เทพยุทธสะท้านภพ – ตอนที่ 202 บันไดเลือดเนื้อ

ตอนที่ 202 บันไดเลือดเนื้อ

 

 

 

“ กึกกึกกึก “

 

หลังจากนั้นก็ได้ปรากฏอิฐหยกสีเลือดขึ้นมาก้อนแรก ไม่นานนักก็ได้มีอิฐหยกมากมายนับไม่ถ้วนร่วงหล่นออกมาจากรกปีศาจอย่างรวดเร็ว

 

การตกหล่นของอิฐหยกสีเลือดแต่ละก้อนราวกับมีคนคอยบ่งการก็มิปาน ซ้อนทับกันก้อนแล้วก้อนเล่า แล้วก็ได้ซ้อนทับกันจนเป็นชั้นๆขึ้นมา ทอประกายวงล้อมสีทองอยู่ล้อมรอบ แล้วก็เริ่มขยับขยายออกไปทางด้านบน ไม่นานนัก ก็ได้ต่อกันขึ้นจนความสูงเพิ่มขึ้นจนไปถึงสุดขอบของท้องฟ้า

 

ในระหว่างนั้นเองอิฐหยกโลหิตเหล่านี้ได้ปรากฏขึ้นมา รกปีศาจสีเลือดนั้นก็ยังไม่หยุดที่จะลดจำนวนลง ราวกับว่าการปรากฏของรกปีศาจนี้ ก็เพื่อที่จะใช้ประโยชน์ของไอโลหิตของเหล่ายอดฝีมือรุ่นเยาว์ เพื่อที่จะได้หล่อหลอมจนกลายเป็นบันไดก้อนเนื้อโลหิตก็มิปาน

 

“ นี้ที่แท้คืออันใด ……. “ สีหน้าของลั่วเฉิงและพวกที่ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นขาวซีด ร่างกายสั่นเทา อีกทั้งยังจงยังได้ขมวดคิ้วขึ้น กล่าวออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา ตามองไปยังฉากเบื้องหน้า ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เป็นสิ่งที่ยากที่จะพบเจอได้ อีกทั้งแม้แต่ดินแดนซานเชียนเซินเจี่ยเองก็ยังยากที่จะพบเจอกับสิ่งเหล่านี้ได้

 

“ บันไดก้อนเนื้อโลหิตนี้ ก่อตัวจนกลายเป็นบันไดก้อนเนื้อโลหิต เพื่อที่จะนำไปสู่ทางเข้าของสมรภูมิฮวงกู่ “ ซูเหล่าในตอนนี้ก็ได้กล่าวออกมาด้วยสีหน้าหนักแน่น ถึงแม้ว่าภายใต้พลังขอบเขตของเขา พบเจอการนองเลือดมานับไม่ถ้วน แต่ว่ากับการพบเจอฉากเบื้องหน้าในวันนี้ ราวกับว่าเป็นสิ่งที่น้อยครั้งจะพบพาน

 

ถึงแม้ว่าภายในเมืองในตอนนี้จะปรากฏไอโลหิตขึ้นมาเล็กน้อย เลือดเนื้อทั้งหมดก็ได้ถูกแท่นบูชากลืนกินเข้าไปอยู่นับไม่ถ้วน แต่ว่าความรู้สึกที่โหดร้ายและชั่วร้ายชนิดนี้ก็ได้อัดแน่นอยู่เต็มทั่วทั้งฟ้าดินในเวลานี้ จนทำให้ผู้คนที่ตอนแรกมีความเข้าใจต่อสมรภูมิฮวงกู่กลายเป็นแทบจะไม่ทราบที่มาที่ไปว่าเป็นเช่นไร ท่ามกลางสมรภูมิฮวงกู่นี้ เกรงว่าคงจะไม่มีพื้นที่ที่ดีอย่างแน่นอน

 

“ กึก “

 

เมื่อเสียงที่ดังขึ้นครั้งสุดท้าย ท้ายที่สุดก้อนอิฐหยกโลหิตก็ได้ลอยอยู่ท่ามกลางอากาศ แต่ว่า ระยะห่างก็ยังทิ้งระยะห่างระหว่างบันไดโลหิตและหมอกควันสีดำนั้น แล้วก็ค่อยๆลดน้อยลงไปทีละนิด

 

“ ถอย “

 

ราวกับว่าทันใดนั้นเอง ซูเหล่าก็ได้ยื่นมือออกมาอย่างรุนแรง พลังปราณได้กลายเป็นฝ่ามือคว้าจับไปที่คอเสื้อของเยี่ยจงและพวก แล้วก็ลอยออกไปปานสายฟ้าก็มิปานถอยออกไปบริเวณทางด้านหลัง

 

“ ซวบซวบซวบ “

 

ราวกับว่ามีเพียงซูเหล่าเท่านั้นที่มีการตอบสนองในทันที ยอดฝีมือโดยส่วนมากต่างก็มีการตอบสนองอย่างทันท่วงที คว้าจับไปทางด้านลูกศิษย์ภายในตระกูล จากนั้นก็ถอยออกมาอย่างบ้าคลั่ง

 

“ ที่แท้เส้นทางเลือดเนื้อนี้ยังไม่มีหนทางเปิดออก หากไม่ช่วยเหลือพวกเจ้าได้ทัน ไม่แน่ว่าอาจจะต้องเป็นเหมือนเหล่าผู้เยาว์ที่ได้เซ่นสังเวยต่อแท่นบูชาแล้วกระมั่ง ? “

 

เสียงหัวเราะอย่างเยือกเย็นดังขึ้นมาทางด้านข้างในตอนนี้แล้วก็ดังไปทั่วฟ้าดิน จากนั้นก็ได้พบว่าในบริเวณหัวมุมส่วนลึกของหัวเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือ ในตอนนี้ ตลอดรายทางได้ถูกปูไว้ด้วยผ้าไหมสีทองขนาดเท่าฝ่ามือปรากฏออกมา จากนั้นก็ได้กวาดออกมาอย่างรุนแรง

 

“ เพล้งเพล้งเพล้ง “

 

ระยะทางจากหัวมุมที่ใกล้สุดทางตะวันออกเฉียงเหนือ สีหน้าของเหล่าผู้คุ้มกันของศิษย์ตระกูลต่างๆก็หน้าเปลี่ยนสี ทันใดนั้นต่อมา ราวกับว่าผู้คนทั้งหมดต่างก็ลงมือโดยพร้อมกัน

 

วินาทีนั้นเอง สัตว์มังกรอสรพิษ นกหม่อฉิงเซิน(เทพเจ้าแห่งนก) กระบี่ทองคำขนาดเท่าเข็มถูกปูอยู่ตามฟ้าดิน ทักษะยุทธ์มากมายนับไม่ถ้วนก็ได้ปรากฏขึ้นมาปะทะเข้ากับฝ่ามือทองคำขนาดใหญ่นั้น เห็นได้ชัดว่าป้องกันไม่ให้ฝ่ามือทองคำขนาดใหญ่นี้ลงมือถึงเจ้านาย

 

“ หาที่ตาย “

 

เสียงเย็นชาที่ได้ดังขึ้นมาจากทิศทางด้านหนึ่ง ราวกับมีมือสีทองคำขนาดใหญ่โบกขึ้นมา พลังปราณมากมายนับไม่ถ้วนพัดเข้ามาอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา จากนั้นก็ได้เกิดเสียงแตกร้านขึ้นมามากมายนับไม่ถ้วน แปรเปลี่ยนเป็นประกายแสงขึ้นมา

 

“ เพล้งเพล้งเพล้ง “

 

เงาร่างของยอดฝีมือเกือบพันคนก็ได้ถูกสายลมสีทองขนาดใหญ่พัดผ่านไปทางด้านหน้า จากนั้นก็ได้แตกกระจายออก จนกลายเป็นสายเลือดนับไม่ถ้วน แล้วก็ถูกพัดไปยังด้านบนของแท่นบูชา

 

“ ชิร์ “

 

สีหน้าซูเหล่าเปลี่ยนไปคราหนึ่ง ฝ่ามือทองคำนั้นถึงแม้จะมิได้เข้ามาสังหารต่อหน้า แต่ว่าก็นับได้ว่ามีพลังที่เรียกได้ว่าน่าหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด

 

ในตอนนี้เขามิได้ลงมือขึ้นปัดป้อง เพียงแต่ชักมือขวาลงไปบริเวณทางด้านล่างอย่างรุนแรง วินาทีนั้น พลังไอกระบี่สายหนึ่งก็ได้พุ่งขึ้นไปบนฟ้า จนเกิดรอยร้าวขึ้นลึกลงบนผิวดินมากมายนับไม่ถ้วนยาวหลายจัง และซูเหล่าที่อยู่ทางด้านข้างก็ได้คว้าจับไปเยี่ยจงและพวกที่ในตอนนี้อยู่ในสีหน้าปั้นยากขึ้นมา แล้วก็ด่ำดิ่งลงสู่เข้าสู่ภายในรอยแยกบนพื้นดิน

 

“ ตุบ “

 

ร่างกายได้ทิ้งตัวหนักๆลงในบริเวณพื้นที่รอยแยก เยี่ยจงพ่นโลหิตออกมาจากภายในลำคอ เพียงแต่ว่าในครั้งนี้เขากลับไม่มีกระจิตกระใจที่จะคำนึงถึงข้อนี้ เพียงแต่เงยหน้าขึ้นมาอย่างรุนแรงจ้องเขม็งไปที่ท่ามกลางท้องฟ้า

 

เมื่อได้พบเห็นบริเวณที่แห่งนี้เป็นเช่นนี้ อีกทั้งยังมียอดฝีมือไม่น้อยที่มิอาจหลบได้ทัน ร่างกายของพวกเขาต่างก็ระเบิดการเป็นสายโลหิตพร้อมกับเหล่าผู้เยาว์

 

ควรทราบว่า เหล่ายอดฝีมือที่มีคุณสมบัติเหล่านี้คอยคุ้มกันเหล่าผู้เยาว์ อย่างน้อยก็จำเป็นที่จะต้องมีพลังฝีมือในขั้นพลังยุทธ์ขั้นก่อฟ้าระดับขอบเขตความสำเร็จเล็ก แต่ว่า ในตอนนี้ถึงกับเป็นราวกับแมลงเม่าก็มิปาน แล้วก็ได้ถูกปีศาจใหญ่ไร้ขอบเขตทำลายจนตาย

 

“ ปีศาจใหญ่ไร้ขอบเขตที่แท้แล้วจัดอยู่ในระดับใดกันแน่ ? ใช่อยู่ในระดับพลังยุทธ์ก่อฟ้าระดับเซียนจริงงั้นหรือ ? “ เยี่ยจงขบฟันไปมาเบาๆ การมีอยู่เช่นนี้ พลังที่น่าหวาดกลัวที่อยู่ในขั้นที่ยากที่จะคาดคิดเอาไว้ได้ แทบจะมิอาจที่จะเรียกได้ว่าอยู่ในระดับพลังยุทธ์ขั้นก่อฟ้าขอบเขตเซียนได้เลย พลังฝีมือของมัน เกรงว่าคงจะต้องจัดอยู่ในอีกระดับพลังยุทธ์ขั้นก่อฟ้าระดับขอบเขตต่อไป สามด่านเป็นตาย

 

ใบหน้าของซูเหล่าในตอนนี้ขาวซีด หลังจากที่เงียบงันเขาก็ได้หัวเราะออกกมาอย่างขมขื่นแล้วตอบ “ ข้าผู้ชราก็ไม่ทราบ ทว่าพลังฝีมือเช่นนี้ ที่แม้แต่องค์ฮ่องเต้เองก็มิใช่คู่ต่อสู้ของเขา คงได้แต่เรียนเชิญท่านบรรพบุรุษต้าโจวที่เก็บตัวกันอยู่ จึงจะสามารถที่จะต้านทานเขาเอาไว้ได้แล้วละ ? “

 

ในขณะที่ได้กล่าวออกมา เยี่ยจงและพวกรวมห้าคนต่างก็ต้องสูดลมหายใจด้วยความตกใจ ท่านบรรพบุรุษต้าโจว ถือได้ว่าเป็นการมีอยู่ของความน่าหวาดกลัวของรัฐต้าโจวหวังเฉาก็ว่าได้ กล่าวกันว่าเมื่อตอนที่ออกท่องยุทธ์ภพ และบุคคลเช่นนี้ กล่าวกันว่าสามารถที่จะต่อกรกับปีศาจใหญ่ไร้ขอบเขตได้หนึ่งถึงสองตัว พลังฝีมือของปีศาจใหญ่ไร้ขอบเขตนี้ จัดได้ว่าเกินกว่าที่คาดเดาเอาไว้มากแล้ว

 

“ เส้นทางสมรภูมิฮวงกู่แห่งนี้ ……… “ เยี่ยจงก็ได้กรอกตาไปมา ท่าทีของปีศาจใหญ่ไร้ขอบเขตนี้ เห็นได้ชัดว่ามีความต้องการหนึ่งหนแห่งวาสนาให้จงได้ ต่อให้ตนเองได้เข้าไปยังท่ามกลางสมรภูมิฮวงกู่ในครั้งนี้ จะสามารถได้รับหนึ่งหนแห่งวาสนาได้ไหม แต่ก็เกรงว่าจะมิอาจที่จะรักษามันเอาไว้ได้แล้ว

 

“ ในข้อนี้มิจำเป็นต้องเป็นห่วงมากจนเกินไป “ ซูเหล่าราวกับมองออกถึงเจตนาและความคิดของเยี่ยจงออกก็มิปาน เขาก็ได้ค่อยๆขบฟันไปมาแล้วกล่าว “ ปีศาจใหญ่ไร้ขอบเขตสมควรที่จะต้องเป็นร่างจำแลง แม้จะมิใช่ร่างที่แท้จริง แต่เมื่อถึงเวลาที่พวกเราเชิญร่างจำแลงของท่านบรรพบุรุษ ก็หาได้ต้องเกรงกลัวมันไม่ “

 

เมื่อมีซูเหล่ากล่าวคำพูดนี้ เยี่ยจงและพวกจึงได้ค่อยผ่อนลมหายใจออกมา ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หากว่าในช่วงเวลาขับคันเช่นนี้ ถ้ามีท่านบรรพบุรุษแห่งต้าโจวหวังเฉาลงมือแล้วละก็ เช่นนั้นเรื่องราวก็ยังถือได้ว่าสามารถผ่านไปได้

 

ในตอนที่ผู้คนทั้งหลายสนทนากัน ท่ามกลางอากาศ ก็ได้เกิดการระเบิดของสายลมจนหายไป เพียงแต่ว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ ท่ามกลางอากาศกลับไม่มีไอโลหิตแม้แต่น้อย จะมีก็แต่เพียงแค่บรรยากาศที่ดูสับสนสายหนึ่ง

 

หลังจากที่ซูเหล่าครุ่นคิดอีกครั้ง ก็ได้ถอนหายใจคำหนึ่งแล้วกล่าว “ สมควรใกล้ได้เวลาแล้ว พวกเราออกไปกันเถอะ “

 

หลังจากที่กล่าวจบ เยี่ยหวูเฮ่าก็ได้โบกมือ พลังปราณก็ได้เปลี่ยนเป็นมือลากเยี่ยจงและพวกเอาไว้ แล้วก็ได้มายังท่ามกลางอากาศอย่างระมัดระวัง

 

ในตอนนี้ จากสิ่งที่เยี่ยจงและพวกประสบพบเจอมา ทั่วทั้งเมืองฮวงกู่ในตอนนี้ก็ได้เปลี่ยนเป็นผงธุลี ราวกับดาวตกเพลิงลูกหนึ่งที่พุ่งเข้ามากวาดล้างจนเป็นพื้นที่ราบก็มิปาน

 

เงาของผู้คนได้เริ่มที่จะทะยานออกมาอย่างเบาบาง อีกทั้งยังมองตรวจสอบออกไปบริเวณทางด้านเบื้องหน้า เห็นได้ชัดว่า การที่สามารถมีชีวิตจนถึงตอนนี้ได้ โดยส่วนมากต่างก็เป็นพวกที่พบเจอโอกาสได้เร็ว ยอดฝีมือแต่ละตระกูลพาหลบซ้อนอยู่ใต้พื้น

 

และเงาร่างของปีศาจใหญ่ไร้ขอบเขตนั้นที่ยังไม่ได้ปรากฏตัวออกมา อีกทั้งเสียงหัวเราะอย่างเย็นเยียบที่ครอบคลุมไปทั่วทั้งฟ้า ในตอนนี้ก็ได้หายไป ราวกับว่ามันคงมิอาจปรากฏตัวอีกก็มิปาน

 

แต่ว่าก็ผ่านไปเช่นนี้ ยอดฝีมือที่เหลือรอดอยู่จนถึงตอนนี้แต่ละคนต่างก็รู้สึกขนลุกชูชัน เห็นได้ชัดว่าร่างของปีศาจใหญ่ไร้ขอบเขตในตอนนี้จะเข้าสู่การจำศีลแล้ว แม้ว่าจะเป็นเพียงการซ่อนตัวอยู่ภายในกลุ่มคน เพียงแต่ว่ายังไม่ถึงช่วงเวลาสำคัญก็เท่านั้น แน่นอนว่าเขาก็คงจะไม่ออกมาแน่นอน

 

เงาร่างภายในสนาม ในตอนนี้ก็เหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งในสามส่วนแล้ว ทว่าถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ เงาร่างของคนก็แทบจะไม่แตกต่างจากมดแมลงก็มิปาน แลดูสับสนวุ่นวาย

 

หลังจากที่ได้เกิดความตื่นกลัวและตกใจอย่างถึงที่สุด ไม่นานนัก สายตาทุกคู่ก็ได้ตกไปจนถึงบริเวณใจกลางบนพื้นดิน

 

ในตอนนี้ ทั่วทั้งภายในเมืองฮวงกู่ก็ได้ถูกทำลายไปแทบทั้งสิ้น หลงเหลือไว้แต่เพียงแท่นบูชาเก่าแก่ที่ตั้งเป็นตระหง่านอยู่ ราวกับเป็นการมีอยู่มาก่อนหน้านี้นับพันปีแล้วก็มิปาน ในตอนนี้ ด้านบนแท่นบูชาก็ได้สร้างบันไดเลือดเนื้อออกมา จนนับว่าสำเร็จอยู่ไมน้อย พุ่งตรงเข้าไปยังบริเวณส่วนลึกของเมฆหมอกสีดำทมิฬที่อยู่ท่ามกลางอากาศ จวบจนไปจนถึงบริเวณส่วนลึกที่มิอาจมองเห็น

 

เห็นได้ชัด เมื่อครู่ที่ปีศาจใหญ่ไร้ขอบเขตได้ลงมือ มีเป้าหมายเพียงพอต้องการที่จะสร้างบันไดเลือดเนื้อนี้ให้สำเร็จ นั้นก็เพราะว่า ร่างกายของตัวมันเองมิอาจที่จะเข้าสู่ภายในได้ เมื่อคิดที่จะช่วงชิงหนึ่งหนแห่งวาสนา ก็คงต้องพึ่งพาคนผู้อื่นเข้าไปแทน

 

ในข้อนี้ เห็นได้ชัดว่ามีผู้คนมากมายที่คาดเดาออก ดังนั้น ในตอนนี้เมื่อได้เหม่อมองไปยังฉากเบื้องหน้า ถึงกับไม่มีผู้ใดที่คิดจะเคลื่อนไหวเลย

 

จู่ๆท่ามกลางอากาศก็ได้มีเงาร่างของคนปรากฏขึ้น เรียกได้ว่าเป็นเผ่ามนุษย์ไปกว่าครึ่ง นอกเสียจากนั้นเอง ทางด้านหลังก็ได้มีเผ่ามีปีก ร่างกายสูงใหญ่กว่าเผ่ามนุษย์อยู่หลายเท่า ตลอดทั้งร่างปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงที่อยู่เหนือศีรษะเป็นดั่งปราณชีวิต ในตอนนี้ก็ได้ปรากฏขึ้นมาท่ามกลางอากาศ พลังปราณชีวิตนี้ก็เหมือนกับเผ่ามนุษย์ก็มิปาน ในตอนนี้มีอยู่ไม่น้อยที่ต่างก็หน้าซีดขึ้นมา เห็นได้ชัดว่า ภายใต้ความวุ่นวายเมื่อครู่ พวกมันก็ได้สูญเสียเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ไปไม่น้อยเช่นเดียวกัน ในช่วงเวลาที่ปีศาจใหญ่ไร้ขอบเขตได้ลงมือ จึงมิอาจที่จะสนใจเหล่าพวกเผ่ามนุษย์ที่เป็นเหมือนดั่งมดแมลงเหล่านี้ได้

 

ท่ามกลางความสับสน หลังจากที่ได้ดำเนินต่อไปเช่นนี้ จนกระทั่งได้มีเงาร่างสายหนึ่งค่อยๆก้าวออกมาทางด้านหน้า หัวเราะเสียงเย็นชาแล้วตอบ “ ลำบากลำบนมานับร้อยปี เพื่อที่จะช่วงชิงหนึ่งหนแห่งวาสนาที่เล่าลือกัน หากว่ามั่วแต่ชักช้า เกรงว่าจะถูกเก็บไปหมดแล้ว “

 

หลังจากที่สิ้นเสียง ร่างกายของมันก็ได้ทะยานหายไปอย่างรุนแรง มุ่งตรงไปยังด้านบนของแท่นบูชาโบราณนั้น จากนั้นก็ได้เหยียบย่างขึ้นสู่บันไดเลือดเนื้อทางด้านหน้าอย่างช้าๆ ทว่าหลังจากนั้น บนร่างกายก็ราวกับปรากฏแสงสว่างขึ้นก็มิปาน หายวับเข้าไปยังเมฆหมอกสีดำทมิฬขนาดใหญ่

 

หลังจากที่มีคนแรกแล้ว ท่ามกลางอากาศก็ได้มีแต่ละขุมกำลังปรากฏตัวขึ้นมา แต่ละคนต่างก็สาดทอประกายตาอย่างช้าๆ

 

“ กล่าวได้มิผิด ที่แท้ก็มาเพื่อที่จะช่วงชิงโอกาสนั้นเอง ยังจะต้องคำนึงถึงเรื่องมากมายอันใดกันอีก “

 

บนหน้าของผู้คนได้เร่าร้อนขึ้น จากนั้นก็ได้ปีนขึ้นไปด้านบนบันไดเลือดเนื้อ

 

“ ท่านลุง หลังจากที่ข้าได้เข้าไปแล้ว ท่านต้องรีบกลับไปรายงานต่อท่านบรรพบุรุษ ข้าก็อยากที่จะดูว่า เมื่อถึงเวลาใครจะเป็นผู้ที่สามารถช่วงชิงหนึ่งหนแห่งวาสนาได้กัน “

 

มีผู้คนยิ้มออกมาอย่างเย็นชา เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็มีพลังที่เรียกได้ว่าแข็งแกร่งอย่างถึงที่สุด แต่ก็ยังมิอาจที่จะทำอันใดต่อปีศาจใหญ่ไร้ขอบเขตได้ ต่อมาเขาก็ได้โบกมือขึ้น แล้วก็ได้นำเหล่ายอดฝีมือรุ่นเยาว์เกือบร้อยคนปีนขึ้นไปยังด้านบนบันไดเลือดเนื้อ

 

“ เหอะ ถึงกับมีคนมากมายคิดที่จะเคลื่อนไหวกันแล้ว พวกเราถังกู่ก็ไปกันเถอะ “ ท่ามกลางกลุ่มคน ก็ได้มีเงาร่างสวมชุดคลุมสีทอง ทอประกายสีทองแวววาบ ราวกับเงาร่างสายนั้นกำลังเดินเป็นขบวนออกมาก็มิปาน ทางด้านหลังของเขาก็ได้มีซือสู้และพวกเกือบร้อยคนเดินตามมา อีกทั้งยังมีแม่สาวงามเผ่าแมวเก้าชีวิต ดูแล้วน่าประทับใจอย่างยิ่ง

 

นี้จึงเป็นองค์ชายสิบสามแห่งรัฐถังกู่

.

.

.

.

 

 

Strongest Martial God เทพยุทธสะท้านภพ

Strongest Martial God เทพยุทธสะท้านภพ

天帝路 (Tiāndì Lù) : lit. Heavenly Emperor Road, 星空下无敌 (Xīngkōng Xià Wúdí) : lit. Invincible Under the Starry Heavens, 最强武神 (Zuìqiáng Wǔshén)
Score 6.8
Status: Ongoing Type: Author: , Released: 2008 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง Strongest Martial God เทพยุทธสะท้านภพ หลังจากที่เยี่ยจงนั้นได้ตื่นขึ้นมา ปรากฏว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นได้เปลี่ยนไป กำลังภายในของเขานั้นได้หายไป อาจารย์คนสวยก็ไม่อยู่ ในตอนนี้เขาเป็นเพียงขยะของตระกูลเยี่ย ถูกเปลี่ยนตัวคู่หมั่นหมาย เป็นคนพิการไม่สามารถที่จะฝึกวิชาได้ อีกทั้งยังมีหลายคนที่กำลังหมายหัวเอาชีวิตเขาอยู่ ถ้าหากต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาฟ้าลิขิต มีเพียงแต่ต้องแข็งแกร่งขึ้น ใช้มือของตนไคว่คว้าเอาไว้ เปลี่ยนเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า

Comment

Options

not work with dark mode
Reset