เคล็ดกายานวดารา (Lc by Novel Kingdom) – ตอนที่ 285 ยกตนข่มท่าน

 

หมู่ตึกพลิกสวรรค์ มีลานฝึกยุทธ์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง กว้างยาวเกือบร้อยลี้ ตรงกลางของลานฝึกยุทธ์ เป็นที่ตั้งของเวทีประลองขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง

 

เวทีประลองนั้นมีลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งมีความกว้างทุกด้านเท่ากัน แต่ละด้านกว้างกว่าพันจั้ง ตัวเวทีทั้งชิ้นถูกหล่อขึ้นมาจากเหล็กกล้า จึงทำให้มีความแข็งแรงทนทานสูง ตามปกติแล้วเวทีประลองแห่งนี้จะถูกบรรดาศิษย์ของหมู่ตึกใช้เป็นที่สำหรับประลองฝีมือ เพื่อแลกเปลี่ยนวิชาระหว่างกัน

 

ในตอนที่หลงเฉินถูกศิษย์ของพรรคฟ้าดินผู้นั้นพามาถึงยังลานฝึกยุทธ์ เขาก็พบว่าทุกคนในหมู่ตึกพลิกสวรรค์ ทั้งเหล่าศิษย์ทั้งหลายและผู้อาวุโส ได้มาอยู่รวมกัน ณ สถานที่แห่งนี้แล้ว

 

ทางด้านทิศตะวันออกและตะวันตกของเวทีประลอง ปรากฏเป็นกลุ่มคนสองกลุ่มยืนประจันหน้ากันอยู่ ฝ่ายหนึ่งอยู่ทางตะวันออก เป็นคนของหมู่ตึกพลิกสวรรค์ ส่วนอีกฝ่ายที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกนั้น เป็นกลุ่มคนที่หลงเฉินไม่คุ้นหน้า เมื่อกะประมาณจำนวนด้วยสายตาแล้ว พบว่ามีมากถึงกว่าร้อยคน

 

หลงเฉินสังเกตเห็นว่า ผู้นำทัพของอีกฝ่ายนั้น เป็นสตรีวัยกลางคน ดูแล้วน่าจะมีอายุราวๆสามสิบถึงสี่สิบปี มีคิ้วยาวได้รูป ใบหน้าเปล่งปลั่ง ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า ซึ่งนี่ทำให้พอจะเรียกได้ว่า มีความงดงามในระดับที่ไม่เลวร้าย

 

ทว่านางกลับมีโหนกแก้มสูง มีคางยาวแหลม และมีริมฝีปากที่หนาทั้งบนล่าง ให้ความรู้สึกว่า คนผู้นี้ชมชอบการกล่าววาจาเหน็บแนมผู้คนยิ่งนัก บุคคลเฉกเช่นนี้นั้นถือว่ายากที่จะคบหาไว้เป็นมิตรสหาย

 

ถึงแม้ว่าสตรีผู้นี้จะมิได้มีลักษณะรูปร่างหน้าตางดงาม สะดุดสายตา แต่ทว่ารอบบริเวณจุดที่นางยืนอยู่นั้น เสมือนเกิดการสั่นไหวอยู่ตลอดเวลา สภาวะรอบด้านตรงจุดนั้นเต็มไปด้วยขุมพลังมหาศาลถูกปลดปล่อยออกมา ซึ่งผสานสอดรับกับพลังที่ส่งออกมาจากสตรีนางนั้น ดูราวกับว่าพลังของนางเป็นส่วนหนึ่งของพลังแห่งฟ้าดิน

 

“ขอบเขตขั้นก่อฟ้า!”

 

หลงเฉินนึกคิดในใจอย่างแตกตื่น นี่ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่หลงเฉินได้พบเห็นยอดฝีมือขอบเขตขั้นก่อฟ้าคนอื่นนอกเหนือจากหลิงหวินจื่อ

 

ทว่าคนผู้นี้กลับไม่ได้มีสภาวะของพลังเฉกเช่นหลิงหวินจื่อ ร่างกายของสตรีนางนี้นั้น แผ่กระจายพลังมหาศาลไปรอบบริเวณตลอดเวลา คนใกล้ชิดที่ยืนอยู่ข้างกายนาง ต่างก็เว้นระยะห่างจากนางในระดับหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านั้นไม่อาจแบกรับพลังอันมหาศาลที่แผ่กระจายออกมาจากกายของนางได้

 

หลงเฉินคาดเดาว่า สตรีผู้นี้คงพึ่งจะทะลวงพลังเข้าสู่ขอบเขตขั้นก่อฟ้าได้ไม่นาน และยังไม่สามารถควบคุมพลังได้อย่างใจนึก ดั่งเช่นหลิงหวินจื่อ ดังนั้นจึงปล่อยให้พลังสภาวะกระจายออกไปภายนอกมากมายเช่นนี้

 

ที่ด้านหลังของสตรีผู้นั้น มีศิษย์รุ่นเยาว์อยู่นับร้อยคน ทุกคนล้วนแล้วแต่ใช้ใบหน้าที่เย้ยหยันและสายตาที่เหยียดหยามมองมายังกลุ่มศิษย์ของหมู่ตึกพลิกสวรรค์ แววตาที่มองมาของคนเหล่านั้นดูคล้ายกำลังมองมดปลวก

 

แต่ที่ทำให้หลงเฉินรู้สึกตกใจคือ ภายในกลุ่มศิษย์เหล่านั้น มีศิษย์สายตรงอยู่มากถึงสามสิบคน อีกทั้งทุกคนยังมีพลังสภาวะที่แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง

 

แต่ถ้าหากเพียงเท่านี้ ก็ยังไม่น่าตกใจมากนัก เรื่องที่ทำให้หลงเฉินถึงกับรู้สึกแตกตื่นขึ้นมาก็คือ ในหมู่ศิษย์สายตรงเหล่านั้น มีอยู่สี่คนที่มีพลังสภาวะที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจน

 

เมื่อมองดูคนทั้งสี่ที่ยืนรวมกลุ่มอยู่กับคนอื่นๆตรงนั้น จึงให้ความรู้สึกคล้ายกับเห็นนกกระสาในฝูงไก่ เห็นได้ชัดว่าสภาวะร่างกายของพวกเขาไม่ได้เป็นเช่นเดียวกับคนอื่น

 

สภาวะเช่นนั้นนับว่าแปลกประหลาดอย่างยิ่ง แต่หลงเฉินเคยสัมผัสถึงผู้คนที่มีพลังเช่นนี้มาแล้ว เมื่อครั้งเผชิญหน้ากับยอดฝีมือฝ่ายอธรรมในศึกครั้งที่ผ่านทา และบนร่างของถังหว่านเอ๋อในขณะนี้ก็มีบรรยากาศที่แปลกประหลาดเช่นนี้ด้วยเช่นกัน

 

“ผู้อยู่เหนือขอบเขต!”

 

มีผู้อยู่เหนือขอบเขตมากถึงสี่คนปรากฏตัวขึ้นมาในเวลาเดียวกัน คนกลุ่มนี้ที่แท้เป็นผู้ใดกัน ? หลงเฉินคิดอย่างแตกตื่น

 

ทางด้านคนของหมู่ตึกพลิกสวรรค์ในขณะนี้นั้น สมาธิของทุกคนต่างก็จดจ่ออยู่ที่สตรีผู้นำทัพที่อยู่ตรงหน้า จึงไม่รับรู้เลยว่าหลงเฉินได้มาถึงแล้ว

 

หลงเฉินส่งสัญญาณมือให้ศิษย์ผู้พาเขามานั้นเงียบเสียงเอาไว้ก่อน ทั้งสองค่อยๆลอบเข้าไปทางด้านหลังของกลุ่มคนในหมู่ตึก หลงเฉินเลือกยืนอยู่ในมุมที่ค่อนข้างเร้นลับจากสายตาฝ่ายตรงข้ามแต่ยังสามารถเห็นทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน แล้วเฝ้าดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

“ผู้อาวุโสโล่ว! หมู่ตึกลำดับที่สามสิบหก! พวกท่านเข้ามาในพื้นที่ของข้าโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทั้งยังบุกเข้ามาถึงลานประลองอีก แท้จริงแล้วท่านมีเหตุผลอะไรกันแน่ ? ” ถู่ฟางจ้องเขม็งไปยังสตรีผู้นั้นแล้วกล่าว

 

คนกลุ่มนี้นั้น หลังจากมาถึงหมู่ตึก ก็บุกขึ้นมาบนเขาทันที จนทำให้สัญญาณเตือนผู้บุกรุกของหมู่ตึกทำงาน ในตอนนั้นทุกคนในหมู่ตึกคิดว่าฝ่ายอธรรมบุกรุกเข้ามาอีกแล้ว จึงรีบมารวมตัวกันที่นี่เพื่อทำการตรวจสอบและเตรียมตัวตั้งรับ

 

สุดท้าย เมื่อตรวจสอบก็พบว่าเป็นคนกลุ่มนี้ คนกลุ่มนี้นั้นหลังจากบุกเข้ามาได้ ก็ไม่กล่าวอะไรออกมาแม้แต่ประโยคเดียว ทำเพียงหยุดชะงักอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตรงเข้ามายังลานประลองยุทธ์ทันที

 

เมื่อมาถึงยังลานประลองยุทธ์ กลุ่มผู้บุกรุก ก็ยืนตั้งทัพ ประจันหน้า จับตามองทุกคนภายในหมู่ตึกอย่างเยียบเย็น และยังคงไม่กล่าวอะไรออกมา

 

แม้ว่าตลอดเส้นทางที่จะมายังลานประลองนั้น จะมีศิษย์ส่วนหนึ่งของหมู่ตึกพยายามเข้าขัดขวางพวกเขาไว้ แต่ก็ถูกซัดพลังทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งแม้ว่าเหล่าผู้บุกรุกนั้นจะยั้งมือ ไม่ทำร้ายศิษย์ของหมู่ตึก จนถึงกับสูญเสียชีวิต แต่หลายคนที่เข้าไปขัดขวางก็ได้รับบาดเจ็บถึงขั้นสาหัส เพราะเหตุนี้เองทำให้เหล่าศิษย์ของหมู่ตึกพลิกสวรรค์ทั้งแตกตื่นทั้งเดือดดาล ต่างก็ชักดาบ ชักอาวุธ เบิกวิชาทักษะยุทธ์ เตรียมพร้อมเพื่อเปิดศึก

 

ในขณะที่เหล่าศิษย์ของหมู่ตึกกำลังเงื้อมอาวุธเข้าฟาดฟันผู้บุกรุก ผู้อาวุโสคนหนึ่งก็ตะโกนร้องสั่งให้หยุดมือ

 

เนื่องจากเมื่อกลุ่มผู้บุกรุกนั้นเดินเข้ามาใกล้ เหล่าผู้อาวุโส ก็สังเกตเห็นเครื่องแต่งกายของคนเหล่าได้ชัดเจน บนอาภรณ์ของคนพวกนั้นมีสัญลักษณ์ที่มีรูปแบบเฉกเช่นเดียวกับ ที่ติดอยู่บนเครื่องแต่งกายของศิษย์ในหมู่ตึกพลิกสวรรค์ จะแตกต่างกันก็เพียงด้านบนของสัญลักษณ์ มีตัวเลข ‘สามสิบหก’ ตัวเล็กๆปัก เอาไว้ ในขณะที่บนเครื่องแต่งกายของศิษย์ในหมู่ตึกปัก เป็นตัวเลข ‘หนึ่งร้อยแปด’

นับตั้งแต่แรกเริ่มเข้ามาในหมู่ตึก ศิษย์หลายคนต่างก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเลขร้อยแปดมากนัก มีคนเคยถามศิษย์พี่มาบ้าง ทว่าศิษย์พี่เหล่านั้นต่างก็พยายามที่จะบ่ายเบี่ยงไม่บอกอะไรออกมา

 

ทันทีที่ผู้อาวุโสถู่ฟางมาถึง ทุกคนจึงถอยออกไปรวมกลุ่มกัน อยู่ทางด้านหลังของผู้อาวุโสถู่ฟาง จับตามองผู้บุกรุกเหล่านั้น

 

เมื่อได้ยินผู้อาวุโสถู่ฟางเอ่ยปาก ทุกคนจึงค่อยเข้าใจขึ้นมา ที่แท้ผู้อาวุโสถู่ฟางเองก็รู้จกสตรีผู้นั้น

 

แต่ทั้งๆที่รู้จักกันมาก่อน เหตุใดสตรีผู้ที่ถู่ฟางเรียกขานเป็น ‘ผู้อาวุโส’ ผู้นั้นจึงกระทำการอย่างไร้มารยาทเช่นนี้ นำพากำลังคนบุกเข้ามาด้วยความดุดัน โดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ซ้ำยังทำร้ายศิษย์น้อยใหญ่ที่นับได้ว่าเป็นเจ้าบ้าน การกระทำและท่าทางเช่นนั้น ไม่ต่างอะไรไปจากการมา ‘หาเรื่อง’ เลยแม้แต่น้อย

 

สตรีผู้มีพลังอยู่ในขอบเขตขั้นก่อฟ้าผู้นั้นมีนามว่า ‘โล่วปิง’ อีกทั้งยังเป็นถึงผู้อาวุโสสูงสุดของหมู่ตึกพลิกสวรรค์ลำดับที่สามสิบหก

 

เดิมทีนั้นถือได้ว่ามีสถานะภาพ อยู่ในระดับเดียวกันกับผู้อาวุโสถู่ฟาง ทว่าในเมื่อสตรีผู้นั้นเข้าสู่ขอบเขตขั้นก่อฟ้าไปแล้ว และพลังยุทธ์ก็เป็นถือเป็นสิ่งที่ระบุสถานะ ดังนั้นถู่ฟางจึงได้แต่เพียงเรียกขานนางว่าเป็นผู้อาวุโสแล้ว

 

ถู่ฟางนั้นเป็นผู้อาวุโสผู้คุมกฎ จึงจำเป็นต้องวิ่งเต้นเดินทางไปที่สาขาหลักอยู่บ่อยครั้ง ทำให้มักจะได้พบปะกับยอดฝีมือจากหมู่ตึกสาขาอื่นๆ

 

และโล่วปิงผู้นี้ ก็มีใบหน้าที่ดูไปแล้วเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก ได้พบเห็นเพียงครั้งเดียว ก็จดจำได้อย่างง่ายดายแล้ว

 

สามปีก่อนหน้านี้ สตรีผู้นี้ยังอยู่ในระดับเดียวกับถู่ฟาง นั่นคือเป็นยอดฝีมือขอบเขตเชื่อมชีพจรระดับสูงสุด แต่ไม่ทราบว่าเพราะอะไร ถึงทะลวงเข้าสู่ขั้นก่อฟ้าไปได้แล้ว

 

สวรรค์ช่างไร้นัยน์ตา!

 

ถู่ฟางอดไม่ได้ที่จะลอบด่าทอสวรรค์ โล่วปิงผู้นี้ครั้งที่ยังอยู่สาขาหลัก ก็เป็นที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องการเหน็บแนมผู้อื่น ทั้งยังเป็นคนไม่มีเหตุมีผล ไม่ใช่เพียงแต่ตัวนางเองเท่านั้น แม้แต่พี่ชายของนางที่เป็นถึงเจ้าสำนัก ก็มักจะดูถูกดูแคลนผู้อื่นอยู่เป็นประจำ

 

ทว่าสตรีผู้นี้ก็มิใช่เป็นคนโง่งม บุคคลที่นางมักจะเยาะเย้ยดูแคลน โดยส่วนมากต่างก็จัดอยู่อันดับรั้งท้ายทั้งนั้น

 

แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ดวงตาของนางคงจะเลอะเลือนไป จึงไปดูแคลนขุมกำลังที่ถูกจัดอันดับว่าเป็นหนึ่งในสิบเข้า เรียกว่าอีกฝ่ายก็มิใช่ตอไม้ ผลสุดท้าย ด้วยฝีปากของนางในครั้งนั้น ก็แทบทำให้ปากของนางแหลกเละไปเลยทีเดียว

 

ครั้งนั้นโล่วปิง นำเรื่องนี้ไปฟ้องร้องต่อพี่ชาย แต่สุดท้ายยังถูกพี่ชายของนางตบไปอีกถึงสองที จับนางมัดเอาไว้ แล้วพาตัวไปขอขมาอีกฝ่ายถึงที่ เรื่องนี้จึงจบลงได้

 

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน ในตอนนั้นเป็นที่เล่าลือกันไปทั่ว ในสำนักพลิกสวรรค์แทบจะไม่มีผู้ใดที่ไม่ทราบ แม้แต่หมู่ตึกสาขาที่อยู่ห่างไกลก็ตาม เรื่องนี้ถึงกับได้ขึ้นเป็นหัวข้อสนทนายอดนิยมในยามน้ำชาหลังอาหารของทุกคนอีกด้วย

 

ทว่าโล่วปิงผู้นี้อยู่อย่างสงบได้ไม่ถึงครึ่งปี ก็กลับมาระรานผู้อื่นอีกครั้ง ทว่าหลังจากในครั้งนั้นนางก็ได้เรียนรู้แล้ว ว่าคนที่ตัวเรายังไม่ทราบถึงพลัง ย่อมไม่สมควรที่จะไปตอแยด้วย

 

และเป็นที่แน่นอนว่า สาขาอันดับที่หนึ่งร้อยแปด ซึ่งเป็นสาขาอันดับรั้งท้ายของสำนักพลิกสวรรค์ ก็ไม่ได้รับการยกเว้นจากการถูกโล่วปิงเหยียดหยาม ในยามที่ถู่ฟางไปดำเนินการเรื่องต่างๆที่สาขาหลัก ก็ถูกนางดูแคลนอยู่บ่อยครั้ง

 

ทว่าบุรุษที่ดีย่อมไม่ตอแยสตรี ดังนั้น ถู่ฟางจึงแทบจะไม่สนใจการกระทำของนางเลย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าถู่ฟาง จะไม่เกลียดชังนาง

 

สตรีที่ลิ้นยาวหาเรื่องมักเป็นที่ชิงชังของผู้คน ต่อให้นางจะมีเสียงคล้ายกับนกกระจิบ แต่หากต้องพบเจอพฤติกรรมเช่นนั้นนานวันเข้า ก็ไม่มีใครที่สามารถทนรับได้

 

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ถู่ฟางเกือบอดกลั้นอารมณ์ไม่ไหว พลั้งมือทำร้ายนาง แต่ว่าท้ายที่สุดแล้วก็สามารถยับยั้งใจได้ ใช้สติปัญญาในการเอาชนะแทน ไม่ได้กระทำการบุ่มบ่ามไป

 

ภายหลัง เมื่อถู่ฟางต้องไปดำเนินเรื่องที่สาขาหลัก ก็มักจะพยายามไม่ให้เป็นที่สังเกตเห็นของผู้คนมากนัก และจะไม่รั้งรออยู่นาน เพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงการพบเจอสตรีลิ้นยาวผู้นี้

 

และครั้งที่ผ่านมานั้นเพื่อยื่นเรื่องของหลงเฉิน เขาต้องรั้งรออยู่ที่สาขาใหญ่หลายวัน ทำให้ได้พบเจอกับสตรีลิ้นยาวผู้นี้เข้า สตรีโง่งมโล่วปิง เหยียดหยามหมู่ตึกลำดับที่หนึ่งร้อยแปดต่อหน้ายอดฝีมือมากมายนับไม่ถ้วน กล่าวหาว่า หมู่ตึกที่หนึ่งร้อยแปดนั้นโกหกกุเรื่องขึ้นมา ว่าที่สาขามีผู้ที่มีพรสวรรค์ เพื่อที่จะได้ยื่นขอตำแหน่งของศิษย์ชั้นเลิศไป

 

ในยามนั้นถู่ฟาง มีโทสะจนแทบอกแตกตาย แม้ในยามที่ได้กลับมาถึงหมู่ตึกแล้วก็ยังไม่คลายโทสะในเรื่องนี้ลงแม้แต่น้อย

 

ทว่าเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ขายหน้าเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น เขาย่อมไม่อาจบอกเล่าเรื่องเช่นนี้ให้แก่หลงเฉินที่เป็นผู้เยาว์กว่าได้

 

แต่ว่าในเวลานี้สตรีลิ้นยาวโล่วปิงผู้นี้ ถึงกับมาหยามกันถึงที่ แม้ถู่ฟางจะแค้นเคืองจนแทบอยากจะไล่ไปให้ไกล แต่ว่าก็ไม่อาจทำตัวเสียมารยาทต่อหน้าบรรดาลูกศิษย์ได้ ทำได้แต่พยายามที่จะนิ่งสงบเอาไว้เช่นนี้เท่านั้น

 

โล่วปิงไม่แม้แต่จะหันไปมองถู่ฟางและเหล่าผู้อาวุโสของสาขาที่หนึ่งร้อยแปดเลยแม้ซักครา ตวาดขึ้นมาด้วยวาจาที่รุนแรง น้ำเสียงเหยียดหยามดูแคลน “เจ้ายังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะมาสนทนากับผู้อาวุโสเช่นข้า ไสหัวไปเรียกหลิงหวินจื่อออกมาได้แล้ว!”

 

เมื่อได้ฟังวาจาของโล่วปิง ใบหน้าของถู่ฟางก็รู้สึกชาด้านขึ้นมา ให้เกียรติแล้วกลับไม่ต้องการ ทั้งยังกล่าววาจาระคายหู จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ท่านเจ้าสำนักกำลังเก็บตัวฝึกปรืออยู่ ตอนนี้เรื่องทั้งหมดภายในหมู่ตึก มอบให้ข้าที่เป็นผู้อาวุโสเป็นผู้ดูแล มีเรื่องอันใด ก็บอกกล่าวต่อผู้อาวุโสอย่างข้าได้เลย”

 

“เจ้างั้นหรือ ? ย่อมได้ ! ”

 

โล่วปิงกล่าวตอบ แต่ไม่หันไปมองถู่ฟางเลยแม้แต่น้อย เพียงปรายสายตามองไปยังกลุ่มศิษย์ที่อยู่ด้านหลังของเขาซึ่งมีถังหว่านเอ๋อยืนรวมอยู่ เวลานั้นเองเมื่อเห็นถังหว่านเอ๋อ แววตาของโล่วปิงก็เกิดประกายความตกใจขึ้น

 

ทว่าไม่นานนักก็กลับกลายไปเป็นแววตาเย้ยหยันเช่นเดิม นางหัวเราะอย่างเย็นชาแล้วกล่าวว่า “ที่แท้ก็แค่เจ้าพวกลูกเต่ากลุ่มหนึ่ง ที่กลิ้งไปกลิ้งมา ยังคิดจะแยกเขี้ยวกางกรงเล็บอีก

 

น่าเบื่อนัก เหตุใดสาขาหลักจึงเห็นลูกเต่าอย่างพวกเจ้ามีคุณค่าไปได้ ถึงกับมอบป้ายของศิษย์สายตรงให้มากถึงสิบหกชิ้น ข้ามองดูแล้ว พวกเจ้าก็เป็นแค่กลุ่มสุกรเท่านั้น ช่างเป็นความเสื่อมโทรมอ่อนแอเสียจริง”

 

“โล่วปิง ระวังวาจาของเจ้าเอาไว้หน่อย ที่นี่เป็นหมู่ตึกลำดับที่หนึ่งร้อยแปด มิใช่หมู่ตึกที่สามสิบหกของเจ้า จะเอ่ยวาจาอะไรก็ให้สำรวมบ้าง” ผู้อาวุโสถู่ฟางมีโทสะยกใหญ่ โต้ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงดุดัน

 

สตรีผู้นี้ช่างน่าชังเกินไปแล้ว ข้ายังไม่เคยไปตอแยหรือเรื่องเจ้าเลยสักครั้ง ถึงกับมารังแกผู้คนถึงที่อีก หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นถูกเจ้ารังแกเช่นนี้ ก็คงจะทนไม่ไหวลงมือตอบโต้ไปแล้ว

 

ถู่ฟางทอสีหน้าปั้นยาก ผู้อาวุโสคนอื่นๆก็รู้สึกว่าบนใบหน้าเกิดความชาด้านขึ้นมา คล้ายกับถูกฟาดด้วยฝ่ามืออย่างรุนแรง ทว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตขั้นก่อฟ้า ซึ่งถือว่าจัดอยู่ในระดับเดียวกันกับเจ้าสำนักคนหนึ่งได้เลย พวกเขาจึงได้แต่ต้องอดทนเอาไว้เท่านั้น

 

มิใช่เพียงแค่เหล่าผู้อาวุโส แม้แต่บรรดาศิษย์ทั้งหลายของหมู่ตึกก็ยังทนไม่ไหว การถูกเหยียดหยามถึงเพียงนี้ ผู้ใดจะสามารถที่จะทนเอาไว้ได้กัน โดยเฉพาะยังถูกด่าว่าเป็นสุกรอีก

 

ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดเจนว่า เหล่าเด็กน้อยของหมู่ตึกเอง ก็ถือว่ามีคุณสมบัติที่สูงล้ำ มีมารยาท รู้จักการวางตัว พวกเขาทราบว่าผู้อาวุโสกำลังสนทนากันอยู่ ย่อมไม่สอดปากสอดคำอย่างแน่นอน ทว่าเพลิงโทสะที่อยู่ภายในแววตาของศิษย์ทุกคนนั้น เป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจน ว่าพวกเขาไม่ได้เกรงกลัวสตรีผู้นี้เลยแม้แต่น้อย

 

ถ้าหากเพลิงโทสะสามารถฆ่าคนได้ โล่วปิงผู้นั้นก็คงจะถูกเผาไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่านไปนานแล้ว น่าเสียดายที่เพลิงโทสะนั้นกลับหาได้เป็นเพลิงอัคคีที่แท้จริงไม่ จึงไม่อาจที่จะใช้มันสั่งสอนคนผู้นี้ได้

 

และโล่วปิงผู้นั้นเห็นได้ชัดว่าเคยชินกับการเผชิญหน้ากับสายตาที่เปี่ยมไปด้วยโทสะจากทุกผู้คนเช่นนี้เป็นอย่างดี นอกจากไม่แยแสแล้ว ยังคล้ายกับรู้สึกชื่นชอบมากอีกด้วย บนใบหน้าของนางนั้นปรากฏเป็นแววยินดีเป็นอย่างมากที่ได้ยั่วยุให้คนอื่นเกิดโทสะขึ้นมาได้

 

“บอกว่าพวกเจ้าเป็นสุกร นั่นถือว่าเป็นคำชมสำหรับพวกเจ้าแล้ว ศิษย์ใหม่ยังมีไม่ถึงพันคนเลยด้วยซ้ำ พวกเจ้ามิสู้แยกย้ายกลับบ้านไปเสียยังจะดีกว่า

 

ในทุกๆปีสาขาหลักจำต้องมอบทรัพยากรมากมายให้แก่เหล่าสุกรอย่างพวกเจ้าได้ใช้ไปเพื่ออะไรกัน ? สุกรก็ยังคงเป็นสุกรวันยังค่ำ ต่อให้เติบโตมากกว่านี้ ก็มีแต่ต้องถูกฆ่าเพื่อมาเป็นอาหารอยู่ดี

 

ถ้าหากทางหมู่ตึกต้องมาสิ้นเปลืองทรัพยากรให้แก่พวกเจ้า มิสู้มอบให้หมู่ตึกที่พึ่งพาได้แทนยังจะดีเสียกว่า นั่นน่าจะสามารถชุบเลี้ยงศิษย์ชั้นเลิศขึ้นมาได้อีกหลายคนเลยทีเดียว

 

จะว่าไปแล้วพวกเจ้าก็เป็นเพียงแค่ตัวไร้ค่าที่เอาแต่กินนอนไปวันๆ เป็นสุกรเลี้ยงไปก็สิ้นเปลืองอยู่แล้ว ยังจะมอบแผ่นป้ายศิษย์สายตรงให้มากมายเช่นนั้นไปทำไมกัน ?

 

เมื่อถึงยามที่ขอบเขตแดนลับนพเก้าเปิด ในกลุ่มคนอย่างพวกเจ้า จะมีคนที่พอจะสามารถรอดชีวิตกลับมาได้ซักกี่คนกัน ? ไปหาที่ตายแท้ๆ แต่ก็ยังจะเอาแต่แย่งกันไปอีก เท่านี้ก็คิดไม่ได้ ช่างสมกับเป็นสมองสุกรเสียจริง”

 

โล่วปิงด่าทอ พลางกวาดสายตามองกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าทุกคน และเมื่อมองเห็นศิษย์สายตรงของหมู่ตึก บนใบหน้าก็แสดงออกถึงอารมณ์ทั้งเหยียดหยามทั้งเย้ยหยันมากยิ่งขึ้นอีก

 

วาจาเลวร้ายของโล่วปิงนั้น คล้ายกับแส้ที่ฟาดตีเข้ามาที่ใบหน้าของทุกคนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะศิษย์สายตรงเหล่านั้น ต่างก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กำหมัดเอาไว้จนแน่น

 

หลงเฉินที่อยู่ทางด้านหลังของกลุ่มคนก็ได้ยินวาจาของโล่วปิงทุกประการ ขยับมุมปากไปมาแล้วถอนหายใจเบาๆ ที่แท้นอกจากตนเองแล้ว ก็ยังมีคนที่มีความกล้ามายืนต่อว่าผู้อื่นเช่นนี้อีกอย่างนั้นหรือ ?

 

พวกเจ้าไม่ออกไป เช่นนั้นข้าเองก็ไม่ออกไป ข้าเองก็อยากที่จะดูว่าพวกเจ้านั้นจะสามารถทนต่อไปได้ซักกี่น้ำกัน ?

 

ผู้ใดจะทราบว่า ในส่วนหลิงหวินจื่อที่กล่าวว่ากำลังเก็บตัวฝึกฝนอยู่ ก็กำลังยืนอยู่หน้าถ้ำที่พักของตนเอง และจับจ้องไปยังลานประลองที่อยู่ห่างไกลออกไป ทันใดนั้นบนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มอ่อน : มีเรื่องสนุกให้ได้ชมแล้วอย่างงั้นหรือ ?

 

“พอแล้ว แม่นางโล่ว หุบปากโสโครกของเจ้าได้แล้ว ที่นี่ไม่ยินดีต้อนรับพวกเจ้า รีบไสหัวกลับไปกันได้แล้ว” ถู่ฟางมีโทสะยกใหญ่ เขากล่าวไล่น้ำเสียงเยือกเย็น

 

“เจ้ามิใช่หลิงหวินจื่อ เจ้าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะขับไล่ข้าไปได้”

 

โล่วปิงหัวเราะแล้วกล่าวขึ้นมาอย่างเย็นชา “คิดที่จะให้พวกข้าไปนั้นย่อมได้ ขอเพียงเจ้ารับปากเรื่องๆหนึ่งกับข้าก่อน”

.

.

ช่องทางการจัดจำหน่าย : https://novelrealm.com/detail.php?novel=22 <<< (ถึงตอนที่ 822 แล้วครับ)

ฝากแฟนๆกดติดตามหรือกดLikeเพจเคล็ดกายานวดาราด้วยครับ >>> 9 ดารา

เคล็ดกายานวดารา

เคล็ดกายานวดารา

เคล็ดกายานวดารา
Status: Ongoing
เป็นจักพรรดิโอสถกลับเกิดใหม่งั้นหรือ ? เป็นการผสานจิตวิญญาณกันหรือ ? หลงเฉิน เด็กหนุ่มที่ถูกช่วงชิงรากปราณ โลหิตปราณ กระดูกปราณทั้งสามสิ่งไป ได้หยิบยืมวิชาการหลอมโอสถระดับเทวะภายใต้ความทรงจำ ฝึกปรือวิชาเคล็ดกายานวดาราอันลี้ลับ แหวกม่านหมอกที่หนาทึบออก ปลดปล่อยโชคชะตาครอบครองพลังวงแหวนเทวะแห่งฟ้าดิน เหยียบย่างชั้นดาราตะวันจันทรา พบพานสาวงามต่างๆ กำราบมารร้ายเทพแห่งความชั่วจนกลายเป็นที่เลื่องลือก้องแดนเจียงหนาน หลงเฉินมาถึง สวรรค์คำรนพสุธาคำราม หลงเฉินไปจาก ภูตผีหลั่งน้ำตาเทพร่ำไรจนเป็นที่ตำนานแห่งยุทธ์ภพ หลงเฉินปรากฎ ฟ้าดินสั่นสะเทือน หลงเฉินเดินจาก ภูตผีหลั่งน้ำตาเทพยดาร้ำไห้ ระดับพลัง 1.ขอบเขตก่อรวม 2.ขอบเขตก่อโลหิต 3.ขอบเขตเปลี่ยนเส้นเอ็น 4.ขอบเขตปรือกระดูก 5.ขอบเขตเชื่อมชีพจร 6.ขอบเขตแห่งการก่อฟ้า ระดับโอสถ 1.โอสถสามัญ 2.โอสถปัญญา 3.เชี่ยวชาญโอสถ 4.ราชาโอสถ 5.ราชันโอสถ 6.จ้าวโอสถ 7.เซียนโอสถ 8.ปราชญ์โอสถ 9.จักรพรรดิ์โอสถ

Comment

Options

not work with dark mode
Reset