เทพเจ้าล่าสังหาร – บทที่ 66 กล้าหาญ

บทที่ 66 กล้าหาญ

 

วันที่สี่ของงานประลอง

ในวันนี้ เหล่านักรบกำลังต่อสู้กันอย่างรุนแรงอยู่บนสนามทั้งสามแห่ง

ผู้ที่สามารถอยู่ในลำดับแรกถึงลำดับสามของแต่ละสนามได้ เขาจะได้รับ วิชาระดับลึกลับ สมบัติลับ หรือ วัสดุที่ช่วยในการบ่มเพาะ ตราบใดที่คุณสามารถมีลำดับไม่เกินสาม คุณก็ไม่มีทางที่จะกลับไปมือเปล่าแน่นอน

ตระกูลทั้งห้านั้นใจกว้างเป็นอย่างมากสำหรับเรื่อของรางวัล พวกเขาได้เตรียมวิชาในระดับลึกซึ้งหลายวิชาและรวมถึงสมบัติลับ กระทั้งยาที่ช่วยเพิ่มพลังปราณลึกลับ

ในเช้าของวันที่สี่ รางวัลที่ฟุ่มเฟือยเหล่านี้ถูกจัดแสดงอยู่บนโต๊ะกลมที่ตั้งอยู่กลางเวที และมียอดฝีมือคอยคุ้มกันอยู่

เหล่านักรบดีใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็นของรางวัลถูกแสดงขึ้นกลางเวลาและทำให้พวกเขามีแรงฮึดในการประลองมากขึ้น

ในเวลาเที่ยงนั้น มีนักรบในระดับก่อตั้งถูกสังหารไป 2 คน และนักรบในระดับมนุษย์หนึ่งคน ถูกทำให้พิการ

ตามกฎของการประลอง เมื่อฝ่ายหนึ่งยอมจำนน ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถลงมือต่อได้ จะต้องหยุดเพียงเท่านั้น

ตราบใดที่ไม่โลภมากเกินไป พวกเขาก็สามารถที่จะกลับไปทางสมบูรณ์ได้โดยการหยุดก่อนที่จะเกิดเรื่องขึ้น

มีเพียงนักรบไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับบาดเจ็บหนักหรือเสียชีวิต เพราะพวกเขาต่างคิดว่าพวกเขาก็ยังสู้ต่อ และสามารถพลิกสถานการณ์ที่เสียเปรียบได้ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขาบาดเจ็บ

บนหอคอยตระกูลฉื่อ

ปรากฏรอยยิ้มอยู่ที่มุมปากของฉื่อเจี้ยน เมื่อเขามองไปที่หอคอยของตระกูลโม่ ทุกครั้งที่มองไปเขาก็จะเห็นโม่ตั่วมีสีหน้ามืดมน เหมือนกับว่าบุตรชายของเขาได้ตายไปแล้ว

ในสามวันที่ผ่านมา บุคคลสำคัญในตระกูลโม่ทั้งหมดได้หายตัวไปอย่างลึกลับทีละคน

โมตั่ว นั้นโกรธเป็นอย่างมาก แต่เนื่องจากอยู่ในช่วงเวลาของงานประลอง เขาจึงไม่สามารถทำอะไรโดยพลการได้ เขารู้ว่าดีว่าเป็นฝีมือของใคร แต่ในตอนนี้เขาไม่สามารถทำอะไรได้

ยอดฝีมือในตระกูลมือต่างก็แอบพยายามค้นหาร่องรอยของกลุ่มมู่ชุน แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงาของมูซุนเลย . และมูซุน เองก็ไม่ได้ส่งผู้ส่งสารไป ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถเจรจาได้

” นี่ พรุ่งนี้จะเป็นวันที่ห้าตระกูลแข่งขันกัน หลังจากที่เจ้าเฝ้าดูมา 4 วัน เจ้าได้อะไรบ้าง ? ” ฉื่อเจี้ยนที่กำลังกำลังอารมณ์ดี มองไปที่ฉื่อหยานที่ยืนอยู่ข้างๆ และถามออกไปอย่างสบายๆ

” ได้อะไรรึ ? ” ฉื่อหยาน ดูเฉยเมยและพยักหน้า ” ข้าได้รับบางอย่างแน่นอน แต่เท่าที่ข้าดูมา มีเพียงบางสิ่งเล็กๆน้อยๆเท่านั้นที่ข้าได้รับ ข้าต้องการจะไปอยู่ในสนามแห่งนั้นด้วยตัวเอง และต่อสู้เสี่ยงตาย แต่สิ่งที่ข้าจะสามารถเข้าใจหลายๆอย่างได้ ก็ต่อเมื่อประสบมันด้วยบตัวเอง “

ฉื่อเจี้ยนรู้สึกงุนงง . เขาจ้องไปที่ฉื่อหยานสักพักและเขาก็ถามด้วยความประหลาดใจ ” นี่เจ้าเด็กบ้า ! เจ้าพึ่งบรรลุเข้าสู่ระดับก่อตั้งได้ไม่นาน ไม่ใช่ว่าเจ้าไร้ประสบการณ์ในการต่อสู้งั้นรึ ? ทำไมข้ารู้สึกว่าเจ้าเคยผ่านเหตุการณ์เช่นนั้นมาแล้ว ? เจ้าพูดถูกเราจะสามารถเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อประสบด้วยตัวเอง แต่ถ้าหากคุณเจ้าถูกฆ่าตายหละก็ ความเข้าใจพวกนนั้นก็ไร้ค่า .

ฉื่อหยานเห็นด้วย แต่เขาก็ไม่ได้อธิบายคำพูดอะไรออกไป

” โอ้ “

ฉื่อเจี้ยนก็อุทานออกมา และมีท่าทางแปลกๆ เขามองไกลไปที่ตระกูลโมา

ห่างออกไปสองร้อยเมตร ที่หอคอยตระกูลโม่

มีใครคนหนึ่งกำลังแอบกระซิบที่ข้างหูของโม่ตั่ว สีหน้าของมันหมองค้ำเป็นอย่างมาก จากนั้นมันก็เดินลงหอคอยหินของตระกูลโม่ และกำลังเดินตรงมาที่ตระกูลฉื่อ

ในหอคอยหินตระกูลเป่ยหมิง ไม่นานนัก เป่ยหมิงชางก็ทราบข่าว เขาพ้นเสียงออกมาจากลำคอ จากนั้นก็เดินลงจากหอคอยของตัวเองและมาที่ตระกูลฉื่อ

ณ สนามประลอง นักรบยังคงประลองกันอยู่ . แต่ก็มีหลายๆคนกำลังสับสนกับเหตุการณ์ ที่ เป่ยหมิงชาง และ โม่ตั่วกำลังเดินมาที่หอคอยตระกูลฉื่อ พวกเขาสงสัยเป็นอย่างมากเหตุใด เขาทั้งสองถึงเดินไปที่ตระกูลฉื่อ

ไม่นานนัก โม่ตั่วก็มองมาที่หอคอยตระกูลฉื่อด้วยความโกรธ

หลังจากที่เขาขึ้นมาบนหอคอย โมตั่วก็พูดออกมาทันที ” ฉื่อเจี้ยน มู่ชุนซ่อนอยู่ที่ใด ? “

สีหน้าของฉื่อเจี้ยนดูชั่วร้ายและเขาก็แสยะยิ้ม : ” ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรมู่ชุนอยู่ที่ใด ? โมตั่ว เจ้ามาถามผิดคนแล้ว “

” อย่ามาไขสือ ! “

สีหน้าของโม่ตั่วกลายเป็นไม่พอใจ ” มูซุน มันเป็นคนนอก ถ้าตระกูลฉื่อของเจ้าไม่ให้ความร่วมมือแก่มัน มันจะแอบซ่อนจากการติดตามของตระกูลโม่เราได้อย่างไร มู่ชุ่นอาจจะซ่อนอยู่ในตระกูลของเจ้าก็เป็นได้ หากเจ้ารู้ก็บอกข้ามาสะ “

” โม่ตั่ว นั่นเป็นธุระของตระกูลฉื่อเรา ไม่เกี่ยวกับเจ้า ” ฉื่อเจี้ยนพูดอย่างหยาบคาย

 

” ลูกชายของข้า โม่ช่าวเกอได้หายตัวไปเมื่อคืนนี้ มันต้องเป็นฝึมือของมูซุนแน่นอน ! ถ้าเป็นคนอื่นที่โดนจับไปข้าอาจจะละเลยให้ได้ แต่เพราะมูซุน กล้าที่จะจับโม่ช่าวเกอไป หึ เรื่องนี้ไม่จบง่ายๆแน่ ” โม่ตั่วตะโกนอย่างบ้าคลั่ง

หลังจากได้ยินอย่างนั้น ทุกคนที่อยู่ในศิลาพระเจ้า บนใบหน้าของพวกเขาก็กลายเป็นเข้าใจ ในที่สุดพวกเขาก็รู้แล้วว่าทำไมโม่ตั่วถึงโกรธมากเพียงนั้น

โม่ช่าวเกอ คือบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในรุ่นที่สองของตระกูลโม่ ไม่เพียงแต่มันมีความสามารถพิเศษ มันยังมีความฉลากเป็นอย่างมากออีกด้วย ที่ตระกูลโม่อยู่ในจุดนี้ได้ก็เพราะเขา

ตระกูลฉื่อ หลายคนนักที่ประสบความสุญเสียด้วยฝีมือของมัน

โม่ช่าวเกอ บอกได้เลยว่า มีนเป็นคนที่มีความสามารถมากที่สุดในรุ่นที่ 2 ของตระกูลโม่ แล้วคนที่สำคัญเช่นนี้ได้หายตัวไป โม่ตั่วจะอยู่เฉยได้อีกอย่างไร ในที่สุดเขาก็ทนไม่ได้และตอบโต้กลับ

มูซุน นั้นร้ากาจจริงๆ หัวใจของ ฉื่อหยานเต้นระรัว เขารู้ว่าตอนนี้โม่ตั่วคงไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ให้ผ่านไปง่ายๆแน่

” ข้าไม่รู้ว่ามู่ชุนอยู่ที่ใด เจ้าจงใช้เวลาของเจ้าไปตามหาเขาเองเถอะ ที่แห่งนี้ไม่ต้อนรับเจ้า ” ฉื่อเจี้ยน พูดอย่างเรียนเฉย หารู้ไม่ เขานั้นแอบมีความสุขอยู่ในใจ แต่เขาก็ไม่ได้แสดงออกมา

” ท่านหัวหน้าตระกูลเป่ยหมิง ! ” ฉื่อเตี่ยอุทานออกมา

ในตอนนั้นเอง เป่ยหมิง ชางก็ค่อยๆเดินขึ้นมาที่หอคอยตระกูลฉื่อ พร้อมกับคิ้วขมวด และมายืนอยู่ข้างๆ โม่ตั่วและฉื่อเจี้ยน . เป่ยหมิง ชางมองไปที่เขาทั้ง สอง แล้วกล่าวว่า ” การประลองของตระกูลทั้งห้ากำลังจะจัดขึ้น ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะอยู่ในความสงบ และไม่สร้างปัญหาใดๆในการประลอง มิเช่นนั้นคนอื่นจะหัวเราะเยาะเราได้ “

” ลูกชายของข้า โม่ช่าวเกอ ได้หายตัวไป ” โม่ตั่วตะโกน

สีหน้าของ เป่ยหมิง ชาง ชะงักสักครู่ แล้วเขากล่าวกับฉื่อเจี้ยน ” ท่านฉื่อ ท่านก็รู้ดีว่ามู่ชุนนั้นเป็นแขก และเราต้องดูแลเขาเป็นอย่างดีเมื่อเขาได้มาที่สมาคมการค้าแห่งนี้ แต่นั้นก็ย่อมมีข้อจำกัด การที่เขาลักพาตัวโม่ช่าวเกอไป นั่นเป็นการกระทำที่เกินไป ท่านฉื่อ เจ้าควรควบคุมการกระทำหน่อย อย่าได้มากเกินไป “

ฉื่อเจี้ยน ริมฝีปากของเขาโค้งขึ้นเหมือนกับว่าเขาได้รับคำชม และเขาก็มองไปที่เป่ยหมิงชางอย่างเย็นชา เขารู้ดีว่าเหตุผลที่ เป่ยหมิงชาง พูดออกมาแบบนั้นก็เพื่อตระกูลโม่ เพราะตระกูลโม่และตระกูลเป่ยหมิงมีข้อตกลงบางอย่างที่ทำร่วมกันอยู่ และมันจะต้องเกี่ยวกับ ” ประตูสวรรค์ ” แน่นอน

ดูๆไปอาจจะเหมือนว่า เป่ยหมิงชางก้าวมาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้ แต่จริงๆแล้วคำพูดของเขานั้นคอยสนับสนุนตระกูลโม่อยุ่ตลอด

” ข้าก็บอกท่านไปแล้ว ข้าไม่รู้ว่ามู่ชุนอยู่ที่ใด ! ” ฉื่อเจี้ยนแกล้งทำเป็นสีหน้าลำยากใจ และเขาก็ทำหน้าบึ้ง ปฏิเสธเรื่องของมู่ชุนอย่างจริงจัง

เป็น เป่ยหมิงชาง ที่คิ้วของเขาค่อยๆย่นขึ้น . เขาพยักหน้าและไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวมากกว่านี้ ” อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ข้าต้องการก็คือ อยากให้พวกเจ้าทั้งสองสนิทกันระหว่างงานประลอง หากเจ้าทั้งสองทำให้ภาพลักษ์ของสมาคมการค้าดูแย่ลงหละก็ เจ้าทั้งสองต้องรับผิดชอบ ! “

” ฉื่อเจี้ยน ผ่านคืนนี้ไป แล้วเจ้ายังไม่บอกว่ามู่ชุนอยู่ทีใดหละก็ ในการประลองวันพรุ่งนี้ อย่าได้มาโทษข้าแล้วกัน ! ฮึ่ม ! ” โม่ตั่วตะโกนออกมาและจ้องอย่างโหดเหี้ยมไปยังลูกหลานที่รุ่นสามของตระกูลฉื่อ รวมถึง ฉื่อเทียนเค้อ และ ฉื่อเทียนหยุนด้วย จากนั้นก็กล่าวว่า ‘ ระวังชีวิตของบุตรชายและหลานชายของเจ้าไว้ให้ดี “

” โม่ตั่ว , นี่เจ้ากำลังขู่ข้าอยู่งั้นรึ ? ” สีหน้าของ ฉื่อเจี้ยน เปลี่ยนแปลงไปและเขาก็แสยมยิ้ม ” เช่นนั้นหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับตระกูลเจ้าในวันพรุ้งนี้ เจ้าก็อย่ามาหาว่าข้าไร้ความปราณีละกัน! “

” เรื่องของเจ้า ! ถ้าหากข้ายังไม่พบตัวมู่ชุนหละก็ มารอดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นพรุ่งนี้ ” โม่ตั่วสูดลมหายใจเข้า จากนั้นก็หยุดพูดแล้วเดินลงไปข้างล่าง

” ท่านฉื่อ สงสัยต้องเกิดเรื่องร้ายแรงกับท่านแล้ว ” เป่ยหมิง ชางกล่าวอย่างเห็นใจ เขาส่ายศีรษะและตามโม่ตั่วลงบันไดไป

” บูม ! “

ฉื่อเจี้ยน ต่อยไปที่ระเบียงของหอคอยหิน ที่เป็นเหล็กแข็งสีเขียว เมื่อถูกกระแทกด้วยกำปั้นของฉื่อเจี้ยน มันก็ปรากฏเป็นรูปรอยหมัดเขาขึ้น หอคอยหินที่สูงหลายเมตร ทั้งหอคอยต่างก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจากแรงกระแทก

ทุกคนจากตระกูลฉื่อที่ยืนอยู่บนหอคอย ต่างก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนความเขากำลังโกรธ

” พวกมันทำเกินไป ! ” ฉื่อเจี้ยนคำรามมา ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังพูดถึงโม่ตั่ว หรือ เป่ยหมิง ชางกันแน่

วันนั้นทั้งวัน ใบหน้าของฉื่อเจี้ยนกลานเป็นน่ากลัวตลอดทั้งวัน ในตอนท้ายของวันซึ่งการประลองไปแล้วได้สิ้นสุดไปแล้ว หลังจากที่มอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะ ใบหน้าของเขาก็ยังน่ากลัวเช่นเดิม

ในคืนนั้น

ในห้องลับ ฮันเฟิงยื่นข้างๆฉื่อเจี้ยน , และกล่าวว่า , ” โม่ตั่ว และ เป่ยหมิงชาง ต่างก็พยายามกดดันมาที่เรา เช่นนั้นเราจะทำเช่นไรดี “

” ไม่ต้องกังวล ” ฉื่อเจี้ยน ยังคงหน้าบึ้ง

” นายท่าน เราสามารถที่จะไม่กังวลโม่ตั่วได้ แต่ เป่ยหมิงชาง นั้น . . . . . . . ” ฮันฟงกล่าวอ้อมแอ้ม .

” ชิเสี่ยวยังอยู่ในเมืองแห่งนี้ ถ้าเกิดเป่ยหมิงชางกล้ามายุ่งกับเราหละก็ ข้าไม่ปล่อยมันไว้แน่ ข้าจะไปขอร้องให้ชิเสี่ยวช่วยเหลือ ข้าคิดว่า เป่ยหมิงชางนั้นไม่กล้าลงมือกับเราเพราะตระกูลสวะเช่นตระกูลโม่แน่นอน ! ”

––––––––––––––––––––––––

ปล. ลงอีก 3 ตอน ในวันที่ 4/5/2560 พอดียุ่งๆกับอะไรหลายอย่าง ผมเลยอยากขอเปลี่ยนเวลาลง เป็นลงอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง โดยจะลงอาทิตย์ละ 3 ตอน แล้วก็ผมขอบอกเลยว่า แน่นอนอยู่แล้วที่ผมต้องใส่ใจกับผู้ที่บริจาคให้ผมก่อน แค่ลงในกลุ่ม วันละ 2 ตอนผมก็หนักหนาแล้ว แต่ก็ใช่ว่าผมจะไม่ลงให้พวกท่านอ่านต่อ ซึ่งบางทีท่านอาจจะแค่คิดว่า ก็แปลเสร็จแล้วไม่ใช่หรอทำไม แค่เอามาลงแปปเดียวทำไม่ได้ ถูกต้อง ถึงมันจะแค่เอามาลงก็ตาม แต่อยากให้เข้าใจ เพราะเวลาที่สมองของท่านต้องใช้งานๆหนักมากๆในวันหนึ่งอาจจะทำให้ลืมบางสิ่งไป และบางทีเวลามันอาจจะไม่เอื่ออำนวย ยังไงก็ขออภัยด้วย ซึ่งนอกจากแปลแล้วผมก็มีหน้าที่และหลายสิ่งต้องทำ ส่วนท่านไม่คิดจะอ่านต่อก็ไม่เป็นไรครับ ผมก็ทำตามที่ผมสะดวกดีกว่า แล้วก็จะสนใจกลุ่มลับมากว่าแน่นอน ตอนนี้กำลังสร้างกลุ่มที่ 4 ติดตามรายละเอียดได้ที่โพสปักหมุดของเพจครับ

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ

 

เทพเจ้าล่าสังหาร

เทพเจ้าล่าสังหาร

เทพเจ้าล่าสังหาร
Status: Ongoing
อ่านนิยาย เทพเจ้าล่าสังหาร ฉื่อหยาน เป็นเด็กหนุ่มชื่นชอบกีฬาผาดโผน อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการผจญภัยในหลุมฟ้าบาฮามาส ฉื่อหยานบังเอิญเดินทางผ่านเวลาและพื้นที่ จนไปกลายเป็นนายน้อยของตระกูลที่มีชื่อเสียง มีชื่อว่า ฉื่อหยาน ตอนนั้นเองคุณชายน้อยฉื่อหยานได้เสียชีวิตลลงที่ข้างบ่อเลือดพอดี และในระหว่างการผจญภัยสุดยอดกีฬาผาดโผน วิญญาณของเขาได้ถูกโอนเข้ามาของร่ายกายนายน้อย ฉื่อหยาน และได้รับแหวนวิเศษที่ถูกเรียกว่า ' แหวนสายโลหิต ' แหวนที่มีพลังลึกลับซึ่งทำให้ฉื่อหยาน เป็นนักฆ่า ความต้องการฆ่าของเขานั้นไร้สิ้นสุด ทุกอย่างทำเพื่อเพิ่มพลังอำนาจของเขาอย่างรวดเร็ว แต่ทุกครั้งหลังการฆ่า ความต้องการทางเพศก็จะตามมา . . . . . . .

Comment

Options

not work with dark mode
Reset