เข้าสู่ระบบ ฝ่ามือยูไล – ตอนที่ 220

]Sign in Buddha’s palm 220

 

“หาถ้ําเซียนของจ้าวทะเลบูรพาเจอแล้วอย่างนั้นหรือ?”

 

ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างมองหน้ากัน แสดงสีหน้าตกใจ

 

พวกเขาค้นหาทั่วทะเลบูรพามานานกว่าหนึ่งเดือนแล้วตอนนี้กลับพบมันอย่างกะทันหัน?

 

หมิงโยวดูเหมือนจะล่วงรู้ถึงความสงสัยในใจทุกคน จึงอธิบายออกมาอย่างรวดเร็ว “ประกายแสงสีเลือดนี้เป็นทักษะ ลับของนิกายเฮยหยวนของข้าสกัดเลือดของลูกหลา นศิษย์จ้าวทะเลบูรพาออกมาปรับแต่ง”

 

“ตราบใดที่มันอยู่ในระยะหนึ่งลี้ห่างจากถ้ําเซียนมันจะสามารถจับตําแหน่งได้ นอกจากนี้เมื่อกลิ่นอายของถ้ําเซียนรั่วไหลออกมามันก็สามารถสัมผัสได้เช่นเดียวกัน”

 

เมื่อหมิงโยวพูดมาถึงตอนนี้ รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเขาและพูดต่อไปว่า “เดิมที่กระแสปราณฉีค่อยๆฟื้นฟูขึ้นมาแล้วข้าเดาว่าค่ายกลฟ้าดินขนาดใหญ่ภายในถ้ําเซียนของจ้าวทะเลบูรพาจะต้องเสื่อมถอยลงแต่ก็ยังไม่แน่ใจ”

 

“แต่ตอนนี้เหมือนว่าข้าจะคาดเดาได้ถูกต้องแล้ว”

 

ขณะที่หมิงโยวพูดออกมา น้ําเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

 

เนื่องจากกลิ่นอายของถ้ําเซียนรั่วไหลออกมาในเวลานี้หมายความว่าค่ายกลนั้นยังคงทํางานมาโดยตลอด

 

ตราบใดที่ค่ายกลฟ้าดินที่ถูกสร้างขึ้นโดยเซียนเทพปฐพียังไม่เสื่อมสภาพจนกลายเป็นขยะ ในช่วงที่กระแสปราณฉี แห้งเหือดเช่นนี้ใครจะสามารถฝาเข้าไปได้บ้าง?

 

ดังนั้นหมิงโยวจึงตัดสินว่า สมบัติมากมายภายในถ้ําเซียนของจ้าวทะเลบูรพาควรจะยังอยู่และไม่มีใครมาจับจองเอาไป

 

“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น”

 

“สหายหมิงโยว พวกเรายังจะรออะไรกันอยู่อีก?”

 

ชายที่สะพายดาบยาวจากพรรคหมื่นดาบรีบกล่าวออกโดยทันที

 

“ไม่ต้องรีบ

 

“ประกายแสงสีเลือดจับตําแหน่งได้แล้ว อย่างไรก็หนีไม่พ้นหรอก”

 

หมิงโยวค่อยๆ เดินทางตามประกายแสงสีเลือดไป และผู้อาวุโสคนอื่นๆ ก็ติดตามไปอย่างใกล้ชิด

 

ไม่ช้านาน

 

คนทั้งหลายก็มาถึงน่านน้ําอันว่างเปล่า

 

“มันคือที่นี่หรือ?”

 

เมื่อเห็นว่าประกายแสงสีเลือดยังคงหมุนวนต่อไป หมิงโยวก็มั่นใจว่าถ้ําเซียนของจ้าวทะเลบูรพาต้องอยู่ใกล้ๆ นี้

 

เฉว่ยว ผู้อาวุโสจากตําหนักเทพเจ้าหิมะและผู้อาวุโสคน อื่นๆต่างมองไปรอบๆ ขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้นว่า “ทําไมข้าไม่เห็นรู้สึกถึงกลิ่นอายอะไร?”

 

“หึ!”

 

หมิงโยวเยาะเย้ย “จ้าวทะเลบูรพาเป็นตัวตนเช่นไรด้วยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับค่ายกลของเขา เจ้าจะสามารถหยังถึงได้อย่างไร?”

 

“มิผิด”

 

นักพรตจากสํานักเอกะวิถีพยักหน้าเล็กน้อย “มีบันทึกในสํานักของข้ากล่าวว่าจ้าวทะเลบูรพานั้นสูงส่งเสียดฟ้า เป็นรองก็แต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะสงครามในยุคนั้นจ้าวทะเลบูรพาก็น่าจะกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดใน เวลาต่อมาตามการคาดการณ์ของทุกคน……”

“สงครามครั้งนั้น…..

 

หมิงโยวมองนักพรตสํานักเอกะวิถีด้วยความสนใจ “ฝ่ายใดที่ชนะการต่อสู้?”

 

เมื่อเทียบกับนิกายอื่นๆ ในต่างแดนที่สืบทอดมรดกมาหลายหมื่นปีหรือแม้กระทั่งสืบทอดมรดกมาตั้งแต่ยุคเฟื่องฟูของกระแสปราณฉีครั้งล่าสุด

 

มรดกของนิกายเฮยหยวนนั้นมีอายุสั้นกว่ามากแม้จะยาวนานเช่นกันแต่ก็รู้เพียงว่าสงครามในยุคนั้นช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่งและแม้แต่จอมยุทธผู้ไร้เทียมทาน เป็นที่กล่าวขานกันว่าแข็งแกร่งที่สุดอยู่เหนือขอบเขตเซียนเทพปฐพี่ต่างตกตายกันราวกับใบไม้ร่วง

 

ไม่เช่นนั้นแล้ว แม้กระแสปราณฉีจะซบเซาลงพวกเขาก็คงจะยังไม่ตาย

 

“แน่นอนว่าพวกเราชนะ”

 

นักพรตสํานักเอกะวิถีส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “ไม่เช่นนั้นโลกนี้คงถูกปีศาจเข้ายึดครองไปแล้ว พวกเรายังจะได้มายืนพูดคุยกันอยู่ที่นี่หรือ?”

 

นักพรตเฒ่ากล่าวออกมาเช่นนี้ก็หยุดไปชั่วครู่ ถอนหายใจออกมา “ถึงแม้โลกของเราจะขับไล่โลกถ้ําปิศาจไปได้มันก็ต้องจ่ายราคามหาศาลจนน่าสลดใจเช่นกัน โดยเฉ พาะในช่วงท้ายของสงครามซึ่งได้สร้างความรําคาญใจให้กับเทพเจ้าปีศาจแห่งโลกถ้ําปีศาจ อีกฝ่ายจึงลืมตาตื่นขึ้นมาจากส่วนลึกของโลกถ้ําปีศาจจ้องมายังโลก….”

 

“ด้วยการจ้องมองที่น่าสะพรึงกลัวนั้น สนามรบก็พลันถล่มลงมาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่มวลมนุษย์ต่างล้มหายตายจากสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงให้แก่พวกเรา….”

 

นักพรตเฒ่าเหม่อมอง เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก

 

หลังจากผ่านเวลาไปเนิ่นนาน ความเป็นจริงในช่วงนั้นก็ไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้หมด แม้ว่าจะเป็นนิกายใหญ่เองก็ตามพวกเขาก็แทบไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัดจริงๆว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ทําได้เพียงอนุมานเอาจากบันทึกโบ ราณภายในนิกายของตนเท่านั้น

 

“เข้าใจแล้ว”

 

ท่าทีของหมิงโยวนั้นเคร่งขรึม

 

แม้ร่างปีศาจลวงตาของนิกายเฮยหยวนจะแข็งแกร่งที่สุดในด้านการเอาตัวรอดแต่หมิงโยวก็รู้ตัวเองดีเช่นกัน

 

สิ่งที่เรียกว่าจุดแข็งในการเอาตัวรอดนั้น ในอีกแง่ หากมองย้อนไปเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน เมื่อต้องเผชิญกับการจ้องมองของเทพเจ้าปีศาจแม้ว่าบรรพชนของนิกายเฮยหยวน จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาเขาก็ต้องตายแล้วตายอีกจนไม่รู้จะตายอย่างไรแล้วเป็นแน่

 

“ไม่ต้องพูดคุยกันให้มากความแล้ว”

 

“รีบทําลายค่ายกลกันเถอะ”

 

หมิงโยวครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งแล้วจึงยื่นมือขวาไปด้านหน้าทันใดนั้นกลุ่มหมอกสีดําก็ปรากฏขึ้นมา

 

กลุ่มหมอกสีดํานี้ถูกขว้างออกไปตรงๆ

 

ในชั่วพริบตา

 

ชั้นของค่ายกลฟ้าดินจํานวนมากก็ปรากฏขึ้น มันถูกเผยออกมาให้เห็นเมื่อสัมผัสเข้ากับกลุ่มหมอกสีดํา

 

“อยู่ตรงนี้งั้นรึ?”

 

ท่าทีของหมิงโยวเปี่ยมไปด้วยความยินดี

 

ค่ายกลฟ้าดินขนาดใหญ่ที่จัดตั้งโดยจ้าวทะเลบูรพานั้นช่างซ่อนเร้นเสียจริง แม้มันอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้วก็ยังไม่สามารถรู้สึกได้เลยแม้แต่น้อย

 

การที่มองไม่เห็นไม่ได้หมายความว่าไม่มีอยู่จริง

 

หมิงโยวต้องอาศัยประกายแสงสีเลือดเท่านั้นจึงจะยืนยันได้ว่ามันอยู่ที่นี่จริงๆ

 

“ค่ายกลฟ้าดินที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้ เมื่อเทียบกับค่ายกลที่คอยคุ้มกันนิกายใหญ่ก็ยังไม่ยอดเยี่ยมเท่าค่ายกลหลังนี้”

 

นักพรตเฒ่าพยักหน้าเล็กน้อย กระซิบเบาๆ ด้วยความตกใจ

 

“แล้วตอนนี้พวกเราควรทําเช่นไรต่อ?”

 

เฉวยวี ผู้อาวุโสจากตําหนักเทพเจ้าหิมะถามออกไปตรงๆ

 

“พวกเจ้าจงยืนตามตําแหน่งเหล่านี้ พยายามอย่างเต็มที่ในการโจมตีค่ายกลฟ้าดินขนาดใหญ่นี่ซะ” หมิงโยวไม่ได้ตั้งใจจะปกปิดอะไร “ทําลายค่ายกลฟ้าดินขนาดใหญ่นี้ด้วยกําลังของพวกเราดูจากพลังของพวกเราแล้ว เมื่อโจมตีอย่า งเต็มที่ ไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็คงฝาค่ายกลขนาดใหญ่นี้เข้าไปได้”

 

หมิงโยวเหลือบมองทุกๆ คน

 

นี่เป็นข้อมูลที่ค่าที่สุดที่เขาได้รับมาจากทายาทของศิษย์จ้าวทะเลบูรพา

 

ยกเว้นแต่ศิษย์ที่ใกล้ชิดกับจ้าวทะเลบูรพามากๆคนอื่นจะรู้ได้อย่างไรว่าจุดอ่อนของค่ายกลฟ้าขนาดใหญ่นั้นอยู่ตรงไหน?

 

“ยอดเยี่ยมยิ่ง”

 

ชายที่สะพายดาบยาวจากพรรคหมื่นดาบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

 

ถ้าหากพวกเขาเข้าโจมตีค่ายกลฟ้าดินที่จัดตั้งโดยเซียนเทพปฐพีนี้ ก็คงเหมือนกับกลุ่มมดต้องการจะสั่นสะเทือนท้องฟ้า พวกเขาไม่สามารถสร้างผลกระทบใดได้เลย

 

บางทีเมื่ออยู่ต่อหน้าค่ายกลขนาดใหญ่เช่นนี้พวกเขาอาจจะบาดเจ็บสาหัสหรือไม่ก็ถึงขั้นเสียชีวิตก็เป็นได้

 

แต่ก็เท่านั้น

 

บัดนี้ล่วงเลยมาเกือบหมื่นปี พลังของค่ายกลฟ้าดินขนาดใหญ่ก็เริ่มเสื่อมโทรมลง ประกอบกับจุดอ่อนบนค่ายกลที่หมิงโยวได้บอกกล่าวออกมาก็เป็นไปได้ที่จะทํา ลายค่ายกลฟ้าดินขนาดใหญ่นี้ภายในครึ่งชั่วโมง

 

“มาเริ่มกันเลย”

 

หมิงโยวยืนอย่างสง่าผ่าเผยอยู่ในตําแหน่งหนึ่งยกมือขวากระแทกเข้าใส่เกราะป้องกันของค่ายกลฟ้าดิน

 

ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างมองหน้ากันและตัดสินใจลงมือ

 

ทันใดนั้น

 

ผู้อาวุโสจากนิกายใหญ่ทั้งหมดก็ลงมือพร้อมกัน

 

ในชั่วพริบตา ค่ายกลฟ้าดินขนาดใหญ่ที่คอยครอบคลุมเกาะหยิงโจวก็สว่างไสวไปด้วยแสงอันเจิดจ้า

 

ในเวลาเดียวกัน

 

ชิงชิวเฉียนเฉียนกําลังนั่งขัดสมาธิและฝึกฝนบ่มเพาะเคล็ดวิชาของเผ่าภูตอสูรอยู่อย่างเงียบๆ

 

“หือ?”

 

“มีคนกําลังโจมตีค่ายกลฟ้าดิน?”

 

ชิงชิวเฉียนเฉียนลืมตาขึ้น มองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความประหลาดใจ

 

เห็นระลอกคลื่นจางๆ บนท้องฟ้า เหมือนกับก้อนหินที่ถูกเหวี่ยงตกลงไปในแม่น้ํา ชิงชิวเฉียนเฉียนเห็นร่างหลายร่างกําลังโจมตีค่ายกลฟ้าดินอย่างต่อเนื่อง

 

“เมื่อเทียบกับตอนที่นายท่านโจมตี มันเทียบไม่ได้แม้แต่หนึ่งในร้อยส่วน.” ชิงชิวเฉียนเฉียนสายศีรษะ

 

ซูฉินตอนที่อยู่นอกเกาะหยิงโจว เกือบแยกเกาะหยิงโจวงหมดออกเป็นสองส่วนด้วยคมมีดเทพเจ้าปีศาจ สิ่งที่ตามมามันยิ่งกว่าฟ้าถล่มดินทลายอีกไม่ใช่หรือ?

 

“แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์ที่กําลังโจมตีค่ายกลอยู่นั้นก็ไม่ได้อ่อนแอ หากจับเป็นพวกมันได้ บางทีอาจจะทําให้ผู้อาวุโสพึงพอใจ?”

 

หัวใจของชิงชิวเฉียนเฉียนกระตุกเล็กน้อย

 

นางไม่รู้จะทําตัวมีประโยชน์ต่อซูฉินอย่างไรดีเช่นนั้นนางควรจะจับพวกมันมาสักสองสามคนคงจะดี

 

เมื่อชิงชิวเฉียนเฉียนกําลังเตรียมจะใช้พลังของค่ายกลฟ้าดินขนาดใหญ่เพื่อกําจัดหมิงโยวและผู้อาวุโสนิกายใหญ่คนอื่นๆใบหน้าของนางก็พลันเปลี่ยนไป

 

“ไม่ถูกต้อง”

 

“ทําไมคนพวกนี้จึงรู้จักจุดอ่อนของค่ายกลฟ้าดินขนาดใหญ่?”

 

ชิงชิวเฉียนเฉียนรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ

 

ค่ายกลฟ้าดินขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมเกาะหยิงโจวอยู่นั้นกสร้างด้วยฝีมือของจ้าวทะเลบูรพา เป็นไปไม่ได้ที่บุคคลภายนอกจะทราบจุดอ่อนของค่ายกลฟ้าดินนี้ ยกเว้นผู้ที่ใกล้ชิดกับจ้าวทะเลบูรพาเท่านั้น

 

เนื่องจากจุดอ่อนของค่ายกลฟ้าดินขนาดใหญ่ก็เหมือนกับข้อบกพร่องของค่ายกล ตราบใดที่จับจุดอ่อนได้การทําลายค่ายกลก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น

แม้ว่าชิงชิวเฉียนเฉียนจะเป็นผู้ควบคุมค่ายกลแต่อย่างน้อยก็ทําได้เพียงยืดระยะเวลาออกไปได้ชั่วขณะหนึ่งไม่ช้าก็เร็วค่ายกลจะต้องถูกทําลาย

 

“คนพวกนี้น่าจะเตรียมตัวมาแต่แรกแล้ว”

 

ท่าทีของชิงชิวเฉียนเฉียนกลายเป็นเคร่งขรึมไม่มีความลังเลใจ รีบมุ่งหน้าไปยังเกาะเล็กๆกลางทะเลสาบ “เรื่องนี้ควรแจ้งให้ผู้อาวุโสทราบโดยเร็วที่สุด”

 

ก่อนที่จะปิดด่านฝึกตน ซูฉินได้บอกชิงชิวเฉียนเฉียนเอาไว้ว่าหากมีสิ่งใดที่ไม่สามารถจัดการได้ก็ให้มาแจ้งตัวเขา

 

และเรื่องในตอนนี้ เป็นเรื่องที่ชิงชิวเฉียนเฉียนไม่สามารถแก้ไขได้แกลางทะเลสาบ

 

ซูฉันค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้น

 

ในเวลานี้ รัศมีพลังในร่างของเขาลดลงอย่างสมบูรณ์และดูเหมือนกับคนธรรมดาไม่ผิดเพี้ยน จะมีก็แต่ซูฉินเท่านั้นที่รู้ ว่ามีพลังอันน่าสะพรึงกลัวเท่าใดที่อยู่ภายในร่างของเขา

 

“ในที่สุดก็ก้าวเข้าสู่ระดับนภาชั้นที่แปดได้แล้ว”

 

ซูฉินถอนหายใจ ร่องรอยแห่งความสุขปรากฏขึ้นบนใบหนา

 

การมายังทะเลบูรพาในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ได้รับ ภาพสิบสองสัตว์ศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งที่สุดรองลงมาจากฝามือยูไลแต่ฐานการบ่มเพาะของเขายังเพิ่มขึ้นอีกด้วยซูฉินจะไม่พึงพอใจได้อย่างไร

 

ตอนนี้ซูฉินอยู่ห่างจากระดับนภาชั้นที่เก้าอีกเพียงหนึ่งก้าวเท่านั้น เมื่อเข้าสู่ระดับนภาชั้นที่เก้าแล้ว เขาจะสามารถกลั่นจิตวิญญาณแรกกําเนิดเพื่อเข้าทะลวงขอบเขต เซียนเทพปฐพี่ได้

 

“น่าเสียดายที่น้ําพุจิตวิญญาณมีเพียงเท่านี้”

 

ซูฉินก้มศีรษะและเหลือบมองลงไป

 

เห็นว่าตาน้ําพุจิตวิญญาณที่แต่เดิมไหลหลากออกมาได้เดือดแห้งไปหมดแล้ว และจิตใจแห่งฟ้าดินที่เคยพุ่งออกมาอย่างต่อเนื่องบัดนี้ก็เหลือเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ เท่านั้น

 

“หากรออีกสักพันปี หลังจากกระแสปราณฉีกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ตาน้ําพุจิตวิญญาณกลุ่มนี้ก็อาจจะฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง”

 

ซูฉินแตะปลายคางแววตาครุ่นคิด

 

เหตุผลที่เรียกตาน้ําพุจิตวิญญาณว่า “น้ําพุ นั่นก็เพราะว่ามันเหมือนกับน้ําพุจริงๆ ที่สามารถพ่น “น้ําแร่” ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง

 

ตราบใดที่ตาน้ําพุยังคงมีอยู่ จะต้องมีสักวันที่มันฟื้นกลับคืนมาอีกครั้ง สิ่งสําคัญคือเรื่องของเวลาเพียงเท่านั้น

 

“จะดีไหมถ้าย้าย”น้ําพุ ที่เดือดแห้งนี้ไปยังเมืองฉางอันที่นั่นมีค่ายกลฟ้าดินจํานวนมากคอยหล่อเลี้ยงบางทีตาน้ําพุนี้อาจจะฟื้นตัวเร็วขึ้น?”

 

ความคิดของซูฉินผันผวนอยู่ภายในใจ

 

ในตอนที่จ้าวทะเลบูรพาพบตาน้ําพุจิตวิญญาณนี้ในทางตอนเหนือที่แสนไกล เขาสามารถย้ายมันมาไว้ที่นี่ได้ และตอนนี้การที่ซูฉินจะย้ายน้ําพุจิตวิญญาณกลับไปยังเมืองฉางอันได้ด้วยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

 

ขณะที่ซูฉันกําลังคิดเรื่องราวนั้นอยู่อย่างเพลินๆเสียงร้องเรียกของชิงชิวเฉียนเฉียนก็ดังอยู่ด้านนอก

 

“หืม?”

 

ซฉินขมวดคิ้ว

 

“เข้ามา”

 

เพียงแค่ซูฉินนึกคิด ประตูหินสีดําด้านหน้าถ้ําก็เปิดออกอย่างช้าๆ

 

“ผู้อาวุโส”

 

“ผู้อาวุโส ไม่ดีแล้ว มีคน มีคนกําลังบุกเข้ามา”

 

ชิงชิวเฉียนเฉียนเดินเข้าไปในถ้ําอย่างรวดเร็ว ยืนสํารวมอยู่ตรงหน้าของซูฉิน จากนั้นจึงกล่าวออกมาอย่างเร่งรีบ

 

“มีคนบุกเข้ามา?”

 

ซูฉินประหลาดใจเล็กน้อย จ้องมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบนจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เริ่มครอบคลุมไปทั่วทุกทิศทาง

 

เข้าสู่ระบบ ฝ่ามือยูไล

เข้าสู่ระบบ ฝ่ามือยูไล

บทนำ ซูฉินเที่ยวท่องไปในยุทธภพอันกว้างใหญ่ เป็นโลกที่ชาวยุทธครองพิภพ เป็นสถานที่ที่ราชครูแห่งอาณาจักรเหมิ่งหยวนอยู่เหนือใต้หล้า เป็นที่ที่ผู้สืบทอดหมัดเก้าตะวันออกหาประสบการณ์ต่อสู้ไปตามแนวสายธารอันทอดยาวและภูเขาสูงชัน ทั้งยังมีเสียวหลี่ที่ขี่กระบี่โบยบินสู่นภากาศอันเวิ้งว้างว่างเปล่า เนื่องจากซูฉินไม่มีพรสวรรค์ด้านวิชายุทธ เขาจึงเป็นได้เพียงพระกวาดลานแห่งตำหนักลานจิปาถะ ในเวลานั้นเอง ระบบแห่งการลงชื่อเข้าใช้ก็ถูกกระตุ้นเปิดออก! ลงชื่อเข้าใช้ที่หน้าพระประธานสีทองอร่าม ได้รับ [ฝ่ามือยูไล] ลงชื่อเข้าใช้ที่หน้าลานสงฆ์ ได้รับ [กายแกร่งวัชระ] ลงชื่อเข้าใช้ที่ภูเขาหลังวัด ได้รับ [กายาโพธิสัตว์ปีศาจทองคำ] สมบัติแทบจะแทรกอยู่ทุกหย่อมหญ้าในวัดเส้าหลินให้ได้ลงชื่อรับของรางวัลมา ซูฉินจึงไม่คิดลงจากภูเขาอันเป็นที่ตั้งของวัดเส้าหลินไปที่ไหนแน่หากยังไม่ได้ลงชื่อรับของรางวัล และตัวเขาก็ลงชื่อเข้าใช้อยู่แบบนั้นมาตลอดยี่สิบปี ยี่สิบปีผ่านไป เส้าหลินเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ระหว่างธรรมะและอธรรม เหล่ามารเข้าโจมตีวัดเส้าหลินอย่างมิเกรงฟ้าดิน มาทั่วทุกสารทิศมุ่งเข้าสู่ศาลาพระคัมภีร์ อย่างดุร้าย! และทรงพลัง! จนกระทั่งพวกมันเจอเข้ากับศิษย์วัดนามซูฉินกำลังกวาดลาน… แปลจากงานเขียนเรื่อง Sign in Buddha’s palm ผู้แต่ง : หุยเต้าหยวนชู ปล.เนื้อหาภายในเป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียน ผู้แปลเพียงนำเสนอผลงานในรูปแบบที่เข้าใจง่ายขึ้นเท่านั้น

Comment

Options

not work with dark mode
Reset