Lord of the Mysteries ราชันย์เร้นลับ – ราชันเร้นลับ 542 : กฎอัยการศึก ณ บายัม

ราชันเร้นลับ 542 : กฎอัยการศึก ณ บายัม

เมื่อได้เห็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์สวมโค้ท สวมหมวก และยกไม้ค้ำ เดนิสพลันตระหนักได้ว่าตนคือคนที่ถูกลืม

มันกระแอมหนึ่งหน ท่ามกลางสายตาของคนทั้งสอง เพลิงพิโรธกล่าวพลางยิ้มแห้ง

“ฉ…ฉันต้องไปกับนายด้วยไหม”

ถ้าเลือกได้ก็ขอปฏิเสธ! ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดความฉิบหายแบบใดขึ้นอีกบ้าง! เมื่อวันก่อน แค่จอดแวะเมืองท่าแบนชี ก็เกิดเหตุการณ์อาเพศขึ้นอย่างน่าพิศวง ส่วนเมื่อคืน แค่เราแอบพาเกอร์มัน·สแปร์โรว์ไปพบกับกลุ่มต่อต้านท้องถิ่น หมอนี่กลับติดคำสาปของเทพสมุทรกลับมา! ฉะนั้นในวันนี้ หากเราติดตามชายเสียสติไปค้นหานักโบราณคดีเลติเซีย ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก!

เดนิสก้มศีรษะต่ำ สายตาจ้องมองแขนซ้ายที่กำลังสวมเฝือก

เพียงไม่กี่วัน เรากลับต้องเสี่ยงตายมากกว่าในช่วงหลายเดือนก่อนหน้ารวมกัน หรือบางทีมากกว่าเหตุการณ์ในครึ่งปีด้วยซ้ำ!

“นายจะอยู่ที่นี่ก็ได้ แต่เจ้าหน้าที่คนอื่นก็จะตามมาค้นห้องอยู่ดี” ไอร์แลนด์เผยรอยยิ้ม

ค้นห้อง? ถ้าเป็นแบบนั้น โจรสลัดชื่อดังอย่างเพลิงพิโรธก็จะถูกจับ และนำไปแลกเปลี่ยนเป็นทองปอนด์…

เดนิสขมวดคิ้ว หัวเราะแห้ง

“ฉันไม่สนรางวัลตอบแทน แต่มีโอกาสไม่บ่อยนักที่จะได้รับค่าจ้างจากกองทัพ อยากลองดูสักครั้งเหมือนกัน แต่ยังติดปัญหานิดหน่อย พวกนายต้องรอฉันแปลงโฉมสักพัก มิสเตอร์กัปตัน นายคงไม่อยากถูกเข้าใจผิดเพราะเดินไปไหนมาไหนกับโจรสลัดชื่อดังหรอกใช่ไหม?”

ถึงจะอีกฝ่ายช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ แต่หากใครเห็นเพลิงพิโรธอย่างเราเดินไปบนถนนสายหลัก คงไม่แคล้วถูกจับกุมตัวคาที่ และนำไปขึ้นเงินค่าหัวโดยอ้างหลักความถูกต้อง…

เดนิสจินตนาการภาพตนกำลังนอนหมอบราบไปกับพื้น ถูกกดด้วยหัวเข่า และเอาแต่ดิ้นตะเกียกตะกายเหมือนกับปลาดุก

ไอร์แลนด์ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะหยิบหน้ากากเหล็กออกจากกระเป๋าด้านในเสื้อโค้ทและโยนไปหา

“สวมมันไว้ ฉันจะอธิบายคนอื่นเอง”

เห็นด้วย…ไม่มีความจำเป็นเสียเวลากับการแปลงโฉมเปล่าประโยชน์เลยสักนิด…

ไคลน์เปรยในใจ

ชายหนุ่มไม่พูดพร่ำ เพียงบิดกลอนประตูและเดินออกไปอย่างเงียบงัน

ไอร์แลนด์เดินตามหลัง ส่วนเดนิสรีบสวมโค้ทและหน้ากากเหล็ก ก่อนจะตามทั้งสองไป

เมื่อเห็นถนนเต็มไปด้วยแอ่งน้ำขังและไม่มีชาวเมืองออกมาเดินเพ่นพ่าน ไคลน์กดหมวกลงเล็กน้อย :

“แผนคืออะไร”

ไอร์แลนด์ยิ้ม

“สืบแบบปูพรมทุกเขต อาชีพผู้วิเศษของผมจะมีพลังพิเศษอยู่ชนิดหนึ่ง ขอเพียงได้เห็นใบหน้าของเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นตัวจริง จากภาพเหมือน หรือจากภาพวาด ผมจะไม่มีวันลืมเหยื่อของตัวเอง และสัมผัสถึงอีกฝ่ายได้ดีกว่าปรกติ เบาะแสเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับเป้าหมายจะไม่มีวันคลาดสายตา เบาะแสคลุมเครือจะแจ่มชัด เมื่อนำทั้งหมดมารวมกัน การตามหาใครสักคนจึงไม่ใช่เรื่องยาก”

เจ้าพนักงาน…

ลำดับ 8 ของเส้นทางผู้ตัดสิน…

ไคลน์พยักหน้าครุ่นคิด หลังจากเดินต่อไปได้สักพัก มันซักถาม

“มีของใช้ติดตัวให้ทำนายได้บ้างไหม”

เมื่อคืน ใบประกาศที่เดนิสนำไปติดไว้รอบวิหารคลื่นสมุทร กระดาษแผ่นดังกล่าวมีภาพเหมือนของเลติเซียอยู่ด้วย ไคลน์วาดมันจากการสวดวิงวอนถึงตัวเอง

“ไม่มี” ไอร์แลนด์ส่ายหน้า “ทางเราไม่ทราบด้วยซ้ำว่าพวกมันเคยกบดานแถวไหนมาก่อน ยืนยันได้เพียงว่า เป้าหมายกลับจากเกาะไซมีมและถึงท่าเรือบายัมเมื่อเวลาบ่ายสามโมงตรงของเมื่อวาน โดยท่าเรือบายัมจะไม่มีเรือโดยสารแล่นออกตั้งแต่บ่ายสอง

“จนกระทั่งถึงช่วงเช้ามืดของวันนี้ เรือทุกลำก็ยังไม่สามารถออกจากท่าได้ เนื่องจากติดปัญหาด้านสภาพอากาศ อนุญาตให้เรือเข้ามาจอดเทียบท่าเท่านั้น”

สรุปก็คือ เลติเซียและคณะไม่สามารถเดินทางออกจากเกาะด้วยเรือ…

ไคลน์เข้าใจความนัยของไอร์แลนด์

เดนิสเหยียดหยัน

“ก็ยังมีทางอื่นอยู่ไม่ใช่หรือ บางที พวกมันอาจเดินทางออกจากบายัมด้วยถนน หลบหนีไปยังเมืองอื่นข้างเคียงบนเกาะแล้วก็ได้”

เกาะภูเขาครามมีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งในหมู่เกาะรอสต์ นอกจากจะกว้างขวาง ยังเต็มไปด้วยผืนป่าและแหล่งแร่ธาตุจำนวนมาก ส่งผลให้ทั่วเกาะมีหลากหลายเมืองกระจายตัวออกไป ไม่กำจัดเฉพาะบายัม โดยเมืองเหล่านั้นจะตั้งอยู่ในเขตอุดมสมบูรณ์ของเกาะ

ในช่วงแรกเริ่ม หลังจากเล็งเห็นผลประโยชน์มหาศาล กษัตริย์โลเอ็นได้ติดสินบนเจ้าชายของชนพื้นเมือง บีบบังคับให้อีกฝ่ายต้องใช้ความรุนแรง จากนั้นค่อยทำการกวาดล้างด้วยความรุนแรงที่มากกว่า ลงเอยด้วยการสร้างศาลากลางเมืองและก่อตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยทางอาณาจักรโลเอ็นจะแทรกซึมคนของกองทัพเข้าไปอยู่ในฝ่ายบริหาร

เพื่อความสะดวกสบาย รัฐบาลโลเอ็นเริ่มสร้างถนนสายหลักสำหรับเชื่อมต่อเมืองต่างๆ บนเกาะเข้าด้วยกัน รวมถึงเริ่มต้นโครงการสร้างรางรถไฟ ก่อตั้งบริษัทรางรถไฟ จากนั้นก็เปิดขายหุ้นจำนวนมากในตลาดหลักทรัพย์เบ็คลันด์ เพื่อระดมเงินก้อนโตจากนายทุนมาสานต่อธุรกิจ

แน่นอน โครงการใหญ่เช่นนี้ย่อมมาพร้อมความตายของชนพื้นเมืองจำนวนมาก ด้วยปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายของเขตก่อสร้าง การใช้แรงงานเกินขีดจำกัด การปฏิบัติเยี่ยงทาส และค่าแรงเพียงหยิบมือ ชนพื้นเมืองศพแล้วศพเล่าจึงถูกฝังอยู่ใต้ถนนสายหลักและหมอนรองรางรถไฟ

จวบจนปัจจุบัน ชนพื้นเมืองจำนวนมากยังคงเกลียดชังรางรถไฟมรณะ โดยมองว่าสิ่งนี้คือต้นเหตุการตายเผ่าพันธุ์ของตนจำนวนมาก และยังเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงเทพมารชั่วร้าย

ไอร์แลนด์ชำเลืองไปทางเดนิส

“หากพวกมันหลบหนีออกจากบายัมด้วยวิธีดังกล่าวจริง นั่นก็ยิ่งดีเลย”

“ทำไม?” เดนิสถามฉงน

ง่ายมาก… ถนนออกจากบายัมทุกเส้นต้องผ่านเขตป่า และเขตป่าคือถิ่นของกลุ่มต่อต้าน ในเมื่อกลุ่มต่อต้านส่วนใหญ่คือสาวกเทพสมุทร เลติเซียและคณะผู้เป็นสาเหตุให้เทพสมุทรใกล้ร่วงหล่น จะกล้าผ่านเขตดังกล่าวในยามค่ำคืนได้อย่างไร? หรือถ้ากล้า ก็แปลว่า เลติเซียและคณะไม่ทราบว่าพฤติกรรมของพวกตนส่งผลให้เทพสมุทรใกล้อาละวาด ทำให้ตัดประเด็นที่ว่า ‘นิกายมอสส์หรือแก่นรุ่งอรุณกำลังวางแผนบางอย่าง’ ทิ้งไปได้…

ไคลน์หักห้ามตัวเองมิให้ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย เพียงเดินตามไอร์แลนด์เลี้ยวไปยังถนนอีกเส้น

ไอร์แลนด์ไม่อธิบาย เพียงหยิบใบประกาศออกมา ยืนให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์

“เป้าหมายหลักคือผู้หญิงคนนี้”

ฉันเป็นคนวาดกับมือ…

ไคลน์ชำเลืองสักพัก ก่อนจะส่งต่อให้เดนิส

ทันใดนั้น ทั้งสามต่างได้ยินเสียงการปะทะอย่างหนักหน่วงจากในบ้านหลังด้านช้าง

“พบแล้วหรือ?” เดนิสถามในสิ่งที่ไคลน์กำลังสงสัย

“ไม่น่าใช่” ไอร์แลนด์ส่ายหน้า

“จากการนัดแนะเบื้องต้น หากพบเป้าหมายหลัก เจ้าหน้าที่จะรีบยิงพลุสัญญาณสีแดงขึ้นฟ้า ถ้าเห็นสัญญาณดังกล่าว ทุกคนต้องรีบล้อมจุดเกิดเหตุทันที แต่หากพบอาชญากรคนอื่นที่ไม่สามารถรับมือไหวตามลำพัง ให้ยิงพลุสีส้ม เจ้าหน้าที่หลายทีมในบริเวณใกล้เคียงจะรีบเข้ามาช่วย หากเป็นโจรสลัดปลายแถวให้จัดการกันเอาเอง แต่ในกรณีนี้ พวกเราควรดูท่าทีอีกสักพัก เจ้าหน้าที่อาจไม่มีเวลายิงพลุสัญญาณ…”

ขณะอธิบาย กระจกหน้าต่างชั้นสามของบ้านฝั่งติดกับถนนเกิดแตกดัง ‘เพล้ง’ บุรุษร่างกายกำยำประหนึ่งหมีป่ากระโดดออกมา และวิ่งไปบนถนนอย่างว่องไวประหนึ่งชีตาร์

ทว่า เงาของบางสิ่งได้พุ่งเข้าใส่บุคคลดังกล่าวในพริบตา พร้อมกับมีเสียง ‘ปังปังปัง’ ดังจากท้องฟ้า

กระสุนปืนกลหนักได้ฉีกร่างอาชญากรจนมีสภาพไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้ว ทิ้งตัวล้มลงอย่างไร้การต่อต้านขัดขืน เลือดสีแดงเจิ่งนอง หากไม่ใช่เพราะชาวบ้านถูกสั่งห้ามออกจากอาคาร ตอนนี้คงกำลังเกิดเสียงกรีดร้องโกลาหล

เรือบินแล่นผ่านไปยังจุดอื่นทันทีโดยไม่สนใจไยดีซากศพ ไม่แม้แต่จะชะลอความเร็ว

“…กอร์แท็ต” เดนิสเอ่ยชื่อคนตาย

เมื่อเห็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์มองกลับมา มันเผยรอยยิ้มขื่นขม

“หัวหน้ากลุ่มโจรสลัด เป็นชาวฟุซัค เจ้าของค่าหัวเก้าร้อยห้าสิบปอนด์”

ชาวฟุซัค…พวกสมองกล้าม…เอาแต่วิ่งพล่านไปบนถนนอัยการศึกโดยไม่ระวังการโจมตีทางอากาศ…จริงสิ โจรสลัดเหล่านี้คงมอมเหล้าตัวเองยันเช้า อาจไม่ทราบว่าบนท้องฟ้ามีฝูงเรือบิน…ด้วยความเร็วขนาดนั้น หากวางแผนหลบหนีล่วงหน้า ไม่มีทางหลบกระสุนปืนกลหนักจากบนฟ้าไม่พ้น…

ไคลน์เงยหน้า จ้องมองสัตว์ประหลาดสีน้ำเงินเข้มบินผ่านหลังคาบ้าน

เมื่อเดนิสเห็นจุดจบอันน่าสังเวชของโจรสลัดรายอื่น มันพูดกับตัวเองว่า : โชคดีฉิบหายที่ตามเกอร์มัน·สแปร์โรว์ออกมา!

เมื่อไอร์แลนด์เห็นสัญญาณยืนยันความเรียบร้อย มันหันหน้าไปทางจุดรับผิดชอบของตัวเอง และรีบเดินนำเดนิสกับไคลน์

ราวห้าหกนาทีถัดมา หลังจากเดินด้วยจังหวะค่อนข้างเร็ว ณ ถนนตรงหน้า ทั้งสามมองเห็นรั้วลวดหนามและกำแพงกระสอบทราย รวมถึงป้อมปืนกลหนักที่ถูกติดตั้งอย่างน่าเกรงขาม ทหารกองทัพโลเอ็นในเครื่องแบบสีแดงกำลังยืนรักษาการณ์เงียบงัน

อีกฝั่งของรั้วลวดหนามมีศพมนุษย์ราวยี่สิบถึงสามสิบ กำลังนอนกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ ลักษณะคล้ายกับถูกสังหารหมู่ตอนกำลังวิ่งกรูเข้าใส่ป้อมปืน

สภาพเละเทะไม่น่ามอง ใบหน้าผอมซูบ

ทั้งหมดคือชนพื้นเมือง

ในจุดห่างไกลออกไป เด็กพื้นเมืองหลายคนกำลังหลบมุมอาคาร จ้องมองมายังกองซากศพอย่างขลาดกลัว สลับกับจ้องไปทางปากกระบอกปืนสีดำเหล็ก ด้วยดวงตาพวกเขามีสีดำสนิท ใบหน้ามอมแมม

ไคลน์และที่เหลือยืนเงียบงันหลายวินาที ก่อนจะเริ่มออกเดินอีกครั้ง

กรุงเบ็คลันด์ เขตเชอร์วู้ด

ฟอร์สในสภาพนั่งถือแก้วเซรามิกบนโต๊ะ กำลังสัมผัสถึงไอความร้อนอย่างเจือจาง

หญิงสาวเพ่งสมาธิจดจ่อ รอคอยการเปลี่ยนแปลงอย่างใจเย็น

ทันใดนั้น อุณหภูมิน้ำร้อนลดลงอย่างรวดเร็ว แผ่นน้ำแข็งบางเริ่มปกคลุมผิวของเหลว รอบถ้วยเต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งเกาะหลายจุด

“ตอนนี้เราคือนักตุกติก…”

ฟอร์สหลับตาลงอย่างมีความสุข

หลังจากได้รับถุงกระเพาะอาหารของผู้กลืนวิญญาณ เธอไม่ลังเล นำไปปรุงเป็นโอสถดื่มทันที เพื่อเลื่อนลำดับพลังและได้รับเวทมนตร์พื้นฐานหลายชนิด

จากบรรดาทั้งหมด พลังที่ชื่นชอบเป็นพิเศษคือ ‘สร้างหมอก’ ‘เป่าลม’ ‘สว่างวาบ’ ‘แช่แข็ง’ ‘ช็อกไฟฟ้า’ และ ‘ก้นจ้ำเบ้า’ ซึ่งทำให้เป้าหมายลื่นล้มโดยไม่มีเหตุผล

ในวินาทีนี้ หญิงสาวรู้สึกอย่างแท้จริงว่า ตนได้กลายเป็นผู้วิเศษโดยสมบูรณ์ มิใช่เพียงคนธรรมดาที่มีพลังเดินผ่านกำแพง

ใกล้เที่ยง ด้วยความช่วยเหลือจากเดนิสและไคลน์ งานสืบสวนในเขตรับผิดชอบของไอร์แลนด์ใกล้เสร็จสิ้น

“กินขนมปังสักแถวก่อน น้ำสักแก้ว จากนั้นค่อยมาลุยงานกันต่อ” มันถอดหมวก พลางกล่าวด้วยริมฝีปากแห้งผาก

ขณะไคลน์เตรียมพยักหน้า มันเหลือบเห็นพลุสัญญาณสีส้มสว่างวาบจากบนท้องฟ้าพร้อมกับเสียงดัง ‘บึ้ม’

ไอร์แลนด์แทบไม่ลังเล รีบสวมหมวกกลับและวิ่งตรงไปยังจุดดังกล่าว :

“ผมจะไปช่วยพวกเขา”

“หืม…สีส้มหมายถึงอาชญากรค่อนข้างอันตรายและเจ้าหน้าที่รับมือไม่ไหวสินะ…ชักอยากรู้แล้วว่าเป็นใคร” เดนิสพึมพำกับตัวเองด้วยสีหน้าสนใจ

จากนั้น มันแสร้งวิ่งด้วยย่างก้าวเชื่องช้า ทำทียกเท้าสูง หวังให้การต่อสู้จะจบลงพอดีกับที่ตนไปถึง แต่เมื่อหันไปเห็นนักผจญภัยเสียสติกำลังวิ่งไล่หลังไอร์แลนด์ไม่ห่าง เพลิงพิโรธเริ่มออกอาการลังเล

ทันใดนั้น เมื่อเดนิสแหงนหน้าขึ้นไปมองและเห็น ‘สัตว์ประหลาดสีน้ำเงินเข้ม’ กำลังบินเหนือศีรษะ มันหัวเราะแห้งสองหน ก่อนจะเร่งฝีเท้าตามกลุ่มของตัวเองให้ทัน

ราวสองนาทีถัดมา คนทั้งสามมาถึงจุดหมายของพลุสัญญาณ บ้านที่มีสนามหน้าติดกับถนน และเห็นเจ้าหน้าที่ของกองทัพสามคนกำลังนอนบนพื้น ใบหน้ารวมถึงผิวพรรณซีดเซียว ร่างกายสั่นระริก คล้ายกับถูกโยนลงในทะเลสาบที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง

ไคลน์เดินไปยังทิศทางดังกล่าว ไอความเย็นเริ่มกัดกินร่างกายหนักหน่วง ความรู้สึกราวกับอยู่บนขั้วโลกเหนือ

มันชำเลืองและพบว่า คูน้ำด้านนอกบ้านก็ถูกฉาบด้วยชั้นหิมะหนาไม่ต่างกัน

ทันใดนั้น เสียงหัวเราะของหญิงสาวปริศนาดังมาจากภายในบ้านหลังเกิดเหตุ ประเดี๋ยวสูงประเดี๋ยวต่ำ บ้าคลั่งสลับพิสดาร

“ฮะฮะฮะฮะ! คิคิคิคิ! ฮะฮะฮะฮะ! คิคิคิคิ…”

เดนิสพลันชะงัก พลางเลื่อนมือขวาขึ้นมาจับเส้นขนตั้งชันบริเวณลำคอตัวเอง

เสียง ‘โครม’ ดังขึ้นจากด้านในบ้าน บานถูกหน้าต่างเปิดออก พร้อมกับมีศพมนุษย์ไหม้เกรียมถูกโยนออกมา

เมื่อศพตกกระทบพื้น เปลวเพลิงสีแดงฉานยังคงลุกโชนประหนึ่งไฟนรก

เพียงไคลน์มองผิวเผิน สัมผัสวิญญาณก็สามารถระบุได้ทันทีว่า นี่คือศพของหนึ่งในสามนักผจญภัยชายกลุ่มเดียวกับเลติเซีย

……………………

Lord of the Mysteries

Lord of the Mysteries

ป็นเรื่องราวการข้ามโลกของหนุ่มชาวจีนนามว่า โจวหมิงรุ่ย โลกใบที่ชายคนนี้ต้องเผชิญมีลักษณะคล้ายคลึงกับยุควิกตอเรียของยุโรป ยุคสมัยแห่งจักรกลไอน้ำเฟื่องฟู สุภาพบุรุษขุนนางเดินขวักไขว่ด้วยสูทและเสื้อกั๊กมาดเท่ แน่นอน เป็นโลกที่มีพลังพิเศษ ผู้วิเศษ และ สัตว์วิเศษ แต่พลังของมนุษย์บนโลกจะไม่เหมือนกับนิยายเรื่องใด ไม่มีจอมยุทธ์ ไม่มีการบังเอิญพบคำภีลับและได้ครอบครองยอดเคล็ดวิชา ไม่ได้เกิดใหม่พร้อมกับพลังสุดโกง ไม่เลย ไม่น่าเบื่อและจืดชืดขนาดนั้น ในอดีตกาล เผ่าพันธุ์มนุษย์อันต่ำต้อยมิอาจต่อสู้กับเหล่าสัตว์วิเศษในตำนานไหว หนึ่งในหนทางครอบครอง ‘พลังพิเศษ’ ก็คือการดื่ม ‘โอสถ’ หลังจากมนุษย์ดื่มโอสถและกลายเป็น ‘ผู้วิเศษ’ พวกเขาจะข้ามขีดจำกัดเดิมตามแต่ชนิดโอสถที่ดื่ม ผู้วิเศษในโลกแบ่งออกเป็น 9 ลำดับ โดยลำดับ 9 จะอ่อนแอที่สุด หนทางอัพเกรดลำดับก็แสนพิลึก ไม่ใช่การพัฒนาพลังเหมือนนิยายเรื่องใด แต่เป็นการดื่ม ‘โอสถ’ ที่ ‘ถูกต้อง’ ตามสูตรของลำดับถัดไป พลังพิเศษไม่สามารถข้ามสายได้ โอสถแต่ละชนิดจะมีสูตรการปรุงที่แตกต่าง แถมการฝึกฝนพลังของผู้วิเศษก็ยังพิสดารเหนือคำบรรยาย เรื่องราวจะยิ่งเข้มข้นขึ้นเมื่อตัวเอกเริ่มทราบว่า อดีตมหาจักรพรรดิของโลกเมื่อร้อยปีก่อนเป็น ‘ผู้เดินทางข้ามโลก’ เหมือนกับเขา แถมยัง… เหลือทิ้งไดอารี่สุดสำคัญไว้ให้ชนรุ่นหลัง แต่ไดอารีถูกเขียนด้วยภาษาจีนที่ไม่มีใครอ่านออกแม้แต่คนเดียว… ยกเว้นโจวหมิงรุ่ย With the rising tide of steam power and machinery, who can come close to being a Beyonder? Shrouded in the fog of history and darkness, who or what is the lurking evil that murmurs into our ears? Waking up to be faced with a string of mysteries, Zhou Mingrui finds himself reincarnated as Klein Moretti in an alternate Victorian era world where he sees a world filled with machinery, cannons, dreadnoughts, airships, difference machines, as well as Potions, Divination, Hexes, Tarot Cards, Sealed Artifacts… The Light continues to shine but mystery has never gone far. Follow Klein as he finds himself entangled with the Churches of the world—both orthodox and unorthodox—while he slowly develops newfound powers thanks to the Beyonder potions. Like the corresponding tarot card, The Fool, which is numbered 0—a number of unlimited potential—this is the legend of “The Fool”.

Comment

Options

not work with dark mode
Reset