เกิดใหม่เป็นสาวน้อยชนบท [特工狂妃:农妇山权有点田 – ตอนที่ 63 ถอนหมั้น

ตอนที่ 63 ถอนหมั้น

ซูเสี่ยวเหยี่ยนเก็บคำพูดทุกอย่างกลับไป

ทั้งสองต่างจ้องตากันโดยไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา ทำให้บรรยากาศรอบ ๆ เริ่มอึดอัด

ซูหวานหว่านรู้สึกผิดหวังกับน้องสาวคนนี้ของตนมาก แม้ว่านางอยากจะเอ่ยตำหนิน้องสาวมากเพียงใด ก็ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจและเดินไปในครัว

ทว่าซูเสี่ยวเหยี่ยนกลับคว้าแขนเสื้อของนางเอาไว้ก่อน ใบหน้าสะอาดสะอ้านของนางเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม “ท่านพี่ตามข้ามาที่ห้องนอนก่อนได้หรือไม่? ข้ามีเรื่องอยากที่จะคุยด้วย”

“มีอะไรงั้นรึ? เหตุใดถึงพูดข้างนอกไม่ได้กัน” ซูหวานหว่านจ้องตรงเข้าไปในดวงตาของซูเสี่ยวเหยี่ยน พยายามมองว่านางต้องการพูดสิ่งใด

ซูเสี่ยวเหยี่ยนนั้นไม่มีทักษะการแสดงเท่าใดนัก ดวงตาของนางลุกลี้ลุกลน ทำให้นางเปิดเผยความรู้สึกของตนออกมาผ่านแววตาทั้งหมด

ซูหวานหว่านคาดการณ์ได้ว่าซูเสี่ยวเหยี่ยนต้องการที่จะรู้เรื่องบางสิ่งเกี่ยวกับตน มันอาจจะเป็นคำพูดที่น่าเกลียด แต่ก็ไม่ใช่ว่าน้องสาวของนางไม่เคยพูดจาอะไรที่น่าเกลียดออกมา บางทีการพูดคุยในครั้งนี้อาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของพวกนางดีขึ้น

ซูหวานหว่านถอนหายใจออกมาราวกับว่าการพูดคุยครั้งนี้เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ นางเดินนำไปที่ห้อง “เจ้ามีสิ่งใดที่ต้องการพูด รีบพูดออกมาเถอะ”

ซูเสี่ยวเหยี่ยนเดินตามหลังเข้าไปในห้องและปิดประตูลง นางมองไปที่ซูหวานหว่านที่นั่งอยู่บนเตียงอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

“มานั่งตรงนี้สิ” ซูหวานหว่านตบพื้นที่ว่างด้านข้างของเตียงนอน ซูเสี่ยวเหยี่ยนนั่งลงข้าง ๆ แต่ก็ยังเว้นระยะห่างเอาไว้เล็กน้อย

“ท่านพี่ ไป๋ซุนชุ่ยเป็นคนดี ท่านพี่แต่งงานกับเขาเถอะ” ซูเสี่ยวเหยี่ยนพูดออกมาขณะจ้องมองเท้าของตัวเองอย่างไม่กล้าที่จะสบตาซูหวานหว่าน

การแต่งงานการของนางจะต้องให้น้องสาวมาเป็นกังวลหรือใส่ใจตั้งแต่เมื่อใดกัน? ซูหวานหว่านพูดออกมาอย่างประชดประชันว่า “การแต่งงานของข้าไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะต้องมากังวล เจ้าดูไม่ออกจริง ๆ หรือว่าฮูหยินไป๋ต้องการเงินของครอบครัวเรา? เจ้าคิดว่านางชอบข้าจนอยากได้ไปเป็นลูกสะใภ้ขนาดนั้นเชียว?”

“ไม่ใช่หรอก นางคงไม่เป็นคนเช่นนั้น” ซูเสี่ยวเหยี่ยนถึงกับส่ายหัว “นางใจดีมาก ทั้งยังให้มันเทศกับครอบครัวของเราอีกด้วยนะ!”

ดูเหมือนว่าเพียงมันเทศไม่กี่หัวจะสามารถซื้อใจน้องสาวของนางได้?

หากนางไม่ได้ยินสิ่งที่ซูเสี่ยวเหยี่ยนพูดกับฉีเฉิงเฟิง ซูหวานหว่านก็คงจะเชื่อไปแล้ว หญิงสาวคิดว่าซูเสี่ยวเหยี่ยนกล้าหาญมาก และยังมีความต้องการเกินกว่าวัยของตนมากเช่นกัน

สิ่งที่น้องสาวของนางต้องการคือตัวของฉีเฉิงเฟิง

“เฮ้อ นี่เจ้าพูดออกมาได้อย่างไรกับแค่นางให้มันเทศเพียงไม่กี่หัวกับเรา เราจะต้องดีใจมากจนถึงขนาดยอมตบแต่งกับเขาอย่างงั้นหรือ? ถ้าเจ้าชอบครอบครัวฮูหยินไป๋นัก เจ้าก็ออกเรือนแต่งงานไปเป็นเมียรองเสียเองเลยสิ ข้าจะได้ไปบอกกับท่านแม่ให้” ซูหวานหว่านพูดพร้อมทั้งลุกขึ้นยืน

นางไม่ต้องการเป็นเมียรองหรือว่าเมียน้อย!

ซูเสี่ยวเหยี่ยนถึงกับหน้าซีดด้วยความตกใจ นางรีบเข้าไปจับมือของซูหวานหว่านเอาไว้ “ท่านพี่! ท่านทำเช่นนี้ไม่ได้นะ! ข้าไม่ได้อยากจะไปเป็นเมียรองหรือว่าเมียน้อยของใครเสียหน่อย! ข้าอยากแต่งงานและเป็นภรรยาเพียงคนเดียว เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้แก่ครอบครัวของเราต่างหาก!”

“อ๋อ อย่างงั้นหรอกหรือ?” ซูหวานหว่านหยุดพูด ดึงมือซูเสี่ยวเหยี่ยนที่จับแขนเสื้อของตนอยู่ออก เอ่ยออกมาอย่างเย็นชา “ซูเสี่ยวเหยี่ยน ในเมื่อเจ้าพูดออกมาแบบนี้ เจ้าเคยคิดถึงคนอื่นหรือไม่ ว่าเขาก็ไม่ต้องการจะไปเป็นเมียน้อยของคนอื่นเหมือนกัน? เจ้าอย่าเอาแต่เห็นแก่ตัว ข้าจะบอกเอาไว้เลยนะ หากบ้านนี้ไม่มีข้า เจ้าคงจะไม่มีที่ซุกหัวนอน! ไม่ได้กินอิ่มนอนสบายจนถึงทุกวันเช่นนี้หรอก!”

“ท่านพี่…” น้ำเสียงของซูเสี่ยวเหยี่ยนเริ่มอ่อน น้ำจากดวงตาไหลเอ่อออกมา “ท่านพี่ ท่านเก่งกาจมากเพียงนี้ เหตุใดท่านจึงไม่สามารถยกท่านพี่ฉีให้แก่ข้ากัน ข้าชอบเขา! ข้าไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ข้าต้องการเขา! ข้าต้องการที่จะแต่งงานกับเขาเท่านั้น! ข้าต้องการที่จะมีลูกกับเขาอีกด้วย!”

คิดไปไกลเกินตัวเสียจริง!

ตอนนี้นางยังเด็ก แต่คิดไปถึงเรื่องการมีลูกกับผู้อื่นแล้วงั้นหรือ!

ซูหวานหว่านหยุดชะงัก ดวงตาของนางเย็นเยือกดุจน้ำแข็ง ทำให้ซูเสี่ยวเหยี่ยนรู้สึกหวาดกลัวจนร่างกายแข็งทื่อ

“ฉีเฉิงเฟิง เขาไม่ได้เป็นของข้า เขาไม่ได้ชอบข้า และข้าก็ไม่มีความปรารถนาใด ๆ ที่อยากจะได้เขา เจ้าไม่รู้หรือไง?”

“ข้าไม่เชื่อ!” ซูเสี่ยวเหยี่ยนพูดเสียงดัง “พวกเจ้าโกหกข้า!”

จากนั้นนางก็วิ่งร้องไห้ออกจากบ้านไป

แม่เจิ้นได้ยินเสียงกระแทกประตู จึงรีบวิ่งออกไปดูและพบกับซูหวานหว่าน นางเข้าไปถามถึงเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งซูหวานหว่านก็เล่าทั้งหมดโดยที่ไม่คิดจะปิดบัง

แม่เจิ้นถึงกับโกรธจัดแล้วดึงซูหวานหว่านไปกินข้าว “ไม่ต้องไปสนใจนาง! เรื่องกินสำคัญกว่า! นิสัยของนางข้าก็ไม่รู้ว่านางได้จากใครมา กล้ามาทำลายความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างพี่สาวและน้องสาวได้เพียงเพราะเรื่องเหล่านี้!”

ระหว่างกินข้าว ซูหวานหว่านคุยกับซูต้าเฉียงเกี่ยวกับภาพวาดโครงร่างของบ้าน แต่ดูเหมือนว่าซูต้าเฉียงจะยังไม่เข้าใจ เนื่องจากนางเป็นคนวาดและออกแบบภาพเหล่านี้ขึ้นมา

แม่เฒ่าเจียงที่นั่งกินข้าวอยู่ด้วยเหลือบไปมองภาพวาดเหล่านั้นแล้วก็ได้แต่ตกใจ เหมือนว่านางจะเข้าใจภาพวาด พร้อมทั้งจ้องมองไปที่ซูหวานหว่าน

“ใครเป็นคนสอนเจ้าวาดภาพนี้กัน? เจ้าวาดสิ่งนี้ออกมาได้อย่างไร?” แม่เฒ่าเจียงถาม ซูหวานหว่านเป็นเพียงแค่สาวชาวนาธรรมดา ในฐานะที่เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน นางย่อมรู้เรื่องทุกอย่างในหมู่บ้านดี ซูหวานหว่านไม่เคยเรียนหนังสือ เหตุใดถึงวาดรูปเหล่านี้ออกมาได้!

ยิ่งไปกว่านั้น ลายเส้นของพู่กันบนกระดาษก็งดงามเป็นระเบียบ

เช่นนั้นซูหวานหว่านจะวาดมันออกมาได้อย่างไรกัน!

นางเป็นคนวาดมันเองงั้นหรือ?

ซูหวานหว่านเริ่มรู้สึกตัวและส่ายหน้าหัวไปมา “แม่เฒ่าเจียง นี่ไม่ใช่ภาพวาดของข้าหรอก ข้าไปขอร้องให้ฉีเฉิงเฟิงช่วยวาดให้”

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง” ความสงสัยส่วนใหญ่ของแม่เฒ่าเจียงพลันหายไปในทันที แต่นางก็ยังคงสงสัยในตัวของซูหวานหว่านอยู่บ้าง

ในเมื่อซูหวานหว่านรู้เรื่องเกี่ยวกับภาพวาดดี แล้วจะไปหาฉีเฉิงเฟิงให้วาดภาพทำไม?

ความจริงแล้วนางอยากจะเอ่ยถามต่อ ทว่าเห็นซูหวานหว่านก้มหน้าก้มตากินอาหาร และซูเสี่ยวเหยี่ยนเอาแต่เหม่อลอย จึงตัดสินใจที่จะไม่ถามอันใดต่อ

ซูต้าเฉียงนิ่งเงียบขบคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่มีใครสนใจซูเสี่ยวเหยี่ยน

แม่เฒ่าเจียงหยิบสมุดที่ทำจากกระดาษเล่มหนึ่งออกมา นางส่งมันให้กับซูหวานหว่านพลางเอ่ยว่า “ที่จริงข้าซื้อมันเอาไว้อยู่แล้ว เพียงแต่จะเก็บไว้ให้เจ้าในวันพรุ่งนี้ ทีนี้ก็แล้วแต่เจ้าแล้วว่าต้องการจะสร้างบ้านแบบใด สร้างแบบที่อยู่แล้วสบายเป็นพอ แค่ข้ามาอาศัยอยู่กับพวกเจ้าอีกคนคงจะลำบากพวกเจ้าไม่น้อย”

เหตุใดนางถึงพูดเช่นนี้กัน

ซูหวานหว่านขมวดคิ้ว “แม่เฒ่าเจียง ท่านอยู่กับพวกเรามานานแล้ว ไม่เป็นไรหรอก พวกเราถือว่าท่านเป็นท่านย่าของพวกเรา!”

แม่เฒ่าเจียงรู้สึกตื้นตันใจจนต้องยกมือขึ้นซับน้ำตา ซูหวานหว่านถอนหายใจ จากนั้นจึงลงมือกินข้าวต่อ

ตกตอนเย็น แม่เจิ้นบอกให้ซูหวานหว่านไปเรียกคนอื่น ๆ ขึ้นไปเก็บเห็ดหูหนูด้วยกัน แต่ซูหวานหว่านก็บอกออกมาว่า “ท่านแม่ ยังไม่ต้องรีบไปเก็บหรอก พวกเรายังมีขุมทรัพย์เหลืออยู่ที่บ้าน ประเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าข้าจะส่งคนเข้าไปในเมืองเพื่อไปขายมัน”

แท้จริงแล้วบ้านของนางไม่ได้มีขุมทรัพย์บนภูเขาเหลืออยู่หรอก แต่ซูหวานหว่านได้นำขุมทรัพย์บนภูเขามาปลูกเอาไว้ในมิติฟาร์มของตนเองไว้แล้ว เช่นเห็ดหูหนูและเห็ดหอม นางสามารถขายมันได้ถึงวันละ 100 ชั่ง จึงไม่น่าจะมีปัญหาอันใด

นางกลัวว่าจะถูกแม่เจิ้นสงสัย ซูหวานหว่านเมื่อกินข้าวเสร็จจึงทำทีเป็นขึ้นไปบนภูเขาเพื่อไปหาขุมทรัพย์ลงมาเล็กน้อยไม่ให้เป็นจุดสังเกต

ระหว่างทางกลับบ้าน นางก็ได้แวะตัดต้นไม้ และพบกับชายคนหนึ่งที่เดินหลับตาเซไปเซมา เนื่องจากเมาอยู่กลางถนน

เมื่อนางได้เห็นชายคนนั้นที่เมามายเดินซวนเซไม่มีแรง ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคือ เหมี่ยวอี้เซิง คนที่ถอนหมั้นนางไป

เมื่อรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองตนเองอยู่ เหมี่ยวอี้เซิงก็ลืมตาขึ้นและพูดจาด้วยน้ำเสียงเสียดสี “ซูหวานหว่านงั้นหรือ? เจ้าโค่นต้นไม้แบบนั้นได้อย่างไรกัน? สมองกลับไปแล้วหรือไง? ใครจะต้องการต้นไม้แบบนั้นไปทำฟืนกัน!”

“อ่า”

ซูหวานหว่านขี้เกียจเกินกว่าจะสนใจเขา นางยังคงตัดต้นไม้ต่อไปเรื่อย ๆ ทว่าเหมี่ยวอี้เซิงยังเดินเข้ามาหาและตะโกนว่า “ซูหวานหว่าน ข้าจะบอกอะไรให้เจ้าฟัง! ข้าถอนหมั้นแล้ว! หากเจ้ายังมาตามรังความข้าอยู่อีก! ข้าจะไม่ทำดีกับเจ้าเช่นกัน! เจ้ามาฆ่าข้าให้ตายเสียดีกว่า!”

“…”

ชายคนนี้น่าจะสติไม่ดีนะ!

นางไปก่อกวนเขาเมื่อใดกัน?

เกิดใหม่เป็นสาวน้อยชนบท [特工狂妃:农妇山权有点田

เกิดใหม่เป็นสาวน้อยชนบท [特工狂妃:农妇山权有点田

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง เกิดใหม่เป็นสาวน้อยชนบท [特工狂妃:农妇山权有点田ครั้นวสันตพิรุณเพิ่งผ่านพ้น ท้องฟ้าก็กลับมาแจ่มใสดังเดิม เมฆหมอกขาวบางเบาลอยล่องเหนือแนวบรรพต ก่อเกิดเป็นภาพทิวทัศน์อันตระการตา ในภาพนั้นมีทั้งต้นไม้ ใบหญ้า และผู้คน ‘ซูหวานหว่าน’ ก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่ปรากฏอยู่ในภาพทิวทัศน์นั้น นางเพิ่งขุดผักป่าขึ้นมาเต็มตะกร้าและกำลังจะตรงกลับบ้าน “พี่หญิง!” ทันใดนั้นเอง เด็กชายวัยกระเตาะผู้หนึ่งก็รีบวิ่งมาหา พร้อมทั้งตะโกนเรียกนางไปด้วย “ช้า ๆ ก็ได้” ซูหวานหว่านมองไปที่น้องชายตัวแสบของตนพร้อมกับระบายยิ้มให้ ซูจิ่นหมิงกลับไม่มีทีท่าว่าจะวิ่งช้าลงแต่อย่างใด เขายังคงวิ่งตรงเข้ามาหาซูหวานหว่านอย่างรีบร้อน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset