แฟนผมกลายเป็นซอมบี้ – ตอนที่ 991 เสียง

“แอ๊ดด…” เมื่ออวี๋ซือหรานก้าวเข้าไป ประตูโกดังก็ค่อยๆ ปิดลงอีกครั้ง เหลือไว้เพียงร้านเสื้อผ้าอันว่างเปล่า และเสื้อสองตัวนั้นที่ถูกทิ้งไว้บนพื้น…

ขณะเดียวกันนั้น อวี่เหวินซวนทำเสียง “ชู่ว” เป็นสัญญาณให้หลิงม่อกับสวี่ซูหานเงียบ

“มีความเคลื่อนไหว!” หลายวินาทีผ่านไป อวี่เหวินซวนจึงพูดขึ้นเสียงเบา

ขณะที่เขาพูด มีเสียงเบาหวิวดังมาจากความมืดรางๆ เขารีบหุบปาก และก้าวเดินไปยังทิศที่เสียงดังมาอย่างเงียบเชียบ จากนั้นก็เงี่ยหูฟังอย่างละเอียด เนื่องจากได้รับผลกระทบจากไอหมอกมืด เสียงนี้จึงฟังดูเลือนรางมาก กระทั่งทำให้คนรู้สึกเหมือนอยู่ห่างไกลมาก

แต่มันลอยมาถึงหูพวกเขาได้ ก็แสดงว่าไม่น่าจะอยู่ไกลเกินไปถึงจะถูก…เพียงแต่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่โล่งกว้างอย่างนี้ การจะระบุแหล่งกำเนิดเสียงอย่างแม่นยำไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย

“ไม่เหมือนเสียงที่สัตว์ประหลาดร้องออกมา…” สวี่ซูหานพูดเสียงเบา

เสียงนั้นเงียบหายไปแล้ว คำนวณจากเวลา มันดังไม่ถึงสองวินาทีเท่านั้น

ขณะที่พูด สวี่ซูหานหันไปมองหน้าอวี่เหวินซวนอย่างแปลกใจ

ทำไมเขาถึงตอบสนองได้เร็วกว่าเธออีกล่ะ?

หรือว่า…อวี่เหวินซวนคนนี้…เป็นตัวปลอมอีกแล้วหรอ!

ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!

แต่ดูจากการปฏิกิริยาของหลิงม่อ ก็ดูเหมือนไม่น่าจะใช่…

“หรือว่าการตอบสนองของคนคนนี้จะค่อนข้างว่องไว?” สวี่ซูหานคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ

และตอนนี้อวี่เหวินซวนก็เริ่มพูดอีกครั้ง “ไม่แน่ว่าอาจเป็นสัตว์ประหลาดตัวใหม่…สัตว์ประหลาดแต่ละตัวมีเสียงที่ต่างกัน จุดนี้น่าจะเข้าใจได้ไม่ยากใช่ไหม? อุวะฮ่าฮ่า…”

“ฟังออกหรือยังว่าเสียงดังมาจากทิศไหน?” หลิงม่อพูดแทรกเขาทันที

“เฟิ่ง…อวี่เหวินซวนนายฟังไม่ออกหรอ?” สวี่ซูหานถามโดยอัตโนมัติ

ทว่าพอถามออกไปเธอก็นึกเสียใจทันที…อวี่เหวินซวนจะคิดยังไงเธอไม่รู้ แต่หลิงม่อต้องรู้แน่ว่าเธอถามอย่างนี้หมายความว่าไง ซอมบี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ตรงไปตรงมาเกินไปจริงๆ! สัญชาตญาณอย่างนี้มันเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้แล้ว!

ไม่เหมือนกับหลิงม่อ สวี่ซูหานยังคงหลาบจำกับเรื่องที่เกิดก่อนหน้านี้ ถึงแม้ไม่เห็นหลิงม่อสงสัยอะไร แต่บางครั้งเธอก็ยังอดนึกถึงเรื่องน่ากลัวไม่ได้…

อวี่เหวินซวนตอบกลับมาอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวตามคาด “เรื่องนี้ฉันไม่มีความสามารถพอ ฉันเป็นผู้มีพลังธาตุ ที่นี่มีไอหมอกมืด หากมีคลื่นพลังปรากฏฉันสามารถสัมผัสได้เล็กน้อย แต่ถ้าจะให้ระบุแหล่งกำเนิดเสียงอย่างชัดเจน ฉันทำไม่ได้หรอก แล้วเธอล่ะ ได้ยินหรือเปล่า?”

“อา…ฉันก็…” สวี่ซูหานเก้อเขินเล็กน้อย ควรเชื่อใจหลิงม่อตามคาด…

เธอพูดอย่างไม่ค่อยมั่นใจ “ฉันฟังออกแค่ทิศทางคร่าวๆ…เดาว่า น่าจะต้องเดินลึกเข้าไปอีกระยะหนึ่งนะ ส่วนเรื่องอื่น ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน”

พูดถึงตรงนี้ เธอก็พูดเสริมอย่างลนลาน “หลิงม่อ นายคงไม่ได้คิด…”

“ใช่ พวกเราจะไปดูกัน” หลิงม่อพยักหน้าบอก

“ฉันกะแล้วเชียว…” สวี่ซูหานจนใจ

พวกเขาตามหาเสื้อผ้า และสำรวจรอบๆ มาตลอดทาง แน่นอนว่าไม่กล้าไปยังจุดที่สัตว์ประหลาดตัวนั้นอยู่ แต่ตอนนี้มีเสียงดังขึ้นมาใหม่ พวกเขาย่อมต้องคว้าโอกาสเข้าไปสำรวจดู ความเปลี่ยนแปลงหมายถึงโอกาส และอาจหมายถึงฮันตรายที่ร้ายแรงกว่าก็ได้ ต้องบอกว่าสวี่ซูหานที่ยังคงหลงเหลือความรู้สึกกลัวไว้ ดูขี้กลัวกับเรื่องอย่างนี้มากกว่าตอนที่ยังเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ

อาจเป็นเพราะประสาทสัมผัสว่องไวกว่าเดิมล่ะมั้ง? ตอนเป็นคน ถือว่าผุ้ไม่รู้ย่อมไม่กลัว…

เมื่อกี้ตอนที่เสียงนั้นดังขึ้น นอกจากเงี่ยหูฟังแล้ว  อยู่ๆ เธอยังเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นมาอีกอย่างด้วย เหมือนมีอะไรบางอย่างโผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหันในห้องขนาดใหญ่ห้องหนึ่ง ถึงแม้มองไม่เห็น แต่ด้วยสัญชาตญาณ เธอสัมผัสได้ถึงความอันตรายเลือนราง

เพียงแต่ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นฉับพลัน หายไปก็ฉับพลันเช่นกัน มีไอหมอกมืดเหล่านี้อยู่ ไม่ว่าสิ่งใดล้วนถูกกั้นขวางออกไปโดยเร็ว ใครจะรู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างในนี้บ้าง? ไม่แน่ว่าหากเดินหน้าไปอีกไม่กี่ก้าว อาจเจอสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้นก็ได้

ดังนั้นหลังครุ่นคิด สวี่ซูหานจึงข่มกลั้นความรู้สึกเลือนรางนี้ไว้

รอให้มั่นใจแล้วค่อยบอกแล้วกัน ถ้าไม่งั้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมอย่างนี้ พูดออกมาก็มีแต่จะเพิ่มความกดดันเท่านั้น…

“แต่สองคนนี้จะรู้สึกกดดันกับเขาเป็นจริงๆ น่ะหรอ?” สวี่ซูหานอดสงสัยไม่ได้

“ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปกัน” อวี่เหวินซวนพูดอย่างตื่นเต้น

“ผู้ประกาศข่าวสวี่…” หลิงม่ออ้าปากเรียกเธอ

สวี่ซูหานได้แต่ถอนหายใจ “ตามฉันมา”

เพิ่งจะสิ้นเสียงพูด เธอก็รู้สึกเหมือนตรงเอวมีบางสิ่งเพิ่มขึ้นมา พอลูบดู กลับไม่รู้สึกถึงสิ่งใด

หลังจากลอบตกใจกับตัวเองเงียบๆ เธอก็เงยหน้ามองหลิงม่ออย่างตกตะลึง พบว่าเขากำลังเดินมาทางตัวเองช้าๆ

“พลังจิตของเขาสินะ ทำไมเหมือนเชือกจริงๆ เลยล่ะ…”

อวี่เหวินซวนเดินตามหลิงม่อมาติดๆ ไม่ต้องเดาก็รู้ ว่าเขาเองก็ถูกหลิงม่อใช้พลังจิตลากมาเหมือนกัน

ทั้งสามเหมือนกำลังปีนภูเขาหิมะก็ไม่ปาน ต่างผูกตัวติดกันและพากันเดินไปยังแหล่งกำเนิดเสียง

สวี่ซูหานที่รับหน้าที่นำทางย่อมรู้สึกกดดันเป็นพิเศษ แต่เธอก็รู้ดี ว่าหลิงม่อที่อยู่ตรงกลางต่างหากคือคนที่กังวลที่สุด

เขาอยู่ตรงกลาง แต่กลับต้องรับผิดชอบทั้งหน้าหลัง ไม่ว่าเธอหรืออวี่เหวินซวนถูกโจมตี หลิงม่อล้วนได้รับผลกระทบไปด้วย ทว่ามีพลังจิตอยู่ หนึ่งเขาสามารถสัมผัสรู้ได้ในทันที สองเขาสามารถดึงตัวพวกเขาเพื่อเตรียมรับมือได้อย่างทันท่วงที นอกจากเดินตามสะดวกแล้ว นี่อาจเป็นเหตุผลที่แท้จริงที่เขาใช้พลังจิตอย่างไม่เสียดายอย่างนี้

นอกจากนี้ หลิงม่อมีพลังงานทางจิตมากมาย มากกว่าที่สวี่ซูหานจะสามารถคาดคิดได้…เขาดูไม่เหนื่อยเลยซักนิด! อย่างมากก็แค่ยกมือนวดหว่างคิ้วเล็กน้อย…

ความจริงแค่มีเยอะก็ไม่ได้ แม้มีปริมาณเยอะอีกแค่ไหน แต่หากถ่ายเทมากไป ก็จะกลายเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้ท่อถ่ายเทพลังได้ ความจริงจุดนี้ไม่ต่างจากการเผาผลาญแรงกายมากนัก แต่ถ้าหากกล้ามเนื้อที่ได้รับแรงกดดันสามารถฟื้นตัวในระหว่างใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถเพิ่มระยะเวลาใช้งานไปได้อีกนาน ซึ่งสถานการณ์ของหลิงม่อก็คล้ายกันหลายส่วน…

เพียงแต่ เขาฟื้นฟูด้วยวิธีไหนล่ะ?

สวี่ซูหานไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องนี้ เธอมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ก้าวเดินเข้าไปในส่วนลึกของไอหมอกมืด สัตว์ประหลาดที่กินจนอิ่มท้องตัวนั้นยังไม่มีความเคลื่อนไหว แต่ไอหมอกมืดที่พรุ่งพรูเข้ามากลับทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจสุดๆ

หลิงม่อที่เดินตามอยู่ข้างหลังก็เงียบไม่พูดอะไร ในส่วนลึกของสมองเขา เวลานี้ปรากฏภาพสถานที่ที่แตกต่างกันออกไป

ใต้น้ำ

ยิ่งดำลงไปลึก บ่อน้ำก็ยิ่งมืด และในระหว่างที่หุ่นซอมบี้เข้าใกล้ก้นบ่อ ความรู้สึกที่เกิดก็ไม่ต่างจากตอนที่หลิงม่อเดินเข้าไปในไอหมอกมืดเลย

เพียงแต่สถานการณ์ของหุ่นซอมบี้ไม่เหมือนทางฝั่งร่างจริง มันไม่เพียงกำลังเคลื่อนไหวตามลำพัง แต่ยังอยู่ท่ามกลางอันตรายที่อาจปะทุได้ทุกเมื่ออีกด้วย

แต่ที่น่าแปลกคือ นับจากที่เขาเห็นไอหมอกมืดใต้น้ำ อันตรายที่ซ่อนอยู่รอบด้านกลับพากันเงียบสงบลงอย่างฉับพลัน

ถึงแม้ยังรู้สึกเหมือนถูกจ้องอยู่ แต่สิ่งเหล่านั้นกลับไม่มีท่าทีเข้าใกล้เขาแต่อย่างใด พวกมันเพียงแต่ซ่อนตัวอยู่ในไอหมอกมืดต่อไป และจ้องมองเขาอย่างตะกละตะกลาม…เหมือนกำลังจ้องเนื้อรสเลิศที่ใกล้ถูกกลืนกิน

“ชิท!”

หลิงม่ออดสบถออกมาไม่ได้ ความรู้สึกนี้แย่ยิ่งกว่าเมื่อกี้อีก!

อะไรกันแน่ที่ทำให้สิ่งเหล่านั้นล้มเลิกความตั้งใจในการไล่ตามเขา? แน่นอนว่าไม่ได้เป็นเพราะอาหารอย่างเขาแน่นอน ความเป็นไปได้ที่มากที่สุดก็คือ ใต้บ่อน้ำแห่งนี้ยังมีบางสิ่งที่อันตรายกว่าพวกมันซ่อนตัวอยู่ พวกมันจึงไม่กล้าเข้าใกล้

ชิทๆๆ!

ไม่มีอะไรน่าอนาถกว่านี้อีกแล้ว…

แต่มองจากอีกมุม ก็แสดงว่าเขามาถูกทิศแล้ว

ต่อไป ก็เหลือแต่ต้องคิดว่าจะหนีรอดจากปากราชสีห์ได้ยังไง…

ทุกครั้งที่เขาเคลื่อนไหว ไอหมอกมืดรอบตัวก็กระเพื่อมไหวตามไปด้วย

เศษขยะที่จมอยู่ก้นบ่อปรากฏสู่สายตาเขา ลอยละล่องไร้น้ำหนัก เลือนรางไม่ชัดเจน ดูไปแล้วเหมือนเป็นของประเภทถุงพลาสติก

หลิงม่อค่อยๆ ไต่ลงไป จากนั้นก็ยื่นมือออกไป

“ไอ้ชิบหาย!”

นี่มันใช่ถุงพลาสติกที่ไหน! แผ่นฟิล์มแบบนั้นนี่นา!

หลังจากหดมือกลับอย่างรวดเร็ว หลิงม่อก็สงบจิตใจครู่หนึ่ง

“เจอแผ่นฟิล์ม แสดงว่าเป้าหมายอยู่แถวๆ นี้สินะ…”

เขากัดฟันกรอด จากนั้นก็ยื่นมือออกไปอีกครั้ง

แผ่นฟิล์มมีจำนวนเยอะมาก แต่พวกมันไม่เหมือนกับแผ่นที่เขาหาเจอก่อนหน้านี้ เพราะมันหนากว่ามาก

แผ่นฟิล์มหลายแผ่นประกบติดกัน เหมือนถูกบางสิ่งกดทับไว้ก้นบ่อ ทำให้ไม่ลอยขึ้นข้างบน

หลิงม่อยื่นมือออกไปสะบัดสองสามที เพื่อพยายามปัดไอหมอกมืดที่บดบังสายตาออกไป ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ นั่งยองๆ ลง

ไม่ว่าที่นี่มีอันตรายอะไร หาคำตอบจากเรื่องที่อยู่ตรงหน้าให้ชัดเจนก่อนแล้วค่อยว่ากัน…

———————————————–

Related

แฟนผมกลายเป็นซอมบี้

แฟนผมกลายเป็นซอมบี้

เมื่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่อุบัติขึ้นและเกิดการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง ผู้คนบนโลกก็ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต จากคนธรรมดาต้องกลายเป็นซอมบี้กระหายเลือด! แต่ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่รอดพ้นจากไวรัสร้ายกาจนี้ หนึ่งในนั้นคือหลิงม่อ หนุ่มเนิร์ดหน้าตาบ้านๆ แน่นอนว่าเขาต้องทุ่มเทพยายามสุดชีวิตเพื่อเอาตัวรอด แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เขายังมีภารกิจสำคัญอีกอย่างที่ต้องทำ คือช่วยแฟนสาวซอมบี้ ให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง สุดท้ายแล้วหลิงม่อหนุ่มธรรมดาคนนี้จะทำภารกิจสำเร็จหรือไม่ เรามาร่วมลุ้นไปด้วยกันเถอะ

Comment

Options

not work with dark mode
Reset