Emperor of Steel-กำเนิดใหม่จักรพรรดิเหล็กไหล – ตอนที่ 31 ก้าวแรก (4)

บทที่ 31 ก้าวแรก (4)
ณ ห้องทดลองเวทมนตร์ของมิวท์
มันเป็นอาคารสองชั้นขนาดเล็ก โดยชั้นที่สองเป็นหอพักและห้องทำงานส่วนชั้นแรกเป็นห้องทดลอง
เอียด!
เมื่อประตูไม้เปิดออกพร้อมกับเสียงกรีดร้องชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ในความมืดก็ตะโกนดังลั่น
“ข้าบอกว่าอย่าเข้ามาไง!”
“เซอร์มิ้วท์ นายน้อยมาที่นี่แล้ว”
ชายวัยกลางคนลุกขึ้นอย่างสับสนเมื่อได้ยินคำตอบของฮานส์
“นายน้อยมาอย่างนั้นหรอ”
“ชิ ดูเหมือนว่าเจ้าจะดื่มมาเยอะเลยนะ”
ลุคเดาะลิ้นของเขาและพูดอย่างหนักแน่นเมื่อเขาสังเกตเห็นขวดไวน์สองสามขวดในห้องแล็บ
เมื่อได้ยินแบบนั้น มิวท์ก็รู้สึกละอายใจเล็กน้อย
ลุคมองมิวท์ด้วยสมาธิสูงสุด
มานาแสกนเป็นเวทมนตร์ประเภทหนึ่งที่สามารถใช้ได้อย่างง่ายดาย แต่ก็ต้องระวังให้แน่ใจว่าฝ่ายตรงข้ามจะไม่สังเกตเห็นว่าลุคกำลังใช้เวทมนตร์และกำลังเรียนรู้เวทมนตร์แห่งความมืด
“5 วงเวทย์! เขาอยู่สูงกว่าที่ข้าคิดไว้แหะ”
เนื่องจากลุคได้ยินมาว่าเขาเป็นเพียงพ่อมดที่มาจากหอคอยเวทมนตร์ขนาดเล็กๆจากเมืองเล็กๆ เขาจึงคาดว่าพ่อมดคนนี้จะต้องมีวงเวทย์มากที่สุดประมาณ 3 หรือ 4 วงเท่านั้น
ระหว่างที่ลุคกำลังคิด มิวต์ก็เคลียร์ห้องแล็บและส่งเก้าอี้ให้ลุคนั่ง
“ท่านประสงค์สิ่งใดกัน ถึงได้มาหาชายผู้ต่ำต้อยเช่นข้าในยามวิกาลแบบนี้”
“ข้าอยากรู้ว่า เจ้าจะโทษตัวเองไปอีกนานแค่ไหน”
เมื่อพูดคำนั้นมิวท์ก็หัวเราะและส่ายหัว
“ได้โปรดอย่าใส่ใจข้าเลย”
“มิวท์…”
“อุบัติเหตุครั้งนั้นมันเป็นเพราะข้าเอง ไม่ว่าข้าจะคิดถึงเรื่องนี้สักกี่ครั้ง มันจะไม่เกิดขึ้นแน่ๆถ้าข้าได้มองมันใกล้กว่านี้”
หลังจากอุบัติเหตุในครั้งนั้น มิวท์ก็ไม่ได้กินหรือดื่มอะไรแบบคนปกติอีกเลย เขาเอาแต่อธิษฐานกับตัวเอง และโชคดีที่นายน้อยก็ตื่นขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
แน่นอนว่าลุคดูเปลี่ยนไปมาก แต่มิวท์ก็ยังไม่รู้การเปลี่ยนแปลงใด ๆที่เกิดขึ้น
“ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อให้เจ้ารับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับคนอื่นๆข้ามาเพื่อบอกให้เจ้าเลิกยึดติดได้แล้ว”
ที่ดินของรากันต์แห่งน้นั้นมีขนาดเล็ก มันจึงทำให้มิวท์ที่เป็นจอมเวทเหล็กไหลยากที่จะหาชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นให้ตรงกับเวลา
แม้จะต้องทำงานอยู่ในสถานการณ์เหล่านั้น แต่มิวท์ก็ยังคงทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ แม้ว่าผู้ที่เขาให้คำมั่นว่าจะจงรักภักดีจะตายไปแล้วก็ตาม
แม้จะอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ แต่เขาก็สามารถจัดการกับกิกันท์ทั้งสามตัวได้เพราะความพยายามของเขา
และทุกคนก็รู้ถึงข้อนั้น นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ไม่มีใครขอให้เขารับผิดชอบต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น
“ขอบคุณนายท่าน แต่ข้าไม่อาจจะให้อภัยตัวเองได้”
“แล้วเจ้าจะละเลยเรื่องต่างๆไปเรื่อยๆอย่างนั้นหรอ เจ้าอยากจะเมาอย่างไร้ค่าไปตลอดชีวิตรึไง”
มิวท์พยักหน้าอย่างเงียบๆ
ลุคขมวดคิ้ว
“เจ้าเคยเดินทางเร่ร่อนเพราะไม่ชอบยึดติดกับสถานที่เพียงแห่งเดียว ผู้ชายคนนั้น! ผู้ชายที่ดื้อรั้นและมีความรู้คนนั้นอยู่ที่ไหนกัน”
ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาชอบทัศนคติของเจ้านายคนเก่า เขาจึงตัดสินใจยอมที่จะเป็นผู้ติดตามของเขา
“ตกลง หากเจ้าไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้ งั้นข้าก็จะลงโทษเจ้าเอง”
“นายท่าน!”
ฮานส์เรียกเขาอย่างตื่นตกใจเมื่อเห็นลุคยกมือขึ้น
มิวท์ในตอนนี้นั้นพร้อมที่จะเผชิญกับทุกสิ่งแล้ว
……
ลุคให้เงิน 70,000 เปโซแก่เขา
“นายท่าน?”
ในตอนแรกเขาคิดว่ามันจะมีมีดดาบโผล่ออกมาตัดหัวของเขา แต่เมื่อเขาเห็นว่ามันเป็นเงินที่เข้ามาแทน มิวท์ก็ค่อนข้างลนลาน
“ข้าขอสั่งเจ้า ให้ใช้เงินนั้นสร้างหอคอยเวทมนตร์ในที่ดินของเรา ซื้อหนังสือคาถาและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการซ่อมแซมและการผลิต แล้วรวบรวมบุคคลที่มีความสามารถและสอนพวกเขา”
“นายท่าน…”
“ข้าไม่เหมือนกับเจ้านายคนอื่นๆ ข้าจะลงทุนในเวทมนตร์ ดังนั้นเจ้าจงพัฒนาเวทมนตร์ในที่ดินของเราและพยายามป้องกันไม่ให้อุบัติเหตุเกิดขึ้นอีกในอนาคต”
มันเป็นเพียงแค่คำพูดไม่กี่คำ แต่มันก็เหมือนกับการได้รับรางวัล
สนับสนุนการสร้างหอคอยเวทมนตร์อย่างนั้นหรอ?
เมื่อสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนกำลังเกิดขึ้นต่อหน้าเขา มิวท์ก็เริ่มพูดไม่ถูก
ลุคให้คำสั่งสุดท้ายแก่เขา
“และบทลงโทษสุดท้าย! จงอย่าทรยศข้าหรือหันหลังให้กับที่ดินนี้เป็นอันขาด นี่คือการลงโทษทั้งหมดที่เจ้าได้รับ จงรู้จักให้เกียรติตัวเองในฐานะพ่อมดและจงเรียนรู้วิธีปฏิบัติหน้าที่ที่เจ้าควรทำ”
มิวท์ที่กำลังร้องไห้อยู่ เช็ดน้ำตาของเขาด้วยเสื้อคลุม
เขาคุกเข่าลงต่อหน้าลุคและสาบานว่าจะภักดีต่อเขา
“ข้าขอยอมรับการลงโทษจากนายท่านไปตลอดชีวิต”
ลุคยิ้มเมื่อได้ยินคำสาบานของมิวท์และพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้น
“แล้วก็นะ มีจอมเวทเหล็กไหลมาใหม่สามคน เจ้าช่วยรับพวกเขาไปดูแลทีนะ จะใช้พวกเขาทำอะไรก็ตามแต่เจ้าเลย”
“ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งนายน้อย”
มิวท์ก้มหัวให้ลุคอีกครั้ง
จากนั้นลุคก็ออกจากห้องและมุ่งหน้ากลับไปยังห้องทำงานของเขา
พ่อบ้านฮานส์เองก็เดินตามนายน้อยของเขาด้วยสีหน้าอบอุ่น
“ท่านทำได้ดีจริงๆ ท่านโน้มน้าวมิวท์ได้ดีกว่าข้าคิดเอาไว้มาก เพราะฉะนั้นจากนี้ต่อไปข้าจะไม่ทำเหมือนท่านเป็นเด็กอีกแล้ว”
“หึๆ มันไม่มีใครดื้อไปกว่าเขาแล้วจริงๆ…”
มันยังมีใครบางคนที่ดื้อรั้นมากกว่ามิวท์
ในช่วงเวลาที่เขายังเป็นจอมเวทเซย์มอนเมื่อ 500 ปีก่อน ลุคเคยพบกับชายผู้ที่ดื้อรั้นกว่ามิวท์มาก
เขาคนนั้นเป็นที่รู้จักในนาม “ค้อนแดงรอมเมล” และเขายังเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นผู้ชายที่ดื้อรั้นที่สุดในบรรดาคนแคระ เขาเป็นที่รู้จักตลอดหลายศตวรรษว่าเป็นคนดื้อรั้น
มิวท์ไม่สามารถนับเป็นอะไรได้เลยเมื่อเทียบกับเขา เขาแทบจะดูเหมือนเด็กน้อยเลยเมื่อเทียบกับคนแคระคนนั้น
“ยิ่งเจ้ามีความรู้มากเท่าไหร่ เจ้าก็ยิ่งต้องการได้รับความสนใจมากขึ้นเท่านั้น และเจ้าจะจงรักภักดีต่อคนที่มองเห็นคุณค่าของเจ้าเท่านั้น”
นั่นคือสาเหตุที่ลุคไม่ได้บังคับให้มิวท์ทำคำสัตย์มานา
อันที่จริงคำสัตย์ของมานาไม่ได้ผลกับคนที่เข้าใจ หากเขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาสามารถทำลายวงเวทย์ได้ตลอดเวลา
“แต่นายน้อย ท่านจะลงทุนในเวทมนตร์จริงๆหรอ”
“ใช่แล้ว ข้ามองว่าอีกไม่นานวิศวกรรมเวทมนตร์ก็จะเข้าสู่ยุคใหม่”
ด้วยการถือกำเนิดของศิลาเวทมนตร์เทียม กองกำลังที่น่ากลัวในสนามรบปัจจุบันจึงอยู่ที่กิกันท์
การใช้พ่อมดและอัศวินในการต่อสู้นั้นจะเป็นอะไรที่ไม่คุ้มกับค่าความเสียหายแน่นอน แต่ถึงยังงั้นพวกเขาก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้ของกิกันท์
นอกจากนี้ยังมีการผลิตและใช้สิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์หลายชนิดในด้านต่างๆ
ในอดีตสิ่งประดิษฐ์มีราคาแพงมากและมักจะถูกผลิตในปริมาณที่น้อย แต่ด้วยพัฒนาการของวิศวกรรมเวทย์มนตร์มันจึงทำให้สิ่งของเหล่านี้ได้รับการผลิตจำนวนมากและมีราคาที่ถูกลง
สิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์แบบเรียบง่ายไม่ได้มีไว้สำหรับพ่อมดหรือขุนนางเท่านั้นอีกต่อไป และไฟวิเศษที่ติดไว้ตรงมุมถนนก็นับเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้า
ลุคซึ่งเดินทางไปยังลาเมอร์ ไม่มีเจตนาที่จะเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงเหล่านั้น แน่นอนว่าเขาวางแผนที่จะมีบทบาทมากขึ้นตั้งแต่เขาได้กลับมาเกิดอีกครั้งแล้ว
“แต่เดิมที ตระกูลรากันต์นั้นจัดเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ดาบ”
“ใช่ แต่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงได้มาถึงแล้ว จริงอยู่ที่ดาบในมือกับศิลปะการต่อสู้แบบดั้งเดิมนั้นยังมีความสำคัญ แต่เราก็ต้องยอมรับในพลังของเวทมนตร์ที่มาใหม่ด้วยเช่นกัน”
เมื่อ 500 ปีก่อน
มันไม่มีอัศวินคนไหนที่สามารถยืนหยัดต่อสู้กับกองกำลังโกเลมของเซย์ม่อนได้แม้แต่คนเดียว
แน่นอนว่ามันเป็นอย่างนั้นจนกระทั่งสัตว์ประหลาดหายากอย่างรากันต์ปรากฏตัวขึ้น เขาเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่เขาก็เป็นคนสุดท้ายเช่นกันที่ทำให้โลกได้รู้จักกับเปลวไฟของอัศวินที่ลุกโชนอย่างสว่างไสว
“ข้าเข้าใจแล้ว อย่างไรก็ตามเรื่องคำสั่งของนายน้อย ข้าได้ลบรูปเหมือนของบรรพบุรุษในอดีตเพื่อต่ออายุตระกูลของเราเรียบร้อยแล้ว”
“อืม..”
จริงๆแล้วลุคก็แค่ไม่อยากเห็นภาพที่น่ากลัวของรากันท์ ดังนั้นเขาจึงสั่งให้คนรับใช้ลบทุกภาพที่เกี่ยวข้องกับรากันต์และขอให้พวกเขาไม่พูดถึงมันอีก
ฮานส์ซึ่งไม่รู้เจตนาของลุค จึงคิดว่าเขาแค่ไม่สบาย แต่สิ่งที่ทำให้เขาเป็นกังวลมากที่สุดก็คือการรื้อฟื้นชื่อเสียงของตระกูล!
“ตั้งแต่ข้าอายุมากขึ้น ความคิดของข้าก็โตขึ้นเหมือนกัน แต่ถ้าท่านต้องการจะทำสิ่งต่างๆในแบบของท่าน ข้าก็ยินดีที่จะพลิกโฉมโลกตามที่ท่านต้องการ”
“หึๆ ข้าก็หวังไว้แบบนั้น”
ลุคมองดูฮานส์ที่กำลังก้มหน้าและรู้สึกยินดี
แต่เดิมฮานส์นั้นเป็นนักแข่งกิกันท์ที่เป็นตัวแทนของตระกูลรากันต์
นอกจากนั้นเขายังเป็นมือขวาของผู้นำตระกูลคนก่อนและเป็นผู้พิทักษ์ของลุค
และหน้าที่ดังกล่าวก็ได้ทำลายความดื้อรั้นของเขาไป แน่นอนว่าธรรมชาติของเขานั้นไม่ใช่อะไรที่จะเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ และการจู้จี้เล็กๆน้อยๆก็ยังคงจำเป็นตราบเท่าที่มันไม่ได้รุนแรงเกินไป
“เอาล่ะในที่สุดข้าก็ได้ครองตระกูลรากันต์สักที”
มีงานอีกมากมายที่เขาต้องทำเพื่อทำให้แก้แค้นของเขาสำเร็จ
สำหรับลุคแล้วทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่การเดินทางระยะยาวเท่านั้น และสิ่งที่เขาพึ่งทำไปก็นับเป็นแค่ “ก้าวแรก” ที่สำคัญที่สุดของเขา….
 

Emperor of Steel

Emperor of Steel

กำเนิดใหม่จักรพรรดิเหล็กไหล เซย์ม่อน เขาคือชายผู้ซึ่งอยู่บนจุดสูงสุดของของศาสตร์มนต์ดำ เขาคือชายผู้ถูกขนานนามว่าปราชญ์แห่งความมืด เขาคือชายผู้ถูกตีตราว่าเป็นราชาปีศาจ สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้ผู้คนต่างพากันหวาดกลัวเขา และทำให้เขาถูกสังหารลงโดยจักรพรรดิดาบในที่สุด “ไม่ ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้มันจบลงแบบนี้!” ในที่สุดแล้ว ด้วยความปรารถณาอันแรงกล้าที่อยากจะมีชีวิตต่อของเขา มันได้ทำให้เขากลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง แต่โชคชะตาและความจริงนั้นโหดร้าย เขากลับมาเกิดใหม่หลังจากเวลาได้ล่วงเลยไปแล้วกว่า 500 ปี.. ชีวิตในครั้งนี้ของเขาจักถือกำเนิดใหม่ในฐานะผู้สืบทอดของศัตรูคู่แค้นของเขา จักรพรรดิดาบ

Comment

Options

not work with dark mode
Reset