OPEN A CLINIC TO CULTIVATE MYSELF – ตอนที่ 8 หมอปลอมๆกับคลินิกของเขา

บทที่ 8 หมอปลอมๆกับคลินิกของเขา

 

เจียงเฮาปล่อยมือของซูยูเหมยออกและมองไปที่หนิงเถาด้วยความโกรธและความสงสัยเล็กน้อยในดวงตาของเธอ เธอไม่ได้คาดมาก่อนเลยว่า หนิงเถาเป็นหมอโดยไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ด้วยซ้ำ ความจริงนั้นทำให้เธอสะดุ้ง

 

หนิงเถาไม่ได้อธิบายอะไร แต่ค่อยๆพูดอย่างใจเย็นว่า “คุณเจียงครับ ถ้าหากคุณเชื่อผมแล้วละก็…ให้โอกาสผมสักครั้ง นี่ก็เหมือนเป็นการให้โอกาสพ่อของคุณด้วย…แต่ถ้าหากคุณไม่เชื่อผม คุณจะไล่ผมไปตอนไหนก็ได้ครับ”

 

เจียงเฮาเม้มปากอย่างครุ่นคิด แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

 

“ใครเอะอะเสียงดังตรงนั้นหน่ะ?” เสียงโกรธของผู้ชายดังมาจากระเบียง

 

ถังหลิงมองไปที่ต้นเสียงนั้นและตอบไปว่า “อธิการบดีเชินคะ มีคนแกล้งทำตัวเป็นหมอและยืนยันจะรักษาหนึ่งในคนไข้ของเราให้ได้ค่ะ ฉันพยายามจะหยุดเขาแต่เขาต่อยฉันค่ะ”

 

“ใครมันอาจหาญกล้าทำแบบนั้นกัน?” ชายคนหนึ่งติดตามมาด้วยบอดี้การ์ดสองคนยืนอยู่ด้านหลัง

 

เขาคือเชินเซิงหยี อธิการบดีของของมหาวิทยาลัยแพทย์ชานซิตี้ เขาไม่ค่อยได้ทำงานอะไรเท่าไหร่นักและไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เหมือนวันนี้

 

“ใครทำร้ายพนักงานของฉัน?” เชินเซิงหยีพูดขึ้นเมื่อเขาเข้ามาให้ห้องคนไข้

 

“ไม่มีใครทำร้านพนักงานของคุณหรอก” หนิงเถารีบตอบหลับไป

 

“อธิการบดีเชินคะ..นี่คือหนิงเถาค่ะ รุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยแพทย์ชานซิตี้ค่ะ” ถังหลิงพูด “เขาเป็นคนที่แกล้งเป็นหมอเพื่อหลอกคนไข้ค่ะ…และอีกอย่างหนึ่งนะคะ เขาเป็นคนที่ตีฉันค่ะ!”

 

“เธอดูเหมือนคนที่ทั้งตัวเต็มไปด้วยแผลหรือไง…ในเมื่อเธอก็ยังดูดีอยู่มิใช่หรอถังหลิง?” หนิงเถาพูด

 

“นาย…..” ถังหลิงพูดไม่ออก

 

“นายคือหนิงเถาหรอ?” เชินเซิงหยีขมวดคิ้วเล็กน้อย “ในฐานะที่นายเป็นรุ่นพี่…นายยังไม่ผ่านการประเมินการฝึกงาน อีกอย่างนึงคือนายยังไม่มีใบอนุญาติของการเป็นแพทย์เลย นายกล้าดียังไงมาแกล้งเป็นแพทย์ที่นี่?….ให้เหตุผลฉันมา ไม่งั้นฉันจะแค่เรียกตำรวจมาจับนายนะ…แต่ฉันจะไล่นายออกจากโรงเรียนด้วย”

 

หนิงเถายังทำตัวปกติและพูดตอบเชินเซิงหยีไปว่า “ผมเพียงแค่ทำตามคำขอของเพื่อนของผมคือมาช่วยดูอาการพ่อของเธอให้หน่อย…ผมไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมคุณถึงจะไล่ผมออกจากโรงเรียนด้วยหล่ะ?” หนิงเถาถาม

 

อุบายจากเชินพิงดาวและการกลายมาเป็นเจ้าของคลินิคแห่งนภา ตอนนี้เขาไม่ได้สนใจใบรับรองการจบการศึกษา ทั้งหมดที่เขาต้องการคือ ค่าความดีและความชั่วเพื่อไปจ่ายค่าเช่าเท่านั้นเอง!

 

เชินเซิงพิงหัวเราะจนน้ำตาไหล “นายนี่มันดื้อจริงๆ ฉันจะเรียกตำรวจมาจัดการนายซะ!” เชินเซิงพิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะกดโทร

 

“ไม่ต้องเรียกหรอก…ฉันนี่แหละตำรวจ” เจียงเฮาพูดขึ้นมา

 

เชินเซิงพิงหยุดกดโทนศัพท์และมองไปที่เจียงเฮา “เธอเป็นใคร?”

 

“ฉันเป็นลูกสาวของเจียงหยีหลง ชื่อเจียงเฮา ฉันทำงานในส่วนงานพิเศษของตำรวจในเบดู” เจียงเฮาพูด “นี่คือบัตรยืนยันตัวของฉัน” เจียงเฮาหยิบบัตรขึ้นมาและแสดงให้เชินเซิงหยีดู

 

ในบัตรแสดงตัวนั้น รูปของเจียงเฮาถูกประทับด้วยคำว่า ‘หน่วยปฏิบัติการรบพิเศษ’ ซึ่งนั่นหมายความว่า เธอเป็นรองผู้กำกับ หรือรองหัวหน้าของหน่วยนี้นั่นเอง

 

เชินเซิงพิงหน้าถอดสีลงทันทีและพูดจาอย่างสุภาพว่า “โอ้……รองผู้กำกับเจียง ไม่ทราบว่าหนิงเถาเขาเป็น….???”

 

“เขาเป็นเพื่อนของฉันและฉันขอร้องให้เขามาที่นี่เอง” เจียงเฮาตอบกลับไป

 

เชินเซิงหยีรีบเก็บโทรศัพท์กลับลงไปทันที “กลายเป็นว่านี่เป็นการเข้าใจผิดอย่างมากเลยนะครับ…..รองผู้กำกับเจียง บอกผมนะครับถ้าคุณต้องการอะไร…ผมจะอนุญาติเรื่องต่างๆเองครับ”

 

ความคิดของเชินเซิงพิงเปลี่ยนเร็วยิ่งกว่าพลิกหน้าหนังสือเสียอีก ในเมืองฮัวนี้ ข้าราชการจากเบดูมียศที่สูงกว่าเมื่อพวกเขาไปอยู่ต่างที่ต่างถิ่น และยิ่งไปกว่านั้น เจียงเฮายังเป็นรองผู้กำกับอีก ในฐานที่เชินเซิงพิงเป็นอธิการบดีของโรงพยาบาลก็ไม่สามารถที่จะต่อกรอะไรกับเธอได้

 

“ขอบคุณ อธิการบดีเชิน ขอฉันคุยกับคุณหนิงหน่อยละกัน” เจียงเฮาพูด

 

เชินเซิงพิงผงกหัว ตอนนั้นเองที่หนิงเถาคิดว่าเขาโชคดีมากๆที่เชินเซิงพิงไม่โทรแจ้งตำรวจ

 

เจียงเฮาเดินเข้าไปหาหนิงเถาอย่างไม่สนใจผู้คนมากมายแถวนั้น เธอเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของเขาว่า “ฉันไม่รู้ว่านายซ่อนอะไรจากฉันไว้..แต่ฉันจะให้โอกาสสุดท้ายกับนาย จำคำสัญญาของนายไว้ ถ้าหากนายไม่รักษามัน ฉันจะให้นายชดใช้สองเท่า เข้าใจมั้ย?”

 

ความหวาน และไออุ่นที่เธอกระซิบที่ข่างใบหูของเขา มันทำให้เขารู้สึกแปลกๆ เขากระซิบกลับไปว่า “ขอเวลาผมชั่วโมงหนึ่งและอย่าปล่อยให้ใครเข้ามาในห้องนี้ได้…กลับมาหาผมในหนึ่งชั่วโมง ถ้าหากผมล้มเหลวในการรักษาพ่อของคุณ ผมจะชดใช้ให้คุณเอง”

 

เจียงเฮาผงกหัวและหันกลับไปพูดกับเชินเซิงพิงว่า “อธิการบดีเชิน เราไปคุยกันที่อื่นเถอะ ในหมอหนิงได้ทำหน้าที่ของเขาต่อ”

 

“โอเคครับ” เชินเซิงพิงตอบ “ทุกคนออกไปจากที่นี่ อย่ารบกวนการพักผ่อนของคนไข้”

 

“ไม่!” ซูยูเหมยโกรธ “อธิการคะ นี่เป็นโรงพยาบาล ในฐานที่คุณเป็นอธิการบดี คุณอนุญาตให้เด็กนักเรียนที่ไม่มีใบรับรองมารักษาสามีของฉันได้ยังไงคะ?…ถ้าหากคุณไม่หยุดเขา ฉันจะกดหาตำรวจเดี๋ยวนี้แหละ”

 

“เขาไม่ได้พูดว่าจะรักษาคนไข้ซะหน่อย…เขาแค่มาเยี่ยม อีกอย่างนี่เป็นเรื่องอขงครอบครัวคุณไม่ใช่ของผมะหน่อย” เชินเซิงหยีพูด

 

“ไม่ๆ ให้ รปภ.พาผู้ชายคนนี้ออกไปซะ!”ซูยูเหมยไปขว้างหน้าเชินเซิงหยีไว้ไม่ให้เขาออกจากประตู

 

เจียงเฮาขมวดคิ้ว การรบกวนจากซูยูเหมยทำให้เจียงเฮาโกรธ แต่อย่างไรก็ดี ซูยูเหมยก็ยังคงเป็นแม่เลี้ยงของเธออยู่ ดังนั้นดารใช้กำลังจึงไม่ใช่ทางออกของปัญหานี้

 

“คุณเจียงครัย ผมรู้สึกว่ามีบางน่าสงสัยอยู่นะครับ บางอย่างที่ถูกวางแผนไว้อย่างรอบคอบ…บางอย่างที่ทำให้พ่อของคุณป่วย” หนิงเถาพูดขึ้นมา

 

ขณะที่เขาพูดจบ ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขา

 

“อะไรนะ?” เจียงเฮาถามด้วยความตกใจ

 

“ผมสงสัยว่าจะมีใครบางคนวางยาพ่อของคุณจนทำให้เขาเป็นสโตรกครับด้วยแรงจูงใจหลายๆอย่างครับ” หนิงเถาพูด

 

“นี่นายพูดถึงเรื่องอะไรหน่ะ?” ซูยูเหมยตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงที่โกรธเคือง “ขืนพูดไร้สาระอีกแม้แต่คำเดียว…ฉันจะฟ้องนายข้อหาหมิ่นประมาท!!!”

 

“ก็คุณกันผมไม่ให้เจอกับคุณเจียงนิครับ….คุณรู้สึกผิดกับสิ่งที่คุณทำหรอ?” หนิงเถาพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น

 

“นาย——-” ซูยูเหมยพูดเหมือนสำลักความโกรธของตัวเองเป็นอย่างมาก

 

หนิงเถาพูดเสริมเข้าไปอีกว่า “ยิ่งคุณกันผมไม่ให้เข้าไปดูมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งน่าสงสัยมากเท่านั้น…พระเจ้ารู้แน่นอนว่าถ้าหากคุณทำแบบนั้นกับคุณเจียงที่เริ่มแก่ตัวลงเรื่อยๆ…คุณไม่ต้องการอยู่กับเขาอีกต่อไปแล้ว ฉะนั้นแล้วคุณจึงพยายามที่จะฆ่าเขาเพื่อเอาสมบัติ”

 

“ไปตายซะ!” ซูยูหลินพุ่งเข้าไปหาหนิงเถาด้วยหมัดของเขาเพื่อที่จะต่อยหนิงเถาที่ใบหน้า

 

หนิงเถาคว้าข้อมือของซูยูหลินไว้ได้ทันและสวนกลับไปด้วยหมัดอันหนักหน่วงกว่ามาก

 

ซูยูหลินเซและร่วงลงพื้นอย่างรวดเร็ว..ตอนนี้นี่เองที่ในใจของซูยูหลินอยากจะฆ่าหนิงเถาให้ตายไปซะ ไม่กี่ปีมานี้ เขาประสบความสำเร็จอย่างมากในเมืองชานซิตี้โดยพึ่งพาทุนทรัพย์และสายสัมพันธ์ของเจียงหยีหลง ตอนนี้เขาเป็นคนที่คนอื่นๆให้ความเคารพเป็นอย่างมาก แต่คืนนี้หนิงเถาไม่ได้ให้ความเคารพเขาแม้แต่น้อย อีกทั้งยังทำให้เขาเสียหน้าถึงสองครั้งสองคราด้วยกัน

หนิงเถาไม่หยุดเพียงเท่านั้น…เขากล่าวออกมาอีกว่า “คุณรู้แรงจูงใจต่างๆของคุณหนิ…จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามคุณเจียงของเป็นมหาเศรษฐีคนหนึ่ง เมื่อเขาเกิดเป็นสโตรกขึ้นมา ซึ่งเป็นภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ….ภาวะรุนแรงขนาดนี้คุณก็ยังไม่พาเขาไปอยู่ห้องไอ.ซี.ยู แต่กลับพาเขามาอยู่ห้องคนไข้ปกติเหมือนไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง….นี่ไม่ได้หมายความว่าคุณอยากให้เขาตายรึ?”

 

“นี่แก———-” ซูยูเหมยทั้งโกรธทั้งและเคียดแค้นหนิงเถา แต่เธอก็ไม่สามารถหาอะไรมาลบล้างได้ว่าที่หนิงเถาพูดมันไม่จริง

 

หนิงเถากล่าวต่อว่า “ผมได้ยินได้ว่าไม่นานมานี้หลังจากคุณเจียงเป็นสโตรกคุณก็พาทนายมาที่บริษัท…หรือว่า คุณกำลังจะพยายามโอนย้ายสมบติของเขารึ?”

 

“ไร้สาระที่สุด! ฉันปล่าวทำนะ” ซูยูเหมยโต้ตอบกลับ แต่หน้าของเธอดูซีดๆและดูเหมือนมีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อยบริเวณหน้าผาก

 

“คุณซูครับ คุณดูซีดๆนะครับ เป็นอะไรรึปล่าว? โอ้ว…คุณเหงื่อท่วมเลยหนิ นี่คุณรู้สึกผิดจริงๆหรอครับเนี่ย?”

 

“ฉัน…” โดยไม่ทันคิด ซูยูเหมยยกมือขึ้นมาเช็คเหงื่อบริเวณหน้าผาก

 

เจียงเฮาคว้าข้อมือของซูยูเหมยไว้ และลากเธอออกจากห้องคนไข้ “ออกไปจากที่นี่ซะ…ถ้าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริงละก็….ฉันจะไม่มีวันให้อภัยคุณแน่”

 

ซูยูเหมยออกไปอย่างไม่เต็มใจนักแต่เธอก็ไม่กล้าที่จะขว้างหนิงเถาอีกต่อไป อีกทั้งคนอื่นๆคงสงสัยว่าเธอวางยาเจียงหยีหลงจริงๆ

 

ไม่นานนัก ห้องคนไข้ก็เงียบสงัด

 

หนิงเถาเดินไปปิดประตู และยกเก้าอี้ต่อขาไปกั้นไว้ตรงประตู

 

บนเตียงของโรงพยาบาล เจียงหยีหลงในท่านอนหงายยังคงหลับตาสนิท แต่หนิงเถาสังเกตเห็นน้ำบางอย่างตรงหัวหน้าของเจียงหยีหลง

 

หนิงเถาแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นและเริ่มวินิจฉัยเจียงหยีหลงด้วยการมองและการดมกลิ่นโดยทันที

 

ปรากฏว่า….เจียงหยีหยงเป็นสโตรกจริงๆ เพราะกลุ่มโรคหลอดเลือดที่ทำให้เลือดของเขาเกิดการคลั่งและมีอาการเลือดออกในสมอง ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุทำให้เกิดสโตรกได้…..เจียงหยีหลงไม่ได้ถูกวางยาแต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะตัวเขาเองทั้งนั้น

 

หลังจากการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว หนิงเถาเปิดกล่องไม้กล่องเล็กๆและนำเอาสมุดบัญชีของคลินิกแห่งนภาออกมา หลังจากนั้นเขาจึงคว้ามือของเจียงหยีหลงมาและวางมือลงไปในคัมภีร์ไม้ไผ่

 

ขั้นต่อมา หนิงเถานำมือของเจียงหยีหลงกลับไปที่เดิมและเปิดบัญชีแยกประเภทขึ้นมา

 

บนสมุดบัญชีปรากฏข้อความเป็นย่อหน้าๆ ได้ความว่า “เจียงหยีหลง เกิดเมื่อวันที่ 7 เดือนอ้ายตามจัทรคติ ปีสี่สิบสามในรอบหกสิบปี; บาปครั้งแรกของเขาคือตอนที่ ทิ้งลูกสาวและภรรยาของตนเอง บาปที่สองคือ รื้อถอดสิ่งก่อสร้างต่างๆโดนใช้กำลัง และต่อมาคือเป็นชู้กับภรรยาคนอื่น……เขามีแต้มของบาปแห่งความชั่วร้ายอยู่ที่ 107 แต้ม ใบสั่งยาสำหรับบาปแห่งความชั่วร้ายของเขาอาจจะช่วยกำจัดบาปของเขาออกไปได้”

 

เดือนอ้ายตามจัทรคติ ปีสี่สิบสามในรอบหกสิบปี เป็นเดือนมกราคม ปีคริสตศักราช 1966 ดังนั้นอายุของเจียงหยีหลงก็ราวๆ 50 ต้นๆ สโตรกช่างมาในช่วงที่เหมาะเจาะจริงๆ

 

หนิงเถาหยิบบัญชีออก แล้วจัดการกัดที่นิ้วของเขา แล้ววาดรูปวงกลมด้วยเลือดของเขาบนฝาผนังด้านหลังของเตียง ต่อมาเขาก็วาดจุดในวงกลมเพื่อที่จะทำให้มีรูปร่างเหมือนล็อคของประตู หลังจากนั้นเขาจึงปลดกุญแจของคลินิกที่เขาสวมไว้ที่คอออก เขาค่อยๆใส่มันลงไปที่ล็อคอย่างระมัดระวัง

 

กุญแจที่เป็นกุญแจจริงๆ กับล็อคที่ถูกวาดอย่างหลอกๆบนฝาผนัง

 

ช่วงที่กุญแจแตะกับล็อคที่วาดด้วยเลือดนั้นเอง…..หนิงเถารู้สึกได้อย่างชัดเจนของพลังบางอย่างที่แผ่ออกมาจากฝนังคอนคีตนั้น ไม่กี่วินาทีของการรอคอยมันเกือบทำให้หัวใจของหนิงเถาระเบิดออกมา ถ้าหากว่าประตูมันเกิดเปิดกลับไปที่คลินิกแห่งนภาไม่ได้ขึ้นมาละ…สิ่งที่ตามมานี่มันหายนะชัดๆ

 

ทันใดนั้นเอง ล็อคที่วาดบนผนังเริ่มขยับพร้อมๆกุญแจของหนิงเถาติดอยู่กับล็อคนั้น

 

“มันเป็นเรื่องจริง!!!!!” หนิงเถาที่รู้สึกตื่นเต้นจนแทบบ้า เอื้อมมือไปจับกุญแจและหมุนมัน

 

เลือดที่วาดอยู่บนผนังหายไปราวกับกระดาษที่ถูกไฟเผาซึ่งถูกแทนที่ด้วยหลุมดำขนาดใหญ่ คล้ายถ้ำย้อนเวลาในหนังไซไฟยังไงยังงั้น

 

นี่คือประตูที่สะดวกสบายของคลินิกแห่งนภา

 

โปรดติดตามตอนที่ 9

OPEN A CLINIC TO CULTIVATE MYSELF

OPEN A CLINIC TO CULTIVATE MYSELF

บทนำ นักศึกษาแพทย์ที่ยากจนคนหนึ่งได้เข้าไปช่วยชีวิตสุนัขสีดำที่ได้รับบาดเจ็บจากบนถนนโดยไม่ตั้งใจ แต่เขาไม่คิดว่านั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวมหัศจรรย์พันธ์ลึก และทำให้เขาได้รู้จักกับคลินิกลึกลับอย่างคลินิกนภา ตัวคลินิกเองยังมีกฎที่เป็นข้อบังคับที่ว่าถ้าหากเขาไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้ตรงเวลา จำนวนชีวิตน้อยๆของเขาจะต้องถูกหักออกไปทดแทนในส่วนที่ขาดไป เพื่อความอยู่รอดหนิงเถาผู้ที่พึ่งจะก้าวเข้ามาเป็นผู้ฝึกตนมือใหม่และโลกใบใหม่นี้ จะต้องพยายามหาความดีและความชั่วเพื่อนำมาเป็นค่าเช่า นี่เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มธรรมดาผู้หนึ่งที่ได้รับหน้าที่เป็นทั้งนักบุญและปีศาจ

Comment

Options

not work with dark mode
Reset