เทพเจ้าล่าสังหาร – บทที่ 219 อ่อนแอยิ่งนัก

บทที่ 219 อ่อนแอยิ่งนัก !

 

เหว่ยซิงออกมาจากห้องบนเรือเขาเงิน พร้อมกับปล่อยจิตสำนึกในระดับรู้แจ้งออกมา แค่เพียงชั่วครู่ เขาก็รู้สึกได้ถึงพลังงานแปลกๆที่ถูกควบคุมโดยฉื่อหยาน ซึ่งมันพันธนาการนักรบจากดินแดนเพิ้งหลายศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงดินแดนทะเลสาปเทวาศักดิ์สิทธิ์และตระกูลกู่ เอาไว้ เพราะพลังนี้พวกเขาจึงถูกโจมตีจากตระกูลหยางอย่างง่ายดาย

ฉื่อหยานคือต้นเหตุของสถานการนี้ทั้งหมด เมื่อเหว่ยชิงรู้ถึงต้นเหตุของพลังแปลกประหลาด เขาตะโกนลั่นให้ทุกคนพุ่งเป้าไปที่ฉื่อหยาน

พานโจว, ซูหยางซิง, กู่เจียงเกอ, กู่หลินหลง และเหล่ารุ่นเยาว์ที่โดดเด่นต่างก็จ้องไปที่ฉื่อหยานทันที

นักรบในระดับรู้แจ้งทั้งสามคน ละทิ้งจากมังกรสองหัวและค้างคาวโลหิตคราม และเข้าไปใกล้กับอสูรภูติ นักรบสูงอายุในระดับรู้แจ้งสามคนต่างก็ร่วมมือกันล้อมไปที่สัตว์อสูรภูติจากสามทิศทาง

“บ้าชิบ ! หยุดสะ !”

กู่หลินหลงตะโกนออกมาและสูดหายใจเข้าลึกๆ และเส้นแสงเจ็ดสีก็พุ่งเข้าไปที่ฉื่อหยานจากทุกทิศทาง

แสงทั้งเจ็ดสีคือดาบทั้งเจ็ดเล็มของกู่หลินหลง ดาบทั้งเจ็ดเรียงกันเป็นแถว แสงเหล่านั้นผสานรวมกันและพุ่งไปที่ฉื่อหยานทันที

การผสานรวมกันของดาบบวกกับความผันผวนของพลังที่ถูกควบคุมโดยกู่หลินหลงทำให้เกิดคลื่นพลังที่รุนแรงเป็นอย่างมากกระจายออกมา

ใบหน้าของฉื่อหยานเปลี่ยนไปเล็กน้อย

กู่หลินหลงอยู่ในระดับนภาที่สองของระดับปฐพี ดังนั้นดาบทั้งเจ็ดของนางแต่ละเล่มจึงทรงพลังเป็นอย่างมาก คลื่นพลังที่กระจายออกมานั้นน่าหวาดหวั่นเป็นอย่างมาก แม้แต่นักรบระดับรู้แจ้งก็ไม่สามารถต้านทานได้

โดยไม่ลังเลและในขณะเดียวกันเขาก็ปล่อยโล่แสงทมิฬออกมา และเรียกใช้จิตวิญญานกายาแข็ง

ฉื่อหยานนั่งอยู่บนหลังสัตว์อสูรภูติ และเริ่มรวบรวมพลังงานเชิงรบขึ้นมาอีกครั้ง ทันทีเขาก็เรียกใช้ผนึกแห่งความเป็นความตายขึ้นมา ขณะที่พวกมันกำลังเข้ามาใกล้ เขาก็ใช้วิชาที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาทั้งหมดออกมาพอรับมือกับดาบทั้งเจ็ด

ผนึกแห่งชีวิต และ ผนึกแห่งความตายหลอมรวมกัน ปรากฏเป็นรูปแบบขนาดใหญ่อยู่ที่ฝ่ามือของเขาเหมือนกับพัด และพลังงานแปลกประหลาดก็ทะลักออกมาจากผนึกแห่งความเป็นความตายอย่างฉับพลัน

“ตูม ! ตูม ! ตูม !”

เสียงระเบิดดังลั่นสั่นสะท้านไปทั่วท้องฟ้า เกิดเป็นแสงแพรวพราวราวกับดอกไม้ไฟดูงดงาม

ผนึกแห่งความเป็นความตายประทะเข้ากับดาบทั้งเจ็ด ทันทีที่ผนึกแห่งความเป็นความตายก็เกิดการผันผวนของพลังขึ้น

ใบหน้าอันงดงามของกู่หลินหลงซีดเทาลง ร่างกายของนางสั่นกลัว

 

ในกระบวนดาบ ประกอบไปด้วยพลังทั้งเจ็ดประเภทที่ต่างกันทะลักออกมา หลังจากมันประทะเข้ากับผนึกแห่งความเป็นความตายพลังนั้นมันก็พุ่งไปทำร้ายฉื่อหยานทันที

ฉื่อหยานที่นั่งอยู่บนสัตว์อสูรภูติก็ถูกโจมตีโดยกระบวนดาบ เมื่อโล่แสงทมิฬแตก ร่างของเขาตกลงจากหลังของสัตว์อสูรภูติ

“อั๊กก!”

ฉื่อหยานสำลักออกมาเป็นเลือด อวัยวะของเขาเสียหายอย่างหนักเขารู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก

ด้วยจิตวิญญานกายาแข็งขั้นที่สาม ร่างกายของเขาจึงได้รับเพียงแค่อาการบาดเจ็บจากดาบทั้งเจ็ดเท่านั้น ดังนั้นร่างกายของเขายังคงมีถูกหั่นเป็นชิ้นๆ แต่ว่าพลังของดาบทั้งเจ็ดนั้นก็กำลังแทรกซึมเข้าไปในร่างของฉื่อหยานและค่อยๆทำลายร่างกายของเขา

ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีขาวซีด ฉื่อหยานปล่อยพลังงานเชิงลบออกมาจากเส้นชีพจรเพื่อรับมือกับพลังของดาบทั้งเจ็ดเล่มที่อยุ่ในร่างของเขา

โดยใช้ พลังงานเชิงลบ พลังปราณลึกลับปกป้อง ฉื่อหยานรีบเร่งขจัดพลังของดาบที่อยู่ในร่างของเขาออกมา

ในเวลาเดียวกันก็เกิดแรงกระตุ้นที่ร้อนเป็นอย่างมากออกมาจากแหวนสายโลหิตและมันก็พุ่งเข้าไปในเส้นเอ็นของเขาเพื่อช่วยเขาขจัดพลังของดาบ

นี่คือพลังไฟของแกนเพลิง !

พลังแปลกประหลาด สามสายไหลไปตามเส้นเอ็นของฉื่อหยาน และในระยะเวลาเพียงไม่นานพลังของดาบก็ถูกทำลาย

มีแสงหลากสีลอยออกมาจากผิวหนังของฉื่อหยาน

เพียงแค่เหลือบมองเขาครั้งเดียว ก็จะเห็นว่าร่างของเขาส่องแสงออกมาอย่างแปลกประหลาดและพลังหลาดหลายที่อยู่ในร่างของเขาก็เกิดความปั่นป่วน

“ฮุววว”

เขาหายใจออกมาเบาๆ ฉื่อหยานทำหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเช็ดเลือดที่ปากแล้วกระโดดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ฉื่อหยานบินขึ้นไปนั่งบนหลังของสัตว์อสูรภูติ เขามองใบหน้าที่งดงามของกู่หลินหลงแล้วพูดว่า “ช่างอ่อแอเสียจริง!”

แววตาอันสวยงามของกู่หลินหลง ก็กลายเป็นเยือกเย็น นางกัดฟันแน่นพร้อมกับร่างกายที่สั่นสะท้าน

เมื่อดาบทั้งเจ็ดถูกซัดออกไป,นางก็เชื่อว่า มีเพียงหยางมู่และหยางโจวเท่านั้นที่สามารถรับมือกับมันได้ในกลุ่มรุ่นเยาว์ของตระกูลหยาง. ฉื่อหยานั้นเพียงเป็นเพียงแค่นักรบระดับหายนะ. นางจึงคิดว่าหากนางลงมือฉื่อหยานต้องตายทันทีแน่นอน

อย่างไรก็ตาม วิชาของฉื่อหยานก็สามารถหยุดมันไว้ได้ มีเพียงพลังของดาบทั้งเจ็ดเล่มเท่านั้นที่ส่งผลต่อร่างกายของเขา แต่ตอนนี้มันก็สลายไปแล้ว

นี่มันอยู่นอกเหนือความคาดหมายของ กู่หลินหลง

ฉื่อหยานกลับไปนั่งบนหลังสัตว์อสูรภูติอีกครั้ง นั้นทำให้นางเลิกประมาททันที เมื่อกู่หลินหลงมองฉื่อหยานอีกครั้ง นางก็ไร้ซึ่งคำดูถูกอีกต่อไป

“โฮ๊กกกก”

สัตว์อสูรภูติคำรามออกมาเสียงดัง ดวงตาสีเขียวบนใบหน้าอันดุร้ายของมันก็ส่องแสงสีเขียวออกมาทันที

ประกายแสงที่แตกต่างกันก็พุ่งไปยังนักรบทั้งสามคนรวมทั้งเหว่ยชิงที่อยู่ในระดับรู้แจ้ง ด้วยแสงสีเขียวแปลกประหลาด ทำให้ห้วงจิตสำนึกของพวกเขาเกิดการปั่นป่วนขึ้น และด้วยจิตสำนึกของพวกเขาที่ถูกปั่นป่วน พวกเขาจึงไม่สามารถโจมตีได้อย่างเต็มที่นักรสัตว์อสูรภูติพุ่งไปมาบนเรือด้วยร่างกายที่ใหญ่โตกำยำ มันระบายความโกรธลงบนเรือและฉีกกระชากนักรบจากดินแดนเพิ้งหลายศักดิ์สิทธิ์ เป็นชิ้นๆ หมอกสีเลือดปกคลุมไปทั่วบรรยากาศรอบๆตัวของสัตว์อสูรภูติทันที

พลังงานชั่วร้ายรวมตัวกันอยู่ในหมอกสีเลือด และมันก็รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

โดยมีสัตว์อสูรภูติเป็นศูนย์กลาง หมอกสีเลือดก็ซัดกระจายออกเหมือนกับพายุ ทุกคนที่อยู่ที่นั้นต่างก็ถูกหมอกสีเลือดซัดกระเด็น แม้แต่นักรบทั้งสามรวมทั้งเหว่ยซิงเองก็ถูกซัดกระเด็นเช่นกัน

ฉื่อหยานรู้สึกได้ทันทีว่าสัตว์อสูรภูติกำลังโกรธเป็นอย่างมาก

นั่นคงเป็นเพราะฉื่อหยานถูกโจมตีด้วยฝีมือของ กู่หลินหลง นั่นจึงทำให้สัตว์อสูรภูติโกธรและกระตุ้นความบ้าคลั่งและความกระหายเลือดของมันออกมา

สัตว์อสูรภูติโฉบผ่านไปทั่วบนเรือเขาเงิน ดวงตาสีเขียวของมัน ส่องแสงออกมาเป็นแสงสีเขียวจางๆ

มันเป็นแค่สัตว์อสูรระดับหก แต่ในขณะที่มันกำลังบ้าคลั่งนั้นมันเหมือนราวกับสัตว์อสูรระดับเจ็ด

พานโจว,กู่หลินหลง,ซูหยานซิงและกู่เจียงเกอ ทุกคนต่างก็ตกใจกลัวกับความบ้าคลั่งของสัตว์อสูรภูติ พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปใกล้ พวกเขาทำได้เพียงถอยห่างออกมา

หยางมู่,หลี่เฟิงเก้อ และนักรบคนอื่นๆของตระกูลหยางที่กำลังจะไปหาฉื่อหยาน เองก็ต้องก้าวถอยออกไปเช่นกัน เพราะสัตว์อสูรภูติกำลังบ้าคลั่ง

ในเวลานั้น บนเรือเขาเงินก็กลายเป็นลานล่าสังหารของสัตว์อสูรภูติ เมื่อมันเห็นฉื่อหยานถูกทำร้าย มันก็เริ่มไล่ล่าฉีกกระชากร่างของนักรบจาก ดินแดนเพิ้งหลายศักดิ์สิทธิ์ และ ดินแดนทะเลสาปเทวาศักดิ์สิทธิ์ ออกเป็นชิ้นๆ

เลือดกระจายไปทั่วอยู่บนเรือเขาเงิน

ฉื่อหยานนั่งอยู่บนสัตว์อสูรภูติพร้อมกับอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความสุข เนื่องจากเขาได้ดูดซับพลังปราณลึกลับจากศพมาเป็นจำนวนมาก และ เส้นชีพจรของเขาก็เริ่มมีอาการเจ็บปวดถูกกระตุ้นขึ้นมา

พลังงานเชิงลบมหาศาลไหลไปทั่วร่างของเขา จนเขาแทบจะควบคุมสติไม่อยู่

พลังแห่งความกลัว , ความกระหายเลือด , ความคับแค้น และพลังงานเชิงลบก็ได้ระเบิดออกมากลายเป็นหมอกสีขาวขึ้นรอบๆตัวของฉื่อหยาน และเหือดหายไปอย่างเงียบๆ

กู่เจียงเกอนั้นต้องการที่จะแอบลอบโจมตีฉื่อหยาน แต่เขาก็ประมาทและถูกล้อมรอบโดยหมอกสีขาวที่เกิดขึ้นจากพลังงานเชิงลบของฉื่อหยาน

เพียงแค่พริบตาเดียว กู่เจียงเกอก็เสียสติไปแล้วเขาก็กลายเป็นเหมือนกับนักโทษที่ถูกคุมขังมานานหลายร้อยปี เขาบ้าคลั่งและพุ่งไปหากู่หลินหลงเพื่อฆ่านาง

กู่เจียงเกอ กลายเป็นบ้าคลั่ง

“เจ้าเป็นบ้าไปแล้วรึ !!!”กู่หลินหลงหลบการโจมตีและนางรู้สึกถึงพลังงานอาฆาตที่ไม่มีสิ้นสุดออกมาจากร่างของกู่เจียงเกอ

กู่หลินหลง ทันทีก็ตระหนักได้ว่าเขาคงจะกลายเป็นบ้าแล้วจริงๆ

ฉื่อหยานตกใจหลังจากนั้นเขาก็พบว่าคลื่นพลังงานเชิงลบของเขาทำให้คนบ้าคลั่งและทำให้พวกเขาไล่ฆ่าสหายของตัวเองได้

ฉื่อหยานทันทีก็ได้รับรู้ถึงความสามารถของพลังวิเศษนี้ เขาจึงแทรกพลังงานเชิงลบเข้าไปในห้วงจิตสำนึก และเขาก็ควบคุมมันไปที่นักรบจาก ดินแดนเพิ้งหลายศักดิ์สิทธิ์และดินแดนทะเลสาปเทวาศักดิ์สิทธิ์

อย่างที่คาดการไว้

เมื่อนักรบเหล่านั้นถูกควบคุมด้วยหมอกสีขาว ทุกคนกลายเป็นเป็นบ้าคลั่ง และเริ่มไล่ฆ่าสหายด้วยความกระหายเลือด

“เป็นวิชาที่ชั่วร้ายนัก !!!!”

เหว่ยชิง อุทานออกมาเมื่อเห็นคนของตนกำลังเสียสติและไล่ฆ่ากันเอง ในทันที นางก็รู้สึกสิ้นหวัง

“โฮ๊กกก”

สัตว์อสูรภูติกระโดดไปหาเหว่ยชิงพร้อมกับมีคลื่นพลังทมิฬที่แข็งแกร่งทะลักออกมาจากร่างของมัน

ใบหน้าของเหว่ยชิงก็เปลี่ยนไป เขาไม่สนใจพวกพ้องของเขาเลยและทันทีเขาก็กระโดดลงจากเรือเขาเงินและตะโกนออก “หนี !”.

นักรบที่อยู่บนเรือเขาเงินก็ เห็นว่ามีอะไรผิดปกติ พวกเขาจึงกระโดดตาม เหว่ยชิงลงไปในทะเล

ด้านล่างเป็นท้องทะเลของมหาสมุทรที่ไม่มีที่สิ้นสุด คนเหล่านี้รู้ดีว่าสามารถตกลงไปในทะเลได้ ดังนั้นพวกเขาจึงกระโดดลงไปในทะเล

“ฉื่อหยานฝากไว้ก่อนเถอะ ข้าจะกลับมาฆ่าเจ้าอย่างแน่นอน” กู่หลิงหลงตะโกนไปที่ฉื่อหยานอย่างข่มขู่ จากนั้นก็พากู่เจียงเกอกระโดดลงไปในทะเล

เพียงสามวินาทีนักรบที่รอดตายทุกคนก็กระโดดลงไปในทะเล

“ปล่อยมันไป” ฉื่อหยานบอกสัตว์อสูรให้หยุดไล่ล่าพวกเขา เขาเขาก็หันไปกล่าวกับหยางมู่ว่า” พานโจวไม่ใช่นักรบแค่กลุ่มเดียวที่อยู่ที่นี่ แต่ยังมีนักรบคนอื่นที่กำลังมาที่นี่อีก พวกเขาแข็งแกร่งกว่าพานโจวและพวกนักรบระดับรู้แจ้งทั้งสามคนนั้นอีกด้วย”

หยางมู่พยักหน้าเพื่อตอบรับว่าเข้าใจ

หลังจากนั้นหยางมู่ ก็เรียกพวกนักรบของตระกูลหยาง ที่บนเรือให้ขึ้นไปบนมังกรสองหัวและค้างคาวโลหิตคราม จากนั้นพวกเขาก็แล่นออกจากเรือไปเหมือนกับสายลม

 

––––––––––––––––––––––––

ปล. ตอนนี้กลุ่มลับถึงกลุ่ม 14 แล้ว มีถึงตอนที่ 598 แล้วจ้า ท่านใดสนใจเข้าร่วมกลุ่มอ่านเงือนไขได้ที่โพสปักหมุดของเพจเลยครับ

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ

เทพเจ้าล่าสังหาร

เทพเจ้าล่าสังหาร

เทพเจ้าล่าสังหาร
Status: Ongoing
อ่านนิยาย เทพเจ้าล่าสังหาร ฉื่อหยาน เป็นเด็กหนุ่มชื่นชอบกีฬาผาดโผน อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการผจญภัยในหลุมฟ้าบาฮามาส ฉื่อหยานบังเอิญเดินทางผ่านเวลาและพื้นที่ จนไปกลายเป็นนายน้อยของตระกูลที่มีชื่อเสียง มีชื่อว่า ฉื่อหยาน ตอนนั้นเองคุณชายน้อยฉื่อหยานได้เสียชีวิตลลงที่ข้างบ่อเลือดพอดี และในระหว่างการผจญภัยสุดยอดกีฬาผาดโผน วิญญาณของเขาได้ถูกโอนเข้ามาของร่ายกายนายน้อย ฉื่อหยาน และได้รับแหวนวิเศษที่ถูกเรียกว่า ' แหวนสายโลหิต ' แหวนที่มีพลังลึกลับซึ่งทำให้ฉื่อหยาน เป็นนักฆ่า ความต้องการฆ่าของเขานั้นไร้สิ้นสุด ทุกอย่างทำเพื่อเพิ่มพลังอำนาจของเขาอย่างรวดเร็ว แต่ทุกครั้งหลังการฆ่า ความต้องการทางเพศก็จะตามมา . . . . . . .

Comment

Options

not work with dark mode
Reset