เผยตัวตนลับ จับหัวใจเธอ – ตอนที่ 35 มือที่สัมผัส

เฉินเจวี้ยนนิ่งเงียบ  

 

 

เขามองเข้าไปในร้านชานมไข่มุก สายตาชัดเจนหรี่ลงเล็กน้อย จนดูยากว่าเขาคิดอะไรอยู่  

 

 

ลู่จ้าวอิ่งคิดกับตัวเองว่าเขาคงไม่ได้ฟัง  

 

 

จากนั้นเฉินเจวี้ยนก็หันหน้าคิ้วขมวดมาทางเขาแล้วถามว่า “เขาคือใครเหรอ”  

 

 

ลู่จ้าวอิ่งพูดอะไรไม่ออก เขาตามไม่ทันแล้ว!  

 

 

เฉินเจวี้ยนก้มหน้าลงพร้อมคาบบุหรี่ในปาก “คดีฆาตกรรมครั้งใหญ่มื่อสามปีก่อน ผู้อาวุโสสวีก็อยู่ที่นั่นด้วย”   

 

 

ลู่จ้าวอิ่งมึนงงและสับสน “คุณพบอะไร”  

 

 

“ได้แต่เดา” เฉินเจวี้ยนพ่นควันบุหรี่ออกมา ดวงตาดูมืดมน “ผู้อาวุโสสวีไม่น่าจะมีใจสงสารอะไร มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นตั้งแต่เขาไปถึงหมูบ้านหนิ่งไห่”  

 

 

“ดังนั้น เรื่องผู้สืบทอด…” ลู่จ้าวอิ่งเงยหน้าขึ้นทันที  

 

 

เฉินเจวี้ยนยิ้ม “เป็นไปได้สองทาง หนึ่งมันเป็นการหลอกล่อ ด้วยสถานะและภูมิหลังของผู้อาวุโสสวี ถึงจะมีผู้สืบทอดอยู่ในใจแล้วก็ตาม เขาไม่น่ามอบตำแหน่งให้คนนอกตอบแทนผลประโยชน์ให้ตระกูลสวี”  

 

 

“สอง มีผู้สืบทอดที่เขายอมสละผลประโยชน์มหาศาลให้ เขาเคลื่อนไหวเพื่อมองหาเรา พูดถึงเรา เขาอาจจะขอความช่วยเหลือจากฉัน ถ้าเป็นแบบนี้ อาจจะมีการสับเปลี่ยนตำแหน่งกัน ผู้สืบทอดเป็นอย่างไรเราก็ไม่มีทางรู้”  

 

 

“มันง่ายกว่ามากที่จะรักษาชีวิตของคนตระกูลเฉินมากกว่าตระกูลสวี” ลู่จ้าวอิ่งไม่เคยคิดถึงจุดนี้ เขาไม่เคยเข้าใจอะไรที่ซับซ้อนแบบนี้มาก่อน เขายิ้ม “เรื่องนี้ดูมีอะไรผิดปกติ ฉินหร่านน่าจะโชคดีเป็นผู้รอดชีวิต ผู้อาวุโสสวีคงไม่ละสายตาจากเธอหรอก จริงไหมครับ”  

 

 

เฉินเจวี้ยนไม่ตอบอะไร ยังมีเรื่องสำคัญที่เขายังคิดไม่ตก  

 

 

ฉินหร่านมีบทบาทอะไรในเรื่องทั้งหมดนี้  

 

 

แปลกที่ผู้อาวุโสสวีจะให้จดหมายรับรองแก่นักเรียนเป็นการส่วนตัว  

 

 

เขาสูบบุหรี่เล็กน้อยและมองไปที่ร้านชานมไข่มุก “ถ้าเขาจะหมายตาดูใครสักคนมาเป็นผู้สืบทอดจริงๆ สิ่งต่างๆ คงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง”  

 

 

เมื่อนึกถึงสถานะของผู้อาวุโสสวีแล้ว ลู่จ้าวอิ่งตระหนักได้ทันทีว่ามันมีความสำคัญเพียงใด  

 

 

เขาเงยหน้ามาเหมือนกำลังจะพูดอะไรสักอย่าง เขาก็เห็นเฉิงเจวี้ยนเข้าไปในร้านแล้ว  

 

 

มันเป็นสุดสัปดาห์ ร้านไม่ได้มีลูกค้ามากนัก ฉินหร่านกับเว่ยซื่อหางรออยู่ข้างในร้าน  

 

 

เธอวางแก้วชานมลงบนโต๊ะและได้กลิ่นหอมสดชื่นที่คุ้นเคย คล้ายๆ กลิ่นเปปเปอร์มินต์  

 

 

เธอเงยหน้ามาเห็นเฉินเจวี้ยนเท้าแขนข้างหนึ่งบนเคาน์เตอร์บาร์ เขาตัวสูงและมักต้องก้มลงมองคนอื่น แม้สีหน้าเขาจะเรียบเฉียบ แต่ก็มีความกดดันอยู่เหมือนกัน  

 

 

เขาดูรายการอาหารยาวๆ แล้วขมวดคิ้ว เห็นชัดว่าเขาไม่เคยมาร้านแบบนี้มาก่อน “เอาอะไรดีๆ มาให้ฉันสักแก้วสิ”  

 

 

เขาหยิบบัตรออกมาเพื่อชำระเงิน  

 

 

ฉินหร่านมองดูแล้วเดาเอาว่านายน้อยเฉินคงไม่ได้ใช้ชีวิตแบบคนปกติทั่วไป ใครๆ ก็จ่ายเป็นเงินสดหรือจ่ายผ่านดิจิทัลกัน ใครจะจ่ายเงินจำนวนเล็กน้อยแค่นี้กับบัตรหรูกัน”  

 

 

เธอเอามือลง “ฉันเลี้ยงเอง”  

 

 

เฉินเจวี้ยนไม่ได้สนใจ เขามองไปที่มือของเขาและนิ้วเรียวยาวของเธอ มือของเธอสวยมาก เว้นแต่ว่านิ้วของเธอดูจะไม่ได้รับการดูแลที่ดีนัก  

 

 

ปลายนิ้วเธอเย็นเฉียบ แต่ก็อบอุ่นถ้าเทียบกับผิวหนังของเขา  

 

 

เขามองไปที่เธออย่างสุภาพและเห็นว่าฉินหร่านกำลังตั้งใจเตรียมแก้วที่กำลังใส่ท็อปปิ้งเพื่อเสิร์ฟให้กับเขา  

 

 

เธอดูมีสมาธิมาก มือหนึ่งก็ถือแก้ว อีกมือหนึ่งก็ตักท็อปปิ้ง เธอใช้ช้อนคนชาผลไม้โดยที่ไม่กระทบขอบแก้วเลย  

 

 

 

 

 

แก้วใสมีพิมพ์ลายโลโก้อยู่ ชาผลไม้เทลงมาสองในสามส่วน แล้วบรรจงราดวิปครีมสดใหม่ ตบท้ายด้วยการโรยผงโกโก้ด้านบน  

 

 

ฉินหร่านเป็นคนจริงจังและรอบคอบเสมอเมื่อเธอทำอะไรที่สำคัญ เธอมักจะดูเย็นชา เข้าถึงได้ยาก แต่เมื่อเธอตั้งใจทำสิ่งใด เกราะนั้นก็แตกสลายไปในทันที  

 

 

แม้แต่ขนตาเธอก็ชี้ลงในมุมที่สมบูรณ์แบบ  

 

 

“ขอบคุณ” เขารับชาทั้งสองแก้วมา  

 

 

เขาเดินกำแก้วแน่นไปด้านข้างโดยที่ไม่รู้ตัว  

 

 

**  

 

 

คฤหาสน์ตระกูลเฟิง  

 

 

“หมิงเย่ว์ เธอควรกินมากกว่านี้ ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง ปรับตัวได้หรือยัง” เฟิงโหลวเฉิงตักอาหารจำนวนมาใส่จานของพานหมิงเย่ว์  

 

 

“ขอบคุณค่ะ ลุงเฟิง” พานหมิงเย่ว์พูดเรียบๆ “เพื่อนๆ ในห้องน่ารักมาก”  

 

 

“พี่ชายเฟิงก็อยู่ที่นี่บ้านนี้ด้วย ตอนนี้ก็อย่าเพิ่งกลับไปโรงเรียนสุดสัปดาห์นี้ อยู่บ้านเดี๋ยวให้ป้าทำอาหารอร่อยๆ ให้กินนะ” เฟิงโหลวเฉิงยิ้ม  

 

 

ปกติแล้วเขาเป็นคนเงียบๆ ขี้อายและเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ดูเหมือนว่าเขาให้ความรักและความเมตตาทั้งหมดกับสาวน้อยคนนี้  

 

 

มาดามเฟิงโยนตะเกียบลงบนโต๊ะ “ฉันอิ่มแล้ว”  

 

 

แล้วเธอก็เดินกระทืบเท้าขึ้นไปชั้นบน  

 

 

เฟิงฉือคิ้วขมวด  

 

 

พานหมิงเย่ว์จับตะเกียบแนน่แล้วยิ้มให้เฟิงโหลวเฉิง “ลุงเฟิง ตอนนี้ใกล้สอบแล้ว หนูต้องกลับไปที่โรงเรียนเพื่อทบทวน”  

 

 

“ป้าเขาก็เป็นแบบนั้น” เฟิงโหลวเฉิงมองไปที่พานหมิงเย่ว์แล้วถอนหายใจ “หมิงเย่ว์…”  

 

 

“ลุงคะ หนูอิ่มแล้วเหมือนกัน ขอตัวไปเอาชุดก่อนนะคะ” พานหมิงเย่ว์กินอาหารที่เฟิงโหลวเฉิงตักให้เสร็จแล้วก็ขึ้นไปข้างบนด้วยอีกคน  

 

 

ห้องของเธอตกแต่งอย่างสวยงาม เมื่อเปิดตู้เสื้อผ้า ภายในนั้นมีเสื้อผ้าไม่มากนัก  

 

 

เสื้อผ้าส่วนใหญ่มาจากสมัยเธอยังเด็ก เฟิงโหลวเฉิงเป็นผู้ชาย เขาไม่รู้ว่าจะดูแลเธออย่างไรในทุกๆ ด้าน อย่างไรก็ตามเขาก็ยังโอนเงินเข้าบัญชีของเธอทุกเดือน แม้ว่าเธอจะไม่เคยใช้มันเลยก็ตาม  

 

 

แต่เธอก็ไม่สนใจ  

 

 

เธอหยิบเสื้อผ้าที่มีแล้วลงไปข้างล่าง  

 

 

จากมุมหนึ่งเธอได้ยินเสียงเฟิงฉือคุยกับเฟิงโหลวเฉิง  

 

 

เฟิงฉือวางตะเกียบลง กำลังจะใช้ผ้าเช็ดปาก “พ่อครับ ไม่ใช่แค่แม่ ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าหมิงเย่ว์เป็นใครกันแน่ ทำไมถึงพาเธอมาที่นี่แล้วก็ทำดีกับเธอนัก เธอเป็นลูกนอกสมรส หรือว่าเป็นลูกสาวจากคนรักเก่าของพ่อกันแน่”  

 

 

“ทำตัวเหมือนแม่จริงๆ!” เฟิงโหลวเฉิงเหวี่ยงตะเกียบมองอย่างเคร่งเครียดไปที่เฟิงฉือและพูดขึ้นว่า “อย่าพูดแบบนี้ให้หมิงเย่ว์ได้ยินนะ”  

 

 

“เธอก็ไม่น่าจะเป็นลูกของพ่อ แต่ผมก็อยากรู้ ถ้าเธอไม่มีพ่อแม่ก็ต้องมีญาติคอยดูแลสิ ทำไมพ่อต้องทำมันด้วยตัวเอง” เฟิงฉือจุดบุหรี่  

 

 

อีกมุมหนึ่งหมิงเย่ว์กำลังเดินลงมา  

 

 

เธอลงมาข้างล่างเพื่อลาเฟิงโหลวเฉิง มาดามเฟิงที่ไม่ชอบแต่ก็ไม่ได้ทำร้ายเธอ ยิ่งไปกว่านั้นเฟิงโหลวเฉิงก็ดูแลเธอเป็นอย่างดี  

 

 

“เดินทางปลอดภัยนะ” เฟิงโหลวเฉิงเย็นลงทันทีและพูดอย่างนุ่มนวล  

 

 

เฟิงฉือมองดูพานหมิงเย่ว์ออกไป “นั่นไง พ่อดีกับหมิงเย่ว์เกินไป นี่ไม่ใช่ตัวพ่อเลย ถ้าอยากให้แม่ทำดีกับหมิงเย่ว์ งั้นพ่อก็ควรไปอธิบายเรื่องนี้กับแม่สิ”  

 

 

**  

 

 

สุดสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว  

 

 

คาบสุดท้ายของวันจันทร์มีประชุม เกาหยางพูดอย่างมั่นใจกับบทเรียนชีวิตก่อนจะจิบชา “มีใครอาสาทำรายงานการประชุมของวันนี้ไหม”  

 

 

ไม่มีใครยกมือ ไม่มีใครในชั้นปีที่สามอยากรับภาระเพิ่ม  

 

 

เกาหยางจึงเลือกใครบางคนขึ้นมา “หลินซือหราน เธอเขียนเก่งนี่ ครั้งนี้เธอรับผิดชอบนะ”  

 

 

ฉินหร่านที่เพิ่งจะหายจากไข้หวัดยืนกึ่งพิงกำแพง เพื่อนร่วมโต๊ะเธอเห็นด้วยอย่างเงียบๆ  

 

 

เธอรู้สึกว่าเพื่อนร่วมโต๊ะเธอดีเกินไป  

 

 

หลังจากอภิปรายเรื่องเบ็ดเตล็ดเสร็จแล้ว ก็เหลือเวลาแค่สิบนาที เกาหยางอยากจะให้พวกเขาอ่านหนังสือกันเอง  

 

 

ฉินหร่านแกะอมยิ้มแล้วเอาใส่ปาก  

 

 

เธอกินมันขณะอ่านหนังสือ  

 

 

ทันใดนั้นก็มีเสียงดังของรองเท้าส้นสูงมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องที่เก้า แล้วก็ได้ยินเสียงผู้หญิง “เกาหยาง ฉินหร่าน เด็กห้องเธอเป็นยังไงบ้าง เด็กนั่นมาทำอะไรในโรงเรียนนี้ มาสร้างปัญหาเหรอ ถ้าเด็กนั่นมาก่อเรื่องในชั้นเรียนของฉัน เธอจะรับผิดชอบกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นยังไง”  

เผยตัวตนลับ จับหัวใจเธอ

เผยตัวตนลับ จับหัวใจเธอ

ด้วยว่าพ่อแม่หย่าร้างกันตั้งแต่ยังเล็ก และ ฉินหร่าน ไม่ใช่เด็กประพฤติดี นอกจากจะไม่ตั้งใจเรียนจนผลการเรียนย่ำแย่แล้ว เธอยังหัวรั้นและก่อเรื่องทะเลาะวิวาทจนโดนพักการเรียนไปเป็นปี แตกต่างจาก ฉินอวี่ น้องสาวที่เป็นนักเรียนดีเด่นผู้แสนเพียบพร้อมราวฟ้ากับเหว ด้วยเหตุนี้แม่ของเธอจึงเลือกพาน้องสาวไปอยู่ด้วยเพียงคนเดียวและทิ้งฉินหร่านเอาไว้ท่ามกลางชนบท ปล่อยให้เธอเติบโตเพียงลำพังในความดูแลของคุณยายวัยชรา สองยายหลานร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาสิบสองปี จนกระทั่งวันหนึ่งคุณยายเกิดป่วยหนักอาการโคม่าต้องส่งตัวไปยังโรงพยาบาลในเมือง ครอบครัวฉินจึงได้กลับมาพบหน้ากันอีกครั้ง เมื่อคุณยายไม่สามารถดูแลฉินหร่านด้วยตัวเองได้ต่อไปได้อีก แม่ของเธอจึงอาสารับเลี้ยงเธอไว้แทน กระนั้นก็ยังไม่วายเหน็บแนมหญิงสาวอยู่ตลอดว่าอย่าทำตัวน่าขายหน้า ให้เอาอย่างฉินอวี่ผู้เป็นน้องบ้าง กระนั้นกลับไม่มีใครล่วงรู้เลยว่านอกจากฉินหร่านจะมีใบหน้างดงามเกินเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันแล้ว เธอยังมีอีกหนึ่งตัวตนปริศนาที่ซุกซ่อนเอาไว้อยู่ เพราะใครกันล่ะที่ทำข้อสอบกากบาททุกข้อแล้วผลคะแนนสอบจะออกมาได้เท่ากับศูนย์ในทุกๆ วิชา เธอโง่จริงๆ หรือว่าตั้งใจกันแน่… เช่นเดียวกับ เฉิงเจวี้ยน หมอหนุ่มประจำโรงเรียนที่แสนธรรมดาคนนั้น ทว่า…เขาเป็นแค่หมอประจำโรงเรียนจริงหรือ เมื่อโชคชะตานำพาให้คนสองคนที่ปกปิดตัวตนของตัวเองเอาไว้ได้มาพบกัน หน้ากากของใครจะถูกกระชากออกมาก่อนนะ

Comment

Options

not work with dark mode
Reset