เคล็ดกายานวดารา – ตอนที่ 87 ผู้ที่มาจากดินแดนหลิงเจี่ย

ต้นไม้สูงเสียดฟ้าต้นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ที่เบื้องหน้าของหลงเฉิน บนยอดของมันแผ่กิ่งก้านออกไปกว้างไกลราวกับได้ปกคลุมทั่วทั้งหุบเขาอย่างไรอย่างนั้น ด้านหน้าของต้นไม้ใหญ่มีลำธารสายเล็กที่ใสสะอาดจนมองเห็นก้นบึ้งไหลผ่านอยู่

ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ที่สูงชันนับร้อยช่วงตัวก็มีแท่นศิลาก้อนหนึ่งวางอยู่ สิ่งนั้นก็คือศิลาที่คนในหมู่บ้านได้ช่วยกันสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นแท่นบวงสรวงนั่นเอง

หลงเฉินสำรวจไปยังต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นก็สัมผัสได้ถึงขุมพลังแห่งชีวิตอันแข็งแกร่งอย่างหนึ่ง เรียกได้ว่าแผ่บารมีอันสูงล้ำได้ด้วยตัวของมันเองราวกับว่าต้นไม้ต้นนี้ได้รวมเจตจำนงแห่งอิสรภาพจากทั่วทั้งโลกหล้าเอาไว้อยู่อย่างไรอย่างนั้น

“นี่ก็คือเทพแห่งพงไพรของพวกเจ้าสินะ?” หลงเฉินถามออกไป

“ใช่ นี่คือต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา ข้าจะพาเจ้าไปขอพบกับเทพแห่งพงไพรผู้ที่มีพระคุณต่อเจ้าอย่างแท้จริง” เสี่ยวฮวากล่าวจบก็ได้คุกเข่าลงกับพื้น แล้วเริ่มการกราบไหว้

หลงเฉินมองไปยังต้นไม้ใหญ่ที่เป็นผู้ช่วยชีวิตเขา ในช่วงเวลาที่เขาสลบไปนั้นไม่มีแม้แต่การจัดหาโอสถใดใดย่อมทำให้เขาหมดสิ้นเรี่ยวแรงและพลังจนอาจถึงตายได้ ต่อให้เขาต้องมาทำการกราบไหว้ต้นไม้เช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว

ขณะที่หลงเฉินกำลังจะก้มลงกราบไหว้อยู่นั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาตามสายลมที่พัดผ่านกลางอากาศ

“ท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ข้าไม่อาจรับไว้ได้”

ทันใดนั้นบนแท่นบวงสรวงก็ปรากฏเงาร่างของหญิงสาวนางหนึ่งที่สวมอาภรณ์ยาวสีขาว เส้นผมสีดำขลับที่ยาวถึงช่วงเอว ให้ความรู้สึกเหมือนกับเทพเซียนผู้หนึ่ง ทว่ารูปลักษณ์ของนางกลับดูเลือนรางคล้ายหมอกควันที่ไม่อาจมองเห็นได้อย่างชัดเจน

“เทพแห่งพงไพร”

เสี่ยวฮวาที่กำลังจะคุกเข่าลงกับพื้น ก็ได้ปากอ้าตาค้างจ้องมองไปยังหญิงสาวที่เพิ่งจะมาเยือน ทุกครั้งที่นางมายังที่แห่งนี้นางจะได้ยินเพียงเสียงของเทพแห่งพงไพรเท่านั้น ยังไม่เคยพบเห็นร่างที่แท้จริงมาก่อน

อย่าว่าแต่นางเลย ผู้คนที่เล่าขานต่อกันมานานนับหลายร้อยปีก็ยังไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นร่างจำแลงของเทพแห่งพงไพรมาก่อนเลยด้วซ้ำไป

ทว่าหลงเฉินที่เพิ่งจะมาถึง อีกทั้งยังไม่ได้กราบไหว้ กลับทำให้เทพแห่งพวงไพรเปิดเผยร่างจำแลงออกมาได้ พร้อมทั้งเอ่ยวาจาไม่รับการกราบไหว้จากหลงเฉินอีก เสี่ยวฮวาจึงเกิดความสับสนขึ้นมาภายในจิตใจอยู่ไม่น้อย แม้แต่เทพยังไม่อาจรับการกราบไหว้ของหลงเฉินอย่างนั้นหรือ?

หลงเฉินจดจ้องไปยังเงาร่างที่ปรากฏอยู่ที่เบื้องหน้า ทั่วทั้งร่างกายก็แข็งทื่อขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขาทราบดีว่าเงาร่างนั้นย่อมไม่ใช่มนุษย์อย่างแน่นอน ทว่าเป็นจิตสำนึกแห่งวิญญาณสายหนึ่ง

การจะทำเช่นนี้ได้นั้นจะต้องมีพลังแห่งจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งในระดับสูงสุด ถึงแม้ว่าหลงเฉินจะมีพลังแห่งจิตวิญญาณอันมหาศาลอยู่ภายในร่างกาย ทว่าเมื่อเทียบกับเทพแห่งพงไพรแล้วกลับเป็นเพียงลำคลองขนาดเล็กสายหนึ่งกับมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพรศาลอย่างไรอย่างนั้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตัวเองช่างกระจ้อยร่อยเสียจริงๆ

“ท่านก็คือเทพแห่งพงไพร?” หลงเฉินเอ่ยถามออกไปเพื่อยืนยันตัวตน

หญิงสาวยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย ทว่าก็ไม่ได้กล่าวตอบกลับมาแต่อย่างใด พลันก็ได้มองไปยังเสี่ยวฮวาที่กำลังคุกเข่าอยู่แล้วส่งเสียงแผ่วเบาว่า “ขอเจ้าจงหลับใหลไปสักครู่ก่อน”

ทันใดนั้นร่างของเสี่ยวฮวาก็ได้ฟุบลงไปกับพื้น เสียงของลมหายใจที่หนักแน่นกระเพื่อมขึ้นมาระลอกหนึ่ง จากนั้นก็เข้าสู่ห้วงแห่งนิทราไปในที่สุด

หลงเฉินแตกตื่นขึ้นมายกใหญ่ นี่มันพลังฝีมืออันแข็งแกร่งอย่างแท้จริง ไม่จำเป็นจะต้องใช้พลังวิญญาณออกมาเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่นึกคิดขึ้นมาก็สามารถทำให้ผู้คนหลับใหลไปได้แล้ว

เมื่อเห็นว่าเสี่ยวฮวาผล็อยหลับไปแล้ว หญิงสาวจึงกล่าวขึ้นมาอย่างแผ่วเบาว่า “บทสนทนาระหว่างพวกเราไม่สามารถให้นางได้ยินได้ ฉะนั้นทางที่ดีจึงต้องทำให้นางหลับใหลไปก่อน

ข้าไม่ใช่เทพอันใด เพียงแต่เป็นคำเรียกขานจากพวกเขาก็เท่านั้น แท้ที่จริงแล้วข้านั้นไม่ใช่สิ่งที่อาศัยอยู่ในโลกหล้าแห่งนี้”

“ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในโลกหล้าแห่งนี้อย่างนั้นหรือ?” หลงเฉินตกใจมากเสียยิ่งกว่าเดิม

“ข้ามาจากดินแดนหลิงเจี่ย (แดนปราณ灵界) อันไกลโพ้น ทว่าคงไม่ไกลมากนักสำหรับท่าน ข้าทราบว่าด้วยพรสวรรค์เช่นท่านคงจะใช้เวลาไม่นานก็จะทราบได้เอง” หญิงสาวตอบกลับไป

วาจาเอื้อนเอ่ยของหญิงสาวทำให้หลงเฉินเกิดความตื่นเต้นขึ้นมาส่วนหนึ่ง ทว่าเมื่อนางกล่าวถึงดินแดนหลิงเจี่ยจบก็ได้ปิดปากไป เห็นได้ชัดว่าไม่ต้องการที่จะกล่าวอันใดออกมามากมาย

ดินแดนหลิงเจี่ยเป็นชื่อที่แปลกชื่อหนึ่ง ทว่าเมื่อได้ยินออกมาก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนกับเคยได้ยินมาก่อน อีกทั้งยังเป็นความรู้สึกที่ลี้ลับในความเร้นลับบางอย่างอยู่

เมื่อหญิงสาวไม่ยินยอมเอ่ยวาจาอันใดออกมาอีก หลงเฉินเองก็ไม่กล้าที่จะถามออกไป จึงกล่าวเปลี่ยนบรรยากาศที่อัดอั้นขึ้นมาว่า “ในเมื่อท่านเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิต หลงเฉินก็จะจดจำเอาไว้จนขึ้นใจ”

“ท่านเกรงใจเกินไปแล้ว ความจริงแล้วท่านไม่จำเป็นจะต้องขอบคุณข้าหรอก ท่านควรขอบคุณคนในหมู่บ้านเหล่านั้นเสียมากกว่า ตามข้อตกลงแล้วนั้นไม่ว่าพวกเขาต้องการสิ่งใด ข้าก็จะทำให้มันสมหวังทั้งหมดเอง

เช่นนั้นก็ต้องมีการตอบแทนกลับมาด้วยเช่นเดียวกัน นั้นเป็นข้อตกลงของพวกเรา ท่านไม่จำเป็นที่จะต้องขอบคุณข้าหรอก” หญิงสาวส่ายหน้าไปมา “ไม่ทราบว่าข้าสมควรจะถามออกไปได้หรือไม่ เพราะเหตุใดท่านจึงทำข้อตกลงกับคนธรรมดา?” หลงเฉินถามด้วยความใคร่รู้เป็นอย่างยิ่ง

นี่เป็นความสงสัยที่ยังคงค้างคาอยู่ภายในจิตใจของหลงเฉินมาเนิ่นนานแล้ว สิ่งที่นางกระทำช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย

หญิงสาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยกล่าวออกมาช้าๆ “เพราะว่าข้าต้องให้พวกเขาช่วยเหลือ”

“ให้พวกเขาช่วยเหลืออย่างนั้นหรือ?” หลงเฉินยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ การคงอยู่ขอนางช่างน่าหวาดกลัวและแข็งแกร่งอยู่แล้ว เพราะเหตุใดถึงต้องขอความช่วยเหลือจากมนุษย์ธรรมดาด้วย

“ข้าบอกไปแล้วว่าข้านั้นไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในโลกหล้าแห่งนี้ ข้าถูกช่วงชิงรอยแตกร้าวระหว่างช่องว่างแห่งกาลเวลาของชีวิตไปจึงหลบหนีออกมาได้ เดิมทีแล้วข้าควรจะตายไปแล้วเสียด้วยซ้ำ

ถึงแม้ว่าจะยังคงมีชีวิตอยู่ต่อมาได้ ทว่ากายเนื้อนั้นกลับได้รับความเสียหายอย่างหนักหนาสาหัส จึงจำเป็นที่จะต้องพักฟื้นเป็นเวลานาน ข้าจึงจะสามารถกลับไปเป็นเช่นเดิมได้

และการที่ข้าจะกลับไปยังโลกของข้าได้นั้นจำเป็นต้องทำการบวงสรวงด้วยโลหิตและเนื้อที่เพียงพอเท่านั้น เพื่อที่จะเปิดช่องว่างของมิติออกแล้วเดินทางกลับไปยังโลกเดิมที่ข้าจากได้มา

เจ้าคงจะแปลกใจว่าเหตุใดข้าจึงไม่ออกไปล่าสิ่งมีชีวิตด้วยตัวเอง แต่กลับหยิบยืมกำลังของพวกเขาใช่หรือไม่” หญิงสาวล่วงรู้ถึงความคิดขอหลงเฉินได้ในทันที

“นั่นก็เป็นเพราะว่าเผ่าหลิงอย่างพวกเรานั้นมีข้อจำกัดของตัวเอง พวกเราไม่อาจใช้ความต้องการส่วนตัวของตัวเองไปเข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตอื่นได้ ฉะนั้นพวกเราจึงไม่อาจสังหารพวกมันด้วยมือของตัวเอง”

“เป็นเพราะเหตุใด?”

“นี่เป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากความลับของพลังการฝึกยุทธ์ของพวกเราเผ่าหลิง ถ้าหากผู้ใดไปสังหารสิ่งมีชีวิตจนตายไปแล้วดูดซับโลหิตและเนื้อติดต่อกัน ก็คล้ายกับได้ดูดซับความเกลียดชังเข้ามาด้วย สิ่งนี้ไม่ต่างไปจากโอสถพิษที่ไร้ซึ่งโอสถถอนพิษอย่างหนึ่งเลยทีเดียว” หญิงสาวอธิบายออกมา

เมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องราวของหญิงสาวที่เป็นเสมือนเรื่องที่อยู่นอกเหนือความจริงไปแล้ว ทว่าหลงเฉินก็ยังสัมผัสได้ว่านางไม่ได้หลอกลวงเขา

บรรยากาศของพลังแห่งชีวิตอันบริสุทธิ์ได้ปกคลุมบนร่างกายของนางทำให้หลงเฉินบรรลุความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่าเพราะเหตุอันใดนางจึงได้ร่วมมือกับบรรพบุรุษของเสี่ยวฮวา

“ท่านเองก็เป็นถึงยอดฝีมือที่มีพลังอย่างไร้ขีดจำกัด การบาดเจ็บของท่านในครั้งนี้ ข้าไม่ได้เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูเส้นลมปราณของท่านเท่านั้น ทว่ายังขยายเส้นลมปราณให้ด้วย ฉะนั้นท่านก็สามารถใช้พลังดั่งเดิมได้แล้วและยังมีเส้นลมปราณที่แน่นหนาขึ้นด้วย ค่ารักษาของท่านย่อมต้องมีราคาสูง” หญิงสาวกล่าวอธิบายออกมา

หลงเฉินเบิกดวงตาขึ้นมาจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า แท้ที่จริงแล้วก็เป็นเช่นนี้นี่เอง หลังจากที่เขาฟื้นคืนสติกลับมาได้ก็รู้สึกว่าร่างกายมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ส่วนหนึ่ง ทว่ากลับไม่อาจที่จะสังเกตได้

เมื่อได้ฟังจากฝีปากของหญิงสาวพลันดวงตาก็เกิดความร้อนรนขึ้นมาอย่างมาก อดไม่ได้ที่จะเกิดความลิงโลดขึ้นมาภายในจิตใจอย่างถึงที่สุด เส้นลมปราณของเขาขยายขึ้นมาอีกเป็นเท่าตัวอย่างนั้นเลยหรือ

ถ้าหากเส้นลมปราณของเขาทั้งเหนียวทั้งแข็งแรงประดุจหนังสัตว์ขึ้นมาแล้วนั้น คงจะสามารถแบกรับการทะลวงของพลังลมปราณได้อย่างมากมายมหาศาลเลยทีเดียว

กระนั้นหากได้ปะทะกับยิงฮวาอีกครั้ง แน่นอนว่าย่อมไม่จำเป็นที่จะต้องหวาดระแวงว่าเส้นลมปราณจะฉีกขาดอีกต่อไปแล้ว เมื่อเวลานั้นมาถึงเขาต้องสังหารยิงฮวาได้อย่างแน่นอน

“ต้องขอบคุณเป็นอย่างมาก” หลงเฉินกล่าวออกมาอย่างจริงใจ ทว่าเมื่อนึกถึงตอนที่ได้ยินเรื่องราวของหญิงสาวในครั้งแรกแล้วเดือดดาลขึ้นมานั้น ก็ทำให้เขารู้สึกละอายใจขึ้นมาไม่น้อยเลย เขาช่างเป็นคนที่มีจิตใจคับแคบเสียจริงๆ

หญิงสาวส่ายหน้าไปมาแล้วกล่าวออกมาว่า “คนของเผ่าหลิงยึดถือเพียงคำมั่นสัญญาเท่านั้น ฉะนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้า”

หลงเฉินยิ้มกว้างแล้วเอ่ยต่ออีกว่า “ข้าต้องการที่จะทราบอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อท่านได้รักษาข้าจนหายดีแล้ว ทว่าข้ากลับสะบัดก้นแล้วเดินจากไป จะเป็นเช่นไรกัน?”

ร่างกายของหญิงสาวขยับอย่างแผ่วเบาอยู่ครู่หนึ่งคล้ายกับกำลังหัวเราะอยู่ พลันก็ได้ส่ายหน้าไปมาแล้วตอบกลับมาว่า “ท่านไม่ทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน พวกเราเผ่าหลิงมีการตอบสนองต่อผู้คนที่มีความคิดและจิตใจที่ดีงาม หากท่านเป็นคนที่ไม่รักษาสัจจะ ข้าย่อมต้องสัมผัสได้ตั้งแต่แรกและย่อมไม่ช่วยรักษาให้อย่างแน่นอน

หากท่านจากไปจริงๆ ก็ยังมีเหล่าผู้คนยินยอมจะทำภารกิจของท่านให้สำเร็จอยู่เช่นเดียวกัน หรือไม่ข้าเองก็อาจจะยกเลิกภารกิจก่อนหน้านี้ไปเสีย”

“เช่นนั้นท่านก็ขาดทุนแล้วไม่ใช่หรือ?” หลงเฉินยิ้มแล้วกล่าว

“ช่างเถิด ไม่เป็นไร นี่คือกฎของเผ่าหลิง ทุกครั้งที่จะมีการสร้างข้อตกลงก็ย่อมต้องมีการจ่ายก่อนอยู่แล้ว” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เฉกเช่นบรรพบุรุษของคนในหมู่บ้าน?” ทันใดนั้นหลงเฉินก็นึกถึงเรื่องเล่าที่เสี่ยวฮวาได้เล่าให้ฟังเมื่อก่อนหน้านี้

“อือ นี่คือความเคยชินของพวกเรา”

ความเคยชินช่างเป็นสิ่งที่ดีมากเป็นอย่างยิ่ง ทว่าหากหญิงสาวได้ไปอยู่ในโลกแห่งความจริงอย่างภายในจักรวรรดิ รับรองได้เลยว่านางจะต้องขาดทุนอย่างย่อยยับแน่นอน สิ่งที่นางกำลังกระทำอยู่นี้เรียกว่าเป็นการใช้ใจแลกใจอย่างหนึ่ง ในการทำข้อตกลงเช่นนี้ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ดีเสียกว่าการเขียนหนังสือสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นมา

“ใช่แล้ว ท่านยังต้องการโลหิตและเนื้อของสัตว์มายาอีกมากเพียงใดกัน” เมื่อหลงเฉินกล่าวจบก็ได้นำร่างไร้วิญญาณของหมีกัมปนาทออกมาวางบนพื้น

ทันใดนั้นเองรากต้นไม้ที่วางเรียงรายอยู่บนพื้นก็ได้เสียบแทงเข้าไปในร่างของหมีกัมปนาทอย่างรวดเร็ว เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งลมหายใจร่างของหมีกัมปนาทก็ได้ถูกสูบจนแห้งเ**่ยวลงไปไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูก

หลังจากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ต้นนั้นได้ซึมซับร่างของหมีกัมปนาทเข้าไปแล้ว หลงเฉินก็เห็นว่าต้นไม้นั้นมีพลังชีวิตที่เข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งหญิงสาวก็มีใบหน้าที่มีชีวิตชีวามากขึ้นด้วย

“เพื่อที่จะรักษาอาการบาดเจ็บของท่านให้หายดี ร่างกายของข้าจึงได้รับความเสียหายไปจนถึงแกนหลัก ฉะนั้นข้าจึงจำเป็นจะต้องใช้สัตว์มายาระดับหนึ่งสิบตัวและสัตว์มายาระดับสองอีกหนึ่งตัวเพื่อให้พลังกลับคืนมาดังเดิม” หญิงสาวตอบข้อสงสัยภายในจิตใจของหลงเฉิน

“หากเป็นเช่นนี้ท่านก็ถือว่าไม่ได้กำไรเลยไม่ใช่หรือ?” หลงเฉินเลิกคิ้วขึ้นด้วยความฉงนสงสัย

หญิงสาวยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้ายังคงต้องขอใช้คำพูดเดิม ข้อตกลงย่อมต้องมีการมอบให้ก่อนอยู่แล้ว”

“เข้าใจแล้ว ข้าเองก็ไม่ชื่นชอบการติดค้างน้ำใจของผู้ใด อีกทั้งบุญคุณของท่านในครั้งนี้นั้นมากมายมหาศาล ข้าจะจดจำเอาไว้จนขึ้นใจ” หลงเฉินพยักหน้าไปมาแล้วกล่าว

หลงเฉินไม่ชื่นชอบการติดค้างน้ำใจของผู้อื่น ในทางกลับกันผู้คนที่ได้ช่วยเหลือเขามาก่อน เขาเองก็ย่อมต้องตอบแทนกลับคืนไปเป็นสิบเท่า เสมือนกับพวกเจ้าอ้วนและพวกพ้องของเขานั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้เส้นลมปราณก็ได้ถูกขยายใหญ่ขึ้นมา ทำให้การฝึกยุทธ์ในวันข้างหน้าของเขาคงจะเป็นทักษะยุทธ์ที่มีระดับที่ลึกล้ำมากขึ้นไปได้อย่างแน่นอน สิ่งนี้จึงเป็นเสมือนพรที่สวรรค์มอบให้แก่เขาเลยก็ว่าได้

เมื่อการสนทนาของเขากับเทพแห่งพงไพรได้เสร็จสิ้นลงแล้ว หลงเฉินก็ได้ปลุกเสี่ยวฮวาที่นอนอยู่ข้างๆ แล้วพวกเขาก็ได้ออกไปจากอาณาเขตของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เพื่อกลับไปยังหมู่บ้าน

เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้าน เสี่ยวฮวาก็ได้กระโดดโลดเต้นไปมาพร้อมกับมือที่ถือหมูป่าอยู่ อีกทั้งยังเล่าถึงฉากที่หลงเฉินได้สังหารหมีกัมปนาทลงอย่างง่ายดาย รวมไปถึงการปรากฏตัวของเทพแห่งพงไพร จนทุกผู้คนที่ได้ยินได้ฟังเกิดอาการอ้าปากตาค้างกันไปจนหมดสิ้น

หลังจากที่ฟังจนจบแล้ว ผู้คนในหมู่บ้านต่างก็หันหน้าออกไปทางต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของเทพแห่งพงไพรแล้วคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อทำการกราบไหว้ด้วยความเคารพนบนอบ

ด้วยข้อตกลงบางอย่างของหลงเฉินและเทพแห่งพงไพร หญิงสาวจึงยอมชดเชยให้แก่คนในหมู่บ้าน คืนวันนั้นพวกเขาต่างก็ได้กินเนื้อหมูป่าอย่างอิ่มหนำสำราญกันไปถ้วนหน้า

เสี่ยวฮวาเองก็เริ่มใช้แหวนมิติออกมาให้ทุกคนในหมู่บ้านได้ดู นางนำอาวุธออกมาแสดงจนทำให้ทุกคนเกิดความยินดีปรีดาขึ้นมาไม่น้อย

หลังจากทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว หลงเฉินก็ได้ปลีกตัวออกไปท่ามกลางความมืดมิดยามวิกาล เพื่อสะสางเรื่องราวอีกเรื่องหนึ่ง….

เคล็ดกายานวดารา

เคล็ดกายานวดารา

เป็นจักพรรดิโอสถกลับเกิดใหม่งั้นหรือ ? เป็นการผสานจิตวิญญาณกันหรือ ? หลงเฉิน เด็กหนุ่มที่ถูกช่วงชิงรากปราณ โลหิตปราณ กระดูกปราณทั้งสามสิ่งไป ได้หยิบยืมวิชาการหลอมโอสถระดับเทวะภายใต้ความทรงจำ ฝึกปรือวิชาเคล็ดกายานวดาราอันลี้ลับ แหวกม่านหมอกที่หนาทึบออก ปลดปล่อยโชคชะตาครอบครองพลังวงแหวนเทวะแห่งฟ้าดิน เหยียบย่างชั้นดาราตะวันจันทรา พบพานสาวงามต่างๆ กำราบมารร้ายเทพแห่งความชั่วจนกลายเป็นที่เลื่องลือก้องแดนเจียงหนาน หลงเฉินมาถึง สวรรค์คำรนพสุธาคำราม หลงเฉินไปจาก ภูตผีหลั่งน้ำตาเทพร่ำไรจนเป็นที่ตำนานแห่งยุทธ์ภพ หลงเฉินปรากฎ ฟ้าดินสั่นสะเทือน หลงเฉินเดินจาก ภูตผีหลั่งน้ำตาเทพยดาร้ำไห้ ระดับพลัง 1.ขอบเขตก่อรวม 2.ขอบเขตก่อโลหิต 3.ขอบเขตเปลี่ยนเส้นเอ็น 4.ขอบเขตปรือกระดูก 5.ขอบเขตเชื่อมชีพจร 6.ขอบเขตแห่งการก่อฟ้า ระดับโอสถ 1.โอสถสามัญ 2.โอสถปัญญา 3.เชี่ยวชาญโอสถ 4.ราชาโอสถ 5.ราชันโอสถ 6.จ้าวโอสถ 7.เซียนโอสถ 8.ปราชญ์โอสถ 9.จักรพรรดิ์โอสถ

Comment

Options

not work with dark mode
Reset