Lady to Queen บัลลังก์แค้นจักรพรรดินี – ภาคแยก | บทที่ 8 นางงดงามมากจริงๆ

ภาคแยก 2 : The violet rose.

(กุหลาบสีม่วง : ความรักที่ซื่อสัตย์และภักดี)

“เจ้าจะไม่แต่งงานรึ”

ในวันหนึ่งที่แดดจ้า เคาน์เตสเบรดิงตันถามคำถามนี้กับรอธซี ไอล์ ลี เบรดิงตัน เขาเสยผมสีน้ำตาลของตนข้างหนึ่งก่อนจะตอบ

“ข้าไม่คิดจะแต่งงานครับ ท่านแม่”

“พระเจ้าช่วย!”

ได้ยินคำสารภาพอย่างกะทันหันของบุตรชาย เคาน์เตสเบรดิงตันก็อุทานออกมาก่อนจะวางถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะและถามกลับอย่างไม่เข้าใจ

“ทำไมล่ะ?”

“ข้าแค่คิดว่าข้าคงไม่ได้แต่ง”

“พูดจาเลื่อนเปื้อน! คิดจะทำให้ตระกูลของเราสิ้นสุดที่เจ้าหรือไร”

“ก็รับบุตรบุญธรรม หรือไม่ก็ให้ญาติสายรองขึ้นมาเป็นประมุขก็ได้นี่ครับ”

“ตายจริง”

คำพูดของบุตรชายทำเอาเคาน์เตสเบรดิงตันสะเทือนใจและขึ้นเสียงโดยไม่รู้ตัว

“ทำไมกัน?”

“ข้าไม่คิดจะแต่งงานครับ”

“ก็นั่นแหละ เพราะอะไรกัน?”

ทำไมกัน? เคาน์เตสเบรดิงตันได้แต่ถามคำถามนั้น นางไม่เข้าใจความคิดของบุตรชายเลยแม้แต่น้อย สรุปคือลูกข้าคิดจะอยู่เป็นโสดไปจนแก่และตายไปอย่างนั้นหรือ นี่ข้าต้องส่งสตรีไปที่ห้องของเขาหรือไม่? หรือว่าลูกชายข้าจะเป็น… คงไม่ใช่แบบนั้นหรอกนะ? จินตนาการของเคาน์เตสเบรดิงตันกว้างไกลออกไปเรื่อยๆ แต่รอธซีก็หยุดความคิดของมารดาอย่างสุขุม

“ข้าปกติดีครับ ท่านแม่”

“อะแฮ่ม…”

เมื่อถูกลูกชายอ่านความคิดอย่างทะลุปรุโปร่งเคาน์เตสเบรดิงตันจึงเผลอกระแอมไอออกมา ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็เอ่ยถามด้วยสีหน้าสงบ

“เช่นนั้นเจ้าจะไม่แต่งงานด้วยเหตุผลอันใดกัน”

เคาน์เตสเบรดิงตันอยากรู้เหตุผลจริงๆ นางไม่เคยปลูกฝังความคิดที่ไม่ดีเกี่ยวกับการแต่งงานให้ลูกชาย ยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ของตนกับสามีก็ดีมากเสียจนสามีภรรยาทุกคู่ในเมืองหลวงยึดถือเป็นแบบอย่าง หากจะเรียกด้วยคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในยุคนี้ก็คงจะเป็น ‘รักกันปานจะกลืนกิน’

‘เดี๋ยวสิ ปกติแล้วถ้าสามีภรรยาอยู่กันอย่างรักใคร่ปรองดอง บุตรธิดาย่อมต้องอยากแต่งงานมิใช่รึ? หรือเพราะรักใคร่ปรองดองกันมากเกินไปจึงให้ผลตรงกันข้ามนะ?’

“ไหนบอกแม่ซิ โร พวกเราทำผิดต่อลูกหรือเปล่า พวกเราปลูกฝังความคิดที่ไม่ดีเกี่ยวกับการแต่งงานและชีวิตคู่…”

“ไม่ครับ ท่านแม่ ไม่ใช่แบบนั้น”

รอธซีปฏิเสธอย่างจริงจังพร้อมทั้งส่ายหน้า ก่อนจะตอบออกไปตามตรง

“เห็นท่านพ่อท่านแม่รักกันดี หลายครั้งข้าก็รู้สึกอิจฉา ชื่นชม และนับถืออย่างมาก แต่ข้าไม่มั่นใจว่าข้าจะทำได้อย่างพวกท่าน ข้าไม่มั่นใจว่าข้าจะอุทิศตนให้กับภรรยาได้”

“…”

“เพราะข้าให้ความสำคัญกับตัวเองมากกว่า และชอบอยู่คนเดียวมากกว่า”

“อ้อ…”

เคาน์เตสเบรดิงตันพลันหมดคำจะพูด ในเมื่อบุตรชายตอบมาเช่นนี้ ตัวนางเองก็ไม่รู้จะพูดอะไร เขาบอกว่าตนเห็นแก่ตัวจึงจะไม่แต่งงานเพราะไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น เขาพูดถึงขนาดนี้แล้ว นางยังจะพูดอะไรอีก ในเมื่อมันจะทำให้ผู้หญิงที่มาแต่งงานด้วยไม่มีความสุข นางจะไปสั่งให้เขาแต่งงานก็ใช่เรื่อง

เคาน์เตสเบรดิงตันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวถึงเรื่องที่พอจะช่วยบุตรชายได้

“แม่รู้แล้วว่าเจ้าจะพูดอะไร แต่ลูกเอ๋ย พ่อของเจ้าก็เป็นเหมือนเจ้านี่ล่ะ”

“…ครับ?”

“แม่ได้ยินมาว่าพ่อของเจ้าก็หลบเลี่ยงการแต่งงานด้วยเหตุผลคล้ายๆ กันนี้ แล้วดูสิ ตอนนี้พ่อของเจ้าเป็นอย่างไร”

“เรื่องนั้น…”

ท่านสุขกายสบายใจอย่างมาก ทั้งยังพลอดรักกับท่านแม่ตลอด เป็นครั้งแรกที่รอธซีพูดไม่ออก เคาน์เตสเบรดิงตันยิ้มอย่างอ่อนโยนและพยักหน้า

“แม่ไม่ได้จะเร่งเจ้า เพียงแต่หวังว่าเจ้าจะไม่คิดว่าตนไม่ดีพอที่จะแต่งงาน ในสายตาแม่เจ้าดีพร้อมยิ่งกว่าใครในการจะสร้างครอบครัว”

“พูดตามตรงนะครับ ท่านแม่ ข้าไม่มั่นใจเลยว่าจะทำได้อย่างท่านพ่อ”

“มนุษย์เราล้วนกลัวการเริ่มต้นใหม่ อีกอย่าง…” เคาน์เตสเบรดิงตันปรับลมหายใจให้เป็นปกติก่อนจะพูดต่อ “ความกลัวของเจ้านั้นส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะเจ้ายังไม่เคยลองทำมาก่อน”

“…”

“ก่อนอื่นเจ้าต้องลองพยายามดูก่อนมิใช่หรือ ออกงานสังคมบ้าง”

สุดท้ายก็จบที่การบ่น-ร่าย-ยาว รอธซียิ้มน้อยๆ ด้วยสีหน้าอ่อนล้า เคาน์เตสเบรดิงตันจ้องท่าทีของบุตรชายเขม็งก่อนจะถอนหายใจสั้นๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องพูด

“เรื่องนั้นเอาไว้ว่ากันทีหลัง… เอาเป็นว่าเจ้าแวะไปดูที่คฤหาสน์เคานต์ลาสเซลส์หน่อยเถอะ”

“ไปหาวอลเทอร์หรือครับ”

ลอร์ดวอลเทอร์ ลาสเซลส์ เป็นหนึ่งในเพื่อนจำนวนไม่กี่คนของรอธซี

“มีเรื่องอะไรหรือครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“มีโทรเลขมาตอนที่เจ้าออกไปข้างนอก เห็นว่าป่วยน่ะ เจ้าควรจะไปเยี่ยมเขาเสียหน่อย”

“โธ่”

เขาพึมพำด้วยความตกใจเล็กน้อย ไหนใครบอกว่าคนบ้าไม่ป่วย เจ้าวอลเทอร์ไม่ใช่คนบ้าจริงๆ หรือนี่! …ล้อเล่นน่ะ เพื่อนที่ร้อยวันพันปีไม่เคยป่วยดันมาล้มป่วยเช่นนี้ รอธซีย่อมต้องเป็นห่วงแน่นอนอยู่แล้ว

“ร้ายแรงมากหรือครับ” เขาถาม

“ในจดหมายไม่ได้เขียนถึงเรื่องนั้น แต่แวะไปดูหน่อยก็ไม่เสียหาย”

“แน่นอนอยู่แล้วครับ ข้าคงต้องรีบไปแล้ว”

“จ้ะ รีบไปเถอะ วอลเทอร์เองก็ไม่ค่อยมีเพื่อนเหมือนกับเจ้ามิใช่หรือ ไม่แน่เขาอาจจะรอเจ้าอยู่ก็เป็นได้”

“ฮ่าๆ อาจเป็นเช่นนั้นก็ได้ ข้าจะรีบไปรีบมานะครับ”

รอธซีรีบไปหยิบเสื้อคลุมและกล่าวกับพ่อบ้าน

“ช่วยเตรียมรถม้าให้ทีครับ”

***

“เร็วขึ้นอีกหน่อยได้ไหมครับ”

เสียงของรอธซีแฝงไว้ด้วยความร้อนรนเล็กน้อย ถึงจะพูดอย่างนั้นอย่างนี้แต่ในความเป็นจริงเขาก็เป็นห่วงเพื่อน ไม่รู้ว่าป่วยหนักหรือไม่ รอธซีมีสีหน้าจริงจังพยายามทำใจให้สงบอยู่ในรถม้า ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงแรงกระแทกโครมใหญ่ตามมาด้วยกาสั่นสะเทือน รอธซีตกใจทำอะไรไม่ถูกรีบคว้าจับเก้าอี้ในรถไว้แน่นเพื่อทรงตัว

ดูท่าคนขับรถม้าจะทำพลาดเข้าแล้ว รถยังไม่ทันหยุดสั่น รอธซีก็เปิดประตูลงจากรถ ดูเหมือนรถม้าทั้งสองคันต่างพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อไม่ให้ชนเข้ากับอีกฝ่ายจึงส่ายไปส่ายมาอย่างแรง รถม้าอีกคันดูหรูหราไม่เบา คาดว่าคงเป็นของตระกูลขุนนางชั้นสูงเช่นเดียวกับเขา

“ปัดโธ่ ระวังหน่อยสิท่าน! รู้หรือไม่ว่าผู้ใดนั่งอยู่บนรถม้าคันนี้”

“เดี๋ยวสิ ข้าก็ขอโทษไปแล้วมิใช่รึ”

“ตอนนี้ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายผิด มาขึ้นเสียงใส่ข้าเช่นนี้ใช้ได้หรือ”

สถานการณ์ดูไม่ดีเอาเสียเลย ขณะที่รอธซีเปิดปากเตรียมจะเอ่ยห้ามคนขับทั้งสอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งลงมาจากรถ อีกฝ่ายเป็นหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีแดงราวกับเปลวไฟที่ลุกโชน นัยน์ตาสีทองคู่นั้นราวกับร่างจำแลงของดวงตะวันก็มิปาน ดูแล้วอายุน่าจะใกล้เคียงกับเขาหรือไม่ก็น้อยกว่า

“โธ่ เลดี้ อยู่ในรถม้าก็ดี…”

“ไม่เป็นไรค่ะ อย่าทะเลาะกันเลยนะคะ ว่าแต่ท่านที่อยู่ในรถม้าคันนั้นปลอดภัยดีหรือไม่…”

รอธซีไม่เชื่อใน ‘รักแรกพบ’ จนถึงขั้นเกลียด แต่วินาทีที่เขาได้เห็นหญิงสาวคนนั้นครั้งแรก รอธซีก็อยากจะอัดตัวเองในอดีตที่เคยมีความคิดเช่นนั้นให้น่วม

เขาสงสัยว่า ‘รักแรกพบ’ เป็นเช่นนี้หรือ

ในหัวของเขาไม่คิดถึงเรื่องอื่นอีกเลยนอกเหนือจากสองเรื่องนี้ หนึ่งคือนางเป็นผู้หญิงที่งดงามมาก สองคือเขาอยากพูดคุยกับนาง ปฏิกิริยาเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ และเขาก็ได้ทำให้ความคิดนั้นกลายเป็นจริง

“ขออภัยครับ เลดี้ ท่าทางคนขับรถม้าของข้าจะเสียมารยาทแล้ว”

“มิได้ค่ะ ลอร์ด ข้าไม่เป็นไร”

ทั้งคู่ไม่เคยพบกันมาก่อน แต่แทนที่จะโทษว่าเป็นความผิดของฝ่ายหญิงนี่ย่อมต้องเป็นความผิดของฝ่ายชาย รอธซีไม่ชอบออกงานสังคม เขาจึงไปร่วมงานเหล่านั้นน้อยมาก ดังนั้น แม้จะเป็นคนที่ออกงานบ่อยแค่ไหน แต่ถ้าโชคไม่ดีก็แทบไม่มีโอกาสได้พบกับเขาเลย

“บาดเจ็บตรงไหนไหมคะ” ฝ่ายหญิงเอ่ยถามอย่างสุภาพ

รอธซีแสนจะประทับใจที่อีกฝ่ายชวนคุยก่อนจึงตอบออกไปโดยไม่ต้องคิดอะไรเป็นพิเศษ

“ข้าไม่เป็นไรครับ แล้วเลดี้บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”

“ค่ะ ข้าก็ไม่เป็นไร…”

โล่งอกไปที เพื่อยืดบทสนทนาให้ยาวขึ้นอีกหน่อย เขาจึงคิดจะพูดเรื่องอื่นต่อ แต่ฝ่ายหญิงกลับเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน

“โล่งอกไปทีนะคะ เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน เดินทางปลอดภัยค่ะ”

ไม่นะ! รอธซีตะโกนลั่นในใจ เขาจะปล่อยนางไปแบบนี้ไม่ได้ รอธซีรวบรวมความกล้าเรียกรั้งอีกฝ่ายไว้

“ดะ เดี๋ยวครับ เลดี้”

ทว่า ฝ่ายหญิงดูเหมือนจะไม่ได้ยินและขึ้นรถม้าไปเสียแล้ว ทันใดนั้นรถม้าของนางก็แล่นออกไป รอธซียื่นนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยแววตาเหม่อลอย พระเจ้า…เขาปล่อยนางไปทั้งอย่างนั้นหรือนี่! รอธซีตีอกชกหัวอยู่ในใจ ขณะนั้นคนขับรถม้าที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยขึ้น

“คุณชายรอธซี ขืนยังโอ้เอ้อยู่ตรงนี้ประเดี๋ยวตะวันจะตกดินเสียก่อนนะขอรับ รีบออกเดินทางเถิดขอรับ”

“…”

รอธซีจำต้องก้าวขาด้วยความเสียดายอย่างช่วยไม่ได้ แต่ในหัวของเขายังคงคิดคะนึงหาแต่สาวผมแดงที่ได้พบเมื่อครู่

***

“เจ้าก็ดูไม่ป่วยเท่าไรนี่”

ครั้นเดินทางมาถึงคฤหาสน์เคานต์ลาสเซลส์ รอธซีเห็นวอลเทอร์นอนอยู่บนเตียงก็พูดเนิบๆ อย่างไม่สนใจ วอลเทอร์ได้ยินดังนั้นก็ลุกพรวดขึ้นมาตัดพ้อ

“ป่วย! ข้าป่วย!”

“รู้แล้วน่า เงียบหน่อยเถอะ ยิ่งแหกปากยิ่งไม่เหมือนคนป่วยนะ”

“ชิ…”

วอลเทอร์สูดน้ำมูกดังพรืดและล้มตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง ทั้งยังดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดถึงคอ รอธซีดูแล้วอีกฝ่ายน่าจะเป็นแค่ไข้หวัดเล็กน้อยจึงเอ่ยขึ้น

“เห็นท่านแม่พูดเหมือนมีเรื่องใหญ่หนักหนาข้าจึงรีบมา ที่ไหนได้เป็นแค่ไข้หวัดเนี่ยนะ?”

“เป็นไข้หวัดก็ตายได้นะ โร”

“คนบ้าไม่ป่วยหรอก วอล”

“เจ้าอยากตายเรอะ”

“ดูจากสภาพตอนนี้แล้วเจ้าน่าจะตายก่อนข้านะ”

วอลเทอร์มองค้อนรอธซีที่กำลังหัวเราะชอบใจก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

“ข้านอนมาทั้งวันเบื่อจะตายอยู่แล้ว ไม่มีเรื่องสนุกๆ บ้างเลยรึ”

“อืม…”

รอธซีคิดอยู่สักครู่ ทันใดนั้นเขาก็นึกออกอยู่เรื่องหนึ่ง เรื่องผู้หญิงที่พบระหว่างทางเมื่อครู่ เขาเอ่ยขึ้นโดยไม่ตั้งใจ

“ข้าเจอผู้หญิงคนหนึ่ง”

“ผู้หญิง?”

หัวข้อสนทนาที่เหนือความคาดหมายทำให้วอลเทอร์ถามกลับอย่างประหลาดใจ รอธซีกับผู้หญิง…ไม่เข้ากันเลยสักนิด รอธซีเป็นคนประเภทไม่ค่อยสุงสิงกับผู้หญิง ต่างจากวอลเทอร์ที่ผ่านการมีความรักมามากพอสมควร เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้เป็นอะไรที่วอลเทอร์ยากจะทำความเข้าใจ แต่รอธซีกำลังพูดถึงผู้หญิงอยู่หรือนี่ ช่างเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ยากยิ่ง

“สวยหรือไม่” เขาถามต่อ

“…หยาบคายนัก”

รอธซีเดาะลิ้นและตอบออกไปทันที “งดงามยิ่ง ราวกับเทพีแห่งดวงอาทิตย์”

“…ข้าเกือบอาเจียนออกมาแล้ว”

“แต่นางงดงามมากจริงๆ นะ”

“…คนที่ต้องไปหาหมอน่าจะไม่ใช่ข้า แต่เป็นเจ้ามากกว่า โร”

“ข้าปกติดี นางแค่งดงามมากเกินไป”

“แล้วนางเป็นใครกันแน่ มีสาวงามเช่นนั้นอยู่ในเมืองหลวงด้วยรึ”

“ข้าก็เพิ่งได้พบนางเป็นครั้งแรกวันนี้”

“สมควร เพราะเจ้าไม่ออกงานสังคมเลย ข้าถึงบอกให้เจ้าไปร่วมงานเลี้ยงบ้างอย่างไรเล่า!”

วอลเทอร์พูดแทงใจดำและถามต่อทันที

“สรุปแล้วนางเป็นใคร”

“…”

นั่นแหละคือปัญหาที่ใหญ่ที่สุด เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร สีหน้าของรอธซีถึงกับย่ำแย่

Lady to Queen

Lady to Queen

‘เปโตรนิยา’ และ ‘แพทริเซีย’ เป็นบุตรีฝาแฝดของ‘ตระกูลโกรเชสเตอร์’ สองพี่น้องรักใคร่กลมเกลียว ตระกูลโกรเชสเตอร์จึงอยู่กันอย่างสงบสุขเรื่อยมา ทว่า ความสงบสุขนั้นมีอันต้องสั่นคลอน เมื่อเปโตรนิยา บุตรีคนโตถูกเลือกเป็นจักรพรรดินี จนนำไปสู่จุดจบอันแสนเศร้าที่ทั้งตระกูลถูกประหารภายใต้กิโยติน เมื่อบุตรีคนเล็กของตระกูลอย่างแพทริเซียลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบว่า เธอได้ย้อนเวลากลับมา ณ จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม ครั้นได้เห็นรอยยิ้มสดใสของผู้เป็นพี่สาวอีกครั้ง แพทริเซียก็ปฏิญาณตนในใจอย่างแน่วแน่ ‘ข้าจะเป็นจักรพรรดินีแทนท่านพี่เอง’ แพทริเซียอาสาเข้ารับการคัดเลือกจักรพรรดินี คราวนี้เธอจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และเพื่อการนั้น เธอจึงต้องเผชิญหน้ากับทั้งความรักและความชิงชังอีกครั้ง

Comment

Options

not work with dark mode
Reset