้หูหงเต๋อที่ตอนนั้นอายุแปดขวบลืมไม่ลงไปตลอดชีวิต แต่สำหรับวีรบุรุษอย่างอินทรีย์เนตรทองหูหงเต๋อกลับไม่เคยกลัวเลย

“บัดซบ! พวก……พวกคุณยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า!”หลังจากที่ฟังหูหงเต๋อเล่าแล้ว คนที่กล้าหาญไม่กลัวฟ้ากลัวดินอย่างเยี่ยเทียน ก็อดไม่ได้ที่จะขนลุกขนพอง

การลงโทษให้ตายโดยวิธีนี้ จะทำให้มีแรงกระตุ้นที่รุนแรงทั้งผู้ถูกลงโทษและคนดู  โดยเฉพาะกับคนดูนั้น เกรงว่าทั้งชีวิตจะทำให้ไม่มีวันลืม

เยี่ยเทียนถามตัวเองว่าเขาเองก็เป็นคนโหดร้าย เคยฆ่าคนตายไปหลายสิบคน แต่ให้เขาใช้วิธีนี้ฆ่าคน เยี่ยเทียนก็คงทำไม่ได้อย่างแน่นอน

“เยี่ยเทียน เปลี่ยนเป็นนายหรือฉัน ตอนนั้นก็คงทำแบบนี้!”

หูหงเต๋อไม่เห็นด้วยกับเยี่ยเทียน ส่ายหน้าแล้วก็พูดว่า “ผู้คนที่แย่งกันปีนขึ้นยอดเขา ใครเก่งที่สุดหละ ใครบ้างที่ไม่อยากเป็นที่หนึ่ง หากไม่ลงโทษคนทรยศอย่างนี้ เหล่าพี่น้องก็จะดูถูกและไม่เชื่อฟัง!”

“เนี่ย เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูเหรอ”  เยี่ยเทียนถึงค่อยเข้าใจ

ความจริงก็ต้องเป็นแบบนี้ หลังจากที่หูอวิ๋นเป้าถลกหนังคนทรยศ ไม่มีใครกล้าทรยศเขาอีกเลย ทุกคนจงรักภักดีและเชื่อฟังหูอวิ๋นเป้าตลอดชีวิตของเขา

หลังจากการปลดแอก มีคนเสนอให้จับหูอวิ๋นเป้าในข้อหาว่าเป็นโจร แต่ก็ถูกยับยั้งโดยผู้อยู่เบื้องหลังในระดับสูง หลังจากนั้นเขตภูเขาฉางไป๋ก็ถูกกำหนดให้เป็นเขตหวงห้ามของทหาร

หูหงเต๋อพยักหน้า พูดว่า “ใช่ นั่นเป็นความจริง ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉันก็จะถลกหัวของเมิ่งตาบอด ให้รู้ว่าผลของการทำลายกฎของภูเขานั้นเป็นอย่างไร!”

หลังจากที่ได้ยินคำพูดของหูหงเต๋อ เยี่ยเทียนก็อดที่จะหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ คำพูดของชายชราแม้จะโหดร้าย แต่เขาคงไม่กล้าทำแบบนั้น ชายชราคนนี้ยังคงกลัวเหตุการณ์นั้นอยู่

“เหล่าหู เมื่อเทียบกับพ่อของคุณแล้ว ถือว่าคุณยังเป็นคนดีอยู่!”

ความจริงแล้ว เยี่ยเทียนชอบชีวิตที่เรียบง่ายไม่ผูกมัดกับโลกภายนอก ชีวิตนี้ขอให้มีเหล้า มีเนื้อกินอย่างสบายอกสบายใจ แต่พอเกิดมาชีวิตของเขาก็ต้องเข้ามาแปดเปื้อนกับเลือดมาตลอด

“เฮ้ เธอเลวร้ายยิ่งกว่าพ่อของฉันเสียอีก!”เมื่อเห็นเยี่ยเทียนเปรียบเทียบตัวเองเขาเองกับพ่อของเขา  หูหงเต๋อเหมือนโดนดูถูก

ตามความคิดของหูหงเต๋อ เยี่ยเทียนที่พึ่งเป็นเด็กอายุยี่สิบกว่าที่มีวิทยายุทธอันร้ายกาจติดตัวก็จริง  เกรงว่าเมื่อเห็นเลือดคนคงจะทำอะไรไม่ถูกไปเลย

“เหล่าหู ถ้าผมเกิดในตอนนั้น ไม่แน่ว่าอาจจะแย่งตำแหน่งพ่อของคุณก็ได้นะ!”เยี่ยเทียนยังไม่ยอมรับ ศิษย์พี่ใหญ่มีชื่อเสียงที่โด่งดังขนาดนี้ เยี่ยเทียนจะให้ดูด้อยกว่าได้อย่างไร

“พอแล้ว กินอะไรสักหน่อยก็รีบพักผ่อนเถอะ”

หลังจากเดินขึ้นเขาและบุกป่ามาทั้งวัน หูหงเต๋อก็หมดแรงทนไม่ไหวแล้ว มองไปเยี่ยเทียนที่ยังมีท่าทางฮึกเหิมอยู่     รีบโบกไม้โบกมือแล้วพูดว่า “ฉันรู้ว่าเมิ่งตาบอดอยู่ที่ไหนในในภูเขา พรุ่งนี้พวกเราจะไปทางลัด ไปดักเขาไว้!”

หมอดูยอดอัจฉริยะ

หมอดูยอดอัจฉริยะ

ในยุคสมัยหลังการปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหญ่ ประเทศจีนเริ่มพัฒนาสู่ความทันสมัย ผู้คนต่างหันไปพึ่งวิทยาการตะวันตก ถ้าใครแสดงออกว่าสนใจเกี่ยวกับ “ศักดินางมงาย” อาจมีตำรวจมาเยี่ยมถึงบ้าน เยี่ยเทียน เด็กชายจากหมู่บ้านชาวนาผู้มีชะตาไม่ธรรมดา มีโอกาสได้รับการถ่ายทอดศาสตร์โบราณที่ถูกตีตราว่าล้าหลังและงมงาย เสี่ยงทาย ฮวงจุ้ย คำนวณชะตา โหงวเฮ้ง ทำนายฝัน ดูฤกษ์… เขาจะใช้ทักษะเหล่านี้ (และอื่นๆ) อย่างไรในยุคสมัยเช่นนี้?

Options

not work with dark mode
Reset