แวมไพร์หนุ่มกับแม่มดทั้งเจ็ด (Haverzhakan Village) – ตอนที่ 35: เผด็จศึก Aka Manah (2)

               ออเดรย์ ฮิคาริ อิทสึกิ ใช้ดาบฟันไปยังข้อมือ ใบหน้า และลำคอของปีศาจนักเชิดมนุษย์ โดยสลับสับเปลี่ยนจังหวะการโจมตี โมนิก้า สเตฟาเนีย วัตสัน คลาร่า คอยร่ายเวทมนตร์สนับสนุนการโจมตีเพื่อชะลอการเคลื่อนไหวข้าศึก ส่วนอาเธอเรียได้อาศัยจังหวะทีเผลอง้างหมัดเหวี่ยงเท้าซัดใส่แผ่นหลังอีกฝ่ายด้วยวิชาลำนำสัประยุทธ์ จนเกิดแสงประกายวูบวาบตามด้วยเสียงอึกทึกภายในบ้านร้าง

               ในขณะที่เวสน่าซึ่งอยู่ทางแนวหลังทำได้แค่เพียงยืนจับจ้องมองดูเหล่าผองเพื่อนต่อสู้เท่านั้น เธอตระหนักตนเองดีว่า นอกเหนือจากพลังแห่งการรักษาหรือการวิงวอนอธิษฐานต่อพระผู้เป็นเจ้า ในแง่ของการต่อสู้แล้วตัวเธอกลับไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้แก่พวกพ้องเลย มีแต่จะเป็นตัวถ่วงสมาชิกทีมเสียมากกว่า

               นักพรตสาวพยายามคิดหาวิธีทางช่วยเหลือ จนกระทั่งเหลือบเห็นบุรุษหนุ่มรูปงามผมสีขาวโพลนกำลังตั้งดาบขึ้นในแนวระนาบสูงประมาณอก ตั้งสมาธิเตรียมร่ายคาถาเพื่อใช้เผด็จศึก Aka Manah ด้วยเหตุนี้เวสน่าจึงรีบก้าวเท้าเข้าไปหาเขาพร้อมเกริ่นอาสาโดยพลัน

               “คุณเลวอน ถ้าไม่รังเกียจเดี๋ยวฉันจะร่ายคาถาเสริมพละกำลังให้นะคะ”

               “อ-เอ๊ะ…!? ตรงนี้มันอันตรายนะซิสเตอร์ รีบกลับไปที่แนวหลังก่อนเถอะครับ ผมน่ะไม่เป็นไรหรอก”

               เลวอนรีบหันหน้าตอบปฏิเสธด้วยความเป็นห่วง ทว่าแม่มดสาวผู้ทรงศีลกลับส่ายศีรษะไปมาเล็กน้อย โดยยังคงยืนยันความตั้งใจอันแน่วแน่ผ่านทางสีหน้าท่าทีอย่างชัดเจน ก่อนจะกล่าวความรู้สึกที่แท้จริงออกมา

               “ฉันจะไม่วิ่งหนีหรือทนมองดูเพื่อน ๆ ต้องได้รับบาดเจ็บอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ ฉันอยากจะเป็นกำลังให้กับทุกคนด้วยความสามารถทั้งหมดที่มีด้วย… เพราะนับตั้งแต่เดินทางมาที่นี่ฉันยังไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้เลย”

               “ใครเป็นคนบอกกันล่ะครับว่าซิสเตอร์ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้กับพวกเราเลย? ถ้าไม่ได้คุณคอยช่วยเหลือเอาไว้ล่ะก็ป่านนี้ออเดรย์คงไม่รอดชีวิตแน่ ๆ อีกทั้งคุณฮิคาริ คุณอาเธอเรีย และอิทสึกิเองก็คงไม่มีพละกำลังมากพอที่จะต้านทานศัตรูเพื่อซื้อเวลาให้ผมด้วย…

               สำหรับผมแล้วซิสเตอร์และทุกคนย่อมมีความสำคัญต่อทีม จะขาดคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้เด็ดขาด แต่ในเมื่อยังรู้สึกผิดอยู่แบบนี้ ถ้างั้นผมจะขอรับน้ำใจจากคุณด้วยความยินดีเองครับ”

               เลวอนปลอบประโลมพลางส่งยิ้มละมุน เพื่อให้อีกฝ่ายคลายกังวลหรือรู้สึกผิดน้อยลง เวสน่าได้ยินดังนั้นก็ถึงกับกล่าวคำซาบซึ้งด้วยความตื้นตันใจ

               “ข… ขอบคุณมากนะคะ!”

               “ทางนี้ต่างหากล่ะครับที่ต้องขอขอบคุณซิสเตอร์… ถ้างั้นรบกวนด้วยนะครับ”

               “ค่ะ!”

               นักพรตสาวแย้มสรวลดีใจพลางแก้มแดงระเรื่อ ทำเอาหัวใจของเด็กหนุ่มผู้แสนสุภาพเกิดความหวั่นไหวเพียงชั่วขณะ ไม่รอช้าซิสเตอร์รีบก้าวเท้าอ้อมไปยังอีกด้านหนึ่ง นำสองมือบางสัมผัสเข้ากับแผ่นหลังร่างสูงโปร่งจนเลวอนสะดุ้งตกใจเล็กน้อย ถึงกระนั้นแล้วตัวเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีตะลีตะลานหรือปราศจากอาการสำรวมแต่อย่างใด

               จากนั้นเวสน่าปิดเปลือกตาลงคอยตั้งจิตอธิษฐาน แล้วเปล่งเสียงร่ายคาถาออกมาอย่างแผ่วเบา

               “Gabrielus lumine (แสงแห่งทูตสวรรค์กาเบรียล)”

               ทันใดนั้นบริเวณรอบตัวของพ่อมดหนุ่มเริ่มเฉิดฉายออร่าแสงสีขาว สัมผัสได้ถึงพลังเอ่อล้นอันอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง อีกทั้งยังรู้สึกถึงพลังเวทและพละกำลังซึ่งทวีคูณขึ้นอย่างน่าประหลาด เขาจึงก้มหน้าสำรวจดูความเปลี่ยนแปลงครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสนทนากับเวสน่าด้วยน้ำเสียงฟังดูพึงพอใจ

               “ขอบคุณมากนะครับ ผมขอสัญญาว่าจะใช้พลังที่ซิสเตอร์มอบให้มาอย่างคุ้มค่าที่สุด”

               “ฉันขออวยพรให้คุณเลวอนโชคดีในศึกครั้งนี้ค่ะ รักษาตัวด้วยนะคะ”

               นักพรตสาวลืมตากล่าวถ้อยคำให้กำลังใจด้วยสีหน้าเปื้อนรอยยิ้มจาง เพียงพอที่จะทำให้พ่อมดหนุ่มจอมดาบเวทผู้นี้เกิดขวัญกำลังใจพร้อมต่อสู้กับศัตรูอย่างสุดกำลังแล้ว ถัดมาเธอจึงก้าวเท้าถอยหลังออกห่างเขาเพื่อให้อีกฝ่ายร่ายเวทมนตร์ได้อย่างสะดวก โดยที่นัยน์ตาสีเหลืองอำพันคู่นั้นจับจ้องมองไปยังแผ่นหลังร่างสูงแกร่งอย่างหลงใหล

               “เพื่อเป็นการตอบแทนที่เจ้าดูดเลือดให้แก่ข้า ข้าจะขอมอบพลังและทักษะส่วนหนึ่งให้แก่เจ้า”

               ขณะเดียวกันน้ำเสียงอันดุดันคุ้นหูพลันดังกึกก้องขึ้นภายในหัวของเด็กหนุ่ม วลาดที่สามได้มอบข้อเสนอบางอย่างให้ เลวอนไม่อยากให้เวสน่ารู้สึกผิดสังเกต จึงตัดสินใจสนทนาตอบกลับอีกฝ่ายผ่านจิตสำนึกแทนการขยับปากพูดคุย

               “ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำเพื่อคุณสักหน่อย สัญชาตญาณของคุณมันบังคับร่างกายผมต่างหาก”

               “แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ใช่ไหมล่ะ ว่าเลือดที่ได้รับมาทำให้พลังเวทและพละกำลังของเจ้าเสถียรขึ้น?”

               “อึ้ก…!”

               “ไม่ต้องกังวลเรื่องที่ข้าจะยึดครองร่างเจ้าเพื่อทำเรื่องตามอำเภอใจ ข้าขอเอาชื่อเสียงและเกียรติแห่งสกุลแดรกคิวลาเป็นเดิมพัน… จงใช้พลังนี้อาละวาดให้เต็มที่เถิด หึหึหึ”

               ราชันจอมเสียบเกริ่นประโยคสุดท้ายก่อนที่เสียงภายในหัวจะเงียบงันจางหายไป บุรุษหนุ่มผมสีขาวโพลนถอนหายใจแผ่วเบาอย่างเอือมระอา รีบสลัดความคิดอันฟุ้งซ่านพลางตั้งสมาธิให้มั่นคง แล้วเริ่มพรรณนากล่าวคำบูชาเทพซูสเพื่ออัญเชิญเวทสายฟ้าโบราณขั้นสูงโดยพลัน

               “Աստվածների և մարդկանց Հայրը (Astvatsneri yev mardkants’ Hayry) ข้าแด่มหาเทพแห่งโอลิมปัสผู้ยิ่งใหญ่ โปรดดลบันดาลประทานสิทธิ์อำนาจแห่งสายฟ้า เพื่อลงทัณฑ์เหล่าอริศัตรูเบื้องหน้าให้ศิโรราบในคราเดียวด้วยเทอญ”

               สิ้นเสียงคำร่ายอัญเชิญ ออร่าแสงสีฟ้าก็พลันพวยพุ่งสว่างรอบตัวตามด้วยกระแสไฟฟ้าแล่นทั่วเรือนกาย ในขณะที่บนห้วงนภาเกิดเสียงคำรามสั่นสะท้านพร้อมทั้งลมกรรโชกพัดปลิวผ่านไปมา ทำให้ชุดแต่งกายและปลายเส้นผมของเลวอนเริ่มโบกสะบัดพลิ้วไหวราวกับมีชีวิต

               ถัดมาเขาจึงเริ่มทำการพลิกแพลง โดยดึงเอาพลังแห่งอสนีบาตดูดกลืนเข้าร่างซึ่งเป็นเทคนิคของวิชาลำนำสัประยุทธ์ เมื่อพลังเวทมนตร์ถูกสะสมจนถึงขีดจำกัด พ่อมดหนุ่มก็ได้เรียกขานนามแห่งคาถาด้วยน้ำเสียงฉะฉาน

               “Կայծակի նիզակ! [Kaytsaki nizak (วัชระโตมร) ] ”

               ——เปรี้ยงงงง!! ซูมมมมมม!!

               ลำแสงสายฟ้าพุ่งลงมาปะทะร่างของบุรุษจอมดาบเวทโดยผ่านทางช่องโหว่บนเพดาน เกิดเสียงกัมปนาทสั่นสะเทือนพร้อมด้วยกลุ่มควันสีขาวฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ส่งผลทำให้ทุกคนต้องรีบหันมามองดูอย่างตื่นตระหนก

               ฝุ่นหมอกควันเริ่มจางลงจนมองเห็นเงาราง ๆ หลังจากถูกสายลมพัดผ่านไป สิ่งที่พบเห็นคือ ปลายเส้นผมสีขาวโพลนของเลวอนถูกย้อมด้วยสีเทาเข้ม นัยน์ตาคู่นั้นแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำทะเลสว่างสดใส แทบไม่ต่างจากตอนที่วลาดได้เข้าสิงร่างของเด็กหนุ่มเมื่อช่วงก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งทั่วร่างยังแสดงให้เห็นถึงออร่าแสงสีฟ้าสลับสีขาวสว่างรอบตัวพร้อมอสนีบาต อันเกิดจากการประสานพลังเวทกับพลังจิตเข้าด้วยกัน จนกลายมาเป็นวิชา “ลำนำสัประยุทธ์” ในท้ายที่สุด

               สีหน้าของเลวอนในตอนนี้ดูราบเรียบจริงจังและสุขุม มิหนำซ้ำยังแผ่จิตสังหารรุนแรงออกมา ที่แม้แต่สหายร่วมรบเองยังต้องยำเกรง Aka Manah สังเกตเห็นดังนั้นจึงตัดสินใจเบนเป้าหมาย ก้าวเท้าพุ่งเข้าไปหาพ่อมดหนุ่มหมายจะปะทะใส่ ไม่ได้ให้ความสนใจแก่พวกคลาร่าหรือสมาชิกแนวหน้าซึ่งยืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้เลยสักนิด

               “หวังว่าเจ้าคงจะทำให้ข้ารู้สึกสนุกยิ่งขึ้นนะ!”

               “ชิ เจ้าบ้านี่เมินพวกเราเฉยเลย!”

               อาเธอเรียเดาะลิ้นแสดงอาการไม่พอใจ พร้อมพุ่งตัวง้างขาขวาอันเรียวบางเข้าซัดใส่แผ่นหลังของปีศาจนักเชิดมนุษย์ด้วยวิชา “ลำนำสัประยุทธ์” เหล่าหนุ่มสาวจอมเวทฝึกหัดที่เหลืออยู่ต่างก็ร่ายมนตร์และใช้อาวุธประจำตัวช่วยโจมตีด้วยเช่นกัน

               วัตสันวาดไม้กายสิทธิ์เนรมิตคาถา “Spiritus (ลมสลาตัน) ”

               อิทสึกิใช้ “เพลงดาบเขี้ยวอสรพิษ” คอยรุกคืบ ฮิคาริเข้าฟาดฟันด้วย “เพลงดาบอัคนีสีชาด” โดยทั้งสองต่างใช้คาตานะเป็นศัสตราวุธคู่ใจ

               คลาร่าตวัดปลายนิ้วชี้อัญเชิญเวท “Spiritus draconis (ลมหายใจมังกร) ” ด้วยแหวนมนตราสีทอง

               โมนิก้าโบกแท่งไม้วิเศษเสกสายฟ้าและสายลม หรือ “Sonantis tonitrui (อัสนีวายุ) ” ออกมาโจมตี

               ออเดรย์ฟาดฟันสองดาบสีนิลเล่มใหญ่ด้วยท่าไม้ตาย “X Sword Skill – Fang of Crescent (เขี้ยวแห่งเสี้ยวจันทรา) ”

               ส่วนสเตฟาเนียชี้ปลายด้ามไม้กวาดปลดปล่อยพลัง “Pluvia maledictionis (พิรุณแห่งคำสาปแช่ง) ”

               ทว่าทันใดนั้น Aka Manah ได้ชะงักฝีเท้ารีบหมุนตัวกลับมาเหวี่ยงกำปั้นขวาชกใส่ พร้อมเรียกขานนามแห่งมนตราเพื่อป้องกันการโจมตีทั้งหมด โดยที่ตนไม่ได้ใช้เส้นลวดโลหะสีชาดอันแสนภาคภูมิใจเป็นเครื่องทุ่นแรงเลยสักเส้นเดียว

               “Maxime reflexum! (คาถาส่งสะท้อน) ”

               วงแหวนเวทรูปดาวหกแฉกสีฟ้าขนาดใหญ่พลันปรากฏขึ้นตรงเบื้องหน้าของอสูรร่างแกร่ง ส่งผลทำให้การโจมตีของพวกฮิคาริต้องสูญเปล่าพร้อมทั้งวกกลับมาทำร้ายตัวเองเข้าอย่างจัง

               ——เปรี้ยง!!

               “ว้าย!? /อั๊ก!?”

               เหล่าสมาชิกทีม Order of the Dragon ต่างกระเด็นถอยหลังลงไปนอนบนพื้นระเบียง ตกอยู่ในสภาพบอบช้ำปางตายพร้อมหายใจรวยริน เนื่องด้วยผลจากการถูกสะท้อนพลังกลับคืนมาควบคู่ไปกับแรงโจมตีทางกายภาพจากปีศาจนักเชิดมนุษย์ วัตสันผู้ซึ่งได้รับบาดเจ็บน้อยที่สุดในบรรดากองกำลังแนวหน้า ค่อย ๆ พยุงร่างตนพลางจับจ้องมองศัตรูตัวฉกาจ ก่อนจะสบถพึมพำออกมาด้วยความคับแค้นใจ

               “ข… แข็งแกร่งเป็นบ้า เจ้านี่เป็นปีศาจแรงค์ C จริง ๆ เหรอเนี่ย!?”

               “Misericordias Domini! (พระเมตตาแห่งพระผู้เป็นเจ้า) ”

               นักพรตสาวเวสน่ารีบกุมมือทั้งสองประคบสร้อยคอไม้กางเขน พร้อมร่ายคาถาขั้นสูงเพื่อทำการรักษาแก่พวกอิทสึกิให้หายจากอาการบาดเจ็บโดยพลัน เนื่องจากเวทมนตร์นี้ให้ผลลัพธ์ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่า “Sanitatem curatio (คาถาแห่งการรักษาและเยียวยา) ” หลายเท่าตัว

               ทว่ามนตราบทนี้มีข้อเสียประการหนึ่ง คือผู้ร่ายจะต้องดึงพลังเวทภายในร่างกายออกมาใช้ควบคู่ไปกับการดูดซับพลังตามธรรมชาติ ซ้ำร้ายเวสน่ายังต้องทำหน้าที่ช่วยเหลือสมาชิกทีมไปพร้อม ๆ กันถึงแปดคน จึงทำให้เธอเริ่มออกอาการเหนื่อยล้า

               “แฮ่ก แฮ่ก… ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้ทุกคน… ต้องตายในที่แบบนี้เด็ดขาด”

               เวสน่ารับรู้ถึงขีดจำกัดของตนเองดี แต่ก็ไม่อาจทำใจทนเห็นพวกพ้องต้องตกอยู่ในอันตรายอีกเช่นกัน จึงยอมทุ่มพลังเวทที่มีอยู่เร่งฟื้นฟูร่างกายให้แก่สมาชิกแนวหน้าพลางส่งเสียงหายใจหอบ ฮิคาริสังเกตดังนั้นรีบทักท้วงด้วยความเป็นห่วงทันที ทั้งที่รอบตัวของทุกคนกำลังถูกแสงสีทองปกคลุมเนื่องด้วยผลของมนตราดังกล่าว

               “พอได้แล้วซิสเตอร์ เดี๋ยวก็เป็นลมหมดสติหรอก!”

               “ม… ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกค่ะ ได้โปรดรีบลุกขึ้นมาเร็วเข้า”

               ด้วยความช่วยเหลือจากซิสเตอร์สาวผู้มีจิตใจดี อาการของอาเธอเรียและพรรคพวกจึงเริ่มดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งผู้ที่ฟื้นฟูสภาพร่างกายได้เร็วที่สุดในขณะนี้คือสเตฟาเนีย เพราะก่อนหน้านั้นเธอได้รับพลังเวทมาจากเลวอน และดูเหมือนว่าจะยังคงมีพละกำลังมากล้นเหลือเฟืออีกด้วย

               “ช่างเป็นความสามารถที่น่ารำคาญเสียจริง เห็นทีข้าคงต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่เสียแล้ว”

               Aka Manah ตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมายไปยังเวสน่าเพื่อเข้าทำร้ายเธอที่กำลังร่ายเวทรักษาแก่เหล่าสหาย นักพรตสาวทำตาเบิกโพลงเล็กน้อยด้วยความหวั่นวิตก แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปโดยไม่ละทิ้งความเพียร

               โชคดีที่พ่อมดหนุ่มในร่างมนุษย์สายฟ้าเข้ามาดักหน้าได้ทันด้วยระยะห่างราวสามเมตร เขาสไลด์เท้าขวาไปข้างหน้าพลางใช้คาตานะแทงใส่ลำตัวของอสูรร่างใหญ่ในลักษณะจับดาบแบบชี้คมลง นำมืออีกข้างประคองด้ามจับเพื่อเสริมแรงโจมตีให้หนักหน่วง ก่อนจะปลดปล่อยพลังสายฟ้าออกไปเป็นการปิดท้าย

               ——ตู้ม!!

               เกิดเสียงกัมปนาทชวนแสบแก้วหู ร่างของปีศาจนักเชิดมนุษย์ได้กระเด็นลอยออกไปไกลหลายสิบเมตร อัดเข้ากับผนังห้องฝั่งตรงข้ามซึ่งทำจากไม้จนแตกหักเป็นรอยโหว่ดัง “ปึ้ง!!” การจู่โจมเมื่อสักครู่นี้ถึงแม้ว่าปลายคมดาบไม่อาจเสียบทะลุเข้าร่างของมัน เนื่องด้วยชุดสูทสีดำแดงซึ่งมีความเหนียวแน่นทนทานถูกถักทอขึ้นมาจากลวดเหล็กสีชาดเป็นเกราะป้องกัน แต่ด้วยพลังทางกายภาพอันรุนแรง จึงส่งผลทำให้อสูรผู้ชั่วช้าต้องกระอักเลือดออกมาอีกเป็นครั้งที่สอง

               “แค่กแค่ก…! น่าประทับใจจริง ช่างรวดเร็วและรุนแรงยิ่งกว่าตอนก่อนหน้านี้เสียอีก”

               “คู่ต่อสู้ของคุณในตอนนี้คือผม เพราะงั้นอย่าได้แตะต้องตัวเธอเด็ดขาด”

               เลวอนตอบกลับน้ำเสียงราบเรียบโดยที่ไม่ได้สนใจคำชมจากปากอีกฝ่าย ก่อนจะอยู่ในท่าลดอาวุธยืนตามสบายเพื่อผ่อนคลายอิริยาบถ ทั้งที่ทั่วร่างยังคงปกคลุมไปด้วยออร่าแสงสีฟ้าขาว ขณะเดียวกันนักพรตสาวนัยน์ตาสีอำพันก็ได้วิ่งปรี่เข้าหาบุรุษจอมดาบเวทพร้อมกล่าวคำซาบซึ้งต่อเขาด้วยความโล่งใจ

               “ค… คุณเลวอน ขอบคุณมากนะคะ”

               “ถ้าหากรู้สึกขอบคุณ ครั้งหน้าก็อย่าได้ฝืนตัวเองอีกนะครับ เพราะชีวิตของซิสเตอร์เองก็มีความสำคัญสำหรับพวกเราเหมือนกัน”

               พ่อมดหนุ่มจ้าวเสน่ห์กล่าวปลอบโยนแทนประโยคตักเตือน พลางแย้มสรวลละมุนแก่เวสน่าจนอีกฝ่ายถึงกับแก้มแดงแจ๋ร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้า เด็กสาวรีบเบือนสายตาก้มศีรษะลงเล็กน้อยด้วยความประหม่า ก่อนจะผงกศีรษะน้อมรับความหวังดีจากเขาอย่างว่านอนสอนง่าย

               “ข… เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะระมัดระวัง”

               “ให้ตายเถอะสหาย ช่วยเป็นห่วงคนทางนี้ด้วยสิฟะ”

               วัตสันส่งเสียงทักท้วงต่อเพื่อนสนิท ในขณะที่ตนและเหล่านักสู้แนวหน้าที่เหลือต่างพยายามพยุงตัวลุกขึ้นยืน แม้จะยังฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บได้ไม่เต็มทีก็ตาม แถมยังแสดงอาการคิ้วขมวดแง่งอนใส่เลวอนพอประมาณ อีกฝ่ายเห็นดังนั้นจึงรีบตอบกลับไปอย่างตะลีตะลาน

               “ย-อย่าเพิ่งน้อยใจกันสิ ผมเองก็เป็นห่วงทุกคนเหมือนกันนะ!”

               “เห… ถ้างั้นก็ช่วยโค่นเจ้าเบื๊อกนั่นให้พวกเราได้ชื่นใจหน่อยสิเจ้าลูกศิษย์”

               อาเธอเรียลุกขึ้นยืนพลางยกนิ้วชี้ไปยังปีศาจ Aka Manah ที่กำลังขยับร่างพยายามประคองตน อีกทั้งเธอยังยกยิ้มใส่เลวอนอย่างเป็นกันเอง พ่อมดหนุ่มถึงกับเผยสีหน้าเจื่อนเล็กน้อยด้วยความหนักใจ ก่อนจะขานรับคำขอก้าวเท้าเดินฝ่ากลางวงล้อมของเหล่าสหายเพื่อมุ่งปรี่เข้าหาศัตรูทันที

               “โธ่… เข้าใจแล้วครับปรมาจารย์”

               “สีหน้าดูดีขึ้นแล้วนี่ เมื่ออาทิตย์ก่อนเห็นยังเป็นเจ้าลูกแกะที่ไม่ได้ความอยู่เลย แต่ถ้าหากเป็นนายในตอนนี้ล่ะก็คงต้องสู้กับมันได้แน่”

               ฮิคาริกล่าวพลางใช้คาตานะเป็นไม้ค้ำยันเพื่อประคองตนเองให้ลุกขึ้นยืน แม้ว่าประโยคแรกจะฟังดูประชดประชัน แต่ภายในใจลึก ๆ แล้วเธอกลับรู้สึกชื่นชมต่อความกล้าหาญและความยืนหยัดของเลวอนอยู่ไม่น้อย อิทสึกิได้ทีจึงสบโอกาสพูดจาแซวใส่ซามูไรสาวอย่างไม่รีรอ

               “อะไรกัน ก่อนหน้านี้ข้ายังเห็นท่านฮิคาริแอบบ่นพึมพำอยู่เลยว่าท่านเลวอนจะไปรอดรึเปล่า ถ้าจะกล่าวชมเขาตรง ๆ ก็ไม่มีใครว่าหรอกนะขอรับ”

               “หนวกหูย่ะเจ้าลูกหมา!” สตรีจอมดาบเวทรีบแย้งใส่ทั้งที่แก้มแดงระเรื่อ

               จังหวะนั้นเองสเตฟาเนียได้ลุกขึ้นมาจากพื้น หยิบถือไม้กวาดด้ามยาวคู่ใจด้วยสีหน้าอันเด็ดเดี่ยว เลวอนจึงกล่าวเชิญชวนขอให้เธอร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับตนดังนี้

               “สเตฟก้ายังไหวอยู่ใช่ไหม จากนี้ไปผมจะทุ่มพลังสุดตัวเผด็จศึกใส่เจ้านั่นแล้ว… เพราะงั้นช่วยร่วมต่อสู้ไปพร้อม ๆ กับผมจะได้รึเปล่า?”

               “ด้วยความยินดีเลยค่ะรุ่นพี่”

               แม่มดสาวเจ้าของเรือนผมสีส้มตอบรับข้อเสนออย่างเต็มใจด้วยรอยยิ้มบาง พร้อมย่างเท้าเข้าไปหาพ่อมดหนุ่มรูปงามเพื่อยืนอยู่เคียงข้างเขาเสมือนดั่งคู่หูรู้ใจ จากนั้นทั้งสองจึงเริ่มตั้งท่าเตรียมต่อสู้กับปีศาจนักเชิดมนุษย์ซึ่งกำลังลุกขึ้นยืนหมายจะประจันหน้าอย่างสุขุมเยือกเย็น

               “คุณเลวอน… สเตฟก้า…”

               เด็กสาวร่างเล็กผมสีน้ำตาลอ่อนยาวสลวย หรือโมนิก้า เปล่งเสียงแผ่วเบาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจพลางจับจ้องมองดูสองหนุ่มสาวคู่นั้นอย่างไม่ลดละ และนึกโทษตัวเองไปว่าตนนั้นไม่ได้มีความสามารถมากพอที่จะเป็นกำลังให้กับผองเพื่อน หรือยืนอยู่เคียงข้างเลวอนเพื่อทำประโยชน์ให้แก่เขาได้เลย ภายในใจของเธอนั้นขุ่นมัว และแอบรู้สึกอิจฉาสเตฟาเนียอยู่ลึก ๆ พอได้เห็นกิริยาท่าทีของอีกฝ่ายซึ่งมีให้ต่อเด็กหนุ่มอย่างชัดเจน ก็ยิ่งทำให้เกิดความขมขื่นมากขึ้นเท่านั้น

               “จะลุยกันแค่สองคนสินะ ถ้าคิดว่าโค่นข้าได้ก็เข้ามา”

               Aka Manah เกริ่นท้าทายพลางมุ่งตรงไปยังคู่ต่อสู้ประมาณสามถึงสี่ก้าวเพื่อให้พ้นจากบริเวณผนังห้อง มือทั้งสองข้างยกขึ้นกำหมัดอยู่ในท่าเตรียมชก โดยเขาแหลมเกลียวบนศีรษะคู่นั้นเริ่มส่องสว่างเป็นสีแดง แม้ภายนอกจะดูสะบักสะบอมและอาบชโลมไปด้วยเลือด แต่ถึงกระนั้นอสุรกายตนนี้ยังคงมีพละกำลังเหลือเฟือ พอจะขยี้ร่างมนุษย์ให้แหลกคามือได้อีกหลายร้อยคนเลยทีเดียว

               ทว่าสองพ่อมดแม่มดผู้กล้าหาญกลับไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลงใด ๆ สเตฟาเนียจับไม้กวาดด้ามยาวเอาไว้ให้กระชับคล้ายลักษณะถือหอก ตามด้วยร่ายคาถาใส่ลงไปจนอุปกรณ์สื่อนำปรากฏออร่าแสงสีขาวสลับเงินขึ้นมา ส่วนเลวอนยกดาบคาตานะให้ขนานกับพื้นด้วยท่าจับชี้ปลายคมสลับด้าน โดยต่างฝ่ายต่างจับจ้องมองดูเชิงกันอย่างไม่ลดละ

               วินาทีนั้นเองสเตฟาเนียได้ซักถามต่อเลวอนเพื่อยืนยันความตั้งใจจากเขา

               “รุ่นพี่เลวอน พร้อมแล้วหรือยังคะ?”

               “อือ ผมพร้อมอยู่แล้วล่ะ”

               เลวอนแย้มสรวลเจือจางพลางเหลือบสายตามองคู่สนทนาซึ่งกำลังยืนอยู่เคียงข้าง โดยปราศจากความหวั่นเกรงหรือกังวลใจใด ๆ ทั้งสิ้น สเตฟาเนียจึงผงกศีรษะส่งสัญญาณให้แก่อีกฝ่ายแทนถ้อยคำ ที่หมายถึง “ฉันเองก็พร้อมแล้วเหมือนกันค่ะ” กลับคืนไป ก่อนที่สองพ่อมดแม่มดวัยใสจะรีบพุ่งกระโจนเปิดฉากต่อสู้ ง้างศัสตราวุธพลางเปล่งเสียงฮึกเหิมอย่างสุดกำลัง

               “ย้ากกกกกกกกกก!”

Options

not work with dark mode
Reset