A Record of a Mortal s Journey to Immortality คัมภีร์วิถีเซียน – ตอนที่ 1730 ระลอกคลื่นลำแสงสีทอง

ชาวเผ่าหรงที่ควบคุมธงอาคมอยู่ด้านล่างพลันหน้าถอดสี ตบไปที่หน้าผากอย่างไม่ต้องขบคิด ขนแข็งๆ สีเขียวบนร่างส่งเสียงดัง “สวบ” กลายเป็นลำแสงสีเขียวพุ่งไปกลางอากาศ

แต่ไม้สีเงินที่ร่อนลงมากลับพลิ้วไหวไปมาแล้วเปล่งแสงสว่างวาบ หลบหลีกลำแสงสีเขียวเหล่านั้นได้อย่างไรก็มิอาจรู้ได้ พลางทุบลงไปที่ศีรษะของชาวเผ่าหรงเต็มๆ

ลำแสงวิญญาณคุ้มครองร่างของชาวเผ่าหรงพออยู่ต่อหน้าไม้สีเงิน ก็ดูราวกับไร้ประสิทธิภาพ ไม่อาจต้านทานได้เลยสักนิดพลางถูกไม้สีเงินขนาดยักษ์จมหายเข้าไปข้างใน ศีรษะถูกทุบกระจายราวกับแตงโม โลหิตสดๆ สาดกระเซ็นไปทั่วทุกสารทิศ

ร่างที่ไร้ศีรษะโอนเอน หมุนคว้างร่วงลงมาจากรถเหาะ

เสียง “พรึ่บ” ดังขึ้น ชั่วพริบตาเงาสีเขียวก็พุ่งออกมาจากซากศพ ด้านในมีคนตัวเล็กที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยแสงสีเขียวมรกต สีหน้าหวาดผวาพลางพุ่งไปหาลำแสงหลีกหนีของชนเผ่าหรงที่ควบคุมกระจกสัมฤทธิ์อยู่ด้านข้าง แล้วร้องตะโกนออกมาด้วยเสียงอันดังอย่างหวาดกลัว

“พี่เหลียว ช่วยด้วย!”

แต่เมื่อคำนี้ออกจากปากของคนตัวเล็ก เสียง “ตูม” ก็ดังขึ้น ชั่วพริบตานั้นเงาไม้ก็ร่อนลงมาจากท้องฟ้าราวกับเคลื่อนย้ายกาย แล้วโจมตีคนตัวเล็กจนแตกกระจายกลายเป็นผุยผง

จากนั้นไม้สีเงินขนาดยักษ์ก็ไม่หยุดยั้งเลยสักนิด กะพริบวาบ แล้วกลายเป็นเงาไม้สามไม้ที่เหมือนกันทุกระเบียบนิ้ว กวาดไปทางชนเผ่าหรงที่เหลืออีกสามคน

เงาไม้กะพริบรางๆ แต่เสียงฟ้าผ่าพลันดังสนั่นแก้วหู ดูน่าตกตะลึง!

ที่เหลืออีกสามคนเห็นกายเนื้อถูกทำลาย ก็ตกตะลึงระคนโกรธเกรี้ยว รีบร้อนสำแดงฝีมือออกมาต้านทานเงาไม้

ต่างพ่นผ้าสีเทาและโล่สีดำออกมาต้านทานอยู่เบื้องหน้า

แต่เงาไม้สองสายในนั้นพลันโจมตีไปด้านบน กลับแค่ระเบิดลำแสงสีเงินออกมา จากนั้นก็สลายหายไป

คาดไม่ถึงว่าจะเป็นแค่เงาลวงตาสองสายเท่านั้น

“แย่แล้ว” ชาวเผ่าหรงทั้งสองคนแทบจะร้องออกมาเป็นเสียงเดียวกัน

แต่สายไปเสียแล้ว!

ชาวเผ่าหรงที่ควบคุมกระจกสัมฤทธิ์ผู้นั้น แม้จะยกมือขึ้น ปล่อยสมบัติรูปทรงเหมือนธรรมจักรออกมา ต้านทานเงาไม้สายสุดท้ายเอาไว้

แต่เงาไม้นั้นเปล่งแสงสว่างวาบแล้วหายวับไปท่ามกลางธรรมจักร แต่ครู่ต่อมาไม้สีเงินครึ่งท่อนกลับออกห่างจากชนต่างเผ่าแค่สองสามฉื่อก็ยื่นออกมาจากกลางอากาศ แล้วโจมตีไปที่ใบหน้าโหดเหี้ยมราวกับภูตผี

ลำแสงสายฟ้าเปล่งแสงสว่างวาบ ประจุไฟฟ้าสีเงินจำนวนนับไม่ถ้วนดีดออกมาจากไม้

เสียงอึกทึกดังขึ้น ชนเผ่าหรงกลายเป็นกลุ่มควัน แม้แต่ทารกวิญญาณด้านในก็ไม่ทันได้หนีออกมาแม้แต่น้อย

ชนเผ่าหรงอีกสองคนเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ชั่วขณะนั้นพลันหน้าเปลี่ยนสีเป็นดูไม่ได้ แต่เมื่อไม้สีเงินหมุนวนรอบหนึ่ง ก็กลายเป็นเงาไม้สิบกว่าสายห่อหุ้มพวกมันเอาไว้ แล้วร้องตะโกนออกมา

“ไป คนผู้นี้มีอิทธิฤทธิ์ร้ายกาจ ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะต่อกรได้!”

สิ้นเสียงชนต่างเผ่าผู้นั้นก็ใช้เท้าข้างหนึ่งแตะไปที่รถเหาะใต้ฝ่าเท้า ชั่วขณะนั้นรถเหาะทรงเพชรก็เปล่งเสียงร้อง กลายเป็นลำแสงสีเขียวพุ่งไปด้านหลัง หลังจากกะพริบวาบๆ ก็หนีออกมาจากอาณาเขตของเงาไม้ได้

ชนเผ่าหรงอีกคนหนึ่งพลันได้สติกลับคืนมา รีบร้อนใช้มือหนึ่งร่ายอาคม อาคมสายหนึ่งโจมตีไปที่รูปปั้นตรงหน้า

รถเหาะพลันสั่นเทา ปีกทั้งสองฝั่งกระพือ อักขระห้าสีปรากฏขึ้นบนผิว ดูเหมือนว่าจะหนีไปให้ไกลอย่างไรอย่างนั้น

แต่ในยามนี้เสียงราบเรียบพลันดังขึ้นเหนือรถเหาะ

“อยากจะไปตอนนี้ ไม่คิดว่าสายไปหน่อยหรือ!”

สิ้นเสียงก็ได้ยินเสียง “ตูม” ยอดเขาสีดำสนิทลูกหนึ่งปรากฏขึ้นบนรถเหาะ มีขนาดยักษ์ประมาณร้อยจั้งเศษ

ส่วนเงาร่างคนอีกสาย ก็ยืนอยู่เหนือยอดเขานิ่ง

นั่นก็คือหานลี่!

คาดไม่ถึงว่าเขาจะกระตุ้นยอดเขาเทวะดูดปราณตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ปรากฏขึ้นห่างออกไป

ทั้งสองคนที่อยู่ด้านล่างเห็นเช่นนั้นพลันรู้สึกจิตใจหนักอึ้ง

คนหนึ่งมีสีหน้าโหดเหี้ยมฉายแวบผ่าน สองมือถูกันไปมา ผิวเปล่งเสียง “สวบ” เปลวเพลิงสีเขียวทะลักออกมา จากนั้นก็ม้วนวน กลายเป็นมังกรวารีเพลิงยาวสิบจั้งเศษกระโจนไปกลางอากาศ

อีกคนหนึ่งพลันร้องตะโกน ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่า แขนทั้งสองข้างหนาขึ้นเท่าหนึ่ง นิ้วแหลมๆ ทั้งสิบตะปบไปกลางอากาศ

เสียงแหวกอากาศดังขึ้น กรงเล็บลำแสงปรากฏขึ้นเต็มไปหมด แล้วปกคลุมขึ้นไปด้านบน

พวกเขาไม่ได้คิดว่าการโจมตีเหล่านี้จะจัดการอีกฝ่ายได้ แค่หวังว่าจะยับยั้งขั้นตอนสังหารของอีกฝ่ายได้ และให้โอกาสพวกเขาได้หลีกหนีไป

ยามนี้ชนต่างเผ่าทั้งสองเห็นหานลี่แทบจะสังหารคนในเผ่าระดับเดียวกันกับพวกเขาในพริบตา แน่นอนว่าย่อมไม่คิดจะต่อสู้อีก แค่คิดจะหนีเตลิดไปเท่านั้น

หานลี่หรี่ตาทั้งสองข้างลง เท้าข้างหนึ่งเหยียบไปยังยอดเขาใต้ฝ่าเท้า

ภูเขาเทวะดูดปราณเปล่งแสงสีเทาแล้วพลิ้วไหว ขณะที่ลำแสงสีเทาเปล่งแสงสว่างวาบแล้วร่อนลงมาข้างล่าง ฉับพลันนั้นผิวของมันก็มีอักขระสีเงินเปล่งแสงเจิดจ้า ยอดเขาขนาดยักษ์จมหายเข้าไปกลางอากาศ

ชั่วขณะนั้นมังกรวารีเพลิงและกรงเล็บลำแสงโจมตีไปกลางอากาศ

ชนเผ่าหรงสองคนรู้สึกเพียงว่าเหนือหัวห่างไปแค่คืบ เงาสีดำเปล่งแสงสว่างวาบ ยอดเขาสีดำเปล่งแสงสว่างวาบแล้วปรากฏออกมา กดไปหาทั้งสองอย่างไม่เกรงใจเลยสักนิด

“แย่แล้ว”

อิทธิฤทธิ์ของชนเผ่าหรงทั้งสองเหนือกว่าทั้งสองคนที่ถูกสังหารไปก่อนหน้า ภายใต้การโจมตีที่รวดเร็วดั่งสายฟ้าของภูเขาเทวะดูดปราณ ก็ยังคงเปล่งแสงสว่างวาบแล้วพุ่งออกไปจากรถเหาะ ทั้งสองกลายเป็นสายรุ้งสายหนึ่งพุ่งไปคนละทาง

รถเหาะทรงเพชรคันนั้นกลับรับการโจมตีอันหนักอึ้งของยอดเขาเทวะดูดปราณตรงๆ กลายเป็นลำแสงห้าสีแล้วระเบิดกระจายออก พลางสลายหายไปจากฟ้าดิน

แต่ในยามนี้มีคนที่ตรงมาทางยอดเขาสีดำกลับพบว่า หานลี่หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย

ครู่ต่อมาชนเผ่าหรงที่อยู่ท่ามกลางลำแสงหลีกหนีคนหนึ่ง ได้ยินเพียงเหนือศีรษะมีเสียงฟ้าผ่าดังขึ้น ชั่วขณะนั้นพลันยกมือขึ้นอย่างรวดเร็ว โล่สีดำกลายเป็นเมฆสีดำก้อนหนึ่งพุ่งออกมา ในเวลาเดียวกันเปลวเพลิงสีเขียวบนร่างก็ทะลักออกมา กลายเป็นเพลิงชั้นหนึ่งปกป้องตนเองเอาไว้

แต่เขาได้ยินเพียงเสียงแค่นด้วยความเย็นชา จากนั้นเหนือศีรษะก็มีเสียง “พรึ่บๆ” ดังขึ้น กระบี่ลำแสงสีเขียวจำนวนนับไม่ถ้วนเปล่งแสงสว่างวาบ เงาร่างคนติดปีกปรากฏขึ้น แล้วร่อนลงมาราวกับกระแสน้ำ

ลำแสงสีเขียวเปล่งแสงเจิดจ้า เมฆสีดำและเพลิงที่ห่อหุ้มแทบจะถูกสับออกเป็นชิ้นๆ ในพริบตา กระบี่ลำแสงพลันหม่นแสงลง ทยอยกันกลายเป็นเส้นไหมกระบี่สีเขียว เก็บไปพร้อมกันราวกับตาข่ายยักษ์

เสียงกรีดร้องดังขึ้น แม้ว่าชาวเผ่าหรงจะวุ่นอยู่กับการปล่อยสมบัติป้องกันตัวออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่กระบี่ไผ่เขียวตัวต่อเมฆาที่กลายเป็นกระบี่เส้นไหมก็แหลมคมไม่เป็นรอง แค่กะพริบวาบ ก็สับกายเนื้อ ทารกวิญญาณรวมทั้งสมบัติของชนต่างเผ่าเป็นชิ้นๆ ในเวลาเดียวกัน

อีกด้านหนึ่งชนเผ่าหรงร่างกายใหญ่ยักษ์ผู้นั้น ได้ยินเสียงกรีดร้อง ก็ตัวสั่นสะท้าน แต่แค่พยายามกระตุ้นลำแสงหลีกหนีตรงไป โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา

แต่เขาแค่หนีไปได้แค่สองสามร้อยจั้ง ฉับพลันนั้นด้านหน้าพลันมีระลอกคลื่นปรากฏขึ้น เงาสีทองสายหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า และขวางทางเอาไว้อย่างพอดิบพอดี

ชนเผ่าหรงพลันหน้าเปลี่ยนสี แต่พลันกัดฟัน ไม่ยอมหยุดยั้งแม้แต่น้อย กลับกะพริบวาบแล้วเพิ่มความเร็วขึ้นสองส่วน ในเวลาเดียวกันสองมือพลันพลิกฝ่ามือ ในมือมีมีดยาวสีดำสนิทปรากฏขึ้น อีกมือหนึ่งกลับขยายใหญ่ขึ้น

ใบมีดยาวโบกสะบัดแล้วรางเลือน มีดลำแสงสีดำสิบกว่าสายต่อกันเป็นสาย

มือยักษ์อีกข้างหนึ่งพลันยื่นออกมากลางอากาศ กรงเล็บยักษ์สีเขียวปรากฏขึ้นบนเงาสีทอง และตะปบลงมาด้านล่าง

ปลายเล็บยาวมีไอสีดำหมุนวน ท่าทางน่าตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง

และในยามนั้นเองเงาสีทองเลือนรางเหล่านั้น พลันมีอักขระสีม่วงขนาดน้อยใหญ่ไม่เท่ากันปรากฏขึ้น จากนั้นพลันเปล่งแสงสีทองสว่างวาบ กลายเป็นร่างจริงของสามเศียรหกกร

นั่นก็คือร่างของพราหมณ์ศักดิ์สิทธิ์

ที่แท้ขณะที่หานลี่ใช้ปีกวายุอัสนีไล่ตามชาวเผ่าหรงอีกคน ในเวลาเดียวกันก็ปล่อยทารกวิญญาณที่สองและร่างทองออกไปไล่ล่าไม่ให้หลุดรอดได้

มองเห็นลำแสงสีดำสว่างวาบ มีดลำแสงสิบกว่าสายมาอยู่ตรงหน้า ในเวลาเดียวกันบรรยากาศเหนือหัวพลันรัดแน่น กรงเล็บยักษ์สีเขียวพลันมาอยู่เหนือศีรษะในเวลาเดียวกัน

แต่ร่างทองพราหมณ์ศักดิ์สิทธิ์กลับไม่มีเจตนาจะหลบหลีกเลยสักนิด กลับมีสีหน้าโหดเหี้ยม สองมือพลิ้วไหว ในมือมีใบมีดยักษ์สีทองปรากฏขึ้นสองเล่ม พลางสับลงมาหามีดลำแสงสีดำด้านหน้า

แขนอีกสองแขนพลันหายไปกลางอากาศ เงากำปั้นสีทองโจมตีไปทางกรงเล็บยักษ์สีเขียว

ส่วนแขนที่เหลืออีกสองข้างกลับประสานกันที่หน้าอก แล้วแยกออก คาดไม่ถึงว่าจะมีลำแสงสีทองปรากฏขึ้น

หัวทั้งสองของร่างทองหลับตาลงพร้อมกัน จากนั้นก็บริกรรมคาถาด้วยเสียงที่แตกต่างกันออกมาจากปาก

ชั่วขณะนั้นลำแสงสีทองก็หมุนวนอย่างรวดเร็ว จนมีขนาดเท่าศีรษะ และยังหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นระลอกคลื่นสีทอง

ดูแล้วลึกลับเป็นอย่างยิ่ง!

เมื่อดาบลำแสงสีดำและมีดสีทองสัมผัสกัน ชั่วขณะนั้นพลันระเบิดลำแสงเจิดจ้าออกมา ลำแสงสีทองและลำแสงสีเงินตัดสลับกันไปมา ยามนั้นไม่มีทางยอมอ่อนข้อให้กัน

กรงเล็บยักษ์สีเขียวที่อยู่กลางอากาศถูกเงากำปั้นสีทองทั้งหมดโจมตี กลับเปล่งแสงสว่างวาบ แทบจะพังทลายในชั่วพริบตา

ทว่าการต้านทานแค่นี้ ชาวเผ่าหรงคนสุดท้ายที่กลายเป็นสายรุ้งพลันรางเลือน คาดไม่ถึงว่าจะเปล่งแสงสว่างวาบจมหายไปกลางอากาศอย่างไร้ร่องรอย

ครู่ต่อมาด้านหลังร่างทองห่างออกไปสิบจั้งเศษ ระลอกคลื่นพลันปรากฏขึ้น ลำแสงหลีกหนีของชาวเผ่าหรงพลันปรากฏขึ้น ลำแสงพลันเปล่งแสงเจิดจ้า แล้วหนีเตลิดต่อไป

และในยามนั้นเองเศียรหนึ่งของร่างทองพราหมณ์ศักดิ์สิทธิ์พลันเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำออกมา

“ลำแสงระลอกคลื่นสีทอง”

ระหว่างมือทั้งสองมีระลอกคลื่นสีทองเปล่งแสงสว่างวาบแล้วหายวับไปจากมือ

จากนั้นด้านหลังเผ่าหรงห่างออกไปสองสามฉื่อ ลำแสงพลันเปล่งแสงสว่างวาบ ระลอกคลื่นสีทองปรากฏออกมา เมื่อปรากฏตัวก็เปล่งแสงสว่างวาบแล้วมีขนาดสองสามจั้ง

กลางระลอกคลื่นมีเสียงฟ้าผ่าดังขึ้น ในเวลาเดียวกันก็มีเสียงสวดมนต์ภาษาสันสกฤตดังออกมา

ชาวเผ่าหรงที่กำลังควบคุมลำแสงหลีกหนี รู้สึกเพียงว่าบรรยากาศรอบด้านรัดแน่น ลำแสงหลีกหนีไม่อาจดีดตัวออกได้เลยสักนิด

“อ๊าก”

ปากพลันร้องอุทานออกมา ชาวเผ่าหรงยังไม่ทันได้คิดจะสำแดงอิทธิฤทธิ์ใดหลบหนีอีก พลังแรงสูงที่ไม่อาจต้านทานได้ก็ระเบิดออกมาจากด้านหลัง

เสียง “สวบ” ดังขึ้น ชนต่างเผ่าผู้นี้ถูกดูดเข้าไปในระลอกคลื่นด้านหลังราวกับลูกธนู

เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงระเบิดสะเทือนเลื่อนลั่น

ระลอกคลื่นสีทองสั่นเทาเล็กน้อย แต่จากนั้นก็ปลอดภัยราวกับไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้น

ยามนี้ร่างทองพลันหมุนตัว ปากที่บริกรรมคาถาพลันหยุดลง มือหนึ่งร่ายอาคม มือหนึ่งยื่นนิ้วชี้ออกไปชี้ที่ระลอกคลื่นยักษ์

ระลอกคลื่นมีลำแสงสีทองสว่างวาบ แล้วหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตาก็มีขนาดเท่าเดิม และสุดท้ายก็มีเสียงอึกทึกดังขึ้น พลางสลายหายไปจากที่เดิม

A Record of a Mortal s Journey to Immortality

A Record of a Mortal s Journey to Immortality

Type: Author: ,
เจ้าบื้อที่สอง หานลี่ เด็กหนุ่มธรรมดาสามัญผู้ได้รับวาสนาให้ไปเข้าทดสอบเป็นศิษย์ในสำนักเล็กๆ แห่งหนึ่ง ทำให้เขาได้รู้จักกับโลกใบใหม่ที่หนุ่มน้อยชนบทอย่างเขาใฝ่ฝันอยากสัมผัสกับมันมาโดยตลอด ในโลกแห่งเซียน เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างฝึกฝนค้นหาเส้นทางเพื่อก้าวเข้าสู่ความเป็นนิรันดร์ ทว่าเส้นทางที่แม้กระทั่งผู้บำเพ็ญเพียรซึ่งมีพรสวรรค์สูงส่งแต่กำเนิดยังต้องผ่านความยากลำบากเท่าไหร่กว่าจะไปถึงจุดนั้น แล้วเด็กหนุ่มปุถุชนเช่นเขาจะทำได้หรือ? ด้วยความสามารถอันธรรมดาสามัญของเขาจะเอาตัวรอดในโลกแห่งเซียนนี้ไปได้อย่างไร? เส้นทางแห่งความสำเร็จช่างอยู่ห่างไกลเสียเหลือเกิน… คัมภีร์วิถีเซียนเป็นนิยายจีนย้อนยุคเล่าเรื่องการเดินทางอันน่าติดตามของหานลี่ ผู้ต้องใช้ทั้งไหวพริบและพลังยุทธ์ในการฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ด้วยตัวคนเดียว มาร่วมเดินทางไปกับหานลี่ ผู้เย้ยฟ้าท้านรกเพื่อแสวงหาเส้นทางแห่งการเป็นเซียนด้วยกันเถอะ!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset