NO.1 คุณชายอันดับหนึ่ง – ตอนที่ 453 ไปบ้านของซือถูเฟย

บทที่ 453 ไปบ้านของซือถูเฟย
ตาของหมาทิเบตันเหลือกอยู่ ให้ความรู้สึกว่าเขาตายตาไม่หลับ
หมาทิเบตันที่ตายไป พอดีที่ตาของเบิกกว้างและจ้องไปที่มู่เจิ้งถังพอดี ทำเอามู่เจิ้งถังตกใจ จนตัวสั่นยิกๆ และเข่าอ่อนลงไปกองกับพื้น ลุกขึ้นไม่ได้อยู่นานมาก
มู่เจิ้งถังตกใจจนวิญญาณออกจากร่าง
มู่เจิ้งถังใช้ชีวิตมาจนอายุปูนนี้ มีอะไรที่ไม่เคยเจอ?
แต่ในวันนี้ กลับโดนหัวคนตายทำให้ตกใจจนฉี่แทบเล็ด
จากโลงศพที่เป็นกระจกใส ขึ้นไปซบอยู่บนโลงแล้วแกล้งร้องไห้เสียใจ มู่เจิ้งถังไม่ได้รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังรู้สึกดีใจซะอีก
เพราะว่านายท่านฉินตาย งั้นจากนี้ธุรกิจของมู่เจิ้งถัง ก็จะยิ่งราบรื่นกว่าเก่า และจะไม่มีคู่แข่งการค้าแล้ว
แต่ว่าพอเห็นหัวของหมาทิเบตัน มู่เจิ้งถังกลับกลัวจนตัวสั่น
“นาย……นายยืนโง่ทำอะไรอยู่ ยังไม่รีบเอาออกไปทิ้งอีก” มู่เจิ้งถังมองลูกน้องที่อยู่ด้านข้าง แล้วตะคอก
ลูกน้องคนนั้นกลืนน้ำลาย ใบหน้าเต็มไปด้วยความขี้ขลาด
เขาเป็นแค่คนงานของตระกูลมู่เฉยๆ ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้
หัวคนตาย?
ถ้าเป็นศพคนเขายังพอเคยเห็น แต่ศพถูกตัดหัว……
นี่เป็นสังคมที่มีกฎหมายนะ ทำไมถึงยังได้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น?
ทำคนตกใจอย่างไร้สามัญสำนึก และน่ากลัวมากๆ
หมาทิเบตันคนนี้ที่จริงก็หน้าตาโหดเหี้ยมอยู่แล้ว บวกกับตอนที่ตายตายตาไม่หลับ สีหน้าจึงมีแต่ความเขียดแค้น แบบนี้ยิ่งทำให้คนธรรมดาไม่กล้าเข้าใกล้
ลูกน้องคนนี้แต่เดิมก็เป็นคนขี้ขลาดราวกับหนู ถ้าต้องหยิบหัวของหมาทิเบตันคนนี้ไปทิ้ง เขาจะกล้าเหรอ?
ดึกดื่นปานนี้แล้ว อีกครู่ยังจะต้องนอนมั้ย?
“นายท่าน ผมว่าพวกเราแจ้งตำรวจเถอะครับ” ลูกน้องพูดด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“แจ้งความ?” มู่เจิ้งถังที่ใจเย็นลง ก็ขมวดคิ้ว
มู่เจิ้งถังกล้าแจ้งความที่ไหน?
หมาทิเบตันคนนี้ที่จริงก็เป็นอาชญากรที่ตำรวจต้องการตัว คดีที่ติดตัวเขา มากโขอยู่
ถ้าหากสืบสาวคดีความขึ้นมาจริงๆ มู่เจิ้งถังก็คงจะหนีไม่พ้นส่วนเกี่ยวข้อง
ให้คนร้ายหลบหนี ก็คือว่ามีความผิดหนัก
ก่อนที่ตระกูลหลี่จะมา มู่เจิ้งถังก็ไม่ค่อยกลัวอะไรเท่าไหร่ ถึงยังไงฐานะตระกูลเขาในเมืองเอก ก็มีเส้นสายเยอะ ทำให้เขารอดได้อย่างสบาย
แต่ในวันนี้มีตระกูลหลี่เข้ามา มู่เจิ้งถังจะทำอะไรก็ต้องระวังทุกฝีก้าว
“แจ้งความไม่ได้” มู่เจิ้งถังส่ายหน้า แล้วพูดด้วยสีหน้าหนักแน่น
“เรื่องนี่มันเกี่ยวกับชีวิตคนแล้ว ยังไม่แจ้งความเหรอครับ?” ลูกน้องถาม
“ทำไม ฉันพูดก็ไม่ฟังแล้ว ใช่มั้ย?” มู่เจิ้งถังหึอย่างเย็นชา ลุกขึ้นแล้วจ้องไปที่ลูกน้องคนนั้น
“ไปทำตามที่ฉันสั่ง แล้วกลับมาเอารางวัลสองหมื่นเหรียญ คิดซะว่าเป็นค่าปิดปากเรื่องในคืนนี้”
“เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ นายห้ามไปบอกคนอื่น เข้าใจมั้ย? ไม่ใช่แค่เรื่องหัวคน ยังมีเรื่องที่ฉันตกใจจนเข่าอ่อน ถ้าหากนายปริปากพูด……”
มู่เจิ้งถังพูด พลางหรี่ตา: “ฉันไม่ปล่อยนายไปแน่”
นี่คือที่เรียกว่ามีเงินจะทำอะไรก็ได้
สองหมื่นเหรียญนี้ มันเท่ากับเงินเดือนเขาหลายเดือนเลย
คิดอยู่ครู่ ลูกน้องคนนั้นก็เริ่มก้าวเท้า เดินไปทางหัวของหมาทิเบตัน
ถึงแม้เขาจะอยู่ห่างจากหัวของหมาทิเบตันแค่สี่ห้าเมตร แต่สี่ห้าเมตรนี้ ลูกน้องคนนั้นกลับใช้เวลาตั้งหลายนาที
“อืดอาดยืดยาดอะไรอยู่? เร็วสิ” นายท่านมู่ด่าอย่างโมโห เร่งลูกน้อง
ในตอนนี้ลูกน้องคนนั้นเพิ่งจะเดินถึงหัวของหมาทิเบตัน เขาหลับตาปี๋ แล้วนำหัวของหมาทิเบตันใส่กล่องอย่างเดิม
เมื่อลืมตาขึ้น มือของลูกน้อง ก็เต็มไปด้วยเลือด เขาตกใจจนสั่นไปทั้งตัว จนเกือบฉี่ราด
“นายท่าน ผมเอาไปทิ้งก่อนนะครับ”
ลูกน้องตกใจจนวิญญาณออกจากร่าง แต่เพื่อเงินสองหมื่นเหรียญ เขาจึงดั้นด้นเก็บหัวของหมาทิเบตันขึ้นมา
เมื่อเขาเดินไปถึงหน้าประตู มู่เจิ้งถังก็ตะคอกเสียงดัง: “หยุด!”
ลูกน้องตกใจจนล้มลงพื้น หัวคนก็หล่นลงพื้น และกลิ้งออกมาเช่นกัน
“ไร้น้ำยา ไร้ประโยชน์จริงๆ ”
มู่เจิ้งถังในตอนนี้ สีหน้ากลับมาใจเย็นแล้ว
หน้าของเขา ไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อยแล้ว
ยังงัยก็เป็นคนเก่าในยุทธภพมานานแล้ว
ก็แค่คนตายเอง มีอะไรน่ากลัว?
มู่เจิ้งถังพูด: “ไปหาที่ แล้วเอาหัวนั้นไปฝังซะ จำไว้ หาที่ที่ไม่มีคน อย่าให้คนอื่นเห็นเด็ดขาด”
“หา?” ลูกน้องอ้าปากกว้าง เห็นได้ชัดว่าหน้าที่ที่มู่เจิ้งถังมอบให้นั้น ยากขึ้นกว่าเดิม
“หาอะไรห้ะ ให้นายแสนนึงเลย”
มู่เจิ้งถังพูดอย่างใจใหญ่
ลูกน้องจึงได้สติกลับมา หนึ่งแสนเหรียญ นั่นมันเท่ากับเงินเดือนสองปีของเขาเลยนะ เขาใจอ่อนทันที คว้าผมของหมาทิเบตัน แล้วยัดหัวเขาใส่กล่อง
มีบางครั้งจากใช้เงินมาขู่ มันได้ผลดีมาก สามารถทำให้คนขี้ขลาดคนนึง กลายเป็นคนกล้าขึ้นมาได้
หลังจากที่ลูกน้องออกไปแล้ว มู่เจิ้งถังก็นั่งลงบนโซฟา แล้วครุ่นคิดอยู่นาน
มู่เจิ้งถังไม่เข้าใจ ว่าท่านจวนส่งหัวคนมาให้เขาหมายความว่ายังไง
ถึงแม้ท่านจวนจะปลีกวิเวกไปแล้ว แต่ฐานะในยุทธภพของเขายังมีอยู่
นอกจากสี่ตระกูลใหญ่ คนที่ไม่ควรไปมีเรื่องด้วยก็คือเขา
“ไม่ยอมแก่ตายสักที”
หลังจากนั้นสักพัก มู่เจิ้งถังก็สาปแช่ง แล้วเขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา และโทรไปที่เบอร์นึง
หมาทิเบตันตามฆ่าหลี่ฝางแต่กลับตาย ทำให้มู่เจิ้งถังกังวลเล็กน้อย
ตระกูลหลี่ยิ่งใหญ่เกินไป มู่เจิ้งถังไม่มีทางเลือก ทำได้แค่ลี้ภัยไปหาสี่ตระกูลใหญ่
……
อีกฝั่งนึงในรถลีมูซีน
หลี่ฝางกับส้าวส้วยนั่งอยู่ด้านใน
หลี่ฝางหันไปหาส้าวส้วยแล้วถาม: “ฉันทำผิดไปหรือเปล่า?”
หลี่ฝางขมวดคิ้ว: “ซือถูเฟยเป็นคนของสี่ตระกูลใหญ่ และสี่ตระกูลใหญ่มีความแค้นกับเรา เมื่อกี้ฉันควรจะปฏิเสธซือถูเฟยถึงจะถูก”
ส้าวส้วยหัวเราะเหอะๆ แล้วพูด: “ทำไมจะต้องปฏิเสธด้วย?”
“ซือถูเฟยเป็นคนของสี่ตระกูลใหญ่ การกระทำของเขาทุกฝีก้าว ต้องถูกจับตาโดยสี่ตระกูลใหญ่อยู่แล้ว”
“นัดพบซือถูเฟยอย่างไม่เป็นทางการ มันดีสำหรับพวกเรา เจ้านาย นายควรจะพูดคุยกับซือถูเฟยให้มากถึงจะดี ดีที่สุดกลายเป็นคนสนิท หรือว่าพี่น้อง” ส้าวส้วยพูด
“ฉันไม่เข้าใจความหมายของนาย” หลี่ฝางมองส้าวส้วยด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ
“นี่ยังไม่ง่ายอีกเหรอ? นายกับซือถูเฟยกลายเป็นพี่น้องกัน ซือถูเฟยคนนี้เป็นตัวแทนของตระกูลซือถู ความเป็นเพื่อนของพวกนาย จะทำให้ตระกูลมู่หรงและตระกูลอื่นๆ รู้ว่าตระกูลหลี่และตระกูลซือถูดีกันแล้ว”
“แบบนี้ จะยิ่งทำให้สี่ตระกูลใหญ่แตกหักกันเอง” ส้าวส้วยพูดพลางหัวเราะ: “แบบนี้สำหรับเราแล้ว เป็นเรื่องที่ดี”
หลี่ฝางพยักหน้า ในใจคิด:ส้าวส้วยเข้าใจถึงข้อนี้ แล้วซือถูเฟยจะไม่รู้เหรอ?
ไม่ว่าจะเป็นหลี่ฝาง หรือว่าซือถูเฟย ฐานะของทั้งสอง มันพิเศษกว่าชาวบ้าน
ซือถูเฟยอยากจะเป็นเพื่อนกับหลี่ฝาง เป็นธรรมดาที่ไม่ได้ดูที่ตัวตนของเขา
หลี่ฝางขมวดคิ้ว สับสนเล็กน้อย ซือถูเฟยคนนี้จะทำอะไรกันแน่?
ขณะที่กำลังคิด ซือถูเฟยก็เดินออกมาจากบ้านตระกูลฉิน มู่หรงฉางเฟิงเดินออกมาส่งเขา ทั้งสองคุยไปหัวเราะไป มองดูก็เหมือนกับเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมาหลายปี
หลังจากบอกลามู่หรงฉางเฟิง ซือถูเฟยก็มายังเบื้องหน้าหลี่ฝาง
“พวกเราจะไปไหน?” หลี่ฝางมองซือถูเฟยอย่างแปลกใจ
ซือถูเฟยนี่ก็กล้ามากไปหน่อย มู่หรงฉางเฟิงยังมองดูอยู่ด้านข้าง เขาก็กล้าเข้ามาหาตน หรือว่าเขาไม่รู้จักหลีกเลี่ยงความสงสัยกันนะ?
“ไปบ้านฉัน เป็นยังไง?”
ซือถูเฟยเลิกคิ้ว แล้วพูด: “พวกนายคงอยากจะรู้ว่าบ้านฉันอยู่ที่ไหนใช่มั้ยล่ะ?” ส้าวส้วยหัวเราะแบบเล่นๆ : “นายจะพาพวกเราไปจริงดิ?”
ซือถูเฟยหัวเราะนิ่งๆ : “มีอะไรต้องกลัว?”
ที่ผ่านมา สี่ตระกูลใหญ่ล้วนแต่คงความลึกลับเอาไว้ตลอดมา
ไม่ใช่แค่ความลึกลับคนบุคคล แม้แต่ที่อยู่ ยิ่งไม่มีใครรู้
ที่จริงส้าวส้วยและคนอื่นๆ ก็ได้สำรวจที่อยู่ของสี่ตระกูลใหญ่ แต่ว่า หาไม่พบเบาะแสอะไรเลย
วันนี้ ซือถูเฟยกลับมาชวนไปเอง……
ส้าวส้วยเลิกคิ้ว แล้วพูด: “งั้นนำไปเลย”
ซือถูเฟยขึ้นรถของตนเอง และออกรถไป
ส้าวส้วยเหยียบคันเร่ง ตามไป
“เป็นหลุมพรางหรือเปล่า?” หลี่ฝางพูดอย่างกังวล
“ถึงแม้จะอันตราย พวกเราก็ต้องลองดู” ส้าวส้วยพูดพลางยิ้ม
“สี่ตระกูลซ่อนตัวได้เป็นอย่างดี แม้แต่ฉินเฟิง มู่เจิ้งถังบุคคลแบบนี้ ก็ไม่เคยได้ไปบ้านของพวกสี่ตระกูลใหญ่เลย……” ส้าวส้วยพูด
“สะกดรอยตามมู่หรงฉางเฟิงได้นี่ หรือไม่ก็ฉินหยีหรันก็ได้” หลี่ฝางพูด
ส้าวส้วยส่ายหน้า: “มันง่ายขนาดนั้นที่ไหนกัน ถ้าแบบนั้นสามารถหาแหล่งกบดานของสี่ตระกูลใหญ่ได้ พวกเราก็ไม่ต้องมานั่งรอความตาย ตรงเข้าไปที่รังของพวกมัน แล้วฆ่าให้หมดก็โอเคแล้ว”
“พวกเขาระวังตัวมาก เมื่อพบว่ามีคนสะกดรอยตาม ก็จะไม่กลับบ้าน” ส้าวส้วยเอียงหน้าไปมองหลี่ฝาง ครู่นึง ก็พูดขึ้น: “แม้แต่ ลูกพี่ใหญ่ก็สงสัยว่าสี่ตระกูลใหญ่ไม่มีที่พักเป็นหลักเป็นแหล่ง”

NO.1 คุณชายอันดับหนึ่ง

NO.1 คุณชายอันดับหนึ่ง

พ่อแม่ที่หายตัวไปหลายปีจู่ๆ ก็โทรมา บอกว่าตัวเองเป็นบุคคลที่รวยที่สุดของดูไบ………….

Comment

Options

not work with dark mode
Reset