เทพยุทธสะท้านภพ – ตอนที่ 132 ร่างกายที่เจ็บสาหัส

ตอนที่ 132 ร่างกายที่เจ็บสาหัส

 

 

 

จากที่จำได้ว่า ท่ามกลางความมืดมิดอย่างถึงที่สุดตลอดมา ในช่วงเวลาที่เห็นภาพได้เลือนรางนั้น เยี่ยจงก็สัมผัสได้ราวกับว่าตนเองเป็นเหมือนดังเรือน้อยที่อยู่ท่ามกลางพายุคลั่งก็มิปาน ราวกับว่าสามารถที่จะล่มได้ทุกชั่วเวลา หรือก็เหมือนกับผ่านชั่วค่ำคืนด้วยไม้ขีดก้านเดียว ก่อนที่เวลาจะค่อยๆดับสูญลง

 

แต่ว่า ในทุกเวลาที่ตนเองมีความต้องการจะล่มลง มีความต้องการที่จะดับสูญไป ร่างกายก็ราวกับมีเสียงอันคุ้นเคยคอยเรียกหาอยู่ชนิดหนึ่ง เสียงนี้ได้ทำให้เยี่ยจงราวกับสูญเสียความนึกคิดไป ถูกดึงออกมาจากความมืดมิดอันลึกล้ำขึ้นมา

 

ความรู้สึกเช่นนี้ ไม่ทราบว่าได้ครอบงำเยี่ยจงมานานเท่าไหร่ หลังจากที่ได้ผ่านไปเนินนานเนินนานแล้ว ก็ได้กลับมาสงบเงียบ ผ่านเลยไปอีกค่ำคืน ………

 

ความอบอุ่นภายใต้แสงอาทิตย์ ได้ค่อยๆสาดส่องไปยังร่างกายของเยี่ยจง ทำให้ทั่วทั้งร่างกายของเยี่ยจงปรากฏความรู้สึกคันตามเนื้อตามตัวชนิดหนึ่ง

 

เยี่ยจงรู้สึกคันตามตัวจนกระตุกคราหนึ่ง จึงตัดสินใจที่จะคิดที่จะขยับดู แต่ว่าเมื่อร่างกายเริ่มที่จะเคลื่อนไหว ก็ได้มีความเจ็บปวดชนิดหนึ่งแผ่ออกมาจากภายใน ทำให้เยี่ยจงเจ็บปวดในทันทีจนต้องดิ้นรนไปมา

 

ภายใต้ความรู้สึกอันเจ็บปวดเช่นนี้ ก็ได้ทำให้เยี่ยจงได้สติขึ้นมา เขาได้ค่อยๆที่จะลืมตาขึ้น มองออกไปยังเบื้องหน้าสายตาในตอนนี้ที่เป็นเพียงห้องหับอันเงียบสงบ ท่ามกลางห้องหับ ก็ได้มีกลิ่นหอมหวนแผ่ออกมา บริเวณทางด้านนอกของหน้าต่าง ราวกับว่ามีสวนหย่อมเล็กๆแห่งหนึ่ง อีกทั้งยังสามารถที่จะสดับฟังเสียงนกเสียงแมลงร้องได้ เห็นได้ชัดว่าเป็นความสงบอย่างถึงที่สุด

 

ในตอนที่ตนเองเห็นว่าไม่มีภัยอันตรายใดๆในสภาพการณ์เช่นนี้แล้ว เยี่ยจงก็ค่อยๆขมวดคิ้วขึ้น พยายามครุ่นคิดหวนคืนขึ้นมา

 

เรื่องราวที่ได้เกิดขึ้นภายในถ้ำหงส์หยาได้ลอยเข้ามาในหัวของเขาออกมาเป็นฉากๆ จนถึงท้ายที่สุด หลังจากที่สามารถแข็งขืนสังหารเสวี่ยเสวียนผู้นั้นได้ก็ปรากฏขึ้นมาในหวงความคิดคำนึง เยี่ยจงก็ได้ค่อยๆแข็งทื่อขึ้นมา

 

“ ราวกับว่า คนที่ถูกส่งมาจากลัทธิแห่งดวงดาว จะไล่ตามมาได้ทันเวลากัน ? “ เยี่ยจงคิดแล้วคิดอีก แต่ในข้อนี้ก็นับได้ว่าสมเหตุสมผลอยู่ หากว่าตนเองตกอยู่ภายใต้น้ำมือของรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉาแล้วละก็ เกรงว่าตนเองหากว่ามิใช่ต้องนั่งในคุกใหญ่สูงเสียดฟ้า หรือไม่ก็ตอนนี้ก็คงมีวาสนาพบพานคนน้ำใจงาม เมื่อคิดเช่นนั้น ตนเองอย่างน้อยก็ได้ถูกช่วยชีวิตเอาไว้ อีกทั้งยังส่งกลับมายังลัทธิแห่งดวงดาวอีกด้วย

 

“ แต่ว่า คิดไม่ถึงว่าจะสามารถบาดเจ็บได้จนมีสภาพเช่นนี้ได้ “

 

หลังจากที่ได้ปลอบประโลมตัวเองแล้ว เยี่ยจงก็เริ่มที่จะวางใจแล้วหลายส่วน ทันทีที่เขาไร้เรียวแรงที่จะขยับมือ ก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงหัวเราะอย่างข่มขื่นออกมา ในครั้งนี้เขาตรวจสอบพบว่า หากความรู้สึกของตนเองเดาได้ถูกต้อง ลมปราณภายในของกระดูกสันหลังโดยส่วนมากคงจะต้องแตกเป็นเสี่ยงๆแล้วแน่นอน เพียงแต่ว่า เห็นได้ชัดว่ามีผู้คนได้ใช้ตัวยาบางอย่างยื้อแย่งชีวิตเพียงเศษเสี้ยวกลับมา เพียงแต่ว่า คิดไม่ถึงว่าเมื่อฟื้นคืนกลับมา ยังคงต้องใช้เวลาถึงช่วงหนึ่งในการพักฟื้น

 

ผลลัพธ์เช่นนี้ เยี่ยจงไม่เพียงแต่ไม่คิดว่าเกินความคาดเดา ถึงแม้ว่าไมว่าจะกล่าวเช่นไร เขาก็ยังมีพลังถึงขั้นก่อเกิดระดับที่หก การที่เขาสามารถต่อสู้ปะทะกับยอดฝีมือที่มีพลังขั้นก่อเกิดระดับที่เจ็ดก็นับว่าน่าอัศจรรย์แล้ว และในครั้งนี้ ก็ได้พึ่งพาเพียงพลังที่ปะทุออกมาของโอสถระเบิดพลังทั้งหกชิ้นนี้ เขาถึงกับสามารถที่จะเผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่อยู่ในขั้นก่อเกิดระดับที่แปดซานกวานเทียนทงระดับขั้นหลิงทง(รู้แจ้งวิญญาณ)ได้ จากบันทึกครั้งนี้ สามารถกล่าวได้ว่าน่ากวาดกลัวจนถึงที่สุดก็ว่าได้

 

ควรทราบว่า ยอดฝีมือที่อยู่ในระดับหลิงทงของซานกวานเทียนทง เพียงแค่พลังของเนื้อหนังบนร่างกายก็นับได้ว่าเพียงพอที่จะต่อกรก็เหล่ายอดฝีมือเล็กๆน้อยๆที่อยู่ในขั้นก่อฟ้าเลยก็ว่าได้ อีกทั้งยอดฝีมือในระดับนี้ ต่อให้ที่อยู่ภายในลัทธิแห่งดวงดาว ส่วนมากต่างก็เป็นถึงบุคคลเช่นเหล่าผู้อาวุโสสาขาในหรือไม่ก็จ้าวตำหนัก

 

และหากนับตามพลังฝึกปรือตามวัยของเสวี่ยเสวียนผู้นั้นที่ฝึกได้จนถึงขั้นนี้ อย่าได้ว่าแต่รัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉาเลย แม้แต่ทั่วทั้งดินแดนซีฮ่วงนี้ ก็สามารถที่จะเรียกได้เป็นบุคคลที่ฟ้าประทานมาแล้ว อีกทั้งในครั้งนี้ ผู้ใต้บังคับบัญชามากมายของเสวี่ยเสวียนที่มีพลังอยู่ในขั้นก่อเกิดระดับที่เจ็ดถูกฆ่าสังหารภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เยี่ยจงไม่เพียงแต่สามารถที่จะสังหารยอดฝีมือที่มีพลังขั้นก่อเกิดระดับที่เจ็ดได้ถึงสี่คนแล้ว ท้ายที่สุดยังสามารถที่จะสังหารเสวี่ยเสวียนได้ในสถานที่ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันอีกด้วย การต่อสู้ในครั้งนั้น หากถูกแพร่ซะพัดแล้วออกไปละก็ ก็อาจทำให้ทั่วทั้งดินแดนซีฮ่วงเกิดความเคลื่อนไหวได้

 

ถ้าหากว่าคนของตระกูลเยี่ยแห่งห้าตระกูลใหญ่ได้ทราบเรื่องในครั้งนี้แล้วละก็ เกรงว่าแต่ละคนคงจะตกใจจนต้องร่ำไห้ออกมา จากนั้นก็ร้องไห้อ้อนวอนขอให้เยี่ยจงกลับสู่ตระกูลเยี่ยก็เป็นได้ ?

 

ถึงแม้ว่า แม้จะมีการปรากฏของผู้เยาว์ที่สวรรค์ส่งมาของแต่ละขุมกำลัง แต่ก็ใช่ว่าก็จะสามารถอยู่ในฐานะยอดฝีมือที่มีขุมกำลังและไพ่ตายที่แท้จริงที่ยากจะปรากฏในช่วงหลายทศวรรษนี้ได้

 

แต่ว่า เกี่ยวกับการแย่งชิงเช่นนี้ เยี่ยจงก็มิได้มีความเสนาะสนใจมากมายเท่าใดนัก เขาเพียงส่ายศีรษะไปมา หลังจากนั้นก็ได้ค่อยๆลุกขึ้นจากขอบเตียงที่ได้นั่งอยู่ขึ้นมา จากนั้นก็ได้ส่ายโอนเอนก้าวเดินออกไปพบกับโลกภายนอก

 

ถึงแม้ว่าเขาในตอนนี้จะอยู่สภาพที่อ่อนแอ แต่ว่าการใช้ชีวิตเป็นกิจวัตรประจำวันนั้นก็ไม่นับเป็นปัญหาอันใด เขาเพียงแค่ต้องการที่จะทราบว่าเกิดอันใดขึ้นกันแน่ก็เท่านั้นเอง

 

“ แอ๊ด อาด “

 

ในระหว่างนั้นประตูก็ได้ถูกเปิดขึ้น แสงสว่างอันอบอุ่นได้ทอดลงสู่ร่างกายของเยี่ยจง ความรู้สึกเช่นนี้ ราวกับว่าไอพลังฟ้าดินได้เริ่มต้นที่จะสอบถามอาการบาดเจ็บบนร่างกายของเยี่ยจงก็มิปาน ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกต่างๆมากมาย

 

จากนั้น ความเงียบสงบของบริเวณสวนหย่อม ก็ได้ปรากฏอยู่ด้านหน้าสายตาของเยี่ยจง บริเวณตรงกลางของสวนได้ประดับประดาไว้ด้วยดอกไม้ ที่นั้นมีดอกไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าดอกหญ้าวิญญาณอยู่ (หลิงฮวาเต๋าเฉ่า) ท่ามกลางไม้ดอกเหล่านี้ต่างก็เหมือนกันทั้งสิ้นคือ แน่นอนว่าต้องเป็นโอสถที่ค่อนข้างไม่มีราคา แต่ว่าในตอนนี้ ไม้ดอกเหล่านี้ที่มีมากมายหลากหลายชนิดท่ามกลางสวนแห่งนี้ ทำให้ผู้คนต้องอยากที่สูดหายใจลึกๆคราหนึ่ง เพื่อที่จะสัมผัสถึงความสดชื่น

 

และในตอนนี้ ท่ามกลางสวนแห่งนี้ ก็ได้มีผู้คนมากมายนั่งอยู่อย่างสงบ ในช่วงเวลาที่พวกเขาได้ยินเสียงของประตูเปิดออกมา แต่ละคนก็ได้เข้ามาอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นบนใบหน้าก็ได้ประดับไปด้วยความยินดี

 

“ เยี่ยจง ในที่สุดเจ้าก็ตื่นขึ้นมาแล้วสินะ “ บุคคลแรกที่ลุกเข้ามากระซิบก็คือหวังโม่ ตอนนี้รอบตาของเขานั้นดำคลับ เมื่อพบเห็นเยี่ยจง สีหน้าที่ตึงเครียดของเขาก็ได้ผ่อนคลายลงแล้วหลายส่วน

 

นอกเสียจากพวกเขาแล้ว คนที่เหลืออยู่ทางด้านข้างอย่างซูหยี่ หลูปิง เฮ่อฟงรวมสามคน

 

เมื่อพบเห็นพวกเขาทั้งสามคนปลอดภัยไร้เรื่องราว เยี่ยจงก็ถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็เอ่ยถาม “ จารึกเสวี่ยหยวนเล่า ? ”

 

“ ได้มอบให้แก่เบื้องบนของสาขาในไปแล้ว พวกเราทราบว่ามันเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ดังนั้นจึงได้มอบสิ่งของให้แก่ท่านเจ้าลัทธิไป “ ซูหยี่เอ่ยปากอย่างรวดเร็ว

 

“ แล้วยัง เสวี่ยเสวียนพวกเขาเล่า ? “ เยี่ยจงยังคงเอ่ยถามต่อ

 

“ ตายแล้ว “ ซูหยี่หยักไหล่ไปมา “ พวกเราหลังจากที่ได้แยกทางออกมาจากดินแดนไร้ความวุ่นวายก็ได้ใช้เวลาน้อยที่สุดในการรวมตัวกัน จากนั้นก็ได้ใช้ยันต์เรียกระดมพลเพื่อขอความช่วยเหลือ จึงจะสามารถนำข่าวสารที่ได้รับมาในครั้งนี้กลับสู่ลัทธิ จากนั้นก็ได้แจ้งเรื่องราวให้ทางเบื้องบนของสาขาในได้ทราบ ในครั้งที่ทางเบื้องบนทราบก็ได้กลับไปช่วยเจ้าและศิษย์พี่หลิงเยวี่ยเอาไว้ พอเคลื่อนไหวก็ออกไปด้วยจ้าวตำหนักสามท่านและผู้อาวุโสสาขาในอีกสามท่าน เรื่องราวหลังจากนี้พวกข้าก็ไม่ค่อยจะทราบชัดเจนนัก ทว่าตามที่ได้ยินมา ช่วงเวลาที่จ้าวตำหนักและผู้อาวุโสได้กลับมานั้น ศิษย์น้องเจ้าก็ได้จัดการเสวี่ยเสวียนผู้นั้นไปแล้ว ถึงแม้จะหลงเหลือพวกไร้ประโยชน์อยู่ไม่กี่คน ก็ได้ถูกจ้าวตำหนักทุบตีลากกลับมา กล่าวไปเหมือนต้องการที่จะสอบสวนถ่ายหนึ่ง “

 

“ ตายได้ก็ดี “ หลังจากที่เงียบงัน เยี่ยจงก็ได้พยักหน้าไปมา ผ่อนลมหายใจยาวๆออกมาคำหนึ่ง ความอันตรายของเสวี่ยเสวียนผู้นั้นอยู่ในระดับใดเยี่ยจงนับได้ว่าเข้าใจเต็มสิบ หากว่าในสถานการณ์นั้นหากตนเองไม่คิดหาวิธีที่จะฆ่าสังหาร แต่หากว่าเขายังหนีอยู่แล้วละก็ วันหน้าเด็กน้อยผู้นี้จะต้องกลายเป็นภัยอย่างใหญ่หลวงแน่นอน นับแน่นั้นก็จะอยู่อย่างไม่เป็นสุข ยังดีที่ เขาได้ตายตกไปแล้ว

 

“ แต่ว่า ท่านเจ้าลัทธิได้เอ่ยปากสั่งการกับพวกเราหลายคนให้ปิดปากเงียบเอาไว้ ถึงแม้จะกล่าวได้ว่าในครั้งนี้รัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉาได้กระทำเรื่องราวใหญ่โต พวกเราทั้งหลายต่างก็มิอาจที่จะเผยแผ่เรื่องราวออกไป ให้ทำเหมือนราวกับไม่มีอันใดเกิดขึ้น และทางสาขาในเมื่อทราบว่าในครั้งนี้พวกเราได้ทุ่มเทเรี่ยวแรงไปมากมาย แต่ว่าในตอนนี้ก็ทำได้เพียงแค่เก็บไว้เป็นความลับไว้ก่อน ไม่อาจที่จะให้รางวัลแก่พวกเราได้ แต่ว่า ในช่วงเวลาที่เรื่องราวได้จบลงเมื่อนั้น ทางสาขาในก็จะไม่ลืมความทุ่มเทของศิษย์น้องเยี่ยจงแน่นอน “ ซูหยี่เอ่ยปากกล่าวเสียงแผ่วเบา “ ยังมี ท่านเจ้าลัทธิยังส่งคำพูดมาให้ด้วยตัวเอง บอกว่าให้ช่วงนี้เจ้าพักรักษาตัวให้ดี ถึงแม้ว่าทางสาขาในจะไม่อาจที่จะให้รางวัลแก่เจ้าได้อย่างโจ่งแจ้ง แต่ว่า การพักรักษาตัวในตอนนี้เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อถึงเวลาอันสมควรทางสาขาในจะเรียกเจ้าเอง อีกอย่าง ในครั้งนี้ทุกอย่างที่ได้จากถ้ำหงส์หยา ก็มอบให้แก่เจ้าทั้งหมด “

 

“ ดังนั้น พวกเราถึงแม้จะกวาดเอาโอสถมากจากถ้ำหงส์หยามาได้ ทั้งหมดก็ยังคงอยู่ที่แห่งนี้อย่างงั้นหรือ ? “ เยี่ยจงมองไปทั่วทั้งสี่ด้านคราหนึ่ง หัวเราะออกมาอย่างขมขื่นเสียงหนึ่ง

 

“ ยังทำอันใดได้อีกเล่า ถึงแม้ว่าจะทำเหมือนมิได้เกิดอันใดขึ้น สิ่งของเหล่านี้ก็ทำได้แต่เพียงมิอาจที่จะปรากฏอยู่ภายในลัทธิได้ ดังนั้นก็ได้แต่เพียงเอาเปรียบเจ้าไว้ในที่นี้แล้วละ “ ซูหยี่แบะปากออกมา ทว่าหลังจากที่ครุ่นคิดดูแล้ว นางก็ได้ก้าวออกมาเบื้องหน้า กล่าวเสียงแผ่วเบา “ ยังมี ครั้งนี้ต้องขอบใจเจ้ามากแล้ว “

 

บริเวณทางด้านหลัง หลังจากที่หลู่ปิงและเฮ่อฟงทั้งสองคนครุ่นคิดเสร็จแล้ว ต่างก็ได้โค้งคำนับกายให้แก่เยี่ยจงในเวลาเดียวกัน ถึงแม้พวกเขาจะมิได้กล่าวคำพูดขอบคุณอันใดออกมา แต่ว่าก็ได้มีความหมายแฝงเอาไว้อยู่ภายใน

 

เห็นได้ชัดว่า ในครั้งนี้หากมิใช่เยี่ยจงใช้ตนเองเข้าแลกแล้วละก็ เกรงว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาคงยากที่จะคาดคิดเอาไว้ได้

 

หลังจากที่เยี่ยจงครุ่นคิดแล้วเสร็จ ก็ได้ค่อยๆพยักหน้าหลายครา หากมองในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วละก็ เสวี่ยเสวียนตายไปแล้ว จารึกเสวี่ยหยวนตกอยู่ในมือของลัทธิแห่งดวงดาว เรื่องราวเช่นนี้ แน่นอนว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่ดึงดูดบางอย่างเข้ามาสายหนึ่ง อย่างน้อย เหล่าขุมกำลังที่ได้ถูกรัฐเสวี่ยหยวนหวังเฉาหลอกลวงในครั้งนี้ แน่นอนว่าต้องไม่ปล่อยให้เป็นเช่นนี้อย่างแน่นอน

 

ดังนั้น ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้แล้ว ต่อให้ลัทธิแห่งดวงดาวปิดข่าวคราวที่ตนเองได้สังหารเสวี่ยเสวียนไว้ กล่าวได้ว่าก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อตนเองเช่นกัน ถึงแม้ว่าตนเองจะมิได้พึ่งพาพลังที่แท้จริงของตนเองในการจัดการเสวี่ยเสวียน อีกทั้งลมปากยังยากเชื่อใจ แน่นอนว่าต้องมิใช่เรื่องที่ดีอันใด

 

และทางเบื้องสูงของลัทธิแห่งดวงดาว จนกระทั่งตอนนี้ยังมิได้ส่งผู้ใดมาตรวจสอบถึงความลับในความแข็งแกร่งของตนแต่อย่างไร หากมองจากในข้อนี้แล้ว ทางเบื้องสูงของลัทธิแห่งดวงดาวคงทำเป็นไม่รู้เรื่องก็มิได้แล้ว พวกเขาถึงแม้จะมิได้ทำเรื่องศีลธรรมอันใด แต่ก็ทำให้เยี่ยจงหยุดว้าวุ่นใจมิได้

 

ถ้าเพิ่มเติมกับปฏิกิริยาของคนอื่นๆ เยี่ยจงก็นับได้ว่าวางใจอยู่หลายส่วน ดูเหมือน วันเวลาต่อจากนี้เป็นต้นไป ตนเองก็คงจะพักรักษาตัวได้อย่างหายห่วง ให้ตนเองพักฟื้นพลังฝีมือก่อนแล้วค่อยว่าเรื่องอื่นๆกัน

 

พลังฝีมือของตนเอง ถึงแม้ว่าจะมิได้อ่อนแอจนเกินไป แต่หากว่าสามารถที่จะเข้าสู่ขั้นก่อเกิดระดับที่เจ็ดได้แล้วละก็ เช่นนั้นในครั้งนี้ก็คงมิต้องลำบากลำบนเช่นนี้

 

“ ใช่แล้ว ข้ายังมีเรื่องที่อยากจะถาม ตอนนี้ข้าได้พักผ่อนอยู่ในสถานที่ใดกัน ? ยังมี ศิษย์พี่หลิงเยวี่ยไม่เป็นไรหรอกนะ ? “

 

หลังจากที่ครุ่นคิดแล้ว เยี่ยจงก็ค่อยส่ายศีรษะไปมา จากนั้นก็ได้ขมวดคิ้วแล้วถามออกไปด้วยความสงสัย ในช่วงเวลาที่คำถามนี้ได้เริ่มถามออกมา เขาก็แค่ต้องการที่จะถามให้แน่ใจ แต่ว่าไม่ทราบเพราะเหตุใด จึงค่อยได้ถามออกไปในตอนนี้

 

หลังจากที่ได้ถามคำถามนี้ออกไปแล้ว เยี่ยจงก็เริ่มที่จะรู้สึกว่าตนเองได้เกิดความขวยเขินขึ้นหลายส่วน

 

เมื่อได้ยินเยี่ยจงเอ่ยถามคำถามเหล่านี้ออกมาแล้ว จากนั้นซูหยี่และพวกก็ได้สบตามองกัน ภายในดวงตาได้ปรากฏเค้าความประหลาดออกมาสายหนึ่ง อีกทั้งหวังโม่และเฮ่อฟงก็ยิ่งมีสีหน้าที่แปลกประหลาด

 

หลังจากนั้น ซูหยี่ก็ได้สูดลมหายใจเข้าคำหนึ่ง กล่าวเสียงแผ่วเบา “ ศิษย์พี่หลิงเยวี่ยไม่เป็นไร เจ้าวางใจได้เลย และสถานที่ที่เจ้าอยู่ในตอนนี้ ก็คือตำหนักยันต์มนต์ตรา …… ห้องหับ ของศิษย์พี่หลิงเยวี่ยเอง ……. “

 

วินาทีนั้นเอง เยี่ยจงตะลึงงันไปในทันที

.

.

.

.

 

 

Strongest Martial God เทพยุทธสะท้านภพ

Strongest Martial God เทพยุทธสะท้านภพ

天帝路 (Tiāndì Lù) : lit. Heavenly Emperor Road, 星空下无敌 (Xīngkōng Xià Wúdí) : lit. Invincible Under the Starry Heavens, 最强武神 (Zuìqiáng Wǔshén)
Score 6.8
Status: Ongoing Type: Author: , Released: 2008 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง Strongest Martial God เทพยุทธสะท้านภพ หลังจากที่เยี่ยจงนั้นได้ตื่นขึ้นมา ปรากฏว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นได้เปลี่ยนไป กำลังภายในของเขานั้นได้หายไป อาจารย์คนสวยก็ไม่อยู่ ในตอนนี้เขาเป็นเพียงขยะของตระกูลเยี่ย ถูกเปลี่ยนตัวคู่หมั่นหมาย เป็นคนพิการไม่สามารถที่จะฝึกวิชาได้ อีกทั้งยังมีหลายคนที่กำลังหมายหัวเอาชีวิตเขาอยู่ ถ้าหากต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาฟ้าลิขิต มีเพียงแต่ต้องแข็งแกร่งขึ้น ใช้มือของตนไคว่คว้าเอาไว้ เปลี่ยนเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า

Comment

Options

not work with dark mode
Reset