เหล่าอาจารย์หญิงสุดแกร่งที่อยากจะให้ผมเทพเค้าตีกันเรื่องแนวทางการฝึกจนวอดวายหมดแล้วเนี่ย – ตอนที่ 82 บทส่งท้าย (จบเล่ม 3)

 

 

“““ …… ”””

 

หลายวันให้หลังจากเช้าที่ศิษย์รักได้เบ๊ซึ่งเก่งกาจในระดับนึงมาตามติดต้อยๆ

เหล่านักผจญภัยที่แกร่งสุดในโลกต่างนั่งล้อมรอบโต๊ะ กำลังจ้องมองลงมายังสเตตัสเพลทใบนึงด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดจริงจัง

การตรวจเช็คระดับการเติบโตของครอส ที่เกือบๆกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วนั่นเอง

 

 

ประวัติการเติบโตของสกิลในระยะนี้  

 

<<บัฟกำลังดาบระดับกลาง Lv4>>   ——->   <<บัฟกำลังดาบระดับกลาง Lv7>>

<<บัฟสมรรถภาพร่างกาย (กลาง) Lv12>>  ——->  <<บัฟสมรรถภาพร่างกาย (กลาง) Lv16>>

<<เคลือบแข็งร่างกาย (กลาง) Lv3>>  ——->  <<เคลือบแข็งร่างกาย (กลาง) Lv4>>

<<หลบหลีกฉุกเฉิน II Lv12>>   ——->   <<หลบหลีกฉุกเฉิน II Lv14>>

<<ครอสเคาน์เตอร์ระดับกลาง Lv3>>   ——->   <<ครอสเคาน์เตอร์ระดับกลาง Lv9>>

<<ฟื้นฟูแผลฉกรรรจ์อัตโนมัติ Lv8>>  ——->  <<ฟื้นฟูแผลฉกรรรจ์อัตโนมัติ Lv10>>

<<ลดหลั่นความเจ็บปวด Lv8>>  ——->  <<ลดหลั่นความเจ็บปวด II Lv1>>

<<ทริปเปิลวินด์แลนซ์ Lv5>>   ——->   <<ทริปเปิลวินด์แลนซ์ Lv7>>

<<ทะยานหุ้มวายุ Lv3>>   ——->   <<ทะยานหุ้มวายุ Lv5>>

<<อีจิสช็อต Lv1>>   ——->   <<อีจิสช็อต Lv4>>

 

 

สกิลปรากฎใหม่

<<ปิดกั้นกลิ่นอาย Lv1>>

<<เสริมความคล่องแคล่ว Lv1  (+7)>>

 

 

แม้จะเป็นผลลัพธ์จากการวางแผนแบบกึ่งๆหลอกลวงด้วยลูกไม้ตุกติก แต่ก็โค่นล้ม <<นักดาบประกายแสงระดับสูง>> เลเวล 50 ได้ในท้ายที่สุดของศึกเป็นตายเลยเชียว ……ว่าที่คนรักในอนาคตจะต้องเติบโตได้มากพอตัวเลยเป็นแน่ และก็เป็นไปตามความคาดหวังดังกล่าวของพวกลีโอเน่ ครอสได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดภายในศึกครั้งนั้นจริงๆซะด้วย

สกิลสายธีฟ (จอมโจร) ที่ให้หน่วยลอบสังหารมาช่วยสอนในฐานะครูสอนชั่วคราว และสกิลเสริมสเตตัสแบบใหม่ที่พ่วงมาด้วยก็ได้ปรากฎขึ้นมาอย่างรวดเร็ว นับว่าการฝึกสอนเป็นไปได้อย่างราบรื่นสุดขีด

ตรงนี้ถือเป็นผลลัพธ์ที่พวกลีโอเน่ไม่ได้อึ้งมากมายอะไรหรอกนะ ทว่า……

 

“ เฮ้ยเฮ้ยเฮ้ยเฮ้ย…… ”

 

ตัวอักษรพร่ามัวที่ปรากฎขึ้นมาใหม่ตรงหางแถวของช่องสกิลนั่น ก็ทำให้พวกลีโอเน่อึ้งจนถึงกับแทบอับจนคำพูดไปเลย

 

 

เอเรอร์สกิล

<<อนาเธอร์สเตตัส Lv1>>

เสริมกำลัง +130

เสริมป้องกัน +150

เสริมป้องกันเวท + 50

เสริมความว่องไว +180

เสริมพลังเวทพิเศษ +160

เสริมพลังเวทโจมตี +120

เสริมพลังเวทแปรรูป +40

เสริมความคล่องแคล่ว +40

 

 

 

ที่ถูกแสดงอยู่ตรงนั้น ก็คือเอเรอร์สกิลตัวใหม่ที่โผล่ต่อขึ้นมาจาก <<อีจิสช็อต>>

สกิลเสริมสเตตัสแต่ละประเภทที่ตามเดิมแล้วไม่น่าจะสามารถถือครองพร้อมกันได้นั่น มันผสมผสานรวมตัวกันจนปรากฎได้ออกมาเป็นเอ็กตร้าสกิลแบบพิเศษสุดขั้ว

ลูด์มิร่าจ้องเขม็งไปยังข้อมูลที่ถูกแสดง พลางอ้าปากพูดออกมา

 

“ ……เอ็กตร้าสกิลคือผลจากการที่สกิลหลากหลายตัวผสมผสานรวมกันจนได้ออกมาเป็นสกิลอันทรงพลัง อานุภาพนั้นจะสูงส่งยิ่งกว่าในตอนที่ใช้สกิลซึ่งเป็นฐานออกมาทีเดียวพร้อมกันมากมายหลายเท่า และก็มีแนวโน้มว่าหากมีจำนวนสกิลที่เป็นฐานเยอะมากเท่าไหร่ ฤทธิ์ของเอ็กตร้าสกิลดังกล่าวก็จะยิ่งทรงอำนาจสูงส่งมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ”

 

แล้วก็……ลูด์มิร่ากล่าวพลางชี้นิ้วไปยังสเตตัสเพลท

 

“ ดูเหมือนว่าเจ้า <<อนาเธอร์สเตตัส>> นี่ จะเป็นสิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากการผสมผสานรวมกันของสกิลเสริมถึง 8 ตัวเลยน่ะ ”

 

การผสมกันของสกิล 8 ตัว—— หากคิดจากที่ <<ครอสเคาน์เตอร์ระดับกลาง>> อันเป็นไพ่ตายของครอสนั้นถือกำเนิดขึ้นมาจากการผสมกันของสกิลเพียงแค่ 2 ตัว, และ <<อีจิสช็อต>> ที่เป็นเอเรอร์สกิลเหมือนกันก็ถือกำเนิดขึ้นมาจากการผสมของสกิล 3 ตัวแล้ว……ก็จะเห็นได้ว่าไอ้เจ้าการผสมกันของสกิลถึง 8 ตัวนี่มันพิลึกผ่าเหล่าไปสุดขั้วเลยทีเดียว

หนำซ้ำในตอนนี้ ครอสยังได้ดื่มยาสูตรลับฝีมือลูด์มิร่าที่มีสรรพคุณช่วยบัฟสกิลเสริมนั่นอยู่ทุกวันเลยอีกต่างหาก สเตตัสของเขาจะยืดขยายเติบโตไปได้มากถึงขนาดไหนเลยเชียว……แม้แต่เหล่านักผจญภัยระดับ S ที่มากล้นประสบการณ์ก็ไม่อาจจะประเมินได้เลยซักนิด

 

“ เอเรอร์สกิลเนี่ยมันก็เติบโตค่อนข้างช้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้วว~ แถมถ้าเอาสกิล 8 ตัวมาผสมรวมกันอีกนี่ก็คงจะโตช้ามากๆเลยก็จริงหรอกก~ แต่ถึงอย่างนั้นก็ถือเป็นสมรรถภาพที่ยอดเยี่ยมมากๆไปเลยเน้ออ ”

 

ตอที่เป็นอุปสรรคในการฝึกสอนครอส ก็คือจุดที่สเตตัสไม่อาจเติบโตจนต้องถัวคืนด้วยสกิลเสริมนี่แหละ  ถึงแม้จะสามารถเรียนสกิลของ <<คลาส>> ทั้งหมดได้ก็ตามที แต่ก็คงจะต้องเจอกับทางตันเข้าในซักวัน แล้วคงมีความจำเป็นต้องพึ่งพาศาสตร์ต้องห้ามหรือวิชาเร้นลับขึ้นมาอย่างไม่อาจเลี่ยง นั่นแหละคือสิ่งที่พวกเธอได้คิดเอาไว้

แต่ถ้าเอเรอร์สกิลตัวนี้มันพัฒนาเติบโตต่อไปได้อย่างราบรื่น……ก็จะไม่มีใครสามารถหยั่งประมาณได้อีกแล้วว่าครอสจะเติบโตไปได้มากมายถึงขนาดไหน

พอถูกแสดงศักยภาพเช่นนั้นของครอสให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้ว สิ่งที่พวกเธอคิดขึ้นมาก็มีเพียงแค่อย่างเดียว

 

(((เริ่มหาทางกระทืบอีนังพวกนี้ให้เละแล้วแย่งครอสมาครองแต่เพียงผู้เดียวแบบจริงจังซะทีดีกว่ามั้ง……)))

 

เหล่านักผจญภัยสุดแกร่งของโลกต่างเริ่มต้นวางแผนการกลยุทธ์แบบค่อนข้างจริงจังอยู่เบื้องหลังรอยยิ้ม จ้องหมายปองจะแก่งแย่งตัวครอสมาจากอีพวกศัตรูหัวใจที่ยิ่งใหญ่ซึ่งนั่งอยู่เบื้องหน้า

 

——โดยไม่ได้รับรู้เลย ว่ามีบุคคลซึ่งไม่คาดคิดกำลังแอบซุ่มรุกเข้าใส่ศิษย์รักอยู่

 

 

 

 

“ กลายเป็นเรื่องใหญ่เข้าซะแล้วสิน้า ”

 

ยามบ่ายในหลายวันให้หลังจากการประลอง

ผมที่กำลังเดินตรงไปยังกระดานข่าวเพื่อตรวจสอบเวลาคาบเรียนใหม่ของโรงเรียนนักผจญภัยที่จะเริ่มเปิดทำการเรียนการสอนอย่างจริงจังอีกครั้งในวันพรุ่งนี้เป็นต้นไปนั้น พลันถอนหายใจเบาๆออกมา

 

“ ตั้งแต่วันนั้นมาคุณกิมเล็ตเขาก็เป็นแบบนั้นตลอดเลยอีก……เพราะงั้นแหละกลุ่มเด็กกำพร้ากับคุณกิมเล็ตก็เลยถูกแต่งตั้งให้กลายเป็นพรรคอาราเกาท์อะไรนั่นไปด้วยเฉยเลย ”

 

พอส่งสายตาลงมายังหนังสือพิมพ์ที่ถือในมือ ก็พบประโยคพาดหัวที่กำลังบรรยายด้วยถ้อยคำตื่นตาตื่นใจว่าผมที่เป็น <<ไร้อาชีพ>> ได้ถล่มฉุดตัวขุนนางแล้วก่อตั้งพรรคขุมกำลังใหม่ขึ้นมาแหละ

เอ้อ แต่ก็ไม่ได้ผิดหรอกนี่นะ

ผมเข้าท้าประลองในฐานะตัวแทนของกลุ่มเด็กกำพร้า แล้วจึงดึงตัวอันดับที่ 4 ออกมาจากพรรคขุนนางใหญ่โตจริงๆนั่นแหละ ต่อให้ผมจะว่าแบบไหนยังไง แต่ก็สมควรแล้วล่ะที่คนเค้าจะเห็นว่าเป็นการก่อตั้งขุมกำลังใหม่ขึ้นมา

ก็ไม่อยากจะให้เอาไปเมาท์คุยกันแซ่ดไปทั่วหรอกนะ……แต่พอคิดว่าเท่านี้พวกจิเซลก็คงจะถูกดูหมิ่นหรือถูกหาเรื่องแบบแปลกๆน้อยครั้งลงแล้ว ก็คงทำได้แค่ต้องยอมอดทนเท่านั้น

 

“ แล้วก็ ถึงจะน่ากลุ้มใจ แต่ก็ได้สิ่งตอบแทนกลับมาพอสมควรเลยด้วยนี่นะ ”

 

ผมเก็บหนังสือพิมพ์ แล้วจึงหยิบสเตตัสเพลทของตนเองออกมาแทน

ที่ถูกแสดงอยู่ตรงนั้น ก็คือสกิลต่างๆที่เติบโตขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ผ่านการก้าวข้ามการประลอง

ในบรรดานั้น ก็มี <<อนาเธอร์สเตตัส>> ซึ่งเป็นเอเรอร์สกิลที่ปรากฎขึ้นมาใหม่นี่แหละที่พวกคุณลีโอเน่เค้าชื่นชอบถูกใจกันมากๆ ถูกพวกเค้าชมซะยกใหญ่จนแค่หวนนึกถึงขึ้นมาก็อายไปหมดแล้วเนี่ย

พูดกันตามจริงแล้ว เอเรอร์สกิลที่ผสมสกิลตั้ง 8 ตัวเข้าด้วยกันมันก็มีอานุภาพอยู่ในระดับที่ไม่ว่าใครก็มิอาจล่วงรู้ พอคิดว่าหลังจากนี้จะเติบโตไปได้ถึงขนาดไหนแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาตั้งแต่ตอนนี้เลย

 

“ พวกอาจารย์เค้าสุดยอดจริงๆนั่นแหละน้า ”

 

ที่ <<ไร้อาชีพ>> อย่างผมสามารถมาไกลยันถึงตรงนี้ได้นี่ ต้องเป็นเพราะพวกคุณลีโอเน่ไม่ผิดแน่ๆล่ะ

 

“ ต้องพยายามไปแบบนี้ให้ได้เรื่อยๆเลย เพื่อที่ซักวันจะได้สามารถตอบแทนบุญคุณของพวกคุณลีโอเน่……เพื่อที่ซักวันจะได้เป็นนักผจญภัยที่เหมือนกับเค้าคนนั้นที่ผมหลงใหล……! ”

 

และ เป็นในจังหวะที่ก้าวเดินไปด้วยฝีเท้าเบาหวิวพร้อมความซาบซึ้งต่อพวกอาจารย์และความมุ่งมั่นที่ลุกโชนขึ้นมาใหม่นั่นเอง

 

“ อ๊ะ……อยู่นั่นเอง ”

“ เอ๊ะ? เหวอ!? ”

 

มันเกิดขึ้นเร็วมาก

ในพริบตาที่เหมือนได้ยินเสียงไพเราะน่ารัก ร่างของผมก็ถูกฉุดเข้าไปยังตรอกถนนเปลี่ยวผู้คนโดยไม่มีเวลาให้ได้ต่อต้านขัดขืนเลย

เอ๊ะ สัมผัสนี้อย่าบอกนะว่า!? พอผมตกตะลึงอยู่แบบนั้น——ก็นั่นปะไรใช่จริงๆด้วย

 

“ เอ่อ คือว่า……ไม่เจอกันนานเลยนะ…… ”

“ ขะ คุณเอลิเซีย!? ”

 

นักผจญภัยที่ผมหลงใหลและเพิ่งจะคิดถึงอยู่แหม่บๆ——ผู้สืบสายเลือดของผู้กล้า คุณเอลิเซีย ราฟาแกลิออนเค้าปรากฎขึ้นมาต่อหน้าผมอย่างกะทันหัน จนทำเอาผมเผลอหลุดร้องออกมาด้วยเสียงแปลกๆเลย

 

(เอ๊ะ เอ๊ะ ทำไมจู่ๆคุณเอลิเซียถึงได้……!?)

 

การคุกคามของผู้หญิงที่หลงใหล หนำซ้ำยังเป็นคุณเอลิเซียที่ถือครองความงดงามประหนึ่งดาบอันเลอค่าที่ถูกลับคมจนถึงขีดสุดนั่น ได้ทำให้ผมแตกตื่นเป็นงงอย่างยิ่งใหญ่เลยเชียวล่ะ

ตอนเจอกันครั้งก่อนนี่ก็พูดคุยกันได้แบบค่อนข้างปกติหรอก……แต่นั่นมันก็คือเรื่องเมื่อตั้งหนึ่งเดือนกว่ามาแล้ว

ผมลืมสนิทไปเลยว่าควรจะเข้าหาพูดคุยกับคุณเอลิเซียแบบไหนยังไงดี และพอกำลังทำหน้าแดงแจ๋ร้อง “อะหวาหวา” อยู่แบบนั้นปุ๊บ

 

“ ความจริงแล้ว……คือว่า มีเรื่องที่อยากจะถามเธอให้ได้อยู่น่ะ…… ”

“ เอ๊ะ? ”

 

ไม่รู้ทำไม แต่ท่าทางของคุณเอลิเซียดูแปลกๆไปชอบกล

คุณเอลิเซียที่มักจะทำหน้านิ่งอ่านใจไม่ออกและมีบรรยากาศห่างเหินห่อหุ้มอยู่รอบตัวคนนั้น เค้ากำลังกลิ้งดวงตาเลิ่กลั่กไปมาด้วยท่าทางอยู่ไม่สุขพิลึก

แล้วพอคิดแบบนั้น คุณเอลิเซียเค้าก็กล่าวออกมาดั่งกับตัดสินใจเด็ดขาด

 

“ ได้ยินแล้วล่ะ ว่าเธอโค่นทายาทของตระกูลริชมอนด์กับตระกูลวอลเดรียลงได้อย่างต่อเนื่อง……และถึงแม้จะเป็นสามัญชน แต่ก็ถึงกับก่อตั้งขุมกำลังที่มีขุนนางคอยรับใช้ขึ้นมาได้เลยด้วยสินะ……? นี่น่ะ คือว่า แค่อยากจะรู้ว่าใช่ไหมรึเปล่าน่ะ…… ”

 

และแล้วคุณเอลิเซียก็ทำหน้าแดงเรื่อขึ้นมานิดๆ ก่อนจะพูดออกมาแบบนี้ด้วยเสียงแผ่วแทบไม่ได้ยิน

 

“ หรือว่าเธอจะกำลังจ้องตำแหน่งคู่ชีวิตของผู้กล้า……จ้องตำแหน่งคุณสามีของฉัน…….อยู่รึเปล่า? ”

“ …………………………………………เห๊ะ? ”

 

สุดจะเชื่อมากเหลือเกิน จนหัวของผมหยุดทำงานไปโดยสมบูรณ์เลย

 

 

ใช่แล้ว

ผมที่มัวคิดแต่จะใช้การประลองเพื่อบีบให้หยุดการกลั่นแกล้งนั้น ได้เผลอลืมไปซะสนิทใจเลย

ว่าภายในเมืองนี้ในเวลานี้ การที่ชายหนุ่มได้สร้างชื่อเสียงของตนให้ดังกระหึ่มขึ้นมานั่น มันมีความหมายว่าอะไร

 

<<จบเล่ม 3>>  

 

 

สวัสดีครับ จบเล่มแล้วก็มาพิมพ์ลงท้ายไว้หน่อย ผมคนแปลเรื่องนี้ครับ

ภาพประกอบเอลิเซียจังฉากสุดท้ายนี่โคตรงานดีย์ นางเอกหลักจริงๆด้วยสินะ……? พวกอาจารย์นั่นคือบอสสุดท้ายสินะ……? (มั่ว) จะยังไงก็ดีรออ่านเล่ม 4 ต่อเลยครับ น่าจะช่วงเกือบกลางๆปีหน้าเลยละมั้งครับ…….เพราะตอนนี้อาจารย์คนแต่งแกกำลังยุ่งเขียนจิ้มถึงสวรรค์ 9 อยู่ ก็รอกันไป

แล้วก็ เรื่องอาจารย์หญิงสุดแกร่งของครอสคุงฯ นี่มีทำฉบับมังงะแล้วนะครับ! แม้จะตัดเนื้อหาไปเยอะมาก (ตัดเนื้อหาฝั่งครอสคุงในบทแรกเล่มแรกทั้งดุ้น) แต่โดยรวมแล้วถือว่าทำดีเลยทีเดียว แนะนำให้ลองหาอ่านดู ที่สำคัญคือภาพโคตรงาม สามอาจารย์ฉบับมังงะสุดงามมาก อิจฉาครอสคุงโว้ย! (หลุด) 

 

เหล่าอาจารย์หญิงสุดแกร่งที่อยากจะให้ผมเทพเค้าตีกันเรื่องแนวทางการฝึกจนวอดวายหมดแล้วเนี่ย

เหล่าอาจารย์หญิงสุดแกร่งที่อยากจะให้ผมเทพเค้าตีกันเรื่องแนวทางการฝึกจนวอดวายหมดแล้วเนี่ย

เหล่าอาจารย์หญิงสุดแกร่งที่อยากจะให้ผมเทพเค้าตีกันเรื่องแนวทางการฝึกจนวอดวายหมดแล้วเนี่ย
Status: Ongoing
อ่านนิยายเหล่าอาจารย์หญิงสุดแกร่งที่อยากจะให้ผมเทพเค้าตีกันเรื่องแนวทางการฝึกจนวอดวายหมดแล้วเนี่ยกาลครั้งนึงแต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเมื่อไหร่ ได้มีวีรสตรี 3 คนที่ถูกกล่าวขานล่ำลือกันว่าเป็นตัวตนผู้แข็งแกร่งทรงพลังมากที่สุดในโลกอยู่ครับ ความแข็งแกร่งของพวกเธอนั้นเรียกได้ว่าเป็นระดับเหนือมนุษย์เลยเชียว คนนึงสามารถต่อยขุนเขาให้แหลกกระจุยได้ด้วยหมัดเปล่า คนนึงสามารถเป่าร่างของพลทหารนับหมื่นนายให้ลอยปลิวหายไปได้ด้วยการโจมตีจากเวทมนตร์เพียงครั้งเดียว ส่วนอีกคนก็เป็นหญิงพิลึกพิลั่นที่เอาเวทฟื้นฟูกับเวทสนับสนุนมาใช้ฆ่าคนได้ เลยกลายเป็นตัวตนที่ถูกหวาดกลัวไปตามระเบียบ แค่เพียงคนเดียวก็โหดพอจะทำให้ประเทศหนึ่งถึงการล่มสลายได้อย่างง่ายดายแล้ว ยิ่งถ้าเหล่าวีรสตรี 3 คนนั้นมาสุมหัวรวมตัวไปไหนมาไหนด้วยกันแล้วนี่คงอาจต้องเรียกว่าเป็นภัยพิบัติเดินได้ การหวนคืนชีพของเทพมาร หรือในบางพื้นที่ก็อาจจะระบุตัวตนของพวกเธอเป็นเทพผู้ชั่วร้ายกันเลยก็เป็นได้…..หากอาศัยใช้งานความแข็งแกร่งนั่นซะอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอะไรต่อมิอะไรก็คงบันดาลให้เป็นดั่งที่ใจพวกเธอต้องการได้เกือบทั้งหมดเลยกระมัง แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีสิ่งที่แม้แต่สามคนนั้นเอง ก็ยังไม่อาจได้มาครอบครองอยู่ครับ

Comment

Options

not work with dark mode
Reset