Heavenly Jewel Change : มณีสวรรค์ผันชะตา – บทที่ 30.2 สำนักสวรรค์พิสดาร (2)

หัวเฟิงยิ้มน้อยๆ และพูดว่า “ไม่ใช่ พวกเราไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของอาณาจักร แม้แต่ราชวงศ์ก็ยังไม่สามารถออกคำสั่งพวกเราตามอำเภอใจได้ ปกติแล้วหน่วยของพวกเราจะออกโรงก็ต่อเมื่ออาณาจักรใกล้จะสูญสลายเท่านั้น ในฐานะจ้าวมณีสวรรค์ เจ้าก็น่าจะรู้ว่าจ้าวมณีต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในการฝึกฝน ดังนั้นพวกเราจึงต้องการรายได้ เพราะฉะนั้นเงินเหล่านั้นก็มาจากภารกิจพวกนี้ พูดง่ายๆ ก็คือพวกเราเป็นกลุ่มนักฆ่าที่เป็นที่รู้จักในนาม ‘สำนักสวรรค์พิสดาร’
แน่นอนว่านอกจากพวกเราแล้ว ไม่มีใครในโลกนี้รู้ว่าหน่วยเกาทัณฑ์สวรรค์คือสำนักสวรรค์พิสดาร ในโลกของสำนักนักฆ่าบนดินแดนไร้ขอบเขตแห่งนี้ สำนักสวรรค์พิสดารของเราถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 7 ของกลุ่มนักฆ่าทั้งหมด สำนักของพวกเราถูกจัดตั้งขึ้นมานานกว่าร้อยปีแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น อัตราความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจของพวกเราก็อยู่ที่ประมาณ 79% ส่วนสำนักอื่นๆที่อยู่ในอันดับต้นๆ นั้น พวกเขามีจำนวนสมาชิกในสำนักมากกว่าพวกเราอย่างน้อยสิบเท่า”
“สำนักสวรรค์พิสดาร?”  ริมฝีปากของโจวเหว่ยชิงกระตุกขณะที่เขาคิดกับตัวเองว่า:ให้ตายเถอะ! ช่างเป็นชื่อที่สร้างสรรค์จริงๆ!
หัวเฟิงยิ้มบางเบาขณะที่เขาเอ่ยคำกลอนของสำนักว่า “พวกเราคือกลุ่มคนพิสดาร อาจหาญจะยิงศร ทำลายเจ้าให้ม้วยมอญ จนจากจรไปสู่สวรรค์”
“จากนี้ไปพวกเจ้าจะเป็นสมาชิกของสำนักสวรรค์พิสดารอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก 2 ปีต่อจากนี้คือช่วงเวลาฝึกฝนของพวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจะไม่ได้ส่วนแบ่งจากภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แต่เมื่อความสามารถของพวกเจ้าสูงถึงมาตรฐานที่ทุกคนยอมรับและเห็นพ้องต้องกันแล้ว พวกเราก็จะเริ่มมอบส่วนแบ่งให้เจ้า”
มู่เอินมองโจวเหว่ยชิงก่อนที่จะพูดว่า “หึ เจ้าเด็กเหลือขอ! อย่าคิดจะตัดสินฝีมือของมือสังหารอย่างพวกเราด้วยมาตรฐานจ้าวมณีทั่วไปล่ะ แต่ก่อนหากหน่วยของเราต้องต่อสู้โดยไม่ใช้ธนู เมื่อเผชิญหน้ากับจ้าวมณีธรรมดาๆที่มีมณี 5 ดวง เจ้ามณีคนนั้นก็สามารถทำลายหน่วยเกาทัณฑ์สวรรค์ของเราลงได้แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมานี้ อัตราความสำเร็จในการต่อสู้ของพวกเราเป็นอย่างไรน่ะรึ? ข้าจะพูดถึงพวกระดับสูงๆ ให้ฟัง บุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดที่เราเคยลอบสังหารคือจ้าวมณีสวรรค์ที่มีมณี 9 ชุด เขาแค่เพียงคนเดียวก็แข็งแกร่งพอจะต่อสู้กับจ้าวมณีธรรมดาที่มีมณี 9 ดวงได้นับร้อยคนแล้ว! นอกจากนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจำนวนผู้คนที่เราเคยลอบสังหารก็คือ จ้าวมณีสวรรค์ระดับเทวะที่มีมณี 9 ดวงจำนวน 11 คน  จ้าวมณีที่มีมณี 8 ดวง 43 คน จ้าวมณีที่มีมณี 7 ดวง 114 คน…”
ซ่างกวนปิงเอ๋อร์กล่าวว่า “ผู้อาวุโส พวกเราจะฝึกฝนอย่างหนักและตั้งใจทำภารกิจอย่างเต็มที่ด้วยกำลังทั้งหมดของเรา ได้โปรดชี้แนะพวกเราด้วย”
ฮั่นโม่ยืนขึ้นแล้วพูดกับหัวเฟิงว่า “หัวหน้า ถ้าไม่มีอะไรแล้วข้าขออนุญาตกลับก่อน”
หัวเฟิงพยักหน้าและพูดว่า  “ปิงเอ๋อร์มากับข้า ข้าจะจัดสถานที่พักให้เจ้าพร้อมกับทดสอบความแข็งแกร่งของเจ้าด้วย”
“รับคำสั่ง ท่านอาจารย์” ซ่างกวนปิงเอ๋อร์ลุกขึ้นยืนทันที ขณะที่เธอกำลังจะจากไปโจวเหว่ยชิงก็คว้ามือเธอไว้อย่างรวดเร็ว เขาขยับเข้าไปใกล้หูของเธอแล้วกระซิบเบาๆ ว่า “ปิงเอ๋อร์ ระวังตัวด้วย อย่าให้ตาแก่หน้าตาหล่อเหลาผู้คนนั้นหลอกล่อเอาเปรียบเจ้าได้ล่ะ!” พูดจบเขาก็มองไปยังหัวเฟิง ด้วยรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาและสง่างามของหมอนั่น เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงอันตรายบางอย่าง
ใบหน้าของซ่างกวนปิงเอ๋อร์ขึ้นสีแดงระเรื่อ เธอหยิกเขาจมเนื้อหนึ่งทีก่อนจะจากไปพร้อมกับหัวเฟิง
โจวเหว่ยชิงทันได้มองเห็นท่าทางของหัวเฟิงขณะเดินออกไปอย่างชัดเจน ริมฝีปากของเขากระตุกขึ้นด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาด อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกใจขึ้นมาเล็กน้อย หรือว่า…อาจจะเป็นไปได้ที่… ข้ากระซิบเบาๆ แต่เขากลับได้ยินทุกอย่าง?
ทันทีที่ซ่างกวนปิงเอ๋อร์และหัวเฟิงเดินออกไป มู่เอิน หลัวเขอตี้และเกาเฉินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโจวเหว่ยชิงก็หลุดหัวเราะออกมาเสียงดังสนั่น ในบรรดาพวกเขาทั้ง 3 คน หลัวเขอตี้เป็นคนที่แสดงออกเกินจริงมากที่สุด เขาหัวเราะจนน้ำตาไหลลงมาอาบแก้มทั้งสองข้าง กระทั่งทุบกำปั้นของเขาลงบนโต๊ะเสียงดัง ขณะที่มู่เอินหัวเราะจนเก้าอี้ไม้หนักๆ ที่เขานั่งทับอยู่แทบจะขยับออกจากที่ โจวเหว่ยชิงถามงงงวย “ทำไมพวกท่านถึงหัวเราะล่ะ มีอะไรน่าขำหรือ?”
เกาเฉินเอ่ยตอบขณะที่กำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “เหว่ยน้อย เจ้าคิดหรือว่าเสียงกระซิบของเจ้านั้นเบามากและมีปิงเอ๋อร์เพียงคนเดียวที่ได้ยิน?”
“อะไรนะ? นี่…ทุกคนได้ยินที่ข้าพูดหรือ?” โจวเหว่ยชิงถามด้วยความแปลกใจ
หลัวเขอตี้ยกนิ้วให้เขาและพูดว่า “เหว่ยน้อย ข้าจะบอกอะไรให้ ถ้ามีคนอื่นพูดเรื่องคล้ายๆ กับที่เจ้าเพิ่งพูดกับปิงเออร์ไป แม้ว่าพวกเขาจะไม่ตาย อย่างน้อยก็ต้องโดนหัวหน้าเล่นงานจนบาดเจ็บสาหัส เจ้าคิดว่าเสียงของเจ้าเบางั้นรึ? เจ้าลืมอาชีพที่พวกเราใช้ทำมาหากินไปแล้วหรือไง? พวกข้าทุกคนล้วนเป็นพลธนูและมือสังหาร! สำหรับพลยิงธนู การคำนวณระยะทางและความเร็วจากการได้ยินคือเรื่องง่ายๆสำหรับพวกเรา แม้แต่จ้าวมณีสวรรค์ระดับเทวะก็ยังไม่อาจเทียบเคียงพวกเราได้! เสียงกระซิบของเจ้าไม่แตกต่างอะไรกับมาพูดอยู่ข้างๆหูของข้าเลยด้วยซ้ำ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!! และเจ้า…เจ้ายังกลัวว่าหัวหน้าจะขโมยคนรักของเจ้า…ฮ่าๆๆๆๆๆๆ โอย ข้าขำจนเกือบตายแล้ว”
“มีอะไรน่าขำนักหรือ!? ในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง ข้ากังวลเกี่ยวกับภรรยาของข้ามันผิดตรงไหน” โจวเหว่ยชิงร้องออกมา จากความอับอายก็เปลี่ยนไปเป็นความโกรธ
“ปัดโถ่! เจ้าเด็กเหลือขอนี่! หยุดทำให้ข้าเสียหน้าจะได้ไหม!” มู่เอินบอกกับเขา “เจ้าเด็กเหลือขอ เจ้ารู้หรือไม่ว่าหัวหน้าหัวเฟิงหวังอยากให้เจ้าเรียกเขาว่าอะไรมากที่สุด?”
โจวเหว่ยชิงถามอย่างสงสัย “อะไรล่ะ?”
มู่เอินหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า “แม่รอง ”
“อะไรนะ?!” ดวงตาของโจวเหว่ยชิงเกือบจะถลนออกมาจากเบ้า “เจ้าหมายความว่าท่านหัวหน้าเป็นผู้หญิง?”
“ไม่ ไม่…แน่นอนว่าหัวหน้าของเราเป็นผู้ชาย แต่อย่างไรซะ เขาก็ชอบผู้ชายคนอื่นอยู่เช่นกัน คนที่เขาตกหลุมรักก็คือบิดาของเจ้ายังไงล่ะ! ฮ่าๆๆๆๆๆ เจ้าเด็กน้อย เจ้าควรกังวลว่าใครบางคนอยากจะเป็นแม่อีกคนของเจ้ามากกว่าจะไปขโมยภรรยาของเจ้านะ ฮ่าๆๆๆๆ โอ้ย ช่วยด้วย ข้าหยุดหัวเราะไม่ได้ ฮ่าๆๆๆๆ”
โจวเหว่ยชิงจ้องมองบุคคลทั้ง 3 อย่างตกตะลึง กรามของเขาอ้าค้าง ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ทันใดนั้นเอง ทั้ง 3 คนที่กำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่งก็หยุดชะงักอย่างไร้สาเหตุ สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไปมา จากนั้นทั้งหมดก็ลงไปนอนหมอบอยู่กับพื้นภายในชั่วพริบตา ผนังไม้ด้านหลังพวกเขามีรูเล็กๆ 3 รูปรากฏขึ้นในบริเวณที่พวกเขานั่งรวมกันอยู่เมื่อสองวินาทีก่อน
เสียงของหัวเฟิงดังมาจากที่ไกลๆ “ถ้าพวกเจ้า 3 คนอยากตายมากนัก ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะช่วยเติมเต็มความปรารถนาของพวกเจ้า”
ใบหน้าของหลัวเขอตี้นั้นหน้าซีดขาว ในขณะที่เกาเฉินกลับมามีสีหน้าเคร่งขรึมทันที “ตาแก่เหลี่ยมจัด เจ้ากล้านินทาหัวหน้าได้อย่างไร? ข้าจะจับตาดูเจ้าไว้! เอาล่ะ ข้าจะกลับแล้ว ต้องรีบไปเก็บของสำหรับภารกิจในวันพรุ่งนี้” ทันทีที่เขาพูดจบ เขาก็หายตัวออกไปจากห้องด้วยความรีบร้อน
มีเพียงมู่เอินเท่านั้นที่นั่งลงบนเก้าอี้ของเขาราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขามองไปยังโจวเหว่ยชิงที่กำลังตะลึงงันอยู่และพูดอย่างเฉยเมย “เหว่ยน้อย ตอนนี้เจ้าเข้าใจหรือยัง?”
“เข้าใจ? แน่นอนตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว ไม่แปลกใจที่ที่นี่ถูกเรียกว่าสำนักสวรรค์พิสดาร  มีแต่คนพิสดารทั้งนั้น ไม่มีใครปกติสักคน…” โจวเหว่ยชิงมีสีหน้าแปลกๆ เนื่องจากในหัวของเขาเกิดจินตนาการฉากบางอย่างขึ้นมา…บิดาของเขาและหัวเฟิงผู้หล่อเหลากำลังจับมือกัน…
เมื่อรู้สึกว่าลำไส้ของตนเริ่มแปรปรวน โจวเหว่ยชิงก็ตบหน้าตัวเองเพื่อเรียกสติทันที
ในบรรดาสมาชิกทั้ง 7 คน เขาได้พบแล้ว 5 คน หนึ่งในนั้นเป็นพวกตัดแขนเสื้อ คนหนึ่งเป็นคนเหลี่ยมจัด คนหนึ่งเป็นอันธพาล คนหนึ่งเป็นพวกบ้าเลือด ส่วนอีกคนก็เป็นก้อนน้ำแข็งเดินได้
เขาถามอย่างลังเล “อาจารย์ ฉายาของสมาชิก 2 คนสุดท้ายคืออะไรหรือ?”
มู่เอินลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหาโจวเหว่ยชิง “เจ้าจะต้องระวังสมาชิก 2 คนสุดท้ายให้ดี หนึ่งในนั้นคือผู้หญิงเพียงคนเดียวในหน่วยเกาทัณฑ์สวรรค์ของเรา หญิงสาวผู้งดงามนางนั้นหลงรักหัวเฟิงมานานกว่า 20 ปี เช่นเดียวกับที่หัวเฟิงหลงรักบิดาของเจ้า นางชื่อสุยเฉา แต่พวกเรามักจะเรียกนางว่าหญ้าน้อย [1] อย่างไรก็ตาม นางเป็นพวกหยินหยางพร่อง อารมณ์จึงรุนแรงมาก นอกจากหัวเฟิงแล้ว นางดุร้ายกับคนอื่นๆ มาก ฉายาของนางก็คือ ‘ภูเขาไฟ’ ไฟหมายถึงอารมณ์     คุกรุ่นของนาง ในขณะที่ภูเขาหมายถึงทักษะธาตุของนาง แน่นอนว่านางคือจ้าวมณีธาตุดิน นางเป็นคนที่เจ้าต้องระวังมากที่สุดเพราะว่าในสายตาของนาง บิดาของเจ้าเป็นผู้ขโมยคนที่นางรักไป”
“สมาชิกคนสุดท้ายคือรองหัวหน้าของเรา เขาชื่อว่ายี่ฉือ ความสามารถพิเศษของเขาคือการซุ่มโจมตีและยิงสนับสนุน เขาเป็นผู้ช่วยที่ดีที่สุดในสนามรบ อีกทั้งในแง่ของแผนการชั่วร้ายตลบตะแลงก็ไม่มีใครสามารถเอาชนะเขาได้ เพศของเขา เอ่อ…ค่อนข้างไม่เหมือนใครเท่าไหร่…ก็เหมือนกับฉายาของเขานั่นแหละ ‘ลักเพศ’ “
บนหัวของโจวเหว่ยชิงเต็มไปด้วยขีดสีดำ 5 ขีด[2] กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขากระตุกเล็กน้อย ที่นี่มันศูนย์รวมคนประเภทไหนเอาไว้บ้างเนี่ย? มีพวกลักเพศและราชสีห์ตัวเมียเพิ่มเข้ามาอีก! พวกเขาจะใช้เวลาอีก 2 ปีถัดไปที่นี่ได้จริงๆ หรือ!
“เอาล่ะ พวกเราก็ไปกันเถอะ ข้าจะจัดหาสถานที่พักให้เจ้า จากนั้นเจ้าก็แสดงพลังของเจ้าให้ข้าดู ข้าได้ยินว่าเจ้าได้หลอมรวมศาสตรามณียุทธ์กับมณีของเจ้าเรียบร้อยแล้ว  แล้วเจ้ากักเก็บธาตุลงในมณีหรือยัง?”
โจวเหว่ยชิงพยักหน้าและพูดว่า “อืม ข้าทำหมดแล้ว”
ดวงตาของมู่เอินกรอกไปมาขณะที่เขาพูดว่า “ตาแก่โจวคงจะยินดีจ่ายให้เจ้าสินะ!”
ขณะนี้ ในที่สุดโจวเหว่ยชิงก็ทำใจได้แล้ว อย่างไรซะ เขาก็เรียนรู้กับมู่เอินมานานกว่า 2 ปี ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานที่แปลกประหลาดนั้น เขาก็ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เมื่อฟังคำพูดของมู่เอิน เขาได้แต่ยิ้มให้กับตัวเอง
หลัวเขอตี้กล่าวว่า “เอาล่ะ ข้าจะกลับไปดื่มเหล้าก่อน เหว่ยน้อย อย่าลืมสิ่งที่ข้าบอกเจ้าก่อนหน้านี้ล่ะ”
โจวเหว่ยชิงยกคิ้วขึ้นแล้วพูดว่า “ท่านพูดว่าอะไรนะ? ข้าลืมไปแล้ว”
“อะไรนะ?!” หลัวเขอตี้กระแทกมือลงบนโต๊ะและโบกไม้โบกมือให้โจวเหว่ยชิง “เด็กเหลือขอตัวน้อย เจ้าอยากตายรึ?”
มู่เอินกรอกตาแล้วพูดว่า “ข้าคิดว่าคนที่อยากตายคือเจ้ามากกว่า! ลูกศิษย์ของข้าเพิ่งมาถึงที่นี่ แต่เจ้ากลับขู่เขาแล้ว? เช่นนี้เจ้าจะเป็นอาจารย์ลุงของเขาได้อย่างไร?”
โจวเหว่ยชิงรีบหนีไปซ่อนตัวอยู่ด้านหลังมู่เอินอย่างรวดเร็ว เขาพยักหน้าและพูดว่า “ใช่แล้ว ท่านอาจารย์ลุง! ความจำของข้ามักจะไม่ค่อยดี แต่ถ้าข้าได้รับของขวัญต้อนรับ บางทีมันอาจช่วยฟื้นความทรงจำของข้าให้นึกถึงสิ่งที่ท่านพูดก่อนหน้านี้ก็เป็นได้”
ริมฝีปากของหลัวเขอตี้กระตุกเล็กน้อย “ลูกมังกรก็คือมังกร นกฟงหวงก็ยังออกไข่เป็นนกฟงหวง ลูกหนูยังไงก็ต้องรู้วิธีขุดรู[3] มีคนสั่งสอนมาเช่นไรก็เป็นเช่นนั้นแหละ เจ้าเด็กเหลือขอ! เจ้าเพิ่งจะมาถึงที่นี่แต่กลับพยายามจะหลอกลวงข้าแล้วงั้นรึ!”
มู่เอินหัวเราะออกมาและพูดว่า “พูดได้ดี ข้าจะส่งต่อคำพูดของเจ้าไปที่โจวสุ่ยหนิวอย่างแน่นอน ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีความมั่นใจในการประมือกับเขาแล้ว! ฮ่าๆ!”
หลัวเขอตี้พูดด้วยความโมโห “ข้ากำลังพูดถึงเจ้าต่างหาก!”
มู่เอินพูดอย่างไร้เดียงสา “แต่เหว่ยน้อยไม่ใช่บุตรชายของข้า เขาเป็นเพียงแค่ลูกศิษย์ของข้า เจ้าบอกว่าลูกหนู แต่เขาไม่ใช่ลูกข้าเสียหน่อย เฮ้ออออ นานมากแล้วที่ข้าไม่ได้เห็นโจวสุ่ยหนิวสั่งสอนใครบางคน ข้าแทบจะรอไม่ไหวเลยที เดียว!”
หลัวเขอตี้จ้องมองที่คู่ศิษย์อาจารย์ตรงหน้าอย่างเหลืออด ในที่สุดเขาก็สบถออกมาและพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “ข้าล่ะกลัวพวกเจ้าสองคนจริงๆ! ตาแก่อันธพาล ข้าจะให้ของขวัญต้อนรับกับเขา!”
มู่เอินพูดอย่างใจกว้าง “ไม่มีปัญหา! แค่จำเอาไว้ว่าต้องนำมันมามอบให้ก่อนที่เราจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน ไปกันเถอะ เหว่ยน้อย”
โจวเหว่ยชิงมอบรอยยิ้มงดงามให้กับหลัวเขอตี้และกล่าวว่า “อาจารย์ลุง ขอบคุณมาก! ข้าคิดว่าของขวัญของท่านจะต้องยอดเยี่ยมมากแน่ๆ!”
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา หลัวเขอตี้ก็เกือบจะโขกหัวของเขาเข้ากับผนัง คู่ศิษย์อาจารย์นี้ไม่อาจจะเอาชนะได้ง่ายๆจริงๆ พวกเขาประสานรับกันได้อย่างรวดเร็วราวกับเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี หึ เมื่อโจวเหว่ยชิงพูดเช่นนี้ ของขวัญต้อนรับ ธรรมดาๆ ก็คงจะไม่พอ เขาจะต้องมอบของขวัญที่ยอดเยี่ยมมากให้กับเจ้าเด็กนั่น! เมื่อมองไปยังทั้งสองคนที่กำลังเดินออกไป หลัวเขอตี้ก็อดจะขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางคิดกับตัวเองไม่ได้ว่า บางทีมันอาจถึงเวลาแล้วที่ข้าควรจะหาศิษย์เช่นกัน!
ขณะที่พวกเขาเดินออกมายังลานกว้าง มู่เอินก็หันไปหาโจวเหว่ยชิงและพูดว่า “เหว่ยน้อย เจ้าเหลี่ยมจัดนั่นกล่าวว่าศาสตรามณียุทธ์ของเจ้าเป็นธนูที่ยอดเยี่ยมมาก นำออกมาให้ข้าดูหน่อย เจ้านั่นมีสายตาเฉียบคมและยังพิถีพิถันมาก การที่เขาชื่นชมธนูของเจ้าแสดงว่ามันน่าจะใช้การได้ดีทีเดียวง”
………………………………………………………………..
[1] สุยเฉา – เฉา Cao (草) แปลว่าหญ้า
[2] คืออารมณ์ประมาณนี้ [ -.-“’’’]
[3] เปรียบเทียบว่าความเจ้าเล่ห์ของโจวเหว่ยชิงได้รับการสั่งสอนมาจากมู่เอิน

Related

Heavenly Jewel Change

Heavenly Jewel Change

ในโลกที่ความแข็งแกร่งคือทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้มีพลังเหยียบย่ำผู้อ่อนแอ มีเด็กผู้ชายผู้หนึ่งเกิดมาเพื่อหวังจะก้าวขึ้นเป็นราชาจ้าวมณีสวรรค์ ในอาณาจักรเล็กๆ ที่ยังต้องดิ้นรนในสงครามซึ่งรายล้อม ตัวเขาในฐานะที่เกิดในตระกูลแม่ทัพจึงจำเป็นต้องมุ่งมั่นทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ทว่าสวรรค์กลับไม่เป็นใจ เด็กชายเกิดมาพร้อมลมปราณอุดตัน ฝึกวิชาใดๆ ก็ไร้ผล ท้ายที่สุดก็กลายเป็นเศษสวะไร้ค่าในสายตาผู้อื่น!? ทำลายความภาคภูมิใจของบิดา… กลายเป็นความอัปยศอดสูของคู่หมั้น… หากแต่เขากลับใช้ชีวิตอย่างปกติสุข เที่ยวเล่นจับปลาไปวันๆ โดยไร้ความละอาย! ทว่า…เมื่อพลาดพลั้งถูกฆ่าและทิ้งให้ตาย ท้ายที่สุดสวรรค์ก็เมตตา ไข่มุกรัตติกาลจากต่างมิติถูกดึงดูดด้วยแรงดิ้นรนอยากมีชีวิตอยู่ของเขา มันมอบพลังที่เปลี่ยนให้เขากลายเป็นจ้าวมณีสวรรค์ที่หายากที่สุด! สิ่งนั้นปลุกศักยภาพของเขาขึ้นมา… แท้จริงแล้วเขาไม่ได้ไร้ค่า… แต่นั่นจะเป็นของขวัญจากสวรรค์ที่มาเปลี่ยนชะตาของเขาได้จริงหรือ? ร่วมผจญภัยไปกับ ‘โจวเหว่ยชิง’ ตัวเอกผู้ไร้ยางอายที่ใช้เล่ห์กลทุกอย่างในการเอาตัวรอดเพื่อมุ่งไปสู่จุดสูงสุดของโลกการฝึกวิชา สร้างยอดกองทัพ ปกป้องคนที่เขารักและขยายอาณาจักรเล็กๆ ให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร! นี่คือโลกใบที่ไม่คุ้นเคย พบกับระบบพลังใหม่ สุดยอดศาสตราวุธ และตัวเอกที่ไม่เหมือนใคร Every human has their Personal Jewel of power, when awakened it can either be an Elemental Jewel or Physical Jewel. They circle the right and left wrists like bracelets of power. Heavenly Jewels are like the twins born, meaning when both Elemental and Physical Jewels are Awakened for the same person, the pair is known as Heavenly Jewels. Those who have the Physical Jewels are known as Physical Jewel Masters, those with Elemental Jewels are Elemental Jewel Masters, and those who train with Heavenly Jewels are naturally called Heavenly Jewel Masters. Heavenly Jewel Masters have a highest level of 12 pairs of jewels, as such their training progress is known as Heavenly Jewels 12 Changes. Our MC here is an archer who has such a pair of Heavenly Jewels.

Comment

Options

not work with dark mode
Reset