เจ้าสาวอันดับที่เจ็ด – ตอนที่ 163 จุดประสงค์ของคุณหนูจู2

“อืม กำลังจะไปบริษัท”
“อ้อ ใช่ วันนี้วันจันทร์” จูจูพยักหน้า
ไป๋มู่ชิงในชุดทำงาน มือขวาโอบเอวของหนานกงเฉินอย่างสนิทสนม เธอส่งยิ้มให้จูจู: “คุณหนูจู มื้อเที่ยงอยากกินอะไรบอกเสี่ยวหยวนได้เลย พักผ่อนให้สบายนะ ตรงไหนที่ดูแลไม่ทั่วถึงก็ขออภัยด้วย”
จูจูพยักหน้า: “พวกคุณดูแลดีมากๆ แล้ว ฉันรู้สึกผิดมากเลย ที่ทำให้พวกคุณต้องวุ่นวายไปหมด หวังว่าคุณจะไม่มีปัญหาอะไร”
“จะมีได้ยังไงล่ะ คุณเป็นเพื่อนรักของเฉิน ย่อมเป็นเพื่อนรักของฉันด้วย ดูแลคุณเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว”
“อืม ขอบคุณนะ” รอยยิ้มบนใบหน้าของจูจูใกล้จะฝืนต่อไม่ไหวแล้ว แต่เธอก็พยายามฝืนยิ้มไว้
“นั้นพวกเราไปก่อนนะ”
“ค่ะ เจอกันคืนนี้”
“เจอกันคืนนี้” ไป๋มู่ชิงเงยหน้าขึ้นพูดกับหนานกงเฉิน: “สามีคะ เราไปกันเถอะ ช้ากว่านี้จะไปทำงานสายเอา”
“โอเค” หนานกงเฉินยิ้มให้คุณหนูจูเล็กน้อย หมุนตัวเดินออกจากห้องนอนของจูจูพร้อมไป๋มู่ชิง
หลังเดินออกจากห้องนอน ไป๋มู่ชิงถอดหายใจเบาๆ แล้วแอบชำเลืองมองหนานกงเฉิน เธอขอบคุณเขาที่ให้โอกาสแสดงความเป็นเจ้าของกับเธอ และดีใจมาก
ทั้งสองไปบริษัทพร้อมกันเหมือนที่ผ่านๆ มา จุมพิตบอกลากันในรถ
ไป๋มู่ชิงประจำที่นั่งอย่างเหม่อลอยนิดๆ จนกระทั่งผู้จัดการหวงของแผนกเห็นสีหน้าเธอไม่ค่อยดี จึงถามเธอว่าไม่สบายหรอ เธอจึงรู้ตัวว่าตัวเองเสียการควบคุมไป
เวลางานไม่ตั้งใจทำงาน ถ้าเป็นบริษัทเอกชนคงโดนเจ้าของด่ากราดไปแล้วมั้ง?
เธอส่ายหน้าไปมาบ่งบอกว่าตัวเองไม่ได้เป็นอะไร หายใจเข้าลึกๆ ตัดสินใจลบภาพไม่ดีในในหัวออกเงียบๆ ตั้งใจทำงาน
ตอนกินข้าวกลางวัน น่าแปลกหนานกงเฉินไม่ได้โวยวายเรียกเธอไปกินข้าวข้างบนเหมือนทุกครั้ง เป็นครั้งแรก เธอรู้สึกใจไม่ดี ทำไมหนานกงเฉินไม่เรียกเธอ? เพราะอารมณ์ไม่ดีหรอ?
“มู่ชิง คุณจะไปกินข้าวที่โรงอาหารพร้อมพวกเราไหม?” เสี่ยวเถียนถามยิ้มๆ
ยังไม่ทันที่มู่ชิงจะตอบ เพื่อนร่วมงานสาวอีกคนก็พูดขึ้น: “มู่ชิงเขาไปกินที่ชั้นดาดฟ้า ไม่ว่างไปกินกับพวกเราที่โรงอาหารหรอก”
“พูดมีเหตุผล” เสี่ยวเถียนแววตาหยอกล้อ: “นั้นพวกเราไปเถอะ”
“ไม่ ฉันจะไปกับพวกคุณ” ไป๋มู่ชิงลุกขึ้นจากที่นั่ง ตามทุกคนไป
“ทำไม? วันนี้ไม่ต้องขึ้นไปกินกับคุณชายเฉินหรอ?” เสี่ยวเถียนพิจารณาเธอ
ไป๋มู่ชิงยิ้มเก้อๆ : “ไม่ต้องแล้ว ฉันอยากไปกับทุกคนจะได้มีเพื่อนหน่ะ”
“คุณทำแบบนี้ คุณชายเฉินจะหึงเอานะ?”
“นั่นสิ ถ้าคุณชายเฉินหึงขึ้นมา พวกเราโดนหักโบนัสจะทำยังไง?”
“ไม่หรอก คุณชายเฉินเขาแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้”
ทั้งหมดหัวเราะกันอย่างสนุกสนาม เดินไปยังลิฟท์
ตั้งแต่ทานข้าวจนจบมื้อเที่ยง ไป๋มู่ชิงไม่ได้รับสายหรือข้อความจากหนานกงเฉินเลย เธอกลับมาประจำที่นั่งอย่างรู้สึกหดหู่ใจ เริ่มคิดต่างๆ นาๆ อย่างอดไม่ได้
ก่อนเลิกงานในตอนเย็น ไป๋มู่ชิงได้รับสายจากหนานกงเฉินสักที เธอรีบรับสายทันควัน น้ำเสียงกลับราบเรียบเหมือนทุกครั้ง: “เลิกงานแล้วหรอ?”
หนานกงเฉินที่อยู่ปลายสายเหมือนจะยุ่งอยู่ น้ำเสียงค่อนข้างจริงจัง: “มู่ชิง เธอกลับไปก่อนนะ ผมกำลังประชุมอยู่”
ไป๋มู่ชิงรีบพูดแบบไม่ต้องคิด: “ฉันรอคุณที่บริษัทค่ะ”
“ไม่ต้องหรอก”
“ไม่เป็นไร พอดีฉันมีงานบางส่วนยังไม่เสร็จ” ให้เธอกลับไปก่อน? กลับไปหาคุณหนูจูจอมเสแสร้ง?
หลังเลิกงาน เสี่ยวเถียนยังคงพิจารณาเธอด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ พูดด้วยรอยยิ้ม: “มู่ชิง คุณยังไม่กลับหรอ? คงไม่ได้กำลังรอคุณชายเฉินเลิกงานอยู่ใช่ไหม?”
ไป๋มู่ชิงพยักหน้า เพื่อนร่วมงานต่างจากไปด้วยเสียงหัวเราะสนุกสนาน
ทุกคนล้วนรู้สึกว่าเธอมีความสุขมาก ไม่มีความกังวลใดๆ มีแค่เธอที่รู้ เธอในตอนนี้เหมือนเดินอยู่บนน้ำแข็งบางๆ มีโอกาสถูกรักแรกของหนานกงเฉินเหยียบอยู่ใต้เท้าได้ทุกเมื่อ
ขณะที่รอในห้องทำงานจนถึง 1 ทุ่ม จู่จู่ก็มีเสียงเรียกชื่อเธอจากด้านหลัง ไป๋มู่ชิงหันไป เห็นพนักงานต้อนรับนำข้าวกล่องมาให้: “คุณหนูไป๋ นี่เป็นข้าวกล่องของคุณค่ะ”
ไป๋มู่ชิงพิจารณาข้าวกล่องในมือของเธอ ถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ: “ฉันไม่ได้สั่งข้าวกล่องนี่นา”
“อ้อ เลขาเหยียนสั่งมาให้คุณค่ะ”
เลขาเหยียนช่วยสั่งมาให้หรอ? นั้นก็เป็นคำสั่งของหนานกงเฉินสินะ?
ไป๋มู่ชิงยิ้มบางๆ ให้เธอ: “ขอบคุณค่ะ วางตรงนี้เถอะ”
หลังจากที่พนักงานต้อนรับจากไป เธอเปิดข้าวกล่อง พบว่าในกล่องเป็นกับข้าวที่เธอชอบทั้งหมด ไม่น่าเชื่อว่าหนานกงเฉินที่กำลังงานยุ่งยังมีใจสั่งให้เลขาหยวนช่วยสั่งข้าวกล่องให้เธอ ความรู้สึกหดหู่ใจตลอดทั้งวันได้รับการเติมเต็มเล็กน้อยในทันที
งานที่เธอทำค้างไว้เมื่อกลางวันก็เรียบร้อยแล้ว ท้องก็อิ่มแล้ว ไป๋มู่ชิงเริ่มรู้สึกง่วงขึ้นมาทันที ฟุบตัวลงบนโต๊ะเริ่มร่างแบบไปได้พักหนึ่ง ร่างไปร่างมาเผลอหลับไปซะอย่างนั้น
เมื่อคืนเธอหลับไม่ค่อยสนิท จึงหลับลึกอย่างไม่รู้ตัว จนกระทั่งหนานกงเฉินมาอยู่ตรงหน้าเธอก็ยังไม่รู้ตัว
หนานกงเฉินพิจารณาใบหน้าที่หลับอย่างสงบของเธอ ใช้นิ้วจิ้มไปที่แขนเธอกลับไม่ได้รับการตอบรับ จึงอดใจไว้ไม่ปลุกเธอ
จริงๆ แล้วเขายังทำงานไม่เสร็จ แต่กลัวว่าเธอจะรอนานจึงเลิกงานก่อน ในเมื่อตอนนี้เธอกำลังหลับลึก เขาเลยตัดสินใจลากเก้าอี้มาข้างเธอ แล้วหยิบโน๊ตบุ๊คออกจากกระเป๋ามาวางบนโต๊ะ
หนานกงเฉินถอดเสื้อคลุมมาคลุมให้เธอ เธอยังคงหลับสนิทอยู่
หนานกงเฉินนัั่งทำงานบนเก้าอี้ จนกระทั่ง 5 ทุ่ม
ไป๋มู่ชิงตื่นจากการหลับที่ยาวนาน เห็นหนานกงเฉินนั่งอยู่ข้างกายด้วยความประหลาดใจ เคาะแป้นพิมพ์ด้วยความตั้งใจ
เธอหลับตาลงครู่หนึ่ง หัวเราะเยาะตัวเองในใจ คิดในใจว่าตัวเองเป็นอะไรไป ขนาดฝันยังฝันเห็นหนานกงเฉินอยู่ข้างกายเธอ นี่เธอกลัวว่าคุณหนูจูจะแย่งเขาไปขนาดไหนกัน!
เพียงแต่ เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง หนานกงเฉินกลับไม่ได้หายไปในอากาศ
เมื่อเธอได้สติว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความฝัน รีบนั่งตัวตรงบนเก้าอี้ พิจารณาเขาแล้วพูดเสียงเบาว่า: “คุณชายใหญ่ คุณอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
หนานกงเฉินยิ้มบางๆ โดยไม่หันหน้าไป: “จะเพราะอะไรได้อีกล่ะ? รอคุณเลิกงานไง”
“คุณรอฉันเลิกงาน?”
“อืม”
เธอรอเขาเลิกงานชัดๆ ไป๋มู่ชิงรีบใช้มือแตะที่มุมปาก และเห็นว่าตัวเธอนั้นสวมเสื้อคลุมของเขาอยู่ แล้วมองเวลาบนนาฬิกา อุทานเสียงเบาอย่างอดไม่ได้: “พระเจ้า 5 ทุ่มแล้ว!”
“อืม ผมรอตั้งแต่ 3 ทุ่ม จนถึง 5 ทุ่ม
“ทำไมคุณไม่ปลุกฉันล่ะ?” ไป๋มู่ชิงมองเขาอย่างรู้สึกผิด
หนานกงเฉินยิ้มบางๆ : “ผมเรียกแล้ว แต่ว่าเธอไม่ตื่น”
“เป็นไปได้ยังไง”
“เธอถูกเลี้ยงจนเป็นหมูน้อยที่รักการนอนแล้ว หรือว่าเธอยังไม่รู้ตัวหรอ?” หนานกงเฉินหันไปมองเธอแวบหนึ่ง ปิดโน๊ตบุ๊คลง แล้วลุกจากเก้าอี้: “ไปเถอะกลับบ้านกัน”
ไป๋มู่ชิงถอดเสื้อคลุมออกจากตัวด้วยความเคอะเขิน แล้วส่งคืนให้เขา: “เสื้อของคุณ รีบใส่เถอะ”
“เธอใส่เถอะ เพิ่งตื่น เป็นหวัดง่าย” หนานกงเฉินนำเสื้อคลุมมาคลุมให้เธออีกครั้ง มือข้างหนึ่งโอบเธออีกข้างหนึ่งถือกระเป๋าโน๊ตบุ๊คมากอดไว้ เดินไปยังลิฟท์
ขณะที่ยืนอยู่ในลิฟท์ที่มีกระจกทั้ง 4 ด้าน ไป๋มู่ชิงมองเงาทั้งสองในกระจก ช่างสนิทสนมช่างกลมเกลียวกันจริงๆ ราวกับว่าไม่มีคุณหนูจูคนนี้ปรากฏตัวมาก่อน
ไป๋มู่ชิงมองเขาในกระจกแล้วถามว่า: “จริงสิ ตอนเที่ยงคุณกินที่ไหนหรอ?”
“กินข้างนอก ทำไมหรอ?”
“ไม่มีอะไร” ไป๋มู่ชิงส่ายหน้า​: “แค่เป็นห่วงเฉยๆ ”
“ทำไม? ผมไม่ได้รบกวนเธอ เธอไม่ชินใช่ไหม?” หนานกงเฉินหยอกล้อข้างหูเธอ
“ที่ไหนกัน” ไป๋มู่ชิงมองสีหน้าของเขา แอบสงสัยในใจว่าเขาไปกินข้าวข้างนอกที่ไหนกันแน่? คงไม่ได้กลับคฤหาสน์หลังเล็กไปกินเป็นเพื่อนคุณหนูจูหรอกนะ?
เธอไม่ได้ถามออกมาตรงๆ และไม่รู้ว่าจะถามยังไง
ขณะที่ทั้งสองกลับมาถึงคฤหาสน์หลังเล็กนั้น ในบ้านก็เงียบสงบลงแล้ว
ไป๋มู่ชิงเงยหน้าขึ้นมองหน้าต่างของชั้นสอง ปิดไฟไปแล้ว
“ทุกคนหลับหมดแล้วหรอ?” ช่วงกลางคืนของฤดูใบไม้ผลิค่อนข้างหนาว พอลงจากรถก็มีลมพัดผ่านมาพอดี เธอกระชับเสื้อคลุมที่สวมอยู่ตามสัญชาตญาณ
“น่าจะนอนแล้วมั้ง ใกล้เที่ยงคืนแล้ว” หนานกงเฉินล็อครถ เดินเข้าตัวบ้านพร้อมไป๋มู่ชิง
ทั้งสองเพิ่งก้าวขาเข้าบ้าน พบว่าจูจูกำลังเดินลงมาจากชั้น 2
“จูจู ดึกขนาดนี้แล้วคุณยังไม่นอนอีกหรอ?” หนานกงเฉินถามพลางงประเมินเธอ
ไป๋มู่ชิงรู้สึกถึงลางไม่ดีแวบขึ้นมาในใจ ดึกขนาดนี้แล้วยังไม่เข้านอน……เธอต้องการทำอะไร?
“ตอนบ่ายฉันนอนมากไป เลยนอนไม่หลับ” จูจูพูดด้วยสีหน้าอมยิ้มพลางเดินลงจากบันได: “พวกคุณล่ะ? ทำไมกลับมาดึกจัง?”
“พวกเราทำโอทีน่ะ” ไป๋มู่ชิงตอบ
“ทำโอทีจนดึกขนาดนี้เลยหรอ? แม้ว่างานจะสำคัญ แต่ก็อย่าหักโหมเกินไปล่ะ ยังไงสุขภาพก็สำคัญที่สุด” จูจูพูดด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“จริงสิ ฉันต้มยาของเฉินไว้แล้ว และยังทำขนมกินเล่นกับป้าใบ้ไว้ พวกคุณคงจะหิวกันใช่ไหม?” จูจูถามพร้อมเดินเข้าไปในครัว
เธอยกยาจีนถ้วยหนึ่งและขนมกินเล่นจานหนึ่งออกจากครัว แล้ววางไว้บนโต๊ะพร้อมเรียกพวกเธอไปกิน
หนานกงเฉินลังเลเล็กน้อย ก่อนจะจูงมือไป๋มู่ชิง: “ไปกัน กินสักหน่อยแล้วค่อยขึ้นนอน”
ไป๋มู่ชิงก้าวขากระทันหัน แล้วไปถึงโต๊ะก่อนหนานกงเฉิน รับถาดมาไว้ในมือแล้วแสดงความขอบคุณกับจูจู: “ขอบคุณความหวังดีของเธอนะ พวกเรากลับไปกินที่ห้องเถอะ”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก”
“แต่ว่าเรื่องการต้มยาต้องควบคุมไฟละเอียดมาก ฉันต้องเรียนจากพี่เหอตั้งหลายครั้งกว่าจะต้มได้สำเร็จ ยังไงคราวหน้าให้ฉันต้มเองเถอะนะ อีกอย่างคุณหนูจูเป็นแขก กินดีอยู่ดีที่นี่ก็พอแล้ว ไม่ต้องทำอะไรพวกนี้เพื่อพวกเราหรอก รู้สึกเกรงใจน่ะ”
“ฉันก็รู้สึกว่าว่างไปไม่มีอะไรทำเลยทำน่ะ” จูจูยังคงยิ้มอย่างสุภาพ: “ยังไงก็เป็นการกินฟรีอยู่ฟรี ฉันก็เกรงใจที่ไม่ได้ทำอะไรเลย”
“คุณหนูจูเกรงใจกันเกินไปแล้ว” ไป๋มู่ชิงหันไปพูดกับหนานกงเฉินว่า: “สามีคะ คุณคุยเป็นเพื่อนคุณหนูจูสักหน่อย คุยเสร็จรีบขึ้นไปพักผ่อนนะคะ”
หนานกงเฉินมองไป๋มู่ชิงแวบหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไร
ไป๋มู่ชิงยกถาดขึ้นชั้นบนไป ปล่อยพวกเขาสองคนไว้ที่ชั้นล่าง
จูจูมองแผ่นหลังของไป๋มู่ชิงลับตาไป แล้วมองหนานกงเฉินอย่างเก้ๆ กังๆ : “มู่ชิงเธอ……เหมือนจะไม่ชอบให้ฉันทำเรื่องพวกนี้”
หนานกงเฉินฉีกริมฝีปากยิ้มเล็กน้อย: “เธอพูดถูกนะ การต้มยายุ่งยากมากเลย ขนาดเสี่ยวหยวนยังทำได้ไม่ดี”
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ ขอโทษด้วยนะตอนแรกฉันไม่รู้ ยังคิดว่าการต้มยาจีนก็แค่ใช้น้ำสามถ้วยต้มให้เหลือถ้วยเดียวน่ะ”
“ยาของผมไม่เหมือนของคนอื่นๆ “หนานกงเฉินยกมือขึ้นแตะไหล่ของเธอเบาๆ : “ความหวังดีของคุณผมได้รับแล้วนะ รีบขึ้นไปพักผ่อนเถอะ”
จูจูพยักหน้า: “ค่ะ พวกคุณก็รีบพักผ่อนนะ”
“ราตรีสวัสดิ์” หลังจากบอกลาเธอแล้ว หนานกงเฉินก็ก้าวขาขึ้นบันไดไป
เมื่อไป๋มู่ชิงกลับมาถึงห้องนอนวางถาดยาไว้บนโต๊ะน้ำชา ยกถ้วยยาขึ้นดม แล้วยกไปเทลงในโถส้วม
คุณหนูจูออกโรงขนาดนี้ไม่คิดดีแน่นอน เธอจะไปกล้ากินของที่เธอทำได้ยังไง จะกล้าให้หนานกงเฉินดื่มยาที่เธอต้มได้ยังไง
เมื่อหนานกงเฉินเดินเข้ามา เห็นเธอถือถ้วยเปล่าออกมาจากห้องน้ำพอดี แววตาเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย รู้สึกประหลาดใจ: “เธอเทยาทิ้งหรอ?”
ไป๋มู่ชิงพยักหน้า: “ใช่ค่ะ พี่เหอเคยบอกว่าถ้ายาต้มไม่ดีจะไม่มีประสิทธิภาพ ถือว่าให้คุณพักยาวันนึงแล้วกันค่ะ” เธอยิ้มเล็กน้อย: “คุณคิดหนักเรื่องข้ออ้างที่จะไม่กินยาทุกคืนเลยไม่ใช่หรอ? นี่ยังไม่สมใจคุณหรอคะ?”
หนานกงเฉินยิ้มตอบบางๆ แล้วเดินไปนั่งที่โซฟา
ตรงหน้าเขาเป็นขนมกินเล่นที่จูจูทำเองกับมือ ไป๋มู่ชิงมองขนมแล้วพูดว่า: “คุณหิวไหม ถ้าหิวก็รีบกินเถอะ กินเสร็จจะได้อาบน้ำนอน”
ไป๋มู่ชิงพูดจบหันไปหยิบชุดนอนออกมาชุดหนึ่งจากตู้เสื้อผ้า แล้วหมุนตัวเดินเข้าห้องน้ำไป
เมื่ออาบน้ำเสร็จ เดินออกมา เธอพบว่าขนมบนโต๊ะไม่มีคนแตะต้องเลย ส่วนหนานกงเฉินนั่งใช้รีโมทเปลี่ยนช่องอยู่บนโซฟา
“ทำไมไม่กินล่ะ?” ไป๋มู่ชิงถาม
“ผมไม่หิว” หนานกงเฉินเงยหน้ามองเธอเล็กน้อย: “เธอกินเถอะ”
“ฉันก็ไม่หิว” ไป๋มู่ชิงเดินเข้าไปหา จ้องเขาด้วยรอยยิ้มข้างตัวเขา: “คุณคงไม่ได้ไม่กล้ากินใช่ไหม? วางใจเถอะ ฉันไม่ได้บ้าอำนาจไร้เหตุผลขนาดนั้น”
“หนานกงเฉินยืดตัวขึ้น จุมพิตที่ริมฝีปากเธอครั้งหนึ่ง: “แต่ถ้าผมกินไป คืนนี้ยังมีคนนอนไม่หลับมั้ง”
สีหน้าของไป๋มู่ชิงอายเล็กน้อย พูดด้วยน้ำเสียงงอนๆ : “ไม่หรอก คุณกินเถอะ”
“นั้นผมกินจริงๆ นะ”
“กินเถอะ” ไป๋มู่ชิงหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วยัดใส่ปากเขา
หนานกงเฉินถูกบังคับกินไปชิ้นหนึ่ง พยักหน้า: “อื้ม……รสชาติไม่เลวเลย คุณไม่กินเสียดายแย่เลย”
“ไร้สาระ!” ไป๋มู่ชิงจ้องหน้าเขาอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วหมุนตัวเดินไปที่เตียง
หนานกงเฉินลุกขึ้นจากโซฟาด้วยรอยยิ้ม หยิบชุดนอนเข้าห้องน้ำไป
เช้าตรู่ในวันรุ่งขึ้น ขณะที่หนานกงเฉินและไป๋มู่ชิงเดินลงมาชั้นล่างพร้อมกัน ได้ยินเสียงพูดคุยของจูจูและเสี่ยวหยวนที่อยู่ในครัวดังมาแต่ไกล
จูจูยกอาหารเช้าเดินออกมาจากห้องครัว เห็นทั้งสองคนเดินเข้าห้องอาหารพอดี ยิ้มทักทายทั้งสองคน: “อรุณสวัสดิ์ค่ะทั้งสองคน”
“ทำไมคุณตื่นเช้าจัง?” หนานกงเฉินถาม
“ฉันกินฟรีอยู่ฟรีที่นี่ ถ้าไม่ทำอะไรสักหน่อยรู้สึกไม่สบายใจหนะ”
“คุณยังมีแผลอยู่”
“แผลฉันใกล้จะหายแล้ว ไม่กระทบเลยสักนิด” ยังคงมีรอยยิ้มกว้างอยู่บนใบหน้าของจูจู: “ทั้งสองคนรีบมานั่งกินอาหารเช้าสิ”
ไป๋มู่ชิงหน้าของเธอไม่มีแววทำร้ายใคร เข้าใจเลยว่าไม่อาจเลี่ยงการกินอาหารฝีมือเธอได้ ขอให้เธอไม่คิดร้ายอะไร ใส่อะไรลงไปในอาหารของเธอและหนานกงเฉิน
“ทำไม? อาหารของฉันไม่อร่อยหรอ?” จูจูประเมินทั้งสองที่ไม่มีท่าทีขยับ แล้วพูดว่า: “พวกคุณสบายใจเถอะ หลายปีมานี้แม้ว่าฉันจะอยู่เมืองนอกก็จริง แต่อาหารเช้าสไตล์จีนก็ทำเป็นนะ อีกอย่างฉันต้องทำอาหารเช้าให้แม่ทุกวันจนมีระดับไปแล้วล่ะ ถ้าเชื่อพวกคุณลองชิมดูสิ?”
หนานกงเฉินไม่พูดอะไร เห็นได้ชัดว่ากำลังรอให้ไป๋มู่ชิงตัดสินใจเอง
ถ้าไม่อยากกิน เขาจะไปกินนอกบ้านเป็นเพื่อนเธอ
ไป๋มู่ชิงไม่อยากกินอาหารเช้าที่จูจูทำจริงๆ แต่ว่าเธอพูดมาขนาดนี้แล้ว ถ้าเธอยังไม่ยอมกินอีกก็ไม่่รู้จะว่ายังไง เธอก้าวไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะอาหาร หยิบถ้วยขึ้นมาเริ่มกินอาหารเช้า
เมื่อเห็นทั้งสองคนเริ่มขยับ จูจูยิ้มอย่างดีใจ: “ถ้าอร่อยก็กินเยอะๆ นะ ข้างในครัวยังมีอีก”
“ไม่เลวเลยนะ” ไป๋มู่ชิงยิ้มบางๆ แล้วตอบ: “คุณก็นั่งแล้วกินด้วยกันสิ อย่าทำงานอีกเลย”
เสแสร้งเด็กดี ใจกว้างต่อหน้าหนานกงเฉิน เธอก็เป็น!
จูจูเดินไปนั่งลงตรงข้ามทั้งคู่ด้วยรอยยิ้ม ตักอาหารเช้าใส่ถ้วยพลางแนะนำเมนูอาหารเช้า
ครั้งแรกที่ทานอาหารร่วมโต๊ะกับคุณหนูจูในตำนาน ไป๋มู่ชิงรู้สึกแปลกอย่างมากในใจ แต่เธอทำได้เพียงอดกลั้นความรู้สึกขัดแย้งในจิตใจ กินอาหารเช้าในถ้วยเข้าไป
จูจูกินอาหารเช้าไปคำหนึ่ง อยู่ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องคุย: “อิจฉาพวกคุณที่มีงานทำ รอให้แผลของฉันหายสนิทก่อน ก็จะออกไปหางานทำด้วย”
“ดีนะ คุณยังไม่แต่งงาน ไม่ต้องอยู่แต่บ้านทั้งวันทั้งคืนหรอก”
“แต่ว่างานที่คาเฟ่ของฉันก่อนหน้านี้ถูกแม่จะทำจนพังไม่เป็นท่า ตอนนี้งานก็หายากมากเลย เฉิน คุณแนะนำงานให้ฉันหน่อยดีไหม?”
“ไม่มีปัญหา ผมให้เลขาเหยียนช่วยถามบริษัทลูกค้าให้นะ”
“ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอก คุณจัดการตำแหน่งอะไรให้ฉันก็ได้ในบริษัทหนานกงกรุ๊ป” เมื่อพูดจบ ช้อนในมือของไป๋มู่ชิงและหนานกงเฉินชะงักไปพร้อมกัน แล้วหันไปพิจารณาเธอพร้อมกัน
เห็นสีหน้าของทั้งสองคน จูจูสะดุ้งไปทันที ประเมินทั้งสองอย่างกังวล: “ทำไมหรอ? ไม่เหมาะสมหรอ? ขอโทษนะ เพราะว่าเอกสารของฉันถูกแม่ยึดไปหมดเลย ฉันหางานไม่ได้เช่าบ้านก็ไม่ได้ ดังนั้น……”
หน้าตาน่าสงสารของเธอทำให้ใจของหนานกงเฉินหวั่นไหวทันที เขารีบตอบรับ: “ไม่มีปัญหา เดี๋ยวผมให้เลขาเหยียนจัดการให้”
“ฉันว่าไม่เป็นไรดีกว่า ฉันออกไปลองหาดูก่อน”
“ไม่มีเอกสารไม่มีใครรับคุณหรอก เลือกสักตำแหน่งในบริษัทหนานกงกรุ๊ปนี่แหละ” หนานกงเฉินพูดจบ วางตะเกียบลงและหันไปหาไป๋มู่ชิงที่ยังคงอึ้งอยู่ แล้วพูดว่า: “ที่รัก กินเสร็จหรือยัง? ถ้าเสร็จแล้วเราไปกันเถอะ”
ไป๋มู่ชิงได้สติ พยักหน้ารับ: “ฉันกินเสร็จแล้ว เธอกินโจ๊กในถ้วยที่เหลืออยู่นิดหน่อยจนหมด เดินออกจากโต๊ะอาหารพร้อมหนานกงเฉินไปยังประตู
จนกระทั่งขึ้นรถ หนานกงเฉินจึงยืดตัวใช้มือข้างหนึ่งรั้งท้ายทอยของไป๋มู่ชิงไว้แล้วจ้องเธอ: “มู่ชิง เธอเคยช่วยชีวิตผมไว้นะ ตอนนี้เธอกำลังลำบากผมจำเป็นต้องช่วยเธอ คุณเข้าใจใช่ไหม?”
ไป๋มู่ชิงสบแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเขา ยิ้มอย่างขมขื่น: “ถ้าฉันบอกว่าไม่เข้าใจ ก็แสดงว่าฉันงี่เง่าใช่ไหม? คุณต้องการคนที่คิดเล็กคิดน้อยหรอ?”
หนานกงเฉินยิ้มอย่างพอใจ: “รู้อยู่แล้วว่าคุณต้องเข้าใจแน่ๆ ”
“สตาร์ทรถเถอะ” ไป๋มู่ชิงเลื่อนมือเขาออกจากท้ายทอยของตัวเอง
เธอไม่อยากให้จูจูเข้ามาทำงานในบริษัทหนานกงกรุ๊ปเลยสักนิด แต่จะทำยังไงได้ล่ะ? ทำอะไรเธอไม่ได้เลยสักนิด!
ถ้าเธอพูดค้านละก็ จูจูจะต้องแสร้งทำหน้าตาน่าสงสารแล้วพูดกับหนานกงเฉินว่าช่างมันเถอะ แล้วออกไปหางานเพื่อเอาชนะใจหนานกงเฉินด้วยความน่าสงสาร ให้หนานกงเฉินโทษภรรยาอย่างเธอที่โหดเหี้ยมเย็นชา ไร้เหตุผล
ไม่ว่าเธอจะเลือกยังไง ข้างหน้าก็เป็นหลุมอยู่ดี
ตอนพักกลางวัน เสี่ยวเถียนถามไป๋มู่ชิงไปกินข้าวที่ไหนเหมือนทุกครั้ง ไป๋มู่ชิงหันไปกระพริบตากับทุกคน: “วันนี้ไม่ได้ไปเป็นเพื่อนทุกคนนะ”
“ก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นแบบนี้ คุณชายเฉินของพวกเราสำคัญกว่า” ทุกคนออกจากห้องไปด้วยเสียงหัวเราะ
ผู้จัดการหวงออกมาจากห้องทำงานเล็กพอดี ได้ยินว่าไป๋มู่ชิงจะไปชั้นดาดฟ้า จึงถามขึ้น: “มู่ชิง คุณจะไปที่คุณชายเฉินหรอ?”
“อืม” ไป๋มู่ชิงกวาดสายตามองเขาครู่หนึ่ง สายตาไปตกอยู่บนซองเอกสารในมือเขา: “ผู้จัดการหวงจะให้ฉันเอาของไปหรอ?”
“ใช่ครับ นี่เป็นเอกสารลับ ให้คนอื่นนำขึ้นไปผมไม่ไว้ใจ แต่เธอเป็นภรรยาเจ้าของหนานกงกรุ๊ป……” ผู้จัดการหวงยิ้มอย่างหยอกเย้า ยื่นซองเอกสารในมือให้เธอ: “รบกวนคุณด้วยล่ะ”
“ไม่มีปัญหาค่ะ รับรองว่าจะส่งถึงมือด้วยตัวเอง” ไป๋มู่ชิงพูดอย่างจริงจัง
ผู้จัดการหวงส่งยิ้มขอบคุณให้เธอ: “ขอบใจนะ รบกวนด้วยล่ะ”
“ไม่รบกวนหรอกค่ะ ยังไงก็ขึ้นไปอยู่แล้ว”
ไป๋มู่ชิงเพิ่งก้าวขาเข้าลิฟท์ ก็ได้รับสายของหนานกงเฉินทันที เห็นได้ชัดว่าคุณชายใหญ่ไม่พอใจ: “ที่รัก คุณไม่ได้ไปที่ชั้น 1 ใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ คุณกินคนเดียวเถอะ”
“ไม่ได้ เธอต้องขึ้นมาเดี๋ยวนี้”
“ทำไมฉันต้องฟังคุณด้วยล่ะ?” ลิฟท์หยุดที่ชั้นดาดฟ้า ไป๋มู่ชิงก้าวออกจากลิฟท์ เดินไปที่ห้องทำงานของหนานกงเฉิน
“ในเมื่อเธอไม่ยอมขึ้นมา นั้นผมลงไปกินพร้อมเธอแล้วกัน” หนานกงเฉินพูดพลางเดินอ้อมโต๊ะทำงานออกมา แล้วเดินไปดึงประตูเปิดออก เห็นไป๋มูชิงที่ยืนอยู่หน้าประตูจึงตกใจ
ไป๋มู่ชิงยกมือข้างหนึ่งขึ้น เตรียมจะเคาะประตู
ทั้งสองประสานสายตากันสองวิ หนานกงเฉินเก็บมือถือ มือทั้งสองข้างอ้อมไปด้านหลังเธออุ้มเธอขึ้นแล้วหมุน: “เจ้าเด็กน้อย ผมคิดว่าเธอจะใจร้ายขนาดนั้นซะอีก?”
ไป๋มู่ชิงที่ถูกอุ้มขึ้น ทำซองเอกสารในมือหล่นลงพื้น หัวเราะพลางชี้ไปยังซองเอกสารบนพื้น แล้วพูดว่า: “นี่เป็นเอกสารลับนะ ผู้จัดการหวงกำชับว่าต้องนำมาให้คุณกับมือ……”
“ผมทราบแล้ว”
“นั้นคุณยังไม่รีบเก็บซองเอกสารขึ้นมาหรอ?”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยเก็บก็ยังไม่สาย” หนานกงเฉินวางเธอลง ชี้ไปยังอาหารบนโต๊ะ: “ดูสิ ผมรอคุณตั้งนานแล้วนะ”
ไป๋มู่ชิงชะโงกไปมองอาหารบนโต๊ะ: “ท่าทางจะอร่อยนะคะ”
“นั่งลงแล้วลองชิมดูสิ” หนานกงเฉินจูงเธอไปนั่งลงบนเก้าอี้ ตัวเองนั่งตรงข้ามเธอ คีบกับข้าวอร่อยให้เธอพลางพูดว่า: “เลขาเหยียนกำชับพี่หูทำกับข้าวที่เธอชอบโดยเฉพาะ ดังนั้นหลังจากนี้เธอขึ้นมากินก็พอแล้ว ไม่อย่างนั้นเสียดายของแย่”
พี่หูเป็นแม่ครัวส่วนตัวของหนานกงเฉิน ปกติรับผิดชอบอาหารเที่ยงของเขาคนเดียว
“คุณมีช่วงที่รู้สึกเสียดายของด้วยหรอ?” ไป๋มู่ชิงพิจารณาเขาด้วยความสงสัย: “เปลี่ยนนิสัยแล้ว?”
“เป็นผลงานของเธอเลยนะ” หนานกงเฉินกวาดสายตามองเธอ
“นั้นคุณบอกพี่หูไม่ต้องทำส่วนของฉันสิ”
หนานกงเฉินปั้นหน้ายักษ์ แล้วจ้องเธอ: “หรือว่าเธออยากให้คุณหนูจูมากินเป็นเพื่อนผม?”
“ไม่ ไม่ได้เด็ดขาด!” ไป๋มู่ชิงส่ายหน้า
“นั้นก็ถูกต้องแล้วสิ”
แม้ว่าการกินข้าวกับเพื่อนร่วมงานจะมีความสุขมาก และไม่ต้องดึงดูดสายตาอิจฉาและริษยาจากหลายๆ คน แต่เพื่อเฝ้าหนานกงเฉินไว้ เธอตัดสินใจแล้วว่าหลังจากนี้จะขึ้นมากินข้าวข้างบนจะดีกว่า
หลังจากกินข้าว ไป๋มู่ชิงช่วยพี่หูเก็บชามและตะเกียบ พี่หูรีบปฏิเสธทันควัน
หนานกงเฉินส่งยิ้มเยาะให้เธอ: “เธออย่าสร้างความวุ่นวายจะดีกว่า ยิ่งช่วยยิ่งวุ่นวาย”
ไป๋มู่ชิงรู้สึกเห็นด้วย จึงล้มเลิกความตั้งใจไป
หนานกงเฉินกำลังพิงโซฟาดูเอกสารที่เธอช่วยผู้จัดการหวงนำขึ้นมา เธอเดินไปนั่งลงข้างกายเขา ถามด้วยรอยยิ้มกว้าง: “เอกสารลับอะไรหรอ? สำคัญขนาดนี้?”
“แบบคฤหาสน์หลงซานฉบับสมบูรณ์”
“ฉันดูได้ไหม?”
“ได้สิ ลองเรียนรู้ไว้ด้วย” หนานกงเฉินยื่นแบบในมือปึกหนึ่งให้เธอ: “นี่เป็นแบบผลงานยอดเยี่ยมที่ทางบริษัทเลือกไว้ในไตรมาสที่แล้ว ระดับของเธอยังห่างไกลอีกมากนัก”
“เชอะ ระดับของฉันแย่ขนาดนั้นเลยหรอ?” ไป๋มู่ชิงมองเขาตาขวางอย่างไม่พอใจ เริ่มเปิดแบบในมือดู ไม่ยอมรับไม่ได้จริงๆ ผลงานพวกนี้ไม่เลวเลยจริงๆ
เป็นสิบกว่าแบบที่ถูกคัดเลือกตลอดทั้งไตรมาส ในแผนกออกแบบมีแต่หัวกะทิ เป็นที่ที่เหมาะกับการเรียนรู้ของเธอจริงๆ
“ไม่ยอมรับ?”
“ยอมรับ!” ไป๋มู่ชิงพยักหน้า
หนานกงเฉินยิ้มแล้วพูดว่า: “แต่พูดความจริงนะ ฝีมือของเธอพัฒนาขึ้นมากๆ แล้ว อีกไม่นานก็คงมีผลงานที่ถูกบริษัทนำไปใช้แน่นอน”
“ขอบคุณคำชมของคุณสามีค่ะ ในที่สุดฉันก็ได้เจอแรงผลักดันที่อยากทำงานต่อแล้ว!” เธอชื่นชมแบบไปพักหนึ่ง แล้วลุกขึ้นยืน: “โอเค ฉันลงไปทำงานแล้วนะ”
“รีบขนาดนี้?”
“ใช่สิ ตั้งใจเรียนรู้ไง” ไป๋มู่ชิงยื่นแบบในมือคืนให้เขา
หลังเลิกงาน ไป๋มู่ชิงและหนานกงเฉินกลับคฤหาสน์หลังเล็กพร้อมกัน
เห็นสามีภรรยามีอายุคู่หนึ่งยืนอยู่หน้าคฤหาสน์มาแต่ไกล กำลังโวยวายชี้นิ้วกับ รปภ. ของคฤหาสน์หลังเล็ก
“พวกเขาเป็นใครหรอ?” ไป๋มู่ชิงลดกระจกรถลงถามด้วยความสงสัย
หนานกงเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย ตอบเสียงเรียบ: “คุณน้ากับน้าเขยของจูจู”
“ญาติคุณหนูจูหรอ? แล้วเธอมาที่นี่ทำไมกัน? ดูท่าทางดุมากด้วย”
หนานกงเฉินไม่ได้ตอบ รถเคลื่อนข้างหน้าเล็กน้อย ผู้หญิงคนนั้นพุ่งเข้าหารถทันที ใช้มือดันรถไว้บังคับให้เขาหยุดรถ แล้วเดินอ้อมจากหน้ารถไปยังฝั่งคนขับ ชี้ไปยังหนานกงเฉินที่นั่งอยู่ในรถแล้วด่ากราด: “หนานกงเฉิน! คุณคิดว่าคุณมีเงินจะทำอะไรก็ได้หรอ? รีบส่งจูจูคืนให้พวกเราเดี๋ยวนี้!”
หนานกงเฉินเปิดประตูรถแล้วลงไป ก้าวขาไปยืนตรงหน้าเธอ จ้องเธอแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง: “ตอนนี้จูจูบาดเจ็บ กำลังรักษาตัวอยู่ข้างใน ขอให้พวกคุณอย่าบีบบังคับเธอได้ไหม?”
“เธอบาดเจ็บหรอ? แม่เธอยังเสียใจจนเข้าโรงพยาบาลเพราะเธอเลย!” คุณน้าม้วนผม แต่งตัวดูดี แต่คำที่พูดทั้งไม่น่าฟังทั้งเสียงแหลม ชี้นิ้วไปที่หนานกงเฉิน: “ฉันจะบอกคุณนะ จูจูของพวกเราเป็นผู้หญิงที่หมั้นหมายแล้ว คุณอย่ามาคิดไม่ซื่อกับเธออีก เมื่อหกปีก่อนคุณปิดบังเรื่องโรคของคุณหลอกให้เธอมาอยู่เมืองซี กว่าพวกเราจะจับเธอไปอยู่เมืองนอกได้ ไม่คิดเลยว่าเพิ่งกลับมาคุณก็มาเกาะติดเธออีก แล้วยังขังเธอไว้ในบ้านอีก ตกลงคุณต้องการอะไรกันแน่? เมื่อไหร่คุณจะยอมปล่อยจูจูของพวกเราไป? คุณ……”
“คุณผู้หญิงคะ……” ไป๋มู่ชิงมองเธอใช้นิ้วจิ้มลงบนตัวของหนานกงเฉินหลายครั้ง จึงอดไม่ได้เปิดประตูลงจากรถไป ใช้ตัวของเธอ กันคุณน้าออกจากหนานกงเฉินอย่างไม่เกรงใจแล้วพูดว่า: “คุณทำความเข้าใจใหม่นะ คุณหนูจูแค่มาอาศัยชั่วคราวเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ และเธอเป็นคนมาหาคุณชายเฉินเอง เมื่อเธอหายดีแล้วจะกลับไปเอง”
คุณน้าถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ประเมินเธอ: “คุณเป็นใครอีก?”
“ฉันเป็นภรรยาของคุณชายเฉินค่ะ” ไป๋มู่ชิงตอบ
คุณน้าเมื่อได้ยินว่าเธอเป็นภรรยาของหนานกงเฉิน เพิ่มเสียงดังขึ้นทันที หันหน้าไปบอกสามีของตัวเองว่า: “คุณดูสิ ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าผู้ชายตระกูลหนานกงเชิ่อไม่ได้ มีภรรยาแล้วยังจะมาเกาะแกะจูจูของพวกเราไม่เลิก โชคดีที่ตอนนั้นไม่ได้ให้จูจูอยู่กับเขา”
ผู้ชายคนนั้นไม่กล้าโวยวาย ได้แต่พูดว่า: “ที่รักมีอะไรค่อยๆ พูดกัน อย่าใจร้อน”
“ใครบอกว่าจะคุยกับเขาดีดี? พูดดีดีเขาจะยอมปล่อยจูจูของพวกเราหรอ? ชาติที่แล้วจูจูติดค้างตระกูลหนานกงของคุณใช่ไหม? ทำไมมาตอแยกันไม่เลิกแบบนี้?”
“ฉันบอกแล้ว หลังจากคุณหนูจูหายดีจะกลับไป ตอนนี้เธอกับคุณชายเฉินไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันทั้งนั้น ขอให้พวกคุณพูดอะไรให้เกียรติกันด้วย” หลังพูดจบไป๋มู่ชิงหันไปพูดกับ รปภ. ว่า: “กันพวกเขาออกให้หน่อย คุณชายใหญ่จะเข้าไป”
เมื่อ รปภ. ได้ยินคำสั่ง จึงรีบรุดขึ้นมา
“รอเดี๋ยว” หนานกงเฉินพูดในที่สุด เขายื่นมือไปดึงไป๋มู่ชิงมาข้างกาย จ้องคู่สามีภรรยาแล้วพูดว่า: “เรื่องการหมั้นหมายของจูจูกับเถ้าแก่หลี่ผมจะไปคุยกับเถ้าแก่หลี่เอง พวกคุณรับค่าสินสอดมาเท่าไหร่ผมจะคืนให้เอง เริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จูจูกับเถ้าแก่หลี่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันอีก ขอให้พวกคุณอย่าบีบบังคับเธออีก”
“คุณพูดอะไร? คุณจะถอนหมั้นของจูจูหรอ? คุณมีสิทธิ์อะไร? งานแต่งที่ดีเหมาะสมขนาดนี้จะไปหาที่ไหนได้อีก?”
“ตัวของจูจูเองเธอไม่ได้อยากแต่งงาน”
“นั้นเป็นเรื่องในครอบครัวของพวกเรา เกี่ยวอะไรกับคุณ? คุณรู้ว่าสำหรับผู้หญิงสิ่งที่สำคัญที่สุดคือได้แต่งงานกับผู้ชายที่รวยและรักเธอไหม?” คุณน้าพิจารณาเขา แล้วโวยวายต่อ: “คุณไม่คิดจะให้เธออยู่ที่นี่เป็นชู้รักของคุณไปตลอดชีวิตใช่ไหม? คุณมีภรรยาแล้วอย่าฝันไปเลย!”
“ท่านทั้งสองสบายใจเถอะ ผมไม่เคยคิดจะทำแบบนั้น” พูดจบหนานกงเฉินส่งสายตาไปยัง รปภ. ทั้งสองคน รปภ. เข้าไปจับทั้งสองคนไว้ทันที
“มู่ชิง เราไปกันเถอะ” หนานกงเฉินดึงไป๋มู่ชิงไปขึ้นรถ ขับรถเข้าไปยังลานท่ามกลางเสียงด่าทอของคุณน้า
รถจอดหน้าตัวบ้าน ไป๋มู่ชิงมองหนานกงเฉิน แม้ว่าหนานกงเฉินจะดับรถไปแล้วแต่ยังคงนั่งอยู่ตรงเบาะที่นั่ง ครู่หนึ่งจึงสูดลมหายใจเข้าเบาๆ หันไปพูดกับไป๋มู่ชิงว่า: “เมื่อกี้ขอบคุณมาก”
เขาไม่คิดเลยว่าไป๋มู่ชิงจะกล้าที่จะเสนอตัวเพื่อช่วยเขา
ไป๋มู่ชิงไม่ได้คิดอะไรจึงยิ้มและพูดว่า: “ฉันไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลย”
“คุณมีใจขนาดนี้ผมก็ดีใจมากแล้ว”
ไป๋มู่ชิงคิดสักครู่ จ้องเขาแล้วถามว่า: “เรื่องของคุณหนูจู คุณวางแผนไว้ยังไงบ้าง?”
“ลองดูไปก่อนแล้วกัน” หนานกงเฉินปลดเข็มขัดนิรภัยออก และช่วยปลดให้เธอด้วย: “ไปเถอะ เข้าไปกัน”
ไป๋มู่ชิงพยักหน้า เปิดประตูลงจากรถแล้วเดินเข้าบ้านพร้อมเขา
เมื่อทั้งสองก้าวขาเข้าบ้าน เสี่ยวหยวนรีบวิ่งออกมาจากตัวบ้านสีหน้าหวาดกลัว: “คุณชายใหญ่ นายหญิงน้อยพวกคุณกลับมาเสียที”
“คุณหนูจูล่ะ?” หนานกงเฉินถาม
“เกิดอะไรขึ้น?” ไป๋มู่ชิงถาม
ทั้งสองถามขึ้นเกือบจะพร้อมกัน
เสี่ยวหยวนมองไปตรงหน้าบ้าน แล้วพูดว่า: “สองคนข้างนอกดุมาก คุณหนูจูกลัวจนหัวหดไปแล้ว” พูดจบ เธอใช้ปลายคางชี้ไปยังด้านล่างของบันได
หนานกงเฉินมองตามสายตาของเธอไป หรี่ตาเล็กน้อย แล้วก้าวขาเข้าไป
เขาโค้งตัวลง ประเมินจูจูที่หดตัวจนเป็นก้อน น้ำตาไหลริน ครู่หนึ่งจึงเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงสงสาร: “จูจู……”
เมื่อได้ยินเสียงเขา จูจูเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้น ตามด้วยส่ายหน้าพร้อมถอยเข้าไปในมุมห้อง: “ไม่ ขอร้องล่ะอย่าไล่ฉันไปเลย ฉันไม่อยากแต่งงานกับตาแก่คนนั้น ฉันยอมตายก็จะไม่แต่งกับเขา……”
เสียงของเธอแหบพร่า ดวงตาบวมแดง น้ำตานองแก้ม ยิ่งมองยิ่งสงสารจับใจ
หนานกงเฉินยื่นมือไปหาเธอ พูดด้วยความเจ็บใจ: “สบายใจเถอะ ผมไม่ยอมให้คุณแต่งงานกับเขาหรอก”
“จริงหรอ?” จูจูปาดน้ำตาบนหน้า
“ผมเคยโกหกคุณตอนไหนกัน?” หนานกงเฉินยิ้มปลอบ จูจูจึงยื่นมือที่กำลังลังเลออกไป วางมือบนฝ่ามือของหนานกงเฉิน
หลังจากเลื่อนตัวออกจากมุมห้อง จูจูโผเข้าอ้อมกอดหนานกงเฉินทันที กอดเขาไว้แน่นแล้วพลางร้องไห้พลางสะอื้นแล้วพูดว่า: “ฉันคิดว่าตัวเองจะถูกพวกเขาพากลับไปซะแล้ว โชคดีที่คุณกลับมาทัน เฉิน……ขอบคุณนะ……”
หนานกงเฉินมองไป๋มูู่ชิงแวบหนึ่ง ยกมือขึ้น แตะไหล่เธอเบาๆ แล้วพูดว่า: “สบายใจเถอะ มีผมอยู่ คุณจะไม่โดนพวกเขาพากลับไปหรอก”
“แต่เมื่อกี้นี้คุณไม่อยู่”
“ก็ยังมี รปภ. ไง ผมเคยบอกว่าจะดูแลความปลอดภัยของคุณ ก็จะทำแน่นอน” หนานกงเฉินใช้แรงดันตัวเธอออกเล็กน้อย: “เป็นเด็กดีนะ ขึ้นไปล้างหน้าสักหน่อย แล้วลงมากินข้าวด้วยกัน”
จูจูใช้หลังมือปาดน้ำตาบนหน้า เพิ่งเห็นไป๋มู่ชิงที่ยืนอยู่ข้างๆ
เธอรีบถอยหลังไปก้าวหนึ่ง จ้องไป๋มู่ชิงด้วยอาการร้อนรนแล้วพูดว่า: “มู่ชิง……คุณอย่าเข้าใจผิด……เมื่อกี้ฉันแค่กลัวมากเกินไป ก็เลย……” เธอมองหนานกงเฉิน สภาพเหมือนเพิ่งทำอะไรผิดไป
ไป๋มู่ชิงไม่รู้ว่าน้ำตาจริงหรือเสแสร้ง และไม่รู้ว่าพวกที่มาโวยวายหน้าบ้านเป็นเรื่องจริงหรือแค่แสดง มันเหมือนจริงไปหมด
ต่อให้เป็นเรื่องจริง เธอก็ไม่ควรกอดหนานกงเฉินแบบนี้ แล้วเช็ดน้ำตาบนหน้ากับอกของเขาไหม?
ตอนนี้เธอเป็นคนอ่อนแอ คนอ่อนแอที่น่าสงสารจนใจของหนานกงเฉินแทบสลายได้ ถ้าเธอมาถกเถียงกันตอนนี้ มีแต่จะทำให้หนานกงเฉินคิดว่าเธอไม่มีความเห็นอกเห็นใจ มองว่าเธอไร้เหตุผล แล้วตกหลุมพรางของผู้หญิงคนนี้เอาได้

เจ้าสาวอันดับที่เจ็ด

เจ้าสาวอันดับที่เจ็ด

ไป๋มู่ชิงเคยได้ยินเรื่องเล่าตั้งแต่เด็กว่า ตระกูลหนานกงในเมืองซีเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุด แต่น่าเสียดายที่คุณชายใหญ่ของตระกูลกลับป่วยเป็นโรคประหลาด โรคที่เขาเป็นจะทำให้เขามีอายุอยู่ได้ไม่ถึงอายุ30ปี ไป๋มู่ชิงยังได้ยินมาอีกว่า คุณชายหนานกงเฉินแต่งงานใหม่ทุกๆปี แต่เจ้าสาวของเขากลับมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงวันต่อมาหลังคืนเข้าหอ แต่ไม่ทราบสาเหตุของการแต่งงานและยังไม่ทราบถึงสาเหตุการเสียชีวิตของเจ้าสาวด้วย เมื่อตระกูลหนานกงได้ส่งของหมั้นมาให้ตระกูลไป๋ ไป๋มู่ชิงก็คิดไม่ถึงว่าพ่อของเธออยากจะปกป้องชีวิตพี่ของเธอไว้ถึงขนาดผลักเธอเข้าไปในประตูนรกอย่างโหดร้าย บังคับให้เธอแต่งงานกับหนานกงเฉินเป็นเจ้าสาวคนที่เจ็ดของเขา แทนพี่สาวของเธอ

Comment

Options

not work with dark mode
Reset