เหล่าอาจารย์หญิงสุดแกร่งที่อยากจะให้ผมเทพเค้าตีกันเรื่องแนวทางการฝึกจนวอดวายหมดแล้วเนี่ย – ตอนที่ 25 ไร้อาชีพแผลงฤทธิ์ (5)

หนีมั่วซั่วอยู่ในป่าแบบนั้นก็มีแต่จะผลาญเรี่ยวแรงไปเปล่าๆ หาระยะที่ <<เรนเจอร์>> ตรวจจับไม่ถึงแล้วใช้แผนซุ่มดักรอค่อยๆตอดลดกำลังรบของอีกฝ่ายไปเรื่อยๆแทนจะดูเข้าท่าที่สุด—–ครอสคิดเช่นนั้นพลางซุกซ่อนตัวอยู่ภายในป่า แต่แล้วหูข้างนั้น ก็พลันได้ยินเสียงประหลาดที่ดังกังวานขึ้นมาอย่างชัดเจน

เสียงการทำลายล้างที่เหมือนกับแมกไม้ถูกหักโค่น เสียงคำรามที่ดังสนั่นแสบแก้วหู เสียงตะโกนกร้าวของจิเซล

และที่มองเห็นได้ตามแมกไม้ในนาทีถัดมา ก็คือเหล่าเด็กจากสถานกำพร้าที่กำลังแผดเสียงร้องแตกตื่นวิ่งหนีอลหม่านโดยไม่มีคิดจะเข้ามาล้อมรอบครอสเลยแม้แต่นิด

 

“ อะไรน่ะ……? ”

 

ตอนแรกคิดว่าเป็นกับดักอะไรบางอย่างด้วยซ้ำ

แต่ท่าทางของพวกเค้ามันก็ดูจริงจังมากเกินกว่าที่จะเป็นกับดัก เห็นได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งเลยว่ากำลังเกิดเหตุประหลาดครั้งยิ่งใหญ่ขึ้น

นักผจญภัยที่เคลื่อนไหวทำกิจกรรมอยู่ภายในอาณาเขตของมอนสเตอร์ จะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดคิดให้ได้ทุกแบบและทุกเมื่อ ความสามารถในการตรวจจับอันตรายนั้นในบางคราวก็มีความสำคัญมากยิ่งกว่าความสามารถในการสู้รบซะอีก จึงถือเป็นกฎเหล็กเลยว่าหากสัมผัสได้ถึงเหตุผิดปกติก็จงรีบหนีในทันทีซะ ทั้งหมดนั่นคือคำสอนที่ทางโรงเรียนย้ำเตือนให้ฟังอยู่ไม่รู้กี่รอบ

ฉะนั้นครอสก็สมควรน่าจะต้องหนีในทันทีเช่นกัน

หากเห็นเหล่าเด็กกำพร้าที่วงแตกเพราะถูกคุกคามโดยภยันตรายบางประการเช่นนี้ ก็ไม่น่าจะมีทางเลือกอื่นใดอีกแล้วนอกจากพึมพำว่า “ดวงดีจริงๆเลย” แล้วถอนตัวถอยหนี

ทว่า เป็นตรงนั้นเองที่ครอสพลันสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

 

(จิเซลที่มีสเตตัสสูงมากที่สุด กลับไม่ได้วิ่งนำอยู่ข้างหน้า แถมยังไม่ได้อยู่ข้างหลังอีกต่างหาก……?)

 

คลาดสายตาไปเหรอ หรือไม่ก็หนีไปอีกทิศนึงรึเปล่า

ไม่รู้เลย แต่ก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาอย่างรุนแรง รู้สึกอีกทีร่างกายมันก็ขยับไปเองแล้ว

 

“ หมู่มวลอากาศที่ห่อหุ้มปกคลุมอยู่ทั่วเอ๋ยเชื่อฟังเราเสีย จงก่อตัวผสานอยู่ในมือข้างนี้ นามนั้นก็คือลมกรรโชก—– ”

 

ถ้ากังวลเกินเหตุไปเองก็ไม่เป็นไร แค่ถอยหนีออกห่างให้ได้ก่อนที่จะถูกลากเข้าไปประสบอันตรายแค่นั้นก็พอ

ครอสวิ่งกลับไปยังสถานที่ซึ่งตัวเองถูกพวกจิเซลห้อมล้อมตีกระหนาบอยู่เมื่อซักครู่นี้ พลางขับขานคำร่ายไว้ด้วยเผื่อจำเป็น

และแล้ว—–ครอสก็พบเห็นเข้า

เห็นมอนสเตอร์ขนาดใหญ่ยักษ์ที่ไม่น่าจะปรากฎตัวออกมาในป่าสำหรับเหล่านักผจญภัยหน้าใหม่….และที่กำลังเผชิญหน้าท้ายอยู่กับมันนั่น ก็คือสาวน้อยผู้กำลังยืนลากขาข้างหนึ่งอยู่อย่างโดดเดี่ยว

แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องลังเลใดๆเลยซักนิดเดียว

 

 

ครอสที่เปิดใช้สกิลบัพร่างกายพลันเค้นกำลังทั้งหมด พุ่งทะยานตรงดิ่งเข้าไปหาจิเซล

 

 

“ เวทสายลมระดับต่ำ <<วินด์ชู๊ต>> ! ”

 

ทำการปลดปล่อยเวทลมที่ร่ายเสร็จเรียบร้อยพร้อมยิงออกไปเต็มแรง

คราวนี้ใช้แบบพลิกแพลง ให้ลากเอาฝุ่นดินและกิ่งไม้ขึ้นมาปะปนอยู่ด้วยก่อนที่จะส่งกระแทกอัดเข้ากลางเบ้าหน้าของมอนสเตอร์

 

“ ก๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาา!? ”

 

มอนสเตอร์ที่โดนอัดด้วยการโจมตีทีเผลอเข้าไป พลันแผดเสียงร้องคำรามลั่นก่อนจะผงะตัวหยุดนิ่งอยู่กับที่

และครอสก็อาศัยจังหวะนั้นโอบร่างจิเซลขึ้นมา พร้อมกับถอยเว้นระยะห่างออกจากมอนสเตอร์

จิเซลที่สวมใส่เกราะโลหะกับบัสตาร์ดซอร์ดนั้นหนักพอสมควรเลยก็จริง แต่ร่างกายของครอสที่เปิดใช้สกิลก็สามารถพาตัวจิเซลหนีรอดพ้นภัยมาได้แบบฉิวเฉียด

 

“ จิเซล เป็นอะไรรึเปล่า!? …….ขึก! ”

 

ครอสพูดเช่นนั้นไปพลาง จ้องมองลงมายังจิเซลที่อึ้งอ้าปากค้างอยู่ และเมื่อเห็นสภาพบาดแผลที่สาหัสหนักนั่นแล้ว สีหน้าของเด็กหนุ่มที่ร้อนรนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ยิ่งเคร่งเครียดจริงจังมากเข้าไปใหญ่ ขวาข้างขวาที่หักบิดงอของจิเซลนั่น ดูยังไงก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะหายเองในทันทีได้เลยซักนิดเดียว

 

“ ……..ถอยห่างไปจากที่นี่ให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วหลบซ่อนตัวไว้ซะอย่าโผล่ออกมาให้มอนสเตอร์มันเห็นได้! ”

 

ครอสตะคอกออกมาด้วยน้ำเสียงข่มขู่บังคับ ก่อนจะส่งแรงเข้าไปในมือข้างที่กำดาบเอาไว้

 

“ บ้า….อะไร……นี่แกทำบ้าอะไรอยู่น่ะไอ้บัดซบ……!? ”

 

แต่จิเซลก็แหงนมองขึ้นมาด้วยท่าทางเหมือนกับว่าไม่ได้ยินคำสั่งนั่นเลยซักนิด ก่อนจะอ้าปากพูดขึ้นด้วยความตกตะลึงสุดขีด

 

“ แกเข้ามาช่วยฉันไว้ทำไมกันวะ!? ฉันที่พยายามจะขยี้แกให้เละคาตีนอยู่จนถึงเมื่อกี้นี้น่ะ!? ”

“ ตอนนี้มันใช่เวลามาพูดเรื่องพรรค์นั้นซะที่ไหนกันเล่า!! ”

 

เป็นเสียงตะคอกที่แฝงเร้นไปด้วยอารมณ์รุนแรง ระดับที่ครอสตอนปกติไม่มีทางพ่นออกมาได้แน่ๆ

แต่ก็ช่วยไม่ได้หรอก

เพราะถึงแม้ครอสจะทะยานเข้ามาช่วยในทันทีหลังจากที่เห็นจิเซลตกอยู่ในวิกฤต แต่ในใจของเด็กหนุ่มนั่นไม่ได้มีความโล่งอกอยู่เลยแม้แต่น้อยนิด

เพราะตัวเขาเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าภยันตรายของมอนสเตอร์ที่ยืนขวางเป็นอุปสรรคอยู่ต่อหน้าพวกเขานี่มันร้ายแรงระดับไหน

 

(ร็อกลิซาร์ด วอริเออร์…….!)

 

ตามเดิมแล้ว เจ้าสิ่งนั้นมันคือมอนสเตอร์ ริสก์ 4 ที่น่าจะปรากฎตัวขึ้นมาในอาณาเขตส่วนลึกพอประมาณของ <<ผืนป่าเบื้องลึก>>

ในกรณีปกติ จะต้องให้ปาร์ตี้ที่ต้องประกอบไปด้วยนักผจญภัยระดับ E = อาชีพระดับกลางที่มีเลเวล 20 ขึ้นไปเท่านั้น ช่วยกันรุมรับมือจึงจะสามารถโค่นเจ้ามอนสเตอร์นี่ลงได้ หรือก็คือ

 

(ตามจริงแล้ว ต้องให้พวกผู้คนที่แข็งแกร่งมากยิ่งกว่าผมแล้วก็จิเซลมาจัดทีมแบ่งตำแหน่งออกเป็น กองหน้า กองหลัง ฟื้นฟู สนับสนุน แล้วช่วยกันรุมช่วยกันสู้ถึงจะเอาชนะเจ้านี่ได้…..!)

 

แก้มของครอสชุ่มโฉกไปด้วยเหงื่อ หัวใจเต้นถี่ระรัว คอแห้งผากส่งเสียงดังหวีดหวิว

 

(หลักฐานที่แสดงให้เห็นชัดถึงความแข็งแกร่ง ก็คือการที่มันแทงค์เวทมนตร์ด้วยใบหน้าได้โดยไม่มีท่าทีเจ็บปวดเลยซักนิดนี่แหละ……!)

 

หากมองดูดีๆ จะพบว่าร็อกลิซาร์ด วอริเออร์แค่แผดเสียงร้องอย่างไม่สบอารมณ์ออกมาเพราะมีฝุ่นเข้าตากับปากเท่านั้นเอง เกล็ดบนกายนั่นไม่มีรอยร้าวเลยแม้แต่น้อยนิด

เวทมนตร์นี่หากให้พูดกันโดยง่ายแล้ว ก็คือการสละเวลาอันยาวนานและพลังเวทอันมหาศาล เพื่อให้ได้มาซึ่งการโจมตีพิฆาตที่แฝงเร้นไว้ซึ่งอานุภาพระดับที่ใช้โค่นล้มศัตรูที่แข็งแกร่งทรงพลังมากยิ่งกว่าได้

แม้เวทลมของครอสที่เพิ่งปรากฎขึ้นมาได้ไม่นานจะมีระดับความชำนาญและสเตตัสพลังเวทโจมตีอยู่ในขั้นต่ำต้อยที่สุด แต่ก็ยังมีอานุภาพขนาดที่ใช้ปลิดชีพเผด็จศึกตัวระดับริสก์ 3 ได้เลยทีเดียวเชียว

ทว่ามันก็ใช้กับริสก์ 4 ที่เป็นเลิศในด้านป้องกันไม่ได้ผล อย่างเก่งก็ได้แค่ใช้สร้างฝุ่นทรายอำพรางตาชั่วคราวเท่านั้นแหละ

อะไรแบบนี้ไม่นับว่าเป็นการต่อสู้เลยด้วยซ้ำ คิดแบบปกติยังไงก็ต้องหนี เพราะสู้ไปก็มีแต่จะเอาชีวิตไปทิ้ง

แต่ว่า…..ครอสหันไปมองสภาพโดยรอบ สิ่งที่อยู่ตรงนั้นก็คือ ทางเดินแคบๆตรงแหน่วซะจนน่ากลัวที่ถูกร็อกลิซาร์ด วอริเออร์ใช้พละกำลังเข้ากระแทกทำลายแมกไม้สร้างขึ้นมา

ศัตรูมันคือไอ้สัตว์ประหลาดที่สามารถพุ่งทะยานเป็นแนวตรงได้โดยไม่ต้องสนใจแมกไม้

ลำพังแค่หนีธรรมดาก็ยากมากพอแล้ว ยิ่งถ้าต้องหนีโดยอุ้มจิเซลที่ขาหักหนึ่งข้างไปด้วยนี่ พูดเลยว่าไม่มีทางเป็นไปได้

ฉะนั้น

 

“ เข้ามาเลย…….! ”

 

ครอสยกดาบขึ้นมาเตรียมสู้ ต้องเตรียมอย่างมิอาจเลี่ยง เพราะทางเลือกอื่นใดนอกเหนือไปจากนี้มันไม่มีอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว

 

“ กู้ววววววววววววววววว! ”

 

เข้าประจันหน้าโดยตรงกับริสก์ 4 ที่หลุดจากสถานะฝุ่นเข้าตา และเริ่มที่จะมองเห็นเขาเป็นศัตรูขึ้นมาแล้ว

 

“ ไอ้บ้าห้าร้อย!! ”

 

ในระหว่างที่แหงนมองขึ้นมายังแผ่นหลังครอสที่บ้าระห่ำเช่นนั้น จิเซลก็พลันแผดเสียงตะโกนดังกระหึ่มระดับทำเอาคอแทบฉีก

 

“ อย่างแกมันจะไปมีทางชนะได้ยังไงกันวะ! มีแต่จะมีศพเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นแหละ! รีบๆหนี—- ”

“ รู้อยู่แล้วน่าเรื่องพรรค์นั้น!! ”

 

ครอสไม่ยอมให้จิเซลกล่าววิงวอนจบด้วยซ้ำ

ใช่สิ รู้ดีอยู่เต็มอกเลยล่ะ

นี่มันไม่เหมือนศึกฮีโดร่าที่แค่ทำลายคอร์ให้ได้ก็เป็นอันจบ หนำซ้ำยังมีเหล่านักผจญภัยระดับ S คอยช่วยสนับสนุน …..นี่มันไม่ใช่การสอบชิงสิทธิที่ขอแค่ปัดเป่าสายตาโดยรอบและแรงกดดันไปก็สามารถต่อสู้ได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะต้องตาย

แต่เป็นการปะทะที่เขาไม่มีโอกาสชนะ และถ้าแพ้ก็ตายสถานเดียว

ไร้ซึ่งไอเท็มใดจะใช้ฟื้นฟูรักษาตนเองได้ การสนับสนุนจาก <<พรีส>> ก็ไม่มี เครื่องสวมใส่ก็มีแค่ดาบสั้นกับเลสเซอร์อาร์มเมอร์สุดแสนจะอ่อนแอ

กลับกันแล้ว สิ่งที่ยืนตระหง่านขวางอยู่นั่นมันก็คือไอ้สัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งมากกว่าตนหลายเท่า ปีศาจที่ถูกสัญชาติญาณบีบเร้าให้เข้าเข่นฆ่าทำร้ายผู้คนได้โดยปราศจากความปรานี  

เค้าลางของความตายที่กระชั้นชิดใกล้เข้ามาอย่างชัดเจนมันทำให้ร่างกายสั่นเทิ้ม จนตอนนี้ก็เกือบๆจะทำดาบหลุดร่วงหล่นลงจากมืออยู่แล้ว ทว่า

 

(ตัวผมในวันนั้น สาบานไว้แล้วว่าจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ให้คำขาดเอาไว้แล้วว่าอยากจะเป็นนักผจญภัยที่ปกป้องผู้อื่นได้เหมือนกับคนคนนั้น ในยามที่คนซึ่งคอยต่อสู้ปกป้องผู้อื่นอยู่เสมอๆกำลังตกที่นั่งลำบาก ก็อยากจะเป็นคนที่เข้าไปช่วยเหลือเกื้อหนุนและปกป้องเค้าคนนั้นได้อีกที อยากจะเป็นนักผจญภัยที่แข็งแกร่งมากพอจะทำแบบนั้นได้)

 

เพราะเบื่อหน่ายกับตัวเองที่ทำอะไรไม่ได้นี่เต็มทีแล้ว เพราะไม่อยากจะต้องลิ้มรสสัมผัสความรู้สึกแบบตอนนั้นอีกเป็นครั้งที่สองแล้ว

แล้วก็ แล้วก็……!

 

“ ถ้าทิ้งเธอไปที่นี่ตรงนี้แล้วละก็ ผมคงไม่มีหน้าจะกลับไปหาเหล่าผู้คนที่เก็บไอ้กากกระจอกงอกง่อยอย่างผมมาเลี้ยงดู! ไม่มีหน้าจะกลับไปพบคนที่ผมเลื่อมใสศรัทธาสุดใจคนนั้น! ได้อีกตลอดชีวิตแน่ๆ!! ”

 

ฉะนั้น ผมจึง

 

 

การต่อสู้พลันเปิดฉากโดยที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็พุ่งทะยานอัดเข้าใส่กัน

เสียงคำรามที่ทำเอาแมกไม้สั่นสะเทือนสองชั้นพลันดังสนั่น <<ไร้อาชีพ>> และสัตว์ประหลาดเข้าปะทะชนกันโดยตรง

แต่ก็แน่นอน เป้าหมายของครอสไม่ใช่การดวลพลังตรงๆอันแสนจะบุ่มบ่ามแต่อย่างใด

 

“ ………ขึก! ”

 

มองให้ขาด ระดับความเร็วของร่างกายหินผาใหญ่ยักษ์ที่ทะยานตรงอัดเข้ามาใกล้นั่นน่ะ ระยะห่างนั่นน่ะ พริบตาแบบฉิวเฉียดที่เหมาะสมต่อการก้าวเข้าไปโดยมีชีวิตเป็นประกันนั่นน่ะ

และในเสี้ยววินาทีก่อนที่จะปะทะ ร่างกายของครอสก็พลันบิดงอ เอี้ยวตัวหลบหลีกการพุ่งชนของมอนสเตอร์ที่ร้ายเหลือระดับก่อให้เกิดลมกรรโชกตามมาได้ด้วยระยะห่างบางๆแค่กระดาษเส้นเดียวคั่น ในฉับพลันนั้น

 

“ <<ครอสเคาน์เตอร์>> ! ”

 

เล็งไปยังบริเวณคอที่เห็นเหมือนว่าจะมีเกล็ดหินเบาบางมากที่สุด

ปลายของดาบสั้นที่ซึมซับเอาอานุภาพของการพุ่งชนแสนทรงพลังเข้ามาเสริมร่วมไปด้วย พลันถูกปล่อยกระแทกเข้ากลางหลังลำคออันไร้ซึ่งการป้องกัน

ทว่า——-แกร๊ง!

 

“ ฮึก!? ”

 

ดาบกลับกระเด้งออกราวกับว่าเป็นเรื่องปกติสามัญ แถมยังไม่จบแค่นั้น

 

“ ดาบมัน—–!? ”

 

ดาบราคาถูกที่โดนปล่อยกระแทกเข้ากลางเกล็ดอันหนาแน่นของริสก์ 4 เต็มแรง—–พลันเกิดเป็นรอยร้าวแล่นไปทั่ว

ในระหว่างที่ครอสเปล่งเสียงเช่นนั้นออกมาอย่างตกตะลึง ร็อกลิซาร์ด วอริเออร์ที่เกล็ดไม่ได้มีบาดแผลใดๆเลยแม้แต่นิดก็พลันหยุดการพุ่งชนราวกับเล่นสนุก ก่อนจะหันขวับกลับเข้ามาหาครอส

และสิ่งที่ถูกเหวี่ยงเข้ามาใส่ในจังหวะเดียวกันนั้น ก็คือกรงเล็บคมกริบที่งอกยาวออกมาจากปลายแขนอันกำยำ

 

“ ก๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา! ”

“ อ๊าาาาาา!? ”

 

เอาดาบที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้แล้วเป็นโล่ บวกกับเปิดใช้สกิลร่วมด้วยหาทางปัดกรงเล็บไปได้

กลิ้งตัวไปตามพื้นดินเพื่อถอยเว้นระยะออกห่างจากมอนสเตอร์ พร้อมกับหยิบเอาดาบที่พวกคนจากสถานกำพร้าทำหล่นตกเอาไว้ขึ้นมาโดยเกือบๆอัตโนมัติ…..ครอสกล่าวออกมาอย่างขมขื่น พลางตั้งดาบเล่มใหม่ที่ได้มาไปด้วย

 

“ ขุ่ก ต่อให้ยังไงก็เถอะ แต่นี่มันแข็งมากเกินไปแล้ว……! ”

 

คลื่นกระแทกที่ส่งกลับมาในตอนที่อัด <<ครอสเคาน์เตอร์>> เข้าใส่นั่นทำเอาแขนทั้งสองข้างถึงกับแสบจี๊ดชาไปหมด  

ร็อกลิซาร์ด วอริเออร์—–หากนับในหมู่ริสก์ 4 ที่มีเลเวลเทียบเท่า 28 แล้ว เจ้านี่อาจไม่ใช่ตัวที่มีระดับสูงมากมายเท่าไหร่ก็จริง แต่เพราะสเตตัสที่ทุ่มเน้นลงไปกับพลังป้องกันซะมากนี่แหละ ทำให้มันกลายเป็นมอนสเตอร์ชื่อดังที่เหล่านักผจญภัยต่างก็หวาดระแวง  

มีจุดอ่อนตรงที่ความเร็วในการพุ่งทะยานตัวสำหรับใช้ในศึกระยะประชิดนั้นค่อนข้างต่ำ ต่อให้เป็นครอสในตอนนี้ก็ยังพอจะสามารถหลบหลีกได้พ้น……แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่เกราะมันแข็งมากเกินไปนี่แหละ

เวทมนตร์ไม่ได้ผล <<ครอสเคาน์เตอร์>> อันเป็นท่าที่มีพลังทำลายล้างรุนแรงสูงสุดของครอสก็ทำอะไรไม่ได้ อีแบบนี้ไม่ต้องมาพูดกันแล้ว เป็นอย่างที่ลีโอเน่บอกนั่นแหละ หากโจมตีไม่เข้าทำยังไงก็ไม่มีทางชนะ ต่อให้ตุนอาวุธหรือชีวิตไว้มากเท่าไหร่ก็จนปัญญาที่จะได้ชัยมาครอง

 

“ ถ้าอย่างงั้น…….! ”

 

ครอสพลันเบิกดวงตาออกกว้างอย่างแน่วแน่ โดยมีมอนสเตอร์ที่เตรียมพร้อมจะโจมตีระลอกใหม่เข้ามาอยู่ต่อหน้า

ท่ามกลางการต่อสู้รุกรับที่หากโดนเข้าไปทีเดียวก็จบเห่กันอย่างแน่นอน ปากข้างนั้นก็ขยับกล่าวขับขานคำร่ายออกมาอย่างดังกังวาน

 

“ หมู่มวลอากาศที่ห่อหุ้มปกคลุมอยู่ทั่วเอ๋ยเชื่อฟังเราเสีย จงก่อตัวผสานอยู่ในมือข้างนี้ นามนั้นก็คือลมกรรโชก ลูกศรหนึ่งดอกเอยจงปรากฎ วาโยหนึ่งดอกเอยจงผงาด ลมหนาวหนึ่งกำมือเอยจงเผยโฉม ภูตแห่งสายลมเจ้าจงก่อตัว ภายในมือของเราผู้นี้ ไขว่คว้าไว้ซึ่งท้องนภาทั้งมวลกลายมาเป็นกระสุนแห่งเราแล้วปัดเป่ามารศัตรูให้หมดไป——<<วินด์ชู๊ต>> ! ”

 

พิธีเวทที่ต้องใช้เวลานานแสนนานกว่าจะก่อสร้างประกอบเสร็จ

ส่งก้อนมวลอากาศที่มาอัดแน่นอยู่เหนือฝ่ามือให้ดูดเอาฝุ่นทรายและกิ่งไม้เข้าไป ก่อนจะยิงกระแทกอัดเข้าใส่กลางหน้าของไอ้สัตว์ประหลาด

 

“ กู้วววววววววววววววว! ”

 

ได้ผลลัพธ์แบบเกือบๆเมื่อกี้เป๊ะ

เวทมนตร์ที่ต้องใช้เวลามากมายและทุ่มพลังเวทใส่ลงไปพอตัวมันสร้างความเสียหายใดๆแทบไม่ได้ มีแต่จะยิ่งทำให้ร็อกลิซาร์ด วอริเออร์ที่แสบตาพิโรธหนักมากเข้าไปใหญ่ก็เท่านั้น

แต่นั่นแหละคือเป้าหมาย ครอสถอยเว้นระยะห่างนิดๆออกจากไอ้สัตว์ประหลาดที่อาละวาดอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะขยับปากกล่าวคำร่ายออกมาอีกครา คำร่ายที่แตกต่างออกไปจากเมื่อครู่

 

“ สิ่งนั้นคือความคร่ำครวญยามโพล้เพล้ ร่วงหล่นลงสู่ผืนดิน จมดิ่งลงสู่พื้นพิภพ แล้วจงก้มหัวศิโรราบต่อความภูมิใจที่แตกสลาย—– ”

 

นั่นคือศาสตร์ที่ต่างออกไปจากเวทโจมตีโดยสิ้นเชิง

ไม่มีอานุภาพโจมตีโดยตรงแม้แต่นิดเดียว ระยะการใช้งานก็สั้นมาก แต่ข้อดีก็คือระยะเวลาที่จำเป็นต่อการประกอบสร้างขึ้นนั่นมันสั้นกว่าเวทโจมตีพอสมควร……นี่แหละคือเวทระบบพิเศษที่ถูกประยุกต์ให้เหมาะสมต่อศึกระยะประชิด และนามของสกิลที่เผ่ามานพแทบจะไม่มีโอกาสได้ใช้งานกันเลยนั่นก็คือ

 

“ ———สกิลสายมารระดับต่ำ <<การ์ดเอาท์>> ! ”

 

พลันมีอะไรที่ดูคลับคล้ายกับหมอกสีดำพุ่งพวยออกมาจากฝ่ามือของครอสที่กล่าวคำร่ายเสร็จเรียบร้อย

เอฟเฟคก็คือจะทำการลดพลังป้องกันของเป้าหมาย

หมอกสีดำพุ่งชนร่างของร็อกลิซาร์ด วอริเออร์ราวกับจะห่อหุ้มปกคลุมเอาไว้ กัดกร่อนลดหลั่นพลังป้องกันอันเหลือล้นนั่นให้ต่ำต้อยลงมา

 

“ ดีล่ะ เท่านี้ก็…….! ”

 

น่าจะพอตีเข้าได้บ้างนั่นแหละ!

 

“ ก๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา! ”

 

ริสก์ 4 กระทืบเท้าย่ำดินสนั่นพร้อมกับเสียงคำรามที่เปี่ยมล้นไปด้วยความหงุดหงิด พลางเหวี่ยงแขนที่ล่ำเป็นมัดๆอัดเข้ามาใส่

และครอสก็พุ่งทะยานอัดเข้าไปใส่การโจมตีอันแสบเรียบง่ายนั่นด้วยตัวเอง ราวกับคำนวณคาดเดาว่ามันจะต้องสูญเสียความเยือกเย็นแบบนั้นเอาไว้ล่วงหน้าแล้วเลยงั้นแหละ

 

“ <<ครอสเคาน์เตอร์>> ! ”

 

เล็งไปยังลำคอดังเดิมเหมือนเมื่อกี้ การโจมตีอันแสนหนักหน่วงพลันถาโถมคุกคามเข้าใส่สัตว์ประหลาดที่ถูกลดพลังป้องกัน แต่ทว่า——-

 

“ ห้ะ!? ”

 

ผลลัพธ์ที่ได้กลับคล้ายๆเมื่อกี้นี้เลย

ปลายคมดาบพ่ายให้แก่แรงกระแทกจนบิ่นแตก แต่เกล็ดของมอนสเตอร์ก็ยังคงแทบจะไร้แผลเหมือนเคย ฝั่งครอสที่ทำการโจมตีกลับเป็นฝ่ายแสบจี๊ดมือชาไปแทน สภาพไม่เหมือนกับว่าถูกลดพลังป้องกันลงแล้วเลยซักนิดเดียว

 

“ โกหกใช่มั้ยเนี่ย…….!? ”

 

เสียงร้องอย่างตื่นตะลึงพลันหลุดออกมาจากปากของครอส

แต่นี่ก็เป็นผลลัพธ์อันสมควรแล้ว

ไม่ต่างอะไรกับ <<วินด์ชู๊ต>> , <<การ์ดเอาท์>> ที่เพิ่งจะปรากฎขึ้นมาได้หมาดๆนั่นมันยังเป็น Lv1 อยู่เลย

หนำซ้ำสเตตัสพลังเวทพิเศษที่จะช่วยเสริมอานุภาพให้แก่สกิลสายมารก็ยังมีตัวเลขอยู่แค่หลักเดียว

บวกเข้ากับการที่ศัตรูคือ ริสก์ 4 ที่เป็นเลิศในด้านป้องกัน

ต่อให้โดนอัดเข้าจังๆ แต่ท้ายที่สุดแล้ว <<การ์ดเอาท์>> มันก็เป็นแค่สกิลระดับต่ำ ไม่ควรคาดหวังว่าจะช่วยลดหลั่นพลังป้องกันลงมาจนสามารถโจมตีเข้าได้ตั้งแต่แรกแล้ว

ความห่างชั้นของสเตตัสฐานอันไม่อาจต่อกรนั่น ความสิ้นหวังที่ไร้ทางเอาชนะนั่น มันรั้งเหนี่ยวขาของครอสเอาไว้ หัวใจทำท่าเหมือนจะหักโค่นแตกสลาย หวิดจะเชื่อฟังทำตามสัญชาติญาณที่ร้องคำรามลั่นบอกให้หนีเดี๋ยวนี้ ทว่า

 

“ ………ขึก! ถึงอย่างงั้นก็เหอะ…… ”

 

ครอสยิ่งกำดาบในมือแน่นมากขึ้นกว่าเดิม ยกขวัญกำลังใจขึ้นมาโดยการสะบั้นฆ่าหัวใจที่เอาแต่พ่นคำพูดอันแสนอ่อนแอ

 

“ ถึงอย่างงั้นก็เหอะ แต่เรื่องอะไรจะยอมแพ้ล่าววววววววว! ”

 

ทะยานเข้าโจมตี สิ่งที่ริมฝีปากนั่นขับขานก็คือบทกลอนแห่งมารอันเป็นศาสตร์เพียงหนึ่งเดียวที่จะใช้พลิกสถานการณ์นี้ได้

 

“ สิ่งนั้นคือความคร่ำครวญยามโพล้เพล้ ร่วงหล่นลงสู่ผืนดิน จมดิ่งลงสู่พื้นพิภพ แล้วจงก้มหัวศิโรราบต่อความภูมิใจที่แตกสลาย—– <<การ์ดเอาท์>> ! ”

 

หมอกสีดำปรากฎ แต่อมนุษย์ร่างยักษ์ก็พลันพุ่งทะลวงฝ่าม่านหมอกมาถาโถมโจมตีเข้าใส่

ใช้สกิลหลบหลีก ส่วนที่หลบไม่พ้นก็ใช้ดาบปัดป้องเบี่ยงวิถี และที่ถูกร่ำร้องออกมาอีกครานั่นก็คือท่วงทำนองอันงดงามไพเราะ

 

“ ——–ไขว่คว้าไว้ซึ่งท้องนภาทั้งมวลกลายมาเป็นกระสุนแห่งเราแล้วปัดเป่ามารศัตรูให้หมดไป——<<วินด์ชู๊ต>> ! ”

 

ยิงปลดปล่อยก้อนมวลสายลมที่ทุ่มเวลาและพลังเวทลงไปมหาศาล

<<การ์ดเอาท์>> ลดได้แค่พลังป้องกันเท่านั้น ฉะนั้นจึงไม่มีผลกระทบต่อสเตตัสป้องกันเวทซึ่งจะข้องเกี่ยวในกรณีที่โดนโจมตีด้วยเวทมนตร์แต่อย่างใด เพราะเหตุนี้เอง <<วินด์ชู๊ต>> จึงสร้างความเสียหายใดๆไม่ได้เลยแม้แต่น้อยนิด แม้จะส่งพลังเวทจำนวนมากไปเป็นเครื่องบูชายัญแต่ก็ทำได้แค่พรางตาเพียงชั่วครู่เท่านั้น

แต่ก็จำต้องทำแบบนี้ ไม่มีทางอื่นแล้วนอกจากต้องทำแบบนี้

การ์ดเอาท์! การ์ดเอาท์! การ์ดเอาท์!

กระหน่ำยิง อัดสกิลสายมารพุ่งไปใส่ไม่หยุดยั้ง ตรงดิ่งรัวๆเข้าหามอนสเตอร์ที่ผงะอยู่กับที่เนื่องจากแสบตา  

แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าหากร่ายใส่ซ้ำซ้อนเอฟเฟคมันจะยิ่งอ่อน แม้จะไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าพลังป้องกันมันลดลงจริงๆรึเปล่า แต่ก็มุ่งเน้นคิดแต่จะใช้สกิลนี้กระแทกกระทั้นอัดเข้าใส่อย่างเถรตรงอยู่อย่างเดียว

ใช้ <<บัพสมรรถภาพร่างกาย (เล็ก)>> , <<เคลือบแข็งร่างกาย (เล็ก)>> และ <<หลบหลีกฉุกเฉิน>> ปัดป้องหลีกการโจมตี…….ใช้ <<ฟันแหวก>> คุมเชิง…….ใช้ <<วินด์ชู๊ต>> เบิกทางสร้างช่องโหว่ แล้วจึงฟาด <<การ์ดเอาท์>> อัดดังเปรี้ยงเข้าใส่

และในบางครั้งบางคราว พอเชื่อมั่นว่าคราวนี้แหละตีเข้าแน่ ก็จะเอาชีวิตตัวเองเข้าเสี่ยงถลำเข้าไปฟาดเข้าใส่ด้วย <<ครอสเคาน์เตอร์>> …..แต่ก็ไม่วายดาบแหลกเป็นเสี่ยง มือไม้แสบกลับมาทุกครั้ง หัวใจถูกบีบคั้นแทบจะแตกสลายทุกครา

ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ

 

“ อ๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา! ”

 

เอาแต่ทุ่มปล่อยสกิลออกมาไม่หยุดยั้ง ทุ่มสุดตัวปลดปล่อยเต็มกำลัง ต่อให้ไม่เห็นแววว่าจะชนะก็ไม่เป็นไร

เพราะมีสิ่งที่สมควรต้องปกป้องเอาไว้อยู่ เพราะมีฝันที่อยากจะเป็นให้ได้อยู่

เพราะตัดสินใจฆ่าตัวเองที่ทำอะไรไม่ได้นั่นลงไปแล้ว!

แต่ก็แน่นอน <<ไร้อาชีพ>> เลเวล 0 ที่ทำอะไรบ้าระห่ำต่อเนื่องแบบนั้น ไม่มีทางปลอดภัยไร้แผลไปได้ตลอดรอดฝั่งหรอก

 

“ ก๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา! ”

“ ขุ่ก…..!? อ๊าาาากกกกกกกก!? ”

 

ท่ามกลางศึกรุกรับที่ดำเนินต่อเนื่อง การโจมตีพิฆาตที่ปลิดชีพได้ในเปรี้ยงเดียวมันเฉี่ยวไป เท่านั้นแหละร่างกายถูกเป่าลอยปลิวกระเด็น แขนอันล่ำสันที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเกล็ดประดุจหินผามันจ้วงทะลวงผืนดิน เกิดเป็นห่ากรวดหินที่ไม่อาจเลี่ยงถาโถมเข้ามาทารุณครอส

น่วมเละยับเยินในพริบตาเดียว เห็นได้ชัดเจนแจ่มแจ้งเลยว่าผลลัพธ์จะลงเอยอย่างไร

 

“ ฉันบอกแล้วไงล่ะ พูดยังไม่ทันได้ขาดคำเลย…….! ”

 

พอเห็นการต่อสู้ของครอสที่จวนเจียนจะตายแหล่มิตายแหล่นั่นแล้ว จิเซลที่ลากขาถอยเว้นระยะห่างออกมาจากมอนสเตอร์ก็พลันเอ่ยเสียงอันแหบพร่าออกมา

 

“ ไอ้โง่เอ้ย ยิงสกิลมั่วโดยไม่คิดอะไรซะได้…..ทำแบบนั้นเดี๋ยวก็หมดก๊อกหรอกนะเว้ย……! ”

 

เจอเข้ากับการบุกเอาตัวเข้าแลกของครอสที่ดูยังไงก็เป็นการรนหาที่ตายชัดๆนั่นแล้ว จิเซลก็เค้นคำพูดออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว ด้วยน้ำเสียงที่ราวกับว่าจะร้องไห้

ทว่า——สถานการณ์กลับดำเนินเป็นไปในแบบที่ต่างจากความคาดหมายของจิเซล

 

“ มัน…..อะไรกันวะ!? ”

 

แปลกแล้ว ต่อให้ผ่านไปเท่าไหร่แต่เรี่ยวแรงของครอสก็ไม่ลดหลั่นอ่อนเพลียลงเลย

ครอสที่โดนร็อกลิซาร์ด วอริเออร์โจมตีจนอาการบาดเจ็บเพิ่มพูน ย่างเข้าใกล้ความตายขึ้นทุกๆวินาที…..น่าจะเป็นแบบนั้นแท้ๆ แต่การดิ้นกระเสือกกระสนทุรนทุรายดื้อแพ่งของครอสกลับไม่มีท่าทีว่าจะหยุด

ไม่มีวี่แววว่าพลังเวทจะแห้งเหือดหมดก๊อกเลยแม้แต่นิด ผลพวงที่จะทำให้อานุภาพลดต่ำ หรือความเร็วในการเปิดใช้งานลดต่ำ ก็ไม่มีให้เห็นแม้แต่เศษเสี้ยว เผลอๆแล้ว—–

 

“ ……….ฮึก!? ”

 

ยิ่งปลดปล่อยสกิลออกมาเท่าไหร่ อานุภาพมัน ความเร็วมัน ความแม่นยำมัน…..กลับยิ่งเพิ่มพูนสูงมากขึ้น!?

ช่วงแรกๆ จิเซลคิดว่าคงแค่ตาฝาดไปเองเฉยๆ เนื่องจากใกล้ตายแล้ว ความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วก็เลยสร้างภาพมายาเหมือนฝันขึ้นมาผ่านทัศนวิสัยที่พร่ามัวไปหมดด้วยน้ำตา ทว่า

 

“ <<วินด์ชู๊ต>> ! ”

“ ก๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!? ”

 

ยังสร้างความเสียหายไม่ได้ซักนิดเหมือนเคย แต่ว่าเวทลมที่ตลอดจนถึงตอนนี้ทำได้แค่อำพรางตานั้น กลับทำให้ไอ้สัตว์ประหลาดเสียสูญอย่างใหญ่หลวง ต่อให้เบิ่งตามองดูยังไงอานุภาพมันก็รุนแรงมากขึ้นชัดๆ

และที่เติบโตพัฒนาก็ไม่ได้มีแค่เวทมนตร์ ที่เห็นเหมือนว่าการเคลื่อนไหวของครอสซึ่งน่าจะบาดเจ็บจนยับเยินไปหมดนั่นมันดูรวดเร็วมากขึ้นกว่าเดิมอีกนี่….คงเป็นเพราะอานุภาพของสกิลบัพร่างกายเพิ่มสูงมากขึ้นละมั้ง

เป็นปรากฎการณ์ที่ต่อให้คิดยังไงก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ สกิลมันไม่ใช่อะไรที่จะพัฒนาเติบโตได้รวดเร็วขนาดนั้นซะหน่อย ต่อให้บอกว่าหากอยู่ในสถานการณ์คับขันแล้วจะโตเร็ว แต่มันก็สมควรต้องมีขอบเขตขีดจำกัดกันบ้างแหละ

แต่นี่มัน……ไอ้เจ้าความเป็นจริงที่กำลังบังเกิดอยู่ต่อหน้าต่อตานี่มัน…….

 

“ นะ นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นน่ะ……!? ”

 

 

คำกล่าวเสียงค่อยของจิเซล พลันถูกเสียงกู่ก้องคำรามและเสียงการต่อสู้อันดุเดือดกลบมิดหมด

เหล่าอาจารย์หญิงสุดแกร่งที่อยากจะให้ผมเทพเค้าตีกันเรื่องแนวทางการฝึกจนวอดวายหมดแล้วเนี่ย

เหล่าอาจารย์หญิงสุดแกร่งที่อยากจะให้ผมเทพเค้าตีกันเรื่องแนวทางการฝึกจนวอดวายหมดแล้วเนี่ย

เหล่าอาจารย์หญิงสุดแกร่งที่อยากจะให้ผมเทพเค้าตีกันเรื่องแนวทางการฝึกจนวอดวายหมดแล้วเนี่ย
Status: Ongoing
อ่านนิยายเหล่าอาจารย์หญิงสุดแกร่งที่อยากจะให้ผมเทพเค้าตีกันเรื่องแนวทางการฝึกจนวอดวายหมดแล้วเนี่ยกาลครั้งนึงแต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเมื่อไหร่ ได้มีวีรสตรี 3 คนที่ถูกกล่าวขานล่ำลือกันว่าเป็นตัวตนผู้แข็งแกร่งทรงพลังมากที่สุดในโลกอยู่ครับ ความแข็งแกร่งของพวกเธอนั้นเรียกได้ว่าเป็นระดับเหนือมนุษย์เลยเชียว คนนึงสามารถต่อยขุนเขาให้แหลกกระจุยได้ด้วยหมัดเปล่า คนนึงสามารถเป่าร่างของพลทหารนับหมื่นนายให้ลอยปลิวหายไปได้ด้วยการโจมตีจากเวทมนตร์เพียงครั้งเดียว ส่วนอีกคนก็เป็นหญิงพิลึกพิลั่นที่เอาเวทฟื้นฟูกับเวทสนับสนุนมาใช้ฆ่าคนได้ เลยกลายเป็นตัวตนที่ถูกหวาดกลัวไปตามระเบียบ แค่เพียงคนเดียวก็โหดพอจะทำให้ประเทศหนึ่งถึงการล่มสลายได้อย่างง่ายดายแล้ว ยิ่งถ้าเหล่าวีรสตรี 3 คนนั้นมาสุมหัวรวมตัวไปไหนมาไหนด้วยกันแล้วนี่คงอาจต้องเรียกว่าเป็นภัยพิบัติเดินได้ การหวนคืนชีพของเทพมาร หรือในบางพื้นที่ก็อาจจะระบุตัวตนของพวกเธอเป็นเทพผู้ชั่วร้ายกันเลยก็เป็นได้…..หากอาศัยใช้งานความแข็งแกร่งนั่นซะอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอะไรต่อมิอะไรก็คงบันดาลให้เป็นดั่งที่ใจพวกเธอต้องการได้เกือบทั้งหมดเลยกระมัง แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีสิ่งที่แม้แต่สามคนนั้นเอง ก็ยังไม่อาจได้มาครอบครองอยู่ครับ

Comment

Options

not work with dark mode
Reset