หัตถ์เทวะธิดาพญายม – ตอนที่ 229 เพื่อไม่เผลอกัดลิ้น

แววตาแห่งความหมายพิฆาตสะท้อนผ่านเฟิ่งเหลียนอิ่งขึ้นวูบหนึ่งหากทว่ามันกลับเลือนสลาย และถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนบนดวงหน้าอย่างเร็วพลัน

 

“คุณชายซี บังเอิญเสียจริง ไม่คาดคิดเลยว่าท่านจะมาอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน ข้าออกจะแปลกใจยิ่งนักว่าคุณชายซีหาทางเข้ามายังวังจื่อจินนี้ได้เยี่ยงไร ?”

 

เกอซีตอบคำอย่างเฉยชาบนดวงหน้าที่ไร้เศษเสี้ยวแห่งอารมณ์ความรู้สึก “ข้าก็ย่อมมีหนทางของข้า เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเจ้า ?”

 

เฟิ่งเหลียนอิ่งกัดฟันฝืนปล่อยเสียงหัวเราะลอดไรฟันออกมาเล็กน้อย “ทว่าข้ากลับเคยได้ยินมาว่า หากผู้ใดที่ไม่ใช่ผู้เยี่ยมยุทธซึ่งมีพลังฝีมือสูงกว่าขั้นปฐพีสะท้านสะเทือนย่างกรายเข้าสู่ขอบเขตอาณาจักรกำบัง ร่างของคนผู้นั้นย่อมฉีกขาดไม่เหลือชิ้นดี การที่เจ้าสามารถเข้ามาสู่ขอบเขตถึงเพียงนี้ได้ย่อมมีความสามารถเหนือปกติทั่วไป”

 

ผู้รับฟังกำลังแทบจะหมดความอดทน “เมื่อเทพธิดาบัวเยือกแข็งสามารถเข้ามาในที่นี้ได้ เหตุใดข้าจะเข้ามาไม่ได้เล่า”

 

เฟิ่งเหลียนอิ่งทำเอียงอายพลางเอ่ยตอบ “เป็นท่านพี่ยวี่ที่ช่วยให้ข้าสามารถเข้ามาถึงใจกลางอาณาจักรกำบังแห่งนี้ได้ เขาตระเตรียมเรื่องนี้ให้ข้ามาเนิ่นนานหลายปี รอเพียงให้อาณาจักรกำบังเผยออกมาเท่านั้น เราก็จะสามารถเข้ามาตามล่าหาสมบัติล้ำค่าทั้งหลาย หากทว่าสิ่งที่พี่ยวี่ปรารถนาอย่างยิ่งใหญ่เหนือกว่าการได้ครอบครองทรัพย์สมบัติใดนั้นคือ เขาย่อมหวังให้ข้าสามารถเข้าวังจื่อจิน และได้รับช่วงเป็นผู้สืบทอดวังรุ่นต่อไป”

 

กล่าวจบ นางกลับชะงักไปครู่หนึ่งก่อนน้ำเสียงจะถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นสำเนียงเสียงแห่งความแปลกประหลาดใจ “อ้าว คุณชายซี นี่ท่านไม่ทราบหรอกหรือว่าท่านพี่ยวี่ก็เข้ามาในอาณาจักรกำบังแห่งนี้ด้วย ? พี่ยวี่ไม่ได้บอกแก่ท่านหรอกหรือว่าข้ากับพี่ยวี่พากันเข้ามาในที่นี้ ?”

 

ริมฝีปากของเกอซีเรียบสนิท สิ่งที่ปรากฏอยู่ในแววตาคือความเย็นชาอย่างยะเยือก

 

ครั้นเมื่อเฟิ่งเหลียนอิ่งเห็นสีหน้าที่แปรเปลี่ยนไปก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่า ผู้ที่ยื่นมือให้การช่วยเหลือเกอซีนั้นหาใช่หนานกงยวี่ไม่ ความยินดีปรีดาพลันเผยผ่านอย่างเต็มที่ในแววตาคู่นั้น

 

หากทว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังริมฝีปากของนางกลับกลายเป็นคำเอ่ยกล่าวเพื่อขอโทษขอโพย “ข้าขอโทษจริง ๆ คุณชายซี ที่….ข้าเห็นเจ้ากับพี่ยวี่สนิทสนมกันยิ่งนัก ข้าจึงคิดว่าพวกท่านทั้งสองจะบอกเล่าเรื่องราวทั้งหลายให้แก่กัน ยังคิดว่าท่านพี่ยวี่ต้องแจ้งแก่เจ้าว่าพวกเราจะบุกเข้ามาในอาณาจักรกำบังแห่งนี้ด้วยกัน หากทว่าแม้เจ้าจะมีพลังฝีมือขั้นต่ำ และไม่อาจล่วงล้ำเข้ามาถึงใจกลางอาณาจักรกำบังนี้ได้ ทว่าหากได้รับการคุ้มกันจากท่านพี่ยวี่ เจ้าย่อมสามารถฉกฉวยไขว่คว้าเอาสมบัติล้ำค่าซึ่งอยู่รายรอบขอบเขตด้านนอกได้ โอกาสในครานี้นับเป็นเพียงครั้งหนึ่งในช่วงชีวิต ข้าไม่คิดเลยว่าท่านพี่ยวี่จะจงใจทิ้งเจ้าให้ต้องผจญเข้าสู่อาณาจักรกำบังแห่งนี้แต่เพียงลำพัง ไม่แม้กระทั่งจะบอกกล่าวเจ้าสักคำว่าเขาเองก็จะเข้ามาในอาณาจักรกำบังแห่งนี้เช่นกัน…..”

 

“แต่ก็ช่างเถิด เมื่อท่านพี่ยวี่ก็เข้ามาในอาณาจักรกำบังแห่งนี้เช่นนั้น พวกเจ้าทั้งสองย่อมสามารถพบเจอกันได้ทุกเมื่อ หรือมิเช่นนั้น เจ้าก็อดใจรอให้ข้าได้รับช่วงสืบทอดวังจื่อจินเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ข้าจะช่วยไถ่ถามความจากพี่ยวี่ให้แก่เจ้าดีไหม ? อาจบางที พี่ยวี่ย่อมต้องมีความอึดอัดบางประการ เจ้าอย่าได้ห่วงไปเลย นับแต่เรายังเล็กจวบกระทั่งถึงทุกวันนี้ ท่านพี่ยวี่ไม่เคยปกปิดความลับใดกับข้าเลย ข้าจะช่วยไถ่ถามไขความกระจ่างให้แก่เจ้าเอง”

 

น้ำเสียงที่นุ่มนวลอ่อนโยนของนาง แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันอย่างเห็นได้ชัด สุ้มเสียงนั้นยังคงก้องดังอยู่ในหูของเกอซีไม่หยุดหย่อนจนความขุ่นเคืองเริ่มปะทุมากขึ้นในใจ ความเย็นยะเยียบค่อย ๆ คืบคลานแผ่ซ่านลงตลอดทั่วทั้งเรือนกาย

 

มุมปากของนางยกโค้งขึ้นประดับรอยยิ้มอันเย็นชาในฉับพลัน ขณะที่สีหน้าของเกอซีถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นใบหน้าแห่งความเยาะหยันทันทีที่นางหันขวับไปหาเฟิ่งเหลียนอิ่ง “รอให้เจ้าได้รับช่วงการเป็นผู้สืบทอดก่อนกระนั้นหรือ ? เทพธิดาบัวเยือกแข็ง สมองเจ้ามีปัญหาหรือไร ? ผู้ใดชี้ชัดว่าที่สุดแล้ว ผู้ที่จะได้ครองตำแหน่งผู้สืบทอดวังจื่อจินจะเป็นเจ้ากัน ? ยังอีกทั้งเรื่องที่ข้าสามารถเข้ามาในอาณาจักรกำบังแห่งนี้ได้ย่อมเป็นเรื่องของข้า หาได้เกี่ยวข้องกับหนานกงยวี่แต่อย่างใด ยิ่งไม่เกี่ยวใดกับเจ้า ข้าต้องให้เจ้ายื่นหน้าเข้ามาสอดด้วยกระนั้นหรือ ?”

 

สีหน้าของเฟิ่งเหลียนอิ่งมืดมัวลงในทันที น้ำเสียงเยาะเหยียดพลันก้องติดตามมา “เจ้าเป็นเพียงพวกฝีมือต่ำเตี้ยแค่ระดับเมล็ดพันธุ์เพาะบ่ม การที่เจ้าสามารถผลักดันตนเองให้เข้ามาถึงใจกลางอาณาจักรกำบังนั้นหาใช่สาระสำคัญแต่ประการใดไม่ แค่เพียงโชคดีนิดหน่อยก็คิดหมายจะมาเทียบเคียงข้า หมายจะมาเป็นผู้รับช่วงสืบทอดด้วยกระนั้นหรือ ? ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อนนะ คุณชายซี หัดรู้จักประเมินตนเองเสียบ้าง จงอย่างได้ประเมินความสามารถของตนให้มันสูงส่งเลิศเลอเกินไปนัก !”

 

เกอซีหัวเราะออกมาเบา ๆ เมื่อคลื่นพลังของเฟิ่งเหลียนอิ่งถูกเปล่งออกข่มร่างของนางไว้ น้ำเสียงที่ตอบกลับหาได้ยอมอ่อนข้อแต่ประการใดไม่ “จะโชคดีหรือไม่ เมื่อกระบวนการคัดเลือกผู้รับช่วงสืบทอดสิ้นสุดลงเราจะได้รู้กัน  ก่อนจะคุยฟุ้งอวดโตไปเรื่อย เทพธิดาบัวเยือกแข็งน่าจะเปิดทางออกไว้ให้ตนบ้าง เผื่อเมื่อไรที่วาจาของเจ้าย้อนกลับมาตบหน้าเจ้า เจ้าจะได้ไม่เผลอกัดลิ้นตนเองอย่างไรเล่า”

 

“เจ้า !”

 

ครั้นเมื่อเฟิ่งเหลียนอิ่งกำลังจะลงมือ จิตประทับของเจ้าวังจื่อจินผู้นิ่งเงียบอยู่เมื่อครู่พลันปรากฏขึ้นพร้อมน้ำเสียงเอื้อนเอ่ย “วังจื่อจิน และความเป็นผู้สืบทอดหม่าฮ่าของข้าแยกขาดออกจากภพหล้า นอกไปเสียจากตัวข้าแล้ว ก็ไม่คาดคิดเลยว่าจะมีผู้อื่นใดสามารถกร้ำกรายเข้ามาถึงสถานที่แห่งนี้ได้ ซ้ำกลับมีถึงสองคนด้วย”

 

***จบตอน เพื่อไม่เผลอกัดลิ้น***

หัตถ์เทวะธิดาพญายม

หัตถ์เทวะธิดาพญายม

ในงานประมูลครั้งมโหฬารแห่งหอรื่นรมย์ สาวน้อยเครื่องอุ่นเตียงชั้นยอดได้ถูกเสนอราคาชนิดสูงเสียดฟ้า ในท่ามกลางความหื่นกระหายต่อสู้เยื้อแย่งราคากันอย่างบ้าคลั่งนั้น ดรุณีน้อยเปิดเปลือกตาทอดส่งผ่านลูกกรงขังสีทอง อายกระแสรังสีอันเย็นยะเยียบจับทรวงที่แผ่ซ่านออกมาจากเนื้อกาย บ่งบอกได้ว่ายามนี้นางไร้สิ้นความหวาดกลัวอีกต่อไป

Options

not work with dark mode
Reset