เจ้าสาวอันดับที่เจ็ด – ตอนที่ 152 ไม่ได้เจตนา

“คุณย่าคะ อย่าทำอย่างนี้เลยนะคะ” ผู่เหลียนเหยาเลื่อนวีลแชร์ออกมาจากข้าง ๆ พร้อมทั้งมองหน้าคุณผู้หญิงและพูดว่า : “คุณย่าคะ พี่สะใภ้บอกแล้วไงคะว่าที่พี่เขาโกหกคุณย่าก็เป็นเพราะไม่มีทางเลือกและความหวังดี ไม่ได้เจตนานะคะ”
“ใช่แล้วครับคุณย่า” เซิ่งซินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กล่าวแสดงความเห็นด้วยอีกแรง : “ดึกดื่นแบบนี้ คุณย่าจะไล่ให้พี่สะใภ้ไปที่ไหนกันครับ?”
ขณะนี้คุณผู้หญิงโมโหจนไม่สนใจอะไรแล้ว ความผิดหวังและความโมโหพลุ่งพล่านอยู่ในใจ จนทำให้ไม่ฟังคำปลอบประโยนจากใครทั้งสิ้น เมื่อได้ยินดังนั้นจึงได้ตะคอกเสียงดังพร้อมทั้งหายใจถี่ : “ใครพูดอีก ก็ไสหัวออกไปจากบ้านตระกูลหนานพร้อมมันไปเลย !”
เมื่อคุณผู้หญิงตะคอกมาเช่นนั้น เซิ่งซินและผู่เหลียนเหยาต่างก็ไม่กล้าเอ่ยอะไรอีกเลย
ไป๋มู่ชิงทราบดีว่าหากตนเองพูดอะไรในเวลานี้ก็ไร้ประโยชน์ ทว่าเธอตัดสินใจลองพูดอธิบายดูสักตั้ง : “คุณย่าคะ ขอโทษด้วยนะคะ ฉันไม่ได้เจตนาจริง ๆ ครั้งหน้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว……”
“ครั้งหน้าเหรอ ? ไม่มีครั้งหน้าแล้ว !” คุณผู้หญิงเดินหน้าไปหนึ่งก้าว ทอดสายตามองเธอจากบนลงล่าง : “ไป๋ยิ่งอันฟังฉันให้ดี ๆ นะ ตอนแรกฉันก็ไม่เห็นเธออยู่ในสายตา ไม่ชอบเธออยู่แล้ว ถ้าไม่เป็นเพราะเฉินพาเธอมาอาศัยที่บ้าน ฉันคงไล่เธอออกไปตั้งนานแล้ว เมื่อก่อนเธอไม่เหมาะสมกับเฉินเลยสักนิด ยิ่งตอนนี้บ้านตระกูลไป๋ตกต่ำแล้ว เธอก็ยิ่งไม่เหมาะสมเข้าไปใหญ่ ถ้าเธอมีสามัญสำนึกอยู่บ้างละก็ เธอควรไสหัวออกไปจากบ้านตระกูลหนานด้วยสำนึกของเธอเองซะ ไม่ใช่ให้ฉันเอ่ยปากไล่เธอไปเองแบบนี้”
เมื่อไป๋มู่ชิงได้ยินที่คุณผู้หญิงพูดมาเช่นนั้น ใบหน้าที่ตอนแรกเต็มไปด้วยความต้อยต่ำปนรู้สึกผิดก็ได้มีสายตาแปลก ๆ แวบเข้ามา เธอลังเลชั่วครู่หนึ่งจากนั้นก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตาคุณผู้หญิง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้างเป็นครั้งแรก : “คุณย่า จริงอยู่ที่ตระกูลไป๋เทียบไม่ได้กับตระกูลหนาน ฉันเองก็ไม่เหมาะสมกับหนานกงเฉิน แต่ตอนแรกตระกูลหนานกงเป็นผู้ที่มัดมือชกนำสินสอดมาที่บ้านตระกูลไป๋เอง ฉันไม่ได้หวังให้คุณย่าชอบฉันหรอกค่ะ แค่หวังว่าคุณย่าจะตระหนักถึงความจริงในเรื่องนี้ และเคารพฉันด้วยสักนิด”
“เธอกล้าต่อปากต่อคำกับฉันงั้นเหรอ ?” คุณผู้หญิงถูกคำพูดของเธอแทงใจดำเข้า กระนั้นก็ยังคงไม่ยอมแพ้ ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดทันที
“นี่ไม่ใช่การต่อปากต่อคำนะคะ แค่กำลังพูดหลักการที่ง่ายที่สุดเท่านั้นค่ะ คุณย่า”
“ไป ! ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้ !” คุณผู้หญิงหันหน้าไปหาพี่เหอด้วยความโมโหจัด : “ยามล่ะ ? เรียกยามขึ้นมาแล้วลากนังผู้หญิงคนนี้ออกไป !”
พี่เหอมองไปยังไป๋มู่ชิงที่มีสีหน้าดื้อรั้นไม่ยอมใครบนเตียง จากนั้นก็พยักหน้าแล้วเดินออกไป
หลังจากที่ภายในห้องเงียบสงัดเป็นเวลาชั่วขณะหนึ่งแล้วนั้น ยามหนุ่มสองคนก็วิ่งขึ้นมาด้วยความรวดเร็ว พวกเขามองสำรวจทั่วห้อง จากนั้นก็เดินมุ่งไปยังเตียงนอนกระชากไป๋มู่ชิงขึ้นอย่างรุนแรง
ไป๋มู่ชิงสะบัดมือของยามทั้งสองคนออก พร้อมกล่าวด้วยความโมโหจัด : “ฉันเดินเองได้” เมื่อพูดจบก็หันไปจ้องหน้าคุณผู้หญิงแล้วพูดว่า : “คุณย่า ฉันผิดที่ไปโกหกคุณย่า แต่ฉันอธิบายและขอโทษไปแล้ว ฉันไม่ได้มีเจตนาร้ายจริง ๆ คุณย่าจำเป็นต้องตัดขาดแบบนี้เลยเหรอคะ ?”
“เฉดหัวมันออกไปเดี๋ยวนี้ !” คุณผู้หญิงกัดฟันกรอบ
สุดท้ายไป๋มู่ชิงก็สิ้นหวัง
ยามสองคนล็อกแขนของเธอแน่นพาลากเดินมุ่งไปทางประตู และขณะที่เท้าก้าวออกจากห้องนอนไป ไป๋มู่ชิงก็หยุดเดินทันที จากนั้นก็มองไปยังหนานกงเฉินที่กำลังตกอยู่ในห้วงนิทราห้องตรงข้าม ในใจของเธอมีความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ผุดขึ้นมา
ในที่สุดเธอก็เป็นอิสระแล้วไม่ใช่หรือ ? เหตุใดต้องมีความอาลัยอาวรณ์กับเขาด้วย ?
ยังไม่ทันได้มองหนานกงเฉินให้เต็มที่ ไป๋มู่ชิงก็ถูกยามสองคนนั้นลากลงไปชั้นล่างทันที
หลังจากที่ไป๋มู่ชิงออกไปแล้วนั้น ผู่เหลียนเหยาจึงกล่าวปลอบใจคุณผู้หญิงด้วยความระมัดระวัง : “คุณย่าคะ พี่สะใภ้ผิดที่ไปโกหกคุณย่า แต่เธอจะต้องมีปมอยู่ในใจแน่นอน อาจเป็นเพราะคุณย่าไม่ชอบเธอมาโดยตลอด ดังนั้นเธอเลยโกหกว่าตัวเองท้องเพื่อจะได้เปลี่ยนแปลงความคิดเชิงลบของคุณย่าที่มีต่อเธอให้กลายเป็นดีขึ้น ไม่ได้มีเจตนาร้ายจริง ๆ หรอกค่ะ”
“ไม่มีเจตนาร้ายงั้นเหรอ ?” เมื่อคุณผู้หญิงได้ยินผู่เหลียนเหยาพูดมาเช่นนั้นก็ยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่ : “อยากมีหน้ามีตาอยู่ในบ้านตระกูลหนานจนตัวสั่น แม้เรื่องแบบนี้ก็โกหกมาได้ หลอกให้ฉันดีใจเปล่ามาตั้งหลายวัน แถมฉันยังไปวัดเพื่อขอพรให้หลานแทบจะทุกวันอีก ผลสุดท้ายมันดันมาบอกฉันว่าไม่ได้ตั้งท้อง ฉัน……”
คุณผู้หญิงด่าไปด่ามาน้ำตาก็ไหลอาบแก้ม เป็นน้้ำตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังและความเสียใจ
ผู่เหลียนเหยาเลื่อนวิลแชร์เข้าไปหาเธอพร้อมลูบหลังมือของเธอ : “คุณย่าคะ อย่าร้องไห้เลยนะคะ พี่สะใภ้ยังสาวอยู่เลย จะต้องตั้งท้องจริง ๆ ไม่ช้าก็เร็ว ให้เวลาเธอหน่อยนะคะ”
“อย่าพูดถึงมันให้ฉันได้ยินอีก !” คุณผู้หญิงสะบัดมือของผู่เหลียนเหยาออก
เซิ่งซินกระพริบตาสองครั้งส่งสัญญาณให้ผู่เหลียนเหยาหยุดพูดได้แล้ว จากนั้นก็คล้องแขนคุณผู้หญิงเอาไว้แล้วพูดว่า : “คุณย่าครับ เดี๋ยวผมพยุงคุณย่ากลับห้องไปพักผ่อนนะครับ”
“จริงด้วยค่ะ รีบพยุงคุณย่ากลับห้องไปพักผ่อนเถอะค่ะ” ผู่เหลียนเหยากล่าว
คุณผู้หญิงปาดน้ำตาบนใบหน้าออก จากนั้นก็เดินไปยังห้องนอนของหนานกงเฉินแล้วมองดูชั่วครู่หนึ่ง เวลาต่อมาค่อยเดินกลับห้องตัวเองไปพร้อมกับเซิ่งซินและพี่เหอ
ตอนแรกไป๋มู่ชิงไม่อยากให้ตนเองเดินด้วยท่าทางที่ซมซานเช่นนี้ ทว่าเธอไร้เรี่ยวแรงเหลือเกิน บริเวณหน้าท้องทั้งเจ็บทั้งทรมาน จึงไม่สามารถสะบัดหนีจากการจับกุมของยามทั้งสองคนได้เลย สุดท้ายเธอก็ถูกพวกเขาโยนออกจากบริเวณบ้านไปอย่างแรงจนต้องล้มลงไปกองอยู่บนพื้นด้วยท่าทางที่ซมซานเหลือทน
เธอเจ็บปวดจนต้องร้องโอดโอยขึ้นมา หลังจากล้มลงบนพื้นเธอใช้เวลาห้านาทีกว่าความเจ็บปวดบริเวณหน้าท้องของเธอจะทุเลาลงบ้าง จากนั้นค่อยลุกขึ้นจากพื้นอย่างทุลักทุเล
หลังจากนั้นก็มีเสียงการสนทนาของยามสองคนนั้นดังเข้ามาจากด้านหลัง : “ตระกูลไป๋ล่มละลายแล้ว มิหนำซ้ำตอนนี้ยังถูกคุณผู้หญิงไล่ออกจากบ้านไปอีก ดูซิว่าเธอจะไปไหนได้”
“อย่าพูดอะไรที่เลวทรามแบบนี้สิ ฉันว่าเธอน่าสงสารจะตายไป” ยามอีกคนกล่าวขึ้นด้วยความรู้สึกเห็นใจ
“ผู้หญิงขี้ประจบประแจงคนรวยแบบนี้ทำไมต้องไปเห็นใจด้วย ต่อให้ถูกคุณผู้หญิงเอาไม้เท้าตีจนตายก็ยังไม่ควรค่าแก่การเห็นใจเลย ชิ……”
“คุณชายใหญ่เอาอกเอาใจเธอมากเลยนะ ระวังไว้เถอะสักวันที่เธอได้อำนาจมาแล้ว จะทำให้นาย……” ยามผู้นั้นทำมือแสดงท่าทางที่ว่า จะฆ่านายให้ตาย เพื่อนอีกคนจึงได้รีบพูดตอบโต้ทันที : “ไม่มีทาง !”
“……”
ขณะที่ยามทั้งสองคนกำลังถกเถียงกันอย่างไม่มีใครยอมใครอยู่นั้น ไป๋มู่ชิงได้กัดฟันพาร่างกายอันเจ็บปวดของตนก้าวเดินไปยังเส้นทางเบื้องหน้า
ดึกดื่นแบบนี้ เธอไม่ทราบว่าตนควรไปที่ไหนดี เธอออกมาด้วยชุดนอนชุดเดียว ไม่มีโทรศัพท์ไม่มีเงิน ข้างทางไม่มีแม้แต่คนให้ขอความช่วยเหลือ อีกทั้งบ้านตระกูลหนานเองก็ตั้งอยู่ในทำเลที่ห่างไกลผู้คนด้วย ไม่ว่าจะเดินเข้าไปในเมืองหรือเดินไปบ้านเหยาเหม่ยเองก็เป็นไปไม่ได้ทั้งสิ้น
ค่ำคืนแห่งเดือนกันยายนนี้อากาศมีความเย็นเล็กน้อย เมื่อลมพัดกระทบเข้ามาเธอก็ตัวสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว จนต้องกอดชุดนอนของตัวเองเอาไว้แน่น
สองข้างทางคือต้นไม้เขียวชอุ่ม ไฟข้างทางมืดสลัว เงียบสงัดไร้ซึ่งเงาของผู้คน
ทันใดนั้นเองเธอก็นึกถึงเรื่องที่ถูกขอทานลอบทำร้ายครั้งที่แล้วขึ้นมา จนรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมา ถ้าหากเจอเหตุการณ์เช่นนั้นเข้าอีกแล้วก็ คราวนี้ไม่มีหนานกงเฉินวิ่งเข้ามาช่วยเหลือเธออีกแล้ว !
เธอยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว ยิ่งเดินก็ยิ่งก้าวเร็วขึ้น สุดท้ายก็อดไม่ได้จนต้องวิ่งด้วยความเร็ว
เมื่อวิ่งไปได้ระยะหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังจะวิ่งข้ามไปยังทางเดินฝั่งตรงข้ามนั้น ก็เกือบจะชนเข้ากับรถเก๋งคันหรูที่ขับมาจากเบื้องหน้า
รถคันนั้นขับช้ามาก แทบจะไม่เป็นภัยอันตรายต่อชีวิตของเธอเลย ทว่ากลับเป็นตัวเธอเองที่วิ่งเข้าไปชนรถผู้อื่นแทน
เธอหยุดชะงักไป จากนั้นก็รีบเดินมาทางฝั่งคนขับรถผู้ชายทันที พร้อมทั้งโค้งลำตัวลงเพื่อแสดงความขอโทษ
ราวกับว่ารถคันนั้นตั้งใจหยุดจอดให้เธอโดยเฉพาะ โดยหยุดขณะที่เธอเดินตามมาพอดิบพอดี คนขับรถไม่เพียงแต่ไม่โมโห แถมยังเรียกเธอว่า ‘คุณหนูไป๋’ พร้อมลงจากรถเพื่อเดินไปเปิดประตูที่นั่งด้านหลังให้เธอด้วย
ไป๋มู่ชิงมองสำรวจเขาผู้นั้นด้วยความตกตะลึง จากนั้นถึงกล่าวขึ้นทันทีว่า : “ขอโทษนะคะ……พวกคุณจำคนผิดแล้ว”
สิ่งที่แวบเข้ามาให้หัวเธอคือ ฝ่ายนั้นจะต้องเป็นเพื่อนของไป๋ยิ่งอันแน่นอน เพราะมีเพียงไป๋ยิ่งอันคนเดียวที่จะมีเพื่อนที่เป็นคุณชายร่ำรวยเช่นนี้ได้ และขณะที่เธอเตรียมหันหลังเดินออกไปนั้น ข้างในประตูรถที่นั่งด้านหลังก็มีผู้ชายคนหนึ่งโผล่หน้าออกมา พร้อมทั้งพูดกับเธอ : “คุณหนูไป๋ จำผมได้หรือเปล่าครับ ?”
ไป๋มู่ชิงหันหน้ากลับไปอีกครั้ง แล้วมองสำรวจชายที่นั่งด้านหลังผู้นั้น จากนั้นก็รู้สึกว่าคุ้นหน้าคุ้นตาเขาเล็กน้อย ทว่าเนื่องจากแสงไฟที่สลัว ๆ นี้ทำให้เธอนึกไม่ออกว่าเขาเป็นใคร
“คุณหนูไป๋ได้ดีแล้วหยิ่งจริง ๆ ด้วย” น้ำเสียงของชายผู้นั้นมีความผิดหวังปนอยู่ ผ่านมาชั่วครู่จึงกล่าวเสริมไปอีกว่า : “ผมชื่อเฉียวเฟิง เป็นน้องชายของเฉียวซือเหิง ครั้งที่แล้วพวกเราเคยเจอกันที่บ้านตระกูลเฉียวครับ”
เมื่อเขาพูดมาเช่นนั้นแล้ว ในที่สุดไป๋มู่ชิงก็นึกขึ้นมาได้ จึงได้พูด ‘อ๋อ’ ขึ้นมา : “คุณนี่เอง นึกออกแล้วน้องชายสามีซูซี่นี่เอง”
“ถูกต้องครับ” เฉียวเฟิงพยักหน้า พร้อมทั้งมองสำรวจเธอ : “คุณหนูไป๋ดึก ๆ ดื่นแบบนี้……จะไปที่ไหนเหรอครับ ?”
“เอ่อ……” ไป๋มู่ชิงก้มหน้ามองสภาพตัวเองตอนนี้ ชุดนอนรองเท้าแตะ ช่างน่าขายหน้าจริง ๆ เธอยิ้มอย่างเขินอาย จากนั้นจึงพูดตอบเขาไปว่า : “ฉันขอติดรถไปด้วยได้ไหมคะ ?”
แม้ซูซี่จะสาธยายน้องชายสามีของเธอไว้อย่างน่ากลัวมากก็ตาม ทว่าในเวลานี้นอกจากขอความช่วยเหลือจากเขาแล้ว เธอก็ไม่มีทางเลือกแล้วเหมือนกัน
บริเวณที่เธออยู่ตอนนี้นั้นอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองเป็นอย่างมาก คาดว่าเดินจนฟ้าสว่างก็ไม่ถึงแน่นอน
“ขึ้นรถเถอะครับ” เฉียวเฟิงพูดกับเธอ
“ขอบคุณค่ะ” ไป๋มู่ชิงโค้งลำตัวเดินเข้าไปโดยไม่ต้องคิดเลย
รถออกตัว ไป๋มู่ชิงนั่งอยู่ที่นั่งติดประตู ไม่กล้าที่จะหันไปมองเฉียวเฟิงที่อยู่ข้าง ๆ หลังจากผ่านมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วค่อยหันหน้าไปทางเขา
เมื่อเธอหันหน้าไป จึงพบว่าเฉียวเฟิงกำลังจ้องมองตนอยู่ ใบหน้าจึงร้อนผ่าวขึ้นมายิ่งกว่าเดิม เฉียวเฟิงกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ : “ไม่พูดอะไรเกี่ยวกับตัวเองหน่อยเหรอครับ ?”
ไป๋มู่ชิงจึงตอบกลับไปว่า : “ขอโทษนะคะ ฉัน……”
“ไม่เป็นไรครับ ไม่บอกก็ได้”
“ขอบคุณค่ะ” ไป๋มู่ชิงไม่รู้จริง ๆ ว่าควรอธิบายสถานการณ์ของตนให้เขาฟังเช่นไรดี เนื่องจากเขาถือเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเธอ ไม่ถึงขั้นสามารถระบายความในใจให้ฟังได้
เธอเงียบไปชั่วครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันหน้าไปหาเขา : “ขอยืมโทรศัพท์ของคุณหน่อยได้ไหมคะ ?”
“ได้สิ” เฉียวเฟิงยื่นโทรศัพท์ให้เธอแล้วกล่าวว่า : “วันนี้พี่สะใภ้ของผมอยู่ที่คอนโด คุณไปพักที่ห้องเธอได้นะ”
“ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวฉันโทรหาเธอ” ไป๋มู่ชิงใช้โทรศัพท์ของเฉียวเฟิงโทรหาซูซี่ สิ่งที่ทำให้เธอดีใจนั่นก็คือคืนนี้ซูซี่อยู่คอนโดพอดี
หลังจากสนทนากับซูซี่อย่างเรียบง่ายเสร็จแล้วนั้น ไป๋มู่ชิงจึงยื่นโทรศัพท์คืนเขาไป : “ซูซี่บอกว่าอยากคุยอะไรกับคุณหน่อยค่ะ”
เฉียวเฟิงรับโทรศัพท์ไป หลังจากฟังปลายสายพูดชั่วครู่หนึ่งแล้วนั้นก็วางสาย และหันหน้ามาพูดกับไป๋มู่ชิง : “พี่สะใภ้ใหญ่บอกให้ผมส่งคุณไปคอนโดเธอน่ะ”
“ขอบคุณนะคะ รบกวนด้วยนะคะ” ไป๋มู่ชิงมองหน้าเฉียวเฟิง แสงไฟสลัว ๆ เมื่อกระทบที่ใบหน้าของเขา ดูหล่อเหลาและอบอุ่นเป็นอย่างมาก ไม่เป็นเหมือนอย่างที่ซูซี่พูดไว้เลยว่า เขาเป็นคนอารมณ์ร้อน เข้าใกล้ยาก
เฉียวเฟิงยกมือขึ้นลูบใบหน้าของตนเอง แล้วส่งยิ้มจาง ๆ ให้ : “มีอะไรหรือเปล่าครับ ? รู้สึกคุ้นหน้าผมเหรอ ?”
“ไม่ค่ะ ไม่ใช่……” ไป๋มู่ชิงชักสายตากลับ จากนั้นก็ก้มหน้าลง
ครึ่งชั่วโมงผ่านมา เฉียวเฟิงมาส่งไป๋มู่ชิงที่ด้านล่างคอนโดของซูซี่
หลังจากที่ซูซี่รับฟังความในใจของเธอจบแล้วนั้น ก็ได้ตบโต๊ะแล้วสบถด้วยความโกรธ : “คุณผู้หญิงเป็นถึงผู้ใหญ่ของตระกูลหนานกง คิดไม่ถึงว่าจะพูดอะไรที่มันไม่เพราะแบบนี้ออกมาได้ ช่างกล้าพูดแบบนี้ออกมาได้นะ”
ไป๋มู่ชิงนั่งขดตัวอยู่บนโซฟา เธอลืมตาขึ้นปรือ ๆ ด้วยความง่วงนอนและอ่อนเพลีย : “เสี่ยวซี่ ให้ฉันไปนอนก่อนได้ไหม ?”
“เฮ้อ เธอปลุกฉันตื่นกลางดึกแบบนี้ ทำให้ฉันหลับไม่ลงแล้ว เธอยังมีหน้ามาบอกว่าอยากเข้านอนอีกเหรอเนี่ย” ซูซี่บ่นงึมงำ : “ฉันคิดว่านะ ครั้งนี้เธอจะยอมไม่ได้อีกเป็นอันขาดนะ ไม่ว่าใครจะว่ายังไงก็ห้ามกลับบ้านหลังนั้นไปอีก เป็นคนประเภทไหนกันเนี่ย แต่ว่า……จะว่าไปแล้ว เธอมีสิทธิ์พูดว่าไม่ด้วยเหรอ ? เธอคัดค้านหนานกงเฉินได้ด้วยเหรอ ? ให้ฉันเดานะ เช้าตรู่วันพรุ่งนี้หนานกงเฉินคงมาลากเธอกลับไปเหมือนเดิมนั่นแหละ นี่ พรุ่งนี้เธอห้ามกลับไปกับเขาเด็ดขาดเลยนะเข้าใจไหม ? เป็นผู้หญิงต้องมีศักดิ์ศรีนะ ได้ยินหรือยัง ?”
เมื่อซูซี่บ่นจบ ก็ได้ก้มหน้าลงจึงพบว่าไป๋มู่ชิงได้หลับไปแล้ว พร้อมทั้งแก้วกระดาษในมือเธอร่วงลงพื้น
หลังจากมองเธอเป็นเวลาชั่วครู่แล้ว ซูซี่จึงได้พูดตัดพ้ออย่างช่วยไม่ได้ขึ้นว่า : “ความจริงแล้วฉันก็ไม่ได้ดีกว่าเธอสักเท่าไหร่หรอก”
พูดจบ เธอได้โน้มตัวลงไปหยิบแก้วน้ำที่หล่นบนพรมขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะคืน จากนั้นก็นำผ้าห่มมาคลุมตัวให้เธอ
หนานกงเฉินฟื้นขึ้นในเวลาสิบโมงกว่าของเช้าวันถัดมา เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบกับคนกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังยืนล้อมรอบเตียงของเขาอยู่
เขากวาดสายตามองคนกลุ่มนั้น พร้อมกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยชอบใจนัก : “นี่พวกคุณทำอะไรกันน่ะ ?”
การที่ถูกคนล้อมวงยืนจ้องตนเองตั้งแต่เช้า ความรู้สึกเช่นนี้มันแย่จริง ๆ
“เฉิน ฟื้นสักทีนะ” คุณผู้หญิงเดินเข้ามาหาเขา ตื่นเต้นดีใจจนน้ำตาคลอเบ้า : “ถ้าหลานยังไม่ฟื้น พวกเราว่าจะส่งไปห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลแล้ว”
หนานกงเฉินฉีกยิ้มขึ้นบาง ๆ โดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอันใด : “แค่อาการป่วยกำเริบเอง ไม่เห็นต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เลยครับ”
“พี่ ตอนนี้สิบโมงแล้วนะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนพี่คงตื่นตั้งนานแล้ว” ผู่เหลียนเหยาพูดด้วยรอยยิ้ม : “พี่ทำให้ทุกคนตกใจแทบแย่แน่ะ”
“สิบโมงแล้วเหรอ……” หนานกงเฉินทอดสายตามองเวลาบนผนัง สิบโมงแล้วจริง ๆ ด้วย
เหตุการณ์ตอนที่ตนอาการกำเริบนั้นเขาจำได้ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไร ทว่าเขารับรู้ได้ว่าตนเองต้องทำร้ายไป๋มู่ชิงอีกแล้วเป็นแน่ เพราะเขาจำได้ว่าตนผลักเธอลงเตียงไป ไม่รู้ว่าเธอบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ? คิดได้ดังนั้นเขาจึงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยสันชาตญาณ พบว่าทุกคนในบ้านต่างยืนอยู่ในห้องนี้กันหมด ครั้นไม่เห็นไป๋มู่ชิงเพียงคนเดียว
เขาลุกขึ้นนั่งบนเตียง แล้วมองไปรอบ ๆ พร้อมทั้งสอบถามทุกคนว่า : “ยิ่งอันล่ะ ? เธอบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ? ยังไม่ฟื้นใช่ไหม ?”
“พี่สะใภ้ไม่เป็นอะไรหรอกครับ พี่สบายใจได้” เซิ่งซินกล่าวปลอบใจ
“เฉิน ลุกขึ้นมาทานอะไรหน่อยไหม ? หรืออยากนอนต่ออีกสักหน่อย ?” คุณผู้หญิงถามด้วยความเป็นห่วง
“ทุกคนลงไปกันก่อนเลยครับ ผมขอจัดการตัวเองก่อน” หนานกงเฉินกล่าว
คุณผู้หญิงพยักหน้า ส่งสัญญาณให้ทุกคนแยกย้าย
หลังจากที่ภายในห้องนอนเงียบเสียงลงแล้ว หนานกงเฉินจึงได้ลงจากเตียงแล้วเดินไปยังห้องนอนตรงข้ามทันทีโดยยังไม่เปลี่ยนเสื้อผ้า
ห้องนอนฝั่งตรงข้ามมีบรรยากาศอันเงียบสงัด ไร้ซึ่งเงาของไป๋มู่ชิง เขายืนอยู่ตรงบริเวณปลายเตียงขนาดใหญ่อันว่างเปล่า ในใจมีลางสังหรณ์ไม่ดีผุดขึ้นมาทันที ดังนั้นจึงได้เดินสาวเท้าเร็ว ๆ ลงไปชั้นล่าง
ที่ชั้นล่าง เมื่อคุณผู้หญิงเห็นว่าเขาลงมาโดยยังสวมชุดนอนอยู่ อีกทั้งยังเดินอย่างรีบร้อนเข้ามาอีก จึงได้ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง : “เฉิน เป็นอะไรไป ? มีเรื่องอะไรทำไมถึงรีบร้อนแบบนี้ ?”
เซิ่งเคอและเซิ่งซินออกไปข้างนอกเรียบร้อยแล้ว บริเวณชั้นล่างจึงมีเพียงคุณผู้หญิงและผู่เหลียนเหยาสองคนเท่านั้น
หนานกงเฉินมองหน้าพวกเขาทั้งสองคนแล้วถามว่า : “คุณย่า ยิ่งอันไม่อยู่ในห้อง เธออยู่ที่ไหน ?”
สีหน้าของเขาเคร่งขรึม จ้องมองรอคำตอบ
คุณผู้หญิงและผู่เหลียนเหยาต่างก็รู้จักนิสัยของเขาดี พวกเธอไม่มีทางปกปิดเขาได้แน่นอน ผู่เหลียนเหยาไม่กล้าพูดอันใดเลย ส่วนคุณผู้หญิงนั้นไม่ได้เกรงกลัวเขาแต่อย่างใด เพียงแค่เห็นแก่ที่ร่างกายของเขายังไม่ได้ฟื้นตัวสมบูรณ์ดี ดังนั้นจึงไม่อยากไปกระตุ้นเขา
ในเมื่อเขาถามมาแล้ว เธอทำได้เพียงตอบไปอย่างใจเย็นว่า : “เฉิน หลานยังไม่รู้ใช่ไหม ? ผู้หญิงคนนั้นอยากมีหน้ามีตาในบ้านตระกูลหนานกง เลยโกหกว่าตัวเองท้อง ถ้าไม่เป็นเพราะเมื่อวานนี้คุณหมอหวงบอกย่า พวกเราก็คงถูกปิดจนถึงทุกวันนี้แน่ ๆ”
สีหน้าของหนานกงเฉินเปลี่ยนไปเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่าคนอื่นจะรู้เร็วถึงเพียงนี้
เมื่อคุณผู้หญิงเห็นว่าเขามีสีหน้าเปลี่ยนไป เลยคิดว่าเขาคงไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนจริง ๆ จึงพูดขึ้นด้วยความโมโห : “ผู้หญิงที่มาจากตระกูลต่ำต้อยแบบนี้เล่ห์กลเยอะนัก วันวันเอาแต่คิดว่าจะครองตำแหน่งนายหญิงน้อยตระกูลหนานกงยังไง ครั้งที่แล้วแม่หล่อนยืนกรานว่าจะคลอดลูกที่ร่างกายอ่อนแอให้ได้ ครั้งนี้ไม่ได้ตั้งท้องแต่ดันมาโกหกว่าตัวเองท้องอีก หล่อนคิดว่าแค่มีลูกของตระกูลหนานกงแล้วจะยึดครองตำแหน่งนายหญิงน้อยได้งั้นเหรอ ? ฝันไปเถอะ !”
คุณผู้หญิงยิ่งด่าก็ยิ่งใจร้อนขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นเธอได้หันหน้าไปหาหนานกงเฉิน : “เจ้าหลานบื้อ นอนเตียงเดียวกันกับหล่อนทุกคืนแท้ ๆ มองไม่ออกเลยหรือไงว่าหล่อนไม่ได้ท้อง ?”
“ผมมองออกครับ”
“มองออกกับผีสิ !” คุณผู้หญิงโกรธจัดจนสบถคำหยาบออกมา : “ครั้งที่แล้วหล่อนปิดบังหลานมาสี่เดือน ครั้งนี้ถ้าไม่เป็นเพราะย่าจับได้ก่อน คาดว่าหล่อนคงปิดบังไปจนถึงเก้าเดือน จากนั้นก็แอบไปเก็บลูกเสือลูกตะเข้กลับมาแล้วบอกว่าเป็นลูกของตระกูลหนานกงอย่างนั้นแน่เลย”
“คุณย่าคงดูละครมากเกินไปน่ะครับ” หนานกงเฉินเก็บรอยยิ้มเอาไว้
ทว่าคำพูดเมื่อสักครู่ของคุณผู้หญิงได้พูดแทงใจดำของเขาเข้าแล้ว เรื่องนี้เขาเป็นคนโง่ที่ทั้งบื้อทั้งซื่อจริง ๆ คิดไม่ถึงว่าจะถูกไป๋มู่ชิงปิดบังได้ตั้งสี่เดือน
“จริงด้วย คุณย่าคะ คิดว่ากำลังอยู่ในละครหรือเปล่าคะเนี่ย จะมีเรื่องแบบเอาแมวดาวมาปลอมเป็นลูกด้วยหรือเปล่าคะ ?” ผู่เหลียนเหยายิ้มพลางดึงคุณผู้หญิงนั่งลงบนโซฟาเหมือนเดิม :“พี่สะใภ้ไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกค่ะ อีกอย่างครั้งที่แล้วที่โกหกพี่ชายก็เป็นเพราะช่วยไม่ได้ อีกอย่างคุณย่าเป็นคนบอกให้พี่สะใภ้ทำแบบนั้นเองนี่คะ”
“หล่อนเองก็คงคิดว่าครั้งที่แล้วปกปิดได้ ครั้งนี้ก็คงต้องปกปิดได้เหมือนกันไม่ใช่หรือไง ?” คุณผู้หญิงสังเกตเห็นว่าบนใบหน้าของหนานกงเฉินนั้นไม่มีความโกรธเคืองอยู่เลย จึงได้มองหน้าเขาพร้อมพูดขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ : “เฉิน ทำไมไม่โกรธเลยล่ะ ?”
“เพราะว่าครั้งนี้ผมเป็นคนบอกให้เธอทำแบบนี้เองครับ” หนานกงเฉินเดินไปนั่งข้าง ๆ คุณผู้หญิง พร้อมทั้งรินน้ำชาให้เธอ : “คุณย่าใจเย็น ๆ ก่อนนะครับ เรื่องราวมันไม่ได้ร้ายแรงเหมือนอย่างที่คุณย่าคิดหรอกครับ”
“อะไรนะ ? หลานเป็นคนบอกให้เธอทำแบบนั้นเองงั้นเหรอ ?” คุณผู้หญิงจ้องหน้าหนานกงเฉินตาเขม็ง
“ครับ วันนั้นที่ตรวจครรภ์เกิดความผิดพลาด หลังจากนั้นเราก็ไปตรวจที่โรงพยาบาล ผลปรากฏว่าไม่ได้ตั้งท้อง พวกเรากลัวว่าคุณย่าจะเสียใจก็เลยไม่กล้าบอกโดยตรง” หนานกงเฉินตบไหล่ของคุณผู้หญิง : “แต่ว่า คุณย่าครับ……ช่วงนี้พวกเราพยายามชดเชยให้อยู่นะครับ เพราะงั้นคุณย่ารีบปล่อยเธอออกมาเถอะครับ อย่าขัดจังหวะพวกเราผลิตลูกเลย”
คุณผู้หญิงมองเขาตาขวาง หลังจากครุ่นคิดชั่วครู่แล้วนั้นก็ได้พูดออกมาหนึ่งประโยค : “เลิกล้อเล่นได้แล้ว !”
“อะไรกัน ? ไม่เชื่อใจผมเหรอ ?”
“ตอนนี้หลานรู้จักแต่ปกป้องหล่อนนั่นแหละ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ปกป้องไปหมด ครั้งที่แล้วถ้าไม่เป็นเพราะหลานให้ท้ายหล่อน แล้วหล่อนจะกล้าหัวดื้อคลอดลูกคนนั้นออกเหรอ ?” คุณผู้หญิงปัดมือเขาที่วางบนไหล่ของตนออก : “ย่าขอเตือนเอาไว้ก่อนนะ ครั้งนี้อย่าได้คิดยุ่งเรื่องนี้อีก !”
“ถ้างั้นคุณย่าคิดจะขังเธอไปถึงเมื่อไหร่ครับ ?” คุณผู้หญิงชอบการลงโทษแบบโบราณ ดังนั้นหนานกงเฉินจึงคิดตามสันชาตญาณว่าไป๋มู่ชิงถูกคุณผู้หญิงขังไว้ในศาลบรรพบุรุษ
ผู่เหลียนเหยากวาดตามองทั้งสองคน จากนั้นก็พูดขึ้นด้วยความระมัดระวัง : “พี่ชายคะ เมื่อคืนนี้พี่สะใภ้ถูกคุณย่าไล่ออกไปข้างนอกค่ะ พี่รีบไปตามหาเธอกลับมาเถอะค่ะ”
เมื่อได้ยินผู่เหลียนเหยาพูดมาเช่นนั้น สีหน้าของหนานกงเฉินจึงเปลี่ยนไป พร้อมทั้งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แทบจะคลุ้มคลั่ง : “เธอว่าอะไรนะ ? คุณย่าไล่เธอออกจากบ้านไปงั้นเหรอ ?”
“พี่คะอย่าโมโหเลยนะคะ คุณย่าเองทำไปเพราะความโกรธชั่ววูบ เลยไล่พี่สะใภ้ไปแบบนั้น”
“ดึกดื่นแบบนั้นคุณย่าไล่เธอออกจากบ้านเนี่ยนะ ? เธอไม่มีเงินไม่มีโทรศัพท์ติดตัว จะไล่ให้เธอไปที่ไหนฮะ ?” หนานกงเฉินโมโหสุดขีด เขาลุกขึ้นจากโซฟาและกำลังจะเดินขึ้นไปชั้นบน
“หลานจะไปไหน ?” คุณผู้หญิงลุกขึ้นจากโซฟา
“ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้า”
“หลานจะออกไปข้างนอกเหรอ ? ไม่ได้ !” คุณผู้หญิงเดินตามไปด้วยความกระวนกระวาย : “เฉิน อาการป่วยของหลานยังไม่หายดี หลานยังไม่ทานข้าวเลย……”
“ย่าครับ ถ้าย่าหวังดีกับผมจริง ๆ ก็อย่าทำร้ายเธอแบบนี้ !” หนานกงเฉินหันหน้ามาพูดประโยคนี้ จากนั้นก็เดินขึ้นไปข้างบน
“พี่คะ อย่าเพิ่งใจร้อนไปเลยนะคะ พี่สะใภ้ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ เมื่อคืนนี้เธอถูกผู้ชายที่ขับรถเบนท์ลีย์รับไปแล้วค่ะ” ทันใดนั้นผู่เหลียนเหยาก็ตะโกนบอกหนานกงเฉินที่เดินขึ้นบันไดไปได้ครึ่งทางแล้ว
หนานกงเฉินหันมาจ้องหน้าเธอทันทีเหมือนอย่างที่คิด : “เธอว่าอะไรนะ ? มีคนขับรถเบนท์ลีย์รับเธอขึ้นรถไปงั้นเหรอ ?”
ในกลุ่มเพื่อนที่ไป๋มู่ชิงคลุกคลีอยู่ด้วย นอกจากหลินอันหนานแล้วก็ไม่มีใครที่ขับรถเบนท์ลีย์ !
“ค่ะ” ผู่เหลียนเหยาพยักหน้า : “เมื่อคืนหลังจากที่คุณย่าไล่พี่สะใภ้ออกไปแล้ว ฉันเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ ก็เลยบอกให้เซิ่งเคอขับรถไปส่งที่คอนโด ต่อมาเซิ่งเคอบอกฉันว่าตอนที่เขาขับรถตามจนถึงทางเดินแล้วก็เห็นพี่สะใภ้ขึ้นรถเบนท์ลีย์คันหนึ่งไป ฉันคิดว่าพี่สะใภ้น่าจะเจอคนรู้จักเข้าน่ะค่ะ”
ผู่เหลียนเหยาหยุดพูดสักครู่ จากนั้นก็พูดเสริมเข้าไปเพื่อเป็นการปลอบใจ : “เพราะฉะนั้น พี่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะคะ พี่สะใภ้เขาจะต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน”
“นี่กล้าปกปิดย่าทำเรื่องแบบนี้งั้นเหรอ ?” คุณผู้หญิงหันหน้าไปมองผู่เหลียนเหยาด้วยความโมโหทันที
ผู่เหลียนเหยาก้มหน้าลง พร้อมทั้งกล่าวขอโทษด้วยความรู้สึกผิด : “ขอโทษค่ะคุณย่า มันดึกมากฉันเลยเป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรกับพี่สะใภ้หรือเปล่า เลยให้เซิ่งเคอตามออกไปค่ะ”
ตอนแรกหนานกงเฉินเป็นห่วงว่าไป๋มู่ชิงจะเจอะเจออันตรายกลางดึก หลังจากได้ยินที่ผู่เหลียนเหยาเล่ามาเช่นนั้น ความเป็นห่วงจึงลดน้อยลงครึ่งหนึ่ง ทว่ากลับกลายเป็นไฟโกรธค่อย ๆ ระอุขึ้นมาช้า ๆ แทน
คิดในใจว่าหากไป๋มู่ชิงกล้ากลับไปคืนดีกับหลินอันหนานลับหลังเขา ไม่มีทางที่เขาจะปล่อยผ่านไปเด็ดขาด !
“เมื่อคืนนี้เธอได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า ?” อยู่ ๆ เขาก็ถามขึ้นมา
“เปล่าค่ะ พี่สะใภ้ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร พี่สบายใจได้ค่ะ” ผู่เหลียนเหยากล่าวขึ้นราวกับรอไม่ไหวแล้ว
หนานกงเฉินพยักหน้า จากนั้นก็หันหลังเดินขึ้นไปชั้นบน
เมื่อคืนนี้ทรมานทั้งคืน ไป๋มู่ชิงเหนื่อยล้าเต็มทน จึงนอนหลับไปจนถึง 11 โมงเช้า
เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นจากโซฟา แล้วกวาดตามองรอบ ๆ จากนั้นสายตาของเธอก็มาหยุดอยู่ที่ซูซี่ซึ่งกำลังยืนอยู่ตรงข้าม เธอก้มหน้ามองตัวเองและโซฟา แล้วกล่าวขึ้นด้วยความไม่พอใจมือพลางลูบท้ายทอยที่เจ็บปวดของตนไปมา : “ทำไมเธอให้ฉันนอนบนโซฟา ?”
“เมื่อคืนนี้เธอนอนหลับไปเองตอนที่คุยกันอยู่ต่างหาก คงไม่ใช่ว่าให้ฉันอุ้มเธอเข้าไปหรอกใช่ไหม ?” ซูซี่เบิกตาขึ้นมองค้อนเธอ : “อะไร ? ในที่สุดก็ตื่นแล้วเหรอ ?”
“อืม” ไป๋มู่ชิงพยักหน้า แล้วถามว่า : “กี่โมงแล้ว”
“11 โมงแล้ว” ซูซี่ยิ้มอย่างหยอกล้อ : “ถูกไล่ออกจากบ้านมาแล้วแท้ ๆ แต่การนอนหลับดีขนาดนี้เลยเชียว ดูเหมือนว่าเธอเองก็ไม่มีความรู้สึกอะไรกับหนานกงเฉินเท่าไหร่นี่”
“ฉันง่วงเกินไปเท่านั้นเอง” ไป๋มู่ชิงพูดจบก็ถามขึ้นอีกทันที : “จริงสิ มีใครมาถามหาฉันไหม ?”
“เธอถามตรง ๆ เลยว่า หนานกงเฉินของฉันมาตามหาฉันหรือเปล่าก็สิ้นเรื่อง” ซูซี่วางนิตยสารความงามในมือของตนลงบนโต๊ะ : “สบายใจได้ ไม่มีหรอก”
สบายใจหรือ ? ไป๋มู่ชิงสบายใจไม่ลงแม้แต่น้อย !
เมื่อดูจากการกระทำช่วงนี้ที่หนานกงเฉินปฏิบัติต่อเธอแล้วนั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มาตามหาเธอ ถ้าหากไม่ได้มาตามหา นั่นแสดงว่าเขายังไม่ฟื้น ? เมื่อคืนนี้อาการป่วยของเขากำเริบอย่างรุนแรงเพียงนั้น หรือว่า……
เธอไม่กล้าคิดต่อไป ทว่าในใจกลับไม่สามารถสบายใจได้เลย
“ฉันว่านะ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเธอตอนนี้ก็คือกินอะไรสักอย่างเพื่อบำรุงร่างกายหน่อยดีกว่า ดูรอยแดงเต็มตัวเธอสิ นักโทษข่มขืนก็คงทำไม่ได้อย่างนี้หรอกจริงไหม ?” เหยาเหม่ยถือชามบะหมี่ออกมาจากห้องครัว แล้ววางไว้เบื้องหน้าไป๋มู่ชิง
ไป๋มู่ชิงก้มหน้ามองสำรวจร่างกายของตนเอง ปรากฏว่ามีรอยแดงอยู่เต็มไปหมด ทำให้ดูคลุมเครือจนถึงขีดสุด
“เสียวเหม่ยอิจฉาเธอทั้งเช้าแล้ว กำลังกลุ้มใจอยู่ว่าควรซื้ออะไรให้สามีของเธอบำรุงดี” ซูซี่โน้มตัวเข้ามาพร้อมทั้งหัวเราะคิกคักเสียงเบา เหยาเหม่ยจึงได้ป้าบเข้าให้
ไป๋มู่ชิงไม่มีอารมณ์มาเล่นด้วย เธอม้วนชายชุดนอนที่ตนสวมอยู่แล้วพูดว่า : “พวกเธอช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม ?”
“ให้ช่วยอะไร ?”
“ฉันอยากรู้ว่าหนานกงเฉินฟื้นหรือยัง” ไป๋มู่ชิงหันไปหาซูซี่ : “เสี่ยวซี่ เธอให้คุณชายเฉียวโทรหาหนานกงเฉินหน่อย ถามดูว่าเขาฟื้นหรือยัง”
ใบหน้าของซูซี่เปลี่ยนเป็นโมโหขึ้นมาทันที : “นี่เธอเป็นอะไรของเธอน่ะ ถูกไล่ออกจากบ้านกลางดึกแบบนี้แล้ว แต่พอตื่นขึ้นมาเรื่องแรกที่คิดได้ก็คือเป็นห่วงว่าเขาจะฟื้นหรือยังเนี่ยนะ ? เรื่องนี้ฉันไม่ช่วยหรอกนะ”
“คุณผู้หญิงเป็นคนไล่ฉันออกมาต่างหาก ไม่ใช่หนานกงเฉิน”
“มันไม่เหมือนกันหรือไง ?”
“โธ่เอ๊ย เสี่ยวซี่เธอยอมรับไปสิว่าตัวเองช่วยไม่ได้น่ะ ?” เหยาเหม่ยมองไปทางไป๋มู่ชิง : “ซูซี่กลับมาพักที่คอนโดขนาดนี้แล้ว เธอยังไม่เข้าใจอีกเหรอว่ามันเกิดอะไรขึ้น ?”
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ ? คุณชายเฉียวไล่ออกจากบ้านเหรอ ?” ไป๋มู่ชิงเอาแต่เป็นกังวลเรื่องของตัวเอง จึงไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียดจริง ๆ
“ชิ เขาเนี่ยนะไล่ฉัน ?” ซูซี่แค่นหัวเราะ
“คุณเธอแจ้นออกมาเองแหละ” เหยาเหม่ยอธิบาย
“ที่แท้ก็คนหัวอกเดียวกันนี่เอง” ไป๋มู่ชิงถอนหายใจ
“ใครหัวอกเดียวกันกับเธอยะ ?” ซูซี่หยิบโทรศัพท์บนโต๊ะขึ้นมา : “แค่อยากรู้ว่าหนานกงเฉินยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าไม่ใช่หรือไง ? ทำไมต้องโทรหาคนแซ่เฉียวด้วย ?” ระหว่างที่พูดอยู่ เธอก็ได้โทรหาหนานกงเฉิน
ไม่นาน ปลายสายก็มีเสียงของหนานกงเฉินดังเข้ามา : “สวัสดี”
“ขอโทษที โทรผิดน่ะ” ซูซี่บีบลำคอพูด เสร็จแล้วจึงได้วางสายไปทันที
เมื่อได้ยินเสียงของหนานกงเฉินแล้ว ในที่สุดไป๋มู่ชิงก็สบายใจขึ้นมา
หนานกงเฉินฟื้นขึ้นมาได้ก็ดีแล้ว ในเมื่อฟื้นแล้วก็แสดงว่าเขาไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต !
“นี่ ร่างกายของหนานกงเฉินอ่อนแอขนาดนี้ ทำไมเรื่องอย่างนั้นถึงได้เก่งนักล่ะ ? บอกเคล็ดลับหน่อยสิ” เหยาเหม่ยยังคงค้างคาอยู่กับปัญหานี้อยู่
“สมสุขเกินไป เลยเหนื่อยจนอาการป่วยกำเริบน่ะสิ” ซูซี่ยิ้มอย่างมีเลศนัย
ไป๋มู่ชิงกวาดตามองสองคนนั้น จากนั้นก็พูดอย่างอารมณ์เสีย : “พวกเธอจะจบได้หรือยัง ?”
“เอาเถอะ ไม่พูดก็ช่าง” เหยาเหม่ยยักไหล่ : “เสียแรงที่ต้มบะหมี่ถ้วยนี้ให้เธอซะแล้ว”
ทางด้านหนานกงเฉิน เมื่อเขารับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว จึงได้เดินทางไปทำงานที่บริษัท
เมื่อเขาถึงบริษัทแล้วเลขาเหยียนรีบเดินเข้าห้องทำงานตามเขามาทันที หนานกงเฉินเปิดคอมพิวเตอร์ไปพลางมองหน้าเธอไป : “ทำไมถึงยังอยู่บริษัท เจอเบาะแสหรือยัง ?”
“ค่ะ” เลขาเหยียนกล่าวด้วยความสุภาพ : “ฉันได้ใช้ให้คนไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดแถวคฤหาสน์เก่าแล้ว เมื่อคืนนี้เวลาตีสามกว่ามีรถเบนท์ลีย์ขับผ่านแถวคฤหาสน์เก่าจริง ๆ ค่ะ แต่ไม่ใช่รถของหลินอันหนาน”
หนานกงเฉินเลิกคิ้วขึ้น : “ไม่ใช่เหรอ ?”
“ค่ะ ฉันตรวจเช็กทะเบียนรถแล้ว เป็นรถของคุณชายรองตระกูลเฉียวค่ะ”
“คุณชายรองตระกูลเฉียว ? เฉียวเฟิง ?” หนานกงเฉินไม่คุ้นกับชายผู้นี้สักเท่าไร เนื่องจากไม่เคยได้เจอะเจอกัน ทราบเพียงว่าเฉียวซือเหิงมีน้องชายชื่อเฉียวเฟิง
“ใช่ค่ะ”
“แต่ว่ามู่ชิงไม่เคยพูดคุยกับเฉียวเฟิงเลย พวกเขาทั้งคู่ไม่มีทางรู้จักกันแน่นอน”
“อืม……” เลขาเหยียนครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ : “อาจเป็นเพราะคนขับรถของตระกูลเฉียวรู้จักนายหญิงน้อย ก็เลยขับรถไปส่งที่คอนโดนายหญิงน้อยตระกูลเฉียว พวกเขาสนิทกันไม่ใช่เหรอคะ”
หนานกงเฉินได้ยินที่เลขาเหยียนพูดมาดังนั้น อารมณ์โมโหที่หนักอึ้งอยู่ในใจจึงได้หายไปทันที
ขอเพียงไม่ใช่หลินอันหนานก็พอ !
เลขาเหยียนยิ้มขึ้น : “คุณชายใหญ่คะ ต่อให้หลินอันหนานอยากกลับประเทศ แต่คงไม่กล้ากลับมาเร็วขนาดนั้นหรอกมั้งคะ คุณสบายใจได้เลยค่ะ”
“อืม ผมเข้าใจแล้ว” หนานกงเฉินพยักหน้า
“ถ้างั้น……” เลขาเหยียนจ้องหน้าเขาพร้อมถามว่า : “คุณชายเฉินอยากให้ฉันช่วยอะไรหรือเปล่าคะ ?”
“ไม่ต้อง ให้เธอพักที่คอนโดซูซี่ไปก่อนชั่วคราว”
“แต่ว่า……คุณไม่กลัวว่าเธอ……”
“ไม่เป็นไรหรอก เธอหนีไปไหนไม่พ้นหรอก” หนานกงเฉินยิ้มขึ้นอย่างมั่นใจ
“ถ้างั้นก็โอเคค่ะ” เลขาเหยียนพยักหน้าจากนั้นก็เดินออกไป
ไป๋มู่ชิงพักที่คอนโดของซูซี่มาสามวันแล้ว ทว่ายังคงไม่ได้รับข่าวคราวเกี่ยวกับว่าหนานกงเฉินกำลังตามหาเธออยู่เลย
หนานกงเฉินทราบดีว่าเธอนั้นมีแค่ซูซี่และเหยาเหม่ยเป็นเพื่อนสนิท กล่าวตามหลักการแล้วเธอจะต้องนึกถึงสองคนนั้นเป็นอันดับแรก ทว่าหลายวันมานี้ไม่ว่าจะเป็นเหยาเหม่ยหรือซูซี่ต่างก็ไม่ได้รับสายโทรศัพท์ว่าหนานกงเฉินถามหาเธอเลย
ดังนั้นเธอจึงได้สอบถามเพื่อนสนิททั้งสองคนด้วยรอยยิ้มฝืน ๆ ว่า : “พวกเธอช่วยฉันวิเคราะห์หน่อยสิ ว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น ?”
“ทำงานยุ่ง ? ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องของเธอ ?” เหยาเหม่ยพูดในสิ่งที่เธอคาดเดา
“เป็นไปไม่ได้” ไป๋มู่ชิงส่ายหน้า หนานกงเฉินมีศักดิ์ศรีค้ำคอมาโดยตลอด ต่อให้ตนไม่มีเวลาว่างก็จะส่งคนมาตามหาเธออยู่ดี จากนั้นก็จะขังเธอไว้ที่คฤหาสน์หลังเล็ก
“ถ้างั้นก็เป็นเพราะเขาเบื่อเธอแล้ว ไม่อยากเล่นสนุกต่อแล้ว” ยังคนเป็นเหยาเหม่ยพูดเช่นเคย
ไป๋มู่ชิงครุ่นคิดชั่วครู่ ประเด็นนี้มันมีความเป็นไปได้เล็กน้อย ทว่าเมื่อดูจากการกระทำช่วงนี้ที่หนานกงเฉินปฏิบัติกับเธอ มันไม่คล้ายกับเบื่อเธอแล้วเลย ถ้าหากเป็นเช่นนี้จริง ๆ แล้วเหตุใดเขาจึงไม่คืนแม่และเสี่ยวอี้ให้เธออีก
“ยังมีความเป็นไปได้อื่นอีกไหม ?”
“ฉันเดาไม่ออกแล้วจริง ๆ” เหยาเหม่ยยักไหล่ จากนั้นก็หันหน้าไปหาเธอ : “ว่าแต่ทำไมเธอไม่ไปหาเขาเองแล้วถามให้กระจ่างไปเลยล่ะ ?”
“ฉัน……” ไป๋มู่ชิงยกแก้วเหล้าขึ้นมาแล้วฝืนยิ้ม : “ช่างเถอะ ไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกัน”
เธอยกแก้วเหล้าชนกับแก้วซูซี่ : “นี่ เสี่ยวซี่ทำไมถึงดื่มคนเดียวล่ะ ?”
ซูซี่ฉีกยิ้ม : “ฉันกำลังรอให้พวกเธอปลอบใจฉันอยู่ไง”
เธอดื่มเบียร์ลงไปหนึ่งอึก จากนั้นก็พูดพลางส่ายหัวไปมา : “ฉันคิดว่าสถานการณ์ของเธอยังถือว่าดีนะ ไม่ว่าจะยังไงก็ตามหนานกงเฉินก็ยังยอมให้เธอมีลูกให้เขา ไม่ใช่ไปหาผู้หญิงคนอื่นข้างนอกตามอำเภอใจ”
เหยาเหม่ยแย่งแก้วเหล้าของซูซี่ไป จากนั้นก็ส่ายหน้าถอนหายใจ : “เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่าห้ามมาดื่มเหล้า ไปสะกิดเรื่องเศร้าของเสี่ยวซี่ขึ้นมาอีกจนได้”
“เธอคืนแก้วฉันมาเลย ระวังฉันจะตัดเพื่อนกับเธอนะ !” ซูซี่แย่งแก้วคืนมา พร้อมมองค้อนเธอ : “พูดแล้วไม่ใช่หรือไงว่าถ้าคืนนี้ไม่เมาก็จะไม่กลับน่ะ ? เธอไม่รักษาคำพูด !”
“โอเค ๆ ฉันจะรักษาคำพูด” เหยาเหม่ยชูแก้วเหล้าขึ้นมา : “มาเถอะ ทุกคนชนแก้วกัน ขอให้ผู้ชายเลว ๆ พวกนั้นเกิดชาติหน้าถูกภรรยาสวมเขา !”
“ชน !” ผู้หญิงสามคนชนแก้ว แล้วดื่มเบียร์ที่อยู่ในแก้วจนหมด
หลังจากดื่มเบียร์เสร็จแล้ว ซูซี่ถามไป๋มู่ชิงว่า : “แล้วเธอวางแผนว่าจะทำอะไรต่อไปเหรอ ?”
ไป๋มู่ชิงฝืนยิ้มขึ้นมา : “ฉันจะวางแผนอะไรได้อีกล่ะ ตามหาพวกเขาต่อไปยังไงล่ะ”
ตามหาลูกสาว ตามหาเสี่ยวอี้ ตามหาแม่ คนที่เธอต้องการตามหามีเยอะมาก เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาไป๋มู่ชิงก็รู้สึกจุกแน่นในใจ จนถึงขั้นกลืนเบียร์ไม่ลง
เสน่หาและความคาดหวังที่เธอมีต่อหนานกงเฉินนั้น มันไม่สมควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก คราวนี้จะมาคิดมากอยู่ทำไมกัน ?
“แล้วเธอล่ะ ? เธอวางแผนว่าจะทำยังไงเหรอ ?” เพื่อจะได้ไม่คิดมากเรื่องพวกนี้ เธอจึงเปลี่ยนมาถามซูซี่บ้าง : “จะแยกกับคุณชายเฉียวแบบนี้ต่อไปงั้นเหรอ ?”
“ไม่งั้นจะทำยังไงได้ล่ะ ? กลับไปช่วยเขาเลี้ยงลูกหรือไง ?” ซูซี่ยิ้มขึ้นด้วยความเยือกเย็น
“ลูกเหรอ ? เขาจะพาเด็กคนนั้นกลับมาเลี้ยงที่บ้านงั้นเหรอ ?” เหยาเหม่ยตบโต๊ะด้วยความโมโห : “เกินไปแล้วนะ รังแกคนอื่นเกินไปแล้ว!”
ซู่ซี่ยกมือขึ้นลูบหน้าเธอ แล้วยิ้มจาง ๆ ขึ้นมา : “เป็นเจตนาของแม่ยายฉันเองแหละ เฉียวซือเหิงเขาไม่มีความกล้านั้นหรอก เขาคงกลัวฉันบีบคอไอ้ลูกนอกคอกนั่นตายละมั้ง ฮ่า ๆ……”

เจ้าสาวอันดับที่เจ็ด

เจ้าสาวอันดับที่เจ็ด

ไป๋มู่ชิงเคยได้ยินเรื่องเล่าตั้งแต่เด็กว่า ตระกูลหนานกงในเมืองซีเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุด แต่น่าเสียดายที่คุณชายใหญ่ของตระกูลกลับป่วยเป็นโรคประหลาด โรคที่เขาเป็นจะทำให้เขามีอายุอยู่ได้ไม่ถึงอายุ30ปี ไป๋มู่ชิงยังได้ยินมาอีกว่า คุณชายหนานกงเฉินแต่งงานใหม่ทุกๆปี แต่เจ้าสาวของเขากลับมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงวันต่อมาหลังคืนเข้าหอ แต่ไม่ทราบสาเหตุของการแต่งงานและยังไม่ทราบถึงสาเหตุการเสียชีวิตของเจ้าสาวด้วย เมื่อตระกูลหนานกงได้ส่งของหมั้นมาให้ตระกูลไป๋ ไป๋มู่ชิงก็คิดไม่ถึงว่าพ่อของเธออยากจะปกป้องชีวิตพี่ของเธอไว้ถึงขนาดผลักเธอเข้าไปในประตูนรกอย่างโหดร้าย บังคับให้เธอแต่งงานกับหนานกงเฉินเป็นเจ้าสาวคนที่เจ็ดของเขา แทนพี่สาวของเธอ

Comment

Options

not work with dark mode
Reset