เกิดใหม่เป็นสาวน้อยชนบท [特工狂妃:农妇山权有点田 – ตอนที่ 71 ยืมมือคนอื่น

“ท่านป้า ท่านอาทั้งหลายอาจยังไม่ทราบว่าข้าสามารถทำเนื้อกระต่ายฝอยได้ เนื้อกระต่ายฝอยนี้ยังไม่เคยมีในเมืองของเรา แต่เมื่อปีก่อนข้าเคยไปทานในร้านอาหารใหญ่แห่งหนึ่งที่เมืองอื่น และข้าก็ได้ไปเรียนรู้ทักษะการทำมาบ้าง ข้าจะทำให้พวกท่านได้ลองชิมกันนะเจ้าคะ” ซูฉิงฉิงก็ได้พูดออกมา

เมื่อทุกคนได้ยินว่าจะได้กินเนื้อกระต่ายฝอยแบบเมืองอื่นได้เช่นกัน พวกเขาก็พากันตกใจพร้อมกับยกย่องถึงความสามารถของซูฉิงฉิง

นางรู้สึกสบายใจขึ้นมาส่วนหนึ่ง จากนั้นก็ได้เหลือบไปมองซูหวานหว่านด้วยสายตาเยาะเย้ยอย่างคนมีชัย ทว่าซูหวานหว่านกลับไม่สนใจนางเลยด้วยซ้ำ อีกทั้งยังออกมานั่งเลือกผักต่อตั้งนานแล้วด้วย

แม่เจิ้นเองก็รู้สึกพอใจมาก “ในตระกูลซูของพวกเรา นางคือคนที่สมบูรณ์แบบและเก่งที่สุดแล้ว พวกเราออกไปข้างนอกเพื่อรอชิมอาหารของนางกันเถอะ”

เมื่อพูดจบ ทุกคนก็พากันออกไปรออยู่ด้านนอก ซูฉิงฉิงถอนหายใจด้วยความโล่งอกและมองไปยังซูหวานหว่านด้วยสายตาที่แข็งกร้าว “น้องหวานหว่าน ข้ารู้สึกสำลักควันนิดหน่อย เจ้ามาช่วยข้าผัดต่อได้หรือไม่?”

วิธีนี้ช่างเป็นวิธีที่วิเศษมาก! ซูหวานหว่านสบตาซูฉิงฉิงราวกับว่าเป็นลูกแกะที่รอถูกเชือด

ซูหวานหว่านเหลือบมองและเยาะเย้ยซูฉิงฉิงผ่านความคิดของตน นางทำเป็นไม่สนใจและไม่เข้าไปช่วยแต่อย่างใด

กิริยาของซูหวานหว่านทำให้นางรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย

ใครกล้าใช้ให้ซูฉิงฉิงมาเป็นคู่ต่อสู้กับนางกัน!

ซูฉิงฉิงขมวดคิ้ว นางลืมสนใจอาหารที่ยังอยู่ในกระทะ กระทั่งมีกลิ่นฉุนของพริกลอยโชยมา แต่กระนั้นซูฉิงฉิงก็ไม่ได้ทันได้เอะใจอะไร

ซูหวานหว่านรู้สึกว่านี่ทำให้นางสูญเสียเนื้อกระต่ายชิ้นหนึ่งไปอย่างไร้ประโยชน์ ทว่านางก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ตอนนี้นางกำลังภูมิใจเป็นอย่างมาก เกรงว่าพรุ่งนี้นางจะต้องฆ่าไก่อีก 2 ตัวเพื่อเป็นการฉลองเสียแล้ว

เมื่อทุกคนที่นั่งรออยู่ในบ้านได้กลิ่นโชยมาจากห้องครัว ก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปดู และก็พบซูฉิงฉิงที่กำลังยืนอยู่ข้างเตาพลางขบคิดอะไรบางสิ่งพร้อมทั้งหลับตาลง เหล่าชาวบ้านคิดว่านางกำลังหลับ จึงทำให้พวกเขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก

กว่าพวกเขาจะได้กินเนื้อสักคำหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย คิดว่ามีบุญได้กินอาหารในเมืองด้วยฝีมือของซูฉิงฉิง ทว่าใครจะไปรู้ว่าพวกเขาจะไม่ได้กินเนื้อกระต่ายป่าแล้ว!

“ซูฉิงฉิงคิดจะทำอาหารแบบใดกันแน่! เนื้อกระต่ายเละเสียขนาดนั้น! อีกทั้งกลิ่นของมันก็ลอยมาถึงด้านในบ้านซะขนาดนี้ ยังมัวแต่ยืนหลับอยู่ได้”

“แล้วทำเป็นมาพูดว่าตัวเองจะทำเนื้อกระต่ายฝอยให้ชิม ข้าดูแล้วนางทำอะไรเป็นที่ไหนกัน”

“จริง! ทำเป็นกับผีน่ะสิ!”

“…”

ซูฉิงฉิงดึงสติของตัวเองกลับมา ใบหน้าของนางพลันเปลี่ยนสีและไม่ทันได้เอ่ยอธิบาย ซูหวานหว่านก็ได้รีบกล่าวออกมาว่า “ท่านป้า ท่านอาทั้งหลายเจ้าคะ อย่าโทษนางเลย พวกท่านควรตำหนิข้าเสียมากกว่า ตอนนั้นพี่ฉิงฉิงบอกกับข้าว่านางทำอาหารไม่เป็น แต่ข้าก็รั้งแต่จะให้นางเป็นคนทำเอง เดิมทีข้าคิดว่านางพูดหยอกล้อเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่า…”

นี่ซูหวานหว่านกำลังเผยธาตุแท้ของนางให้ชาวบ้านรู้งั้นรึ!

“ซูหวานหว่าน!” ซูฉิงฉิงกัดฟันพูดออกมาเบา ๆ ด้วยความโกรธ

“มีอะไรอย่างนั้นเหรอเจ้าคะ?” ซูหวานหว่านพูดออกมาอย่างไร้เดียงสา นางทำท่าทางเสียใจพร้อมกับพูดว่า “ข้าขอโทษเจ้าค่ะ พี่ฉิงฉิง ข้าไม่ควรพูดแบบนั้นสินะ มันเลยทำให้ทุกคนได้รู้เลยว่าท่านทำอาหารไม่เป็น…”

ที่พวกชาวบ้านรู้ก็เพราะว่าซูหวานหว่านเป็นคนเอ่ยปากต่างหาก! หากไม่อย่างงั้นนางคงหาข้อแก้ตัวได้แล้ว!

นี่คือความผิดของซูหวานหว่าน!

ซูฉิงฉิงจ้องมองไปยังซูหวานหว่านโดยที่ไม่รู้ว่าควรจะพูดสิ่งใด ทันใดนั้นก็มีสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งได้เดินเข้ามาพร้อมกับดึงซูฉิงฉิงออกมาจากห้องครัวอย่างนุ่มนวล นางหยิบทัพพีในมือของซูฉิงฉิงแล้วพลิกเนื้อกระต่ายป่าดูพร้อมกับพูดว่า “เจ้าควรออกไปนั่งพักนะ! สำหรับเจ้าที่เกิดมาเป็นคุณหนู หากทำอาหารไม่เป็นก็อย่าฝืน”

“แต่ว่า…มันก็พอกินได้นะเจ้าคะ” ซูฉิงฉิงพยายามกลั้นน้ำตาพลางซับน้ำตาที่หัวตาเบา ๆ “ข้าคิดว่าทุกคนสามารถกินมันได้นะ!”

“ข้าไม่เชื่อ เจ้าอย่ามาหลอกข้า” ชาวบ้านคนหนึ่งใช้ตะเกียบคีบเนื้อขึ้นมา “เจ้าลองกินให้ข้าดูก่อน”

“ย่อมได้ ข้าจะชิมให้ท่านดู!” ซูฉิงฉิงคีบเนื้อเบา ๆ แต่เนื่องจากมันได้ถูกผัดจนแห้งแข็งไม่สามารถคีบเนื้อชิ้นเล็ก ๆ ออกมาชิมได้ ทำให้นางรู้สึกโกรธเคือง พอนางได้คีบเนื้อออกมาทั้งครึ่งตัว เนื้อก็หลุดจากตะเกียบแล้วตกลงไปในกระทะทำให้น้ำมันได้กระเด็นใส่อกของซูฉิงฉิง

“โอ๊ย!” ซูฉิงฉิงส่งเสียงร้องออกมาเบา ๆ และปล่อยตะเกียบตกพื้น นางก้มดูหน้าอกของตัวเองด้วยความตกใจ

ทุกคนต่างพากันมองหน้าพลางส่ายหัว “เจ้าพูดโกหกหวานหว่านก็ว่าแย่แล้ว นางอายุน้อยกว่าเจ้ามาก นางยังไม่รู้เรื่องอันใดหรอก และพวกเราก็ไม่รู้ด้วยว่าเจ้าคิดจะทำอันใดกันแน่? เนื้อกระต่ายฝอยหรือ! แต่ทำไมเจ้ากลับทำให้มันกลายเป็นเนื้อกระต่ายไหม้เสียได้!”

แม่เจิ้นพยายามช่วยพูดโน้มน้าวชาวบ้าน “ทุกคนไม่ต้องพูดอะไรแล้ว อาหารจานนี้ไม่ต้องทำต่อแล้ว หวานหว่านนางได้ทำอาหารชุดใหญ่เสร็จหมดแล้ว พวกเจ้ารีบไปกินเถอะ เดี๋ยวอาหารมันจะเย็นเสียก่อน”

ทุกคนต่างก็พากันพยักหน้าและเดินกลับไปที่เดิมทีละคน ซูหวานหว่านนำอาหารมาวางลงบนโต๊ะ ในขณะที่แม่เจิ้นพูดปลอบใจซูฉิงฉิงว่า “เจ้าคงรอทานอาหารมานานแล้ว คงจะหิวน่าดู กินข้าวด้วยกันก่อนค่อยกลับนะ”

ให้นางกินอาหารฝีมือของซูหวานหว่านอย่างงั้นหรือ? ให้นางไปนั่งฟังคนอื่นพูดชมเชยซูหวานหว่าน?

หึ ไม่มีทาง!

ซูฉิงฉิงได้แต่กัดฟันข่มอารมณ์และพูดอย่างอ่อนโยนว่า “ท่านอาสะใภ้สามเจ้าคะ เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นความผิดของข้าเอง หากไม่ใช่เพราะว่าน้องหวานหว่านมายุ่งกับข้าทำในตอนทำอาหาร ทำให้ข้าเสียสมาธิ ข้าคงไม่ทำเนื้อกระต่ายไหม้แห้งถึงเพียงนั้น ข้าจะหาเนื้อกระต่ายครึ่งตัวมาชดใช้ให้ท่านแล้วกันนะเจ้าคะ”

เมื่อแม่เจิ้นได้ฟังคำพูดของซูฉิงฉิง นางก็รู้สึกไม่มีความสุข

ซูฉิงฉิงจะไปหากระต่ายครึ่งตัวมาจากที่ไหนกัน?

นางทำอาหารไม่เป็นแต่ก็ยังฝืนทำอาหาร มันก็ฟุ่มเฟือยมากพอแล้วไม่ใช่หรือ?

แม่เจิ้นไม่เชื่อแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ก่อนจะพาทุกคนไปทานอาหารเย็นที่โต๊ะอาหาร

ณ เวลานี้ คนที่มาช่วยงานสร้างบ้านใหม่ให้กับซูหวานหว่านต่างมานั่งกินข้าวที่บ้านเช่าของหวานหว่านกันหมด

ครอบครัวของซูหวานหว่านนำอาหารดี ๆ มาให้ บางคนที่เข้าไปดื่มน้ำในห้องครัว เมื่อเห็นสภาพห้องครัวที่เลอะเทอะก็ถามออกมา ชาวบ้านคนหนึ่งจึงได้เริ่มเล่าเรื่องของซูฉิงฉิงวันนี้ ซึ่งพอพูดเรื่องนี้ขึ้นมามันก็ไม่สามารถหยุดปากได้ อีกทั้งยังปรุงแต่งเรื่องราวพร้อมใส่ไข่เพิ่มเข้าไปด้วย ท่าทางขมวดคิ้วเหมือนนักเล่าเรื่องที่เชี่ยวชาญ จนซูหวานหว่านอยากจะตบรางวัลให้แก่ชาวบ้านคนนั้นเป็นเงินเสียจริง

ทุกคนต่างพากันกินมื้อเย็นอย่างมีความสุข ส่วนซูฉิงฉิงได้เดินเข้ามาหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว การแต่งกายของนางได้รับความดึงดูดความสนใจจากชาวบ้านเป็นอย่างมาก

ซูฉิงฉิงมองหาตำแหน่งที่นั่งของซูหวานหว่าน จากนั้นนางก็เดินไปนั่งลงข้าง ๆ พร้อมกับได้ยินชาวบ้านกำลังซุบซิบพูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ของนาง

ใบหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนสีไปในทันใด ใจจริงนางก็อยากจะเถียง อยากจะอธิบายออกมา แต่ท้องของนางส่งเสียงร้องหิวโหยออกมาเสียก่อน จึงลงมือกินข้าวด้วยอาการเขินอาย

ชาวบ้านที่นั่งอยู่ข้าง ๆ อดไม่ได้ที่จะถามออกมาจนนางแทบจะลำลักอาหาร “อร่อยหรือไม่? ฝีมือน้องหวานหว่านของเจ้าเป็นคนทำ นางเป็นคนที่รู้จักกับการเอาไก่มาทำอาหารเป็นอย่างดี คนในเมืองเขามักจะพูดว่าอะไรนะ… กรอบนอกนุ่มใน”

นี่ถึงขนาดพูดชมซูหวานหว่านต่อหน้านางด้วยอย่างงั้นหรือ!? ใบหน้าของซูฉิงฉิงแสดงความโกรธออกมาจนเกือบเก็บเอาไว้ไม่มิด และทันใดนั้นนางก็เหลือบไปมองข้างนอกประตูบ้าน พบว่ามีชายหนุ่มชุดดำนั่งอยู่บนรถม้ารออยู่ นางจึงรีบออกไป “คุณชายเจียงเจ้าคะ ฉิงฉิงอยู่ที่นี่เจ้าค่ะ”

“ฉิงเอ๋อร์ โทษทีที่ข้ามาสาย! เดิมทีข้าจะนัดเจ้าไปที่บ้านของเจ้าพร้อมกัน แต่เป็นความผิดของข้าเองที่ธุระที่บ้านดันเกิดปัญหาเสียก่อน เลยต้องขอให้เจ้ากลับบ้านมาก่อน ข้ารู้สึกผิดต่อเจ้ามากเลยนะ” ชายหนุ่มยิ้มออกมา พร้อมกับกระโดดลงจากรถม้า เขาเดินเข้าไปหาซูฉิงฉิงพร้อมกับค่อย ๆ ยื่นมือออกมาจับนาง แล้วพูดกับซูฉิงฉิงอย่างอ่อนโยน

แต่เมื่อซูฉิงฉิงเห็นแบบนั้น นางก็ต้องเอ่ยออกมาว่า “เจียงเส้าปัง มีคนมากมายอยู่ที่นี่ โปรดให้เกียรติข้าด้วย”

“เจ้ากับข้าเป็นอะไรกัน? ทำไมข้าจะต้องสำรวมด้วย?” เจียงเส้าปังหัวเราะออกมาเสียงดัง

เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะ ชาวบ้านต่างพากันมองดู เมื่อเจียงเส้าปังหันกลับไปมองพวกชาวบ้านต่างก็พากันก้มหน้ากินข้าวต่อ เขามองไปที่ชาวบ้านคนหนึ่งที่เพิ่งพูดนินทาซูฉิงฉิง จึงรู้สึกโกรธเคืองพวกชาวบ้านที่กำลังนินทาซูฉิงฉิงว่าเป็นคนไม่ดี!

แต่ซูฉิงฉิงดูเหมือนว่านางจะออกเรือนแต่งงานกับครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย!

ดังนั้นพวกเขาจะต้องหันมาประจบสอพลอเสียแล้ว!

ทันใดนั้นเมื่อเห็นหน้าอกของซูฉิงฉิงที่ถูกน้ำมันกระเด็นใส่จนเกิดเป็นรอยแดง เจียงเส้าปังจึงถามว่า “ใครเป็นคนทำ!”

“เส้าปัง มันเป็นความผิดของข้าเอง เจ้าอย่าได้ถือโทษโกรธน้องหวานหว่านลูกพี่ลูกน้องของข้าเลย…” ซูฉิงฉิงก็ได้พูดออกมา และกำลังร้องจะไห้ออกมาอีกครั้ง

เมื่อเห็นความงามเหมือนดั่งลูกแพร์น้อยกำลังจะร้องไห้ออกมา หัวใจของเจียงเส้าปังก็รู้สึกเจ็บปวด และตะโกนออกมาว่า “ใครคือซูหวานหว่าน!”

ซูหวานหว่านที่กำลังนั่งกินอาหารอยู่นั้นก็ตกใจทันที

เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับนางกัน?

ไม่ใช่ว่าซูฉิงฉิงอยากมากินอะไรดี ๆ เองหรอกเหรอ?

ซูหวานหว่านรู้สึกว่าซูฉิงฉิงช่างน่าสนใจเสียจริง ๆ ที่นางยืมมือคนอื่นมาจัดการกับนางแทนที่ตัวเองจะเป็นคนลงมือ

ซูหวานหว่านไม่ได้พูดอะไรออกมา นางยังคงกินข้าวต่อและพวกชาวบ้านก็ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาเช่นกัน

เหตุการณ์ตรงหน้าทำให้เจียงเส้าปังถึงกับโกรธมาก และเดินเข้าไปในบ้าน “สรุปแล้วใครคือซูหวานหว่าน! ในเมื่อกล้าทำ เหตุใดถึงไม่กล้ายอมรับออกมาล่ะ?”

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เป็นแบบนี้ ซูฉิงฉิงก็แอบยิ้มหัวเราะอย่างบ้าคลั่งอยู่ในใจ แต่เดิมเจียงเส้าปังทะนุถนอมนางเป็นอย่างดี พอเป็นเช่นนี้แน่นอนว่าเขาจะต้องแก้แค้นซูหวานหว่านให้นางได้อย่างแน่นอน!

เกิดใหม่เป็นสาวน้อยชนบท [特工狂妃:农妇山权有点田

เกิดใหม่เป็นสาวน้อยชนบท [特工狂妃:农妇山权有点田

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง เกิดใหม่เป็นสาวน้อยชนบท [特工狂妃:农妇山权有点田ครั้นวสันตพิรุณเพิ่งผ่านพ้น ท้องฟ้าก็กลับมาแจ่มใสดังเดิม เมฆหมอกขาวบางเบาลอยล่องเหนือแนวบรรพต ก่อเกิดเป็นภาพทิวทัศน์อันตระการตา ในภาพนั้นมีทั้งต้นไม้ ใบหญ้า และผู้คน ‘ซูหวานหว่าน’ ก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่ปรากฏอยู่ในภาพทิวทัศน์นั้น นางเพิ่งขุดผักป่าขึ้นมาเต็มตะกร้าและกำลังจะตรงกลับบ้าน “พี่หญิง!” ทันใดนั้นเอง เด็กชายวัยกระเตาะผู้หนึ่งก็รีบวิ่งมาหา พร้อมทั้งตะโกนเรียกนางไปด้วย “ช้า ๆ ก็ได้” ซูหวานหว่านมองไปที่น้องชายตัวแสบของตนพร้อมกับระบายยิ้มให้ ซูจิ่นหมิงกลับไม่มีทีท่าว่าจะวิ่งช้าลงแต่อย่างใด เขายังคงวิ่งตรงเข้ามาหาซูหวานหว่านอย่างรีบร้อน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset