Parallel World Pharmacy – ร้านขายยาต่างโลก – ตอนที่ 83

ตอนที่ 83 การว่าจ้างผู้ประสานงานและอาการเมาเรือ

 

“น่าแปลกจังเลยนะครับที่ใบสั่งของของคุณหมอคล็อดจะไม่ค่อยเหมาะกับคนไข้สักเท่าไหร่”

 

วันหนึ่งในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ที่ร้านขายยาต่างโลก

 

หลังจากที่ได้อ่านใบสั่งยาของคล็อดและคนอื่นๆ ที่ส่งมาในวันนี้ ก่อนที่จะได้ซักประวัติผู้ป่วยที่มาที่ร้านขายยาอีกที ฟาร์มาก็ได้แต่คร่ำครวญออกมา

 

 

หากเภสัชกรเปลี่ยนแปลงใบสั่งยาโดยพลการ มันจะทำลายความไว้วางใจระหว่างแพทย์และเภสัชกร ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้โดยง่าย

 

 

แต่ถ้าออกใบสั่งยาที่ออกมาไม่ตรงกับโรคที่เป็น เขาก็คงจะไม่สามารถจ่ายยาชนิดนั้นให้ได้ ในฐานะผู้ตรวจสอบความถูกต้องของยาได้

 

 

“เราควรจะติดต่อไปหาท่านหัวหน้าแพทย์หลวงดีไหม”

 

เอเลนถาม

 

 

“ก็คงต้องเป็นแบบนั้น เราน่าจะต้องตรวจสอบให้ดีกว่าเดิมแล้วเปลี่ยนยาที่จ่าย”

 

 

ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อร้านขายยาพิจารณาว่าใบสั่งยาไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยพวกเขาก็จะโทรไปสอบถามแพทย์ผู้สั่งจ่ายยาถึงเหตุผลการจ่ายยา

 

แต่ในโลกนี้ไม่ว่าจะแพทย์หรือแพทย์โอสถก็มีสิทธิ์ในการวินิจฉัย สั่งยา จ่ายยา และรักษาผู้ป่วย ทั้งที่ในมุมของฟาร์มาแล้วเขามองว่าทั้งสองฝั่งควรแบ่งงานกันทำ

 

ขณะที่ฟาร์มากำลังเขียนจดหมายถึงคล็อด ลอตเต้ก็เดินมาให้กำลังใจด้วยท่าทางสงสารเขา

 

เพราะนี่มันก็ครั้งที่สามของวันนี้แล้ว

 

 

“เขียนเสร็จแล้วฉันจะเอาไปให้คุณนกพิราบเองค่ะ!”

 

ลอตเต้ขึ้นลิฟต์ผ่านชั้นที่ทำงานเพื่อไปยังบริเวณใต้หลังคาของร้านขายยา

 

 

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีเสียงดังโครมครามมาจากทางบันไดวน พร้อมกับเสียงกรีดร้อง

 

ฟาร์มารีบเข้าไปดู

 

 

“ลอตเต้!?”

 

ฟาร์มาตะโกนด้วยความตกใจ แน่นอนว่าเอเลนก็ไม่แพ้กัน

 

“ลอตเต้จัง!?”

 

พอฟาร์มาและเอเลนวิ่งไปถึงบันไดวน ก็พบกับลอตเต้ที่หลังติดอยู่กับเชิงบันได

 

 

“เสียงดังขนาดนั้น เป็นยังไงบ้าง สะโพกกระแทกเข้ากับอะไรหรือเปล่า”

 

 

“เจ็บไปหมดเลยค่ะ! เพราะฉันไม่ระวังแท้ๆ เชียว…”

 

ลอตเต้ร้องไห้น้ำตาไหลออกมาจนแทบหายใจไม่ออก ก่อนที่ฟาร์มาจะวางมือลงไปที่เอวของลอตเต้ซึ่งกำลังงอตัวอยู่เพื่อดูอาการ

 

 

“รู้สึกเจ็บตรงนี้ไหม?”

 

“ต่ำลงมากกว่านั้นหน่อยค่ะ…”

 

พอฟาร์มาเริ่มเอามือลูบส่วนที่ลอตเต้บอกหลายครั้ง พลังแห่งเทพที่ฟาร์มาถ่ายเทลงไปก็ช่วยให้อาการเจ็บปวดนั้นบรรเทาลง จนท้ายที่สุดก็หายเป็นปกติ

 

เพราะเธอไม่รู้ว่าฟาร์มามีความสามารถเช่นนี้ด้วย ก็เลยรู้สึกสงสัยว่าความเจ็บปวดก่อนหน้านี้เป็นเพียงจินตนาการของเธอเท่านั้นเองหรือเปล่า

 

“อ่ะ เอ๋? ความเจ็บมันหายไปหมดแล้วค่ะ! เพราะท่านฟาร์มามาช่วยลูบให้แน่ๆ เลย”

 

ลอตเต้รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง

 

 

“ก็ไม่รู้สินะ แต่ถ้าหายดีแล้วผมก็สบายใจ”

 

พอสายตาของทั้งสองเข้ามาประสานกัน ทั้งคู่ก็รู้สึกตัวว่าเผลอทำอะไรเกินเลยไปโดยไม่ตั้งใจ แล้วเบนสายตาหนีแทน

 

 

ก่อนที่ลอตเต้จะนึกอะไรขึ้นได้แล้วรายงานเขาอย่างรวดเร็ว

 

“ท่านฟาร์มาคะ เราไม่มีนกพิราบเหลือสำหรับส่งจดหมายไปให้ท่านหัวหน้าแพทย์หลวงแล้วค่ะ แถมท่านปาลเล่ก็ส่งนกพิราบมาหาด้วยค่ะ”

 

ลอตเต้บอกถึงสถานการณ์ของนกพิราบที่ร้านมีอยู่ พร้อมกับบอกเล่าข้อความที่ปาลเล่ได้ส่งมาที่ร้าน

 

“เห็นทีเราคงต้องไปหานกพิราบมาเพิ่มแล้วสินะ ชุดใหญ่เลยด้วย”

 

เอเลนดันแว่นตาของเธอขึ้นด้วยสีหน้าลำบากใจ

 

“ไม่ดีกว่านะผมว่า หากเราเพิ่มปริมาณมันมากกว่านี้ อาจจะมีปัญหาด้านสุขลักษณะให้ต้องคอยมาจัดการเพิ่มแทน”

 

นี่เป็นนกพิราบที่ฟาร์มานำมาจากมหาวิทยาลัยจักรวรรดิเพื่อใช้สำหรับเดินทางไปมาระหว่างร้านขายยาและมหาวิทยาลัย

 

เขาไม่ต้องการจะมาสร้างรังนกพิราบอยู่บนหลังคาร้านขายยาของเขาเพราะจะมีปัญหาด้านสุขอนามัยตามมา ทั้งขนนก มูลของมัน และฝุ่นละอองที่เกิดจากการบินไปมา แต่เนื่องจากนี่เป็นวิธีเดียวในการติดต่อสื่อสารกันบนโลกใบนี้ แน่นอนว่าตอนนี้ฟาร์มาก็ใช้ศาสตร์แห่งเทพและอาณาเขตชำระล้างเข้าช่วยทำความสะอาดมันเป็นประจำอยู่แล้ว

 

แต่บรูโนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาด ก็เตือนอยู่เสมอว่าไม่ควรสร้างรังนกพิราบอยู่บนหลังคาของร้าน เขาควรจะไปสร้างไว้ที่อื่นแทน จนตอนนี้ฟาร์มาก็คิดไม่ตกว่าต้องทำอย่างไรดี

 

 

“วันนี้พวกนกจะได้พักกันไหมนะ”

 

(หากเป็นที่ญี่ปุ่น เราก็แค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถามก็จบแล้วแท้ๆ)

 

ความสะดวกสบายอย่างการกดเพียงครั้งเดียวก็ติดต่อคู่สนทนาได้ไม่สามารถหาได้บนโลกใบนี้

 

คิดแบบนี้ก็อยากจะเอาพวกสมาร์ตโฟนจากต่างโลกไปทิ้งไว้ที่มหาวิทยาลัยยาแล้วส่งอีเมลผ่านแท็บเล็ตของเขาแทนจริงๆ แต่นั่นก็คงจะเป็นไปไม่ได้ แถมตอนนี้คนไข้ที่นำใบสั่งยามาก็รออยู่ที่นี่แล้วด้วย

 

พอเป็นเช่นนี้เซดริกก็เลยเสนอแผนการบางอย่างแทน

 

 

“หากเป็นเรื่องด่วน กระผมว่าท่านน่าจะหาคนส่งสารมาทำหน้าที่แทนนกพิราบน่าจะเหมาะสมกว่านะครับ เพราะระหว่างที่นกพิราบกำลังบินไปส่งสารนั้นหากมีเรื่องด่วนอื่นเข้ามาด้วย สุดท้ายก็จะไม่ทันการไปเสียหมด”

 

 

 

“ถ้าเป็นเรื่องนั้นเดี๋ยวฉันขออาสาเป็นคนจัดการเองค่ะ”

 

ลอตเต้ที่มีความมั่นใจในฝีเท้าอาสายกมือขึ้นอย่างรวดเร็ว ฟาร์มาก็รู้สึกขอบคุณสำหรับน้ำใจ แต่ด้วยความเร็วของเด็กสาวคนเดียวก็อาจไม่เพียงพอสำหรับงานนี้

 

“ถ้าอย่างงั้นลองมาวิ่งแข่งส่งจดหมายกันดูดีกว่า ใส่กันให้สุดแรงแล้วมาดูกันว่าใครจะเร็วกว่ากันไหมคุณลอตเต้”

 

โรเจอร์ แพทย์โอสถพาร์ทไทม์ที่อยากจะทำหน้าที่นั้นก็พูดขึ้นมา

 

“แฮก กลับมาแล้ว~”

 

สำหรับโรเจอร์นั้นก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าพละกำลังของเขามีมากนัก เพราะจากสภาพที่วิ่งกลับมาด้วยความอ่อนล้านี้เอง

 

บางทีเขาน่าจะรีบมากจนตัวเปียกโชกไปหมด ฟาร์มาที่เห็นแบบนั้นก็คิดได้ทันทีว่าเขาจำเป็นต้องมีมืออาชีพด้านนี้เข้ามาช่วย แม้จะน่าเสียดายสำหรับโรเจอร์ก็ตาม แถมจะให้ฟาร์มาบินไปมาพร้อมกับคทาแห่งเทพโอสถ ร้านก็อาจจะมีปัญหาเอาระหว่างที่เขาเดินทาง

 

“จากที่ผมดูเราควรหามืออาชีพด้านนี้มาจะเหมาะกว่านะ ลอตเต้คุณช่วยทำโปสเตอร์รับสมัครให้หน่อยได้ไหม”

 

 

“ให้เป็นหน้าที่ฉันเองค่ะ!”

 

ลอตเต้เขียนโปสเตอร์รับสมัครพนักงานส่งสารพร้อมภาพประกอบและติดไว้บริเวณหน้าร้านขายยา และบนกระดานข่าวหลายแห่งในเมืองหลวงของจักรวรรดิ

 

 

 

『รับสมัครด่วน: ผู้ประสานงานระหว่างร้านขายยาต่างโลก เงื่อนไข : คนหนุ่มสาวที่อ่านแผนที่เมืองหลวงได้ สามารถอ่านออกเขียนได้ สามารถเก็บความลับของงานได้ และมีความมั่นใจในกำลังขาของตน โดยงานดังกล่าวจำเป็นต้องเดินทางไปมาภายในเมืองหลวงหลายครั้งด้วยกันในหนึ่งวัน เงินเดือนและเวลาการทำงานสามารถต่อรองกับผู้ว่าจ้างได้”

 

 

 

“คิดว่าจะมีคนมาสมัครไหม?”

 

พอฟาร์มาถามแบบนั้น ลอตเต่ก็กุมมือที่หน้าอกพร้อมกับหัวใจที่เต้นรัวเพราะลุ้นกับคนที่จะเข้ามาสมัคร

 

และภายในวันเดียวกันนั้นเอง ก็มีผู้คนจำนวนมากที่ต้องการสมัครเข้ามาเป็นคนประสานงานจากการเห็นโปสเตอร์ที่ติดอยู่ภายในเมือง

 

ส่วนมากแล้วก็จะเป็นเพศชาย ทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่

 

 

“ข้าละคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะมีตำแหน่งงานทั่วไปในร้านขายยาต่างโลกนี้ด้วย!”

 

พวกเขาพูดคุยกันอย่างมีความสุข เพราะมีข่าวลือที่ว่าพนักงานร้านขายยาต่างโลกทุกคนนั้นต่างได้รับเงินเดือนที่คุ้มค่าเป็นอย่างมาก จึงไม่แปลกที่ร้านนี้จะเป็นหนึ่งในสถานที่ที่คนใฝ่ฝันอยากจะเข้ามาทำงาน

 

และเพราะฟาร์มาเป็นผู้สัมภาษณ์ผู้สมัครทุกคนด้วยตัวเอง พวกเขาจึงมีความหวังมากยิ่งขึ้นว่าฟาร์มาจะมอบโอกาสให้กับพวกเขา

 

 

“งั้นฉันจะร้องเพลงให้ท่านฟังนะคะ”

 

“ข้าเล่นกลได้นะ”

 

แถมยังมีการแสดงความสามารถที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความต้องการของงานเพิ่มเติมด้วย

 

เพราะผู้ที่สมัครเข้ามาทำงานนั้นต้องการจะได้งานนี้เป็นอย่างมาก ฟาร์มาจึงได้แต่ตอบกลับไปว่า “แล้วผมจะแจ้งผลให้ทราบในภายหลังนะครับ” แทน

 

“ให้ตายสิคนพวกนี้นี่ ร้อนแรงกันซะจริงๆ เลยนะ แล้วว่าไงล่ะฟาร์มาคุง ฉันว่าคนที่ใช้ศาสตร์แห่งเทพได้ด้วยก็น่าจะเหมาะนะ”

 

 

“เอาจริงๆ ผมก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเลือกใครดี”

 

ฟาร์มาและเอเลนนั่งคิดว่าจะจ้างใครดีอยู่ที่เคาน์เตอร์ของร้านขายยา พวกเขาค่อยๆ เปิดดูประวัติส่วนตัวและความประทับใจจากการสัมภาษณ์ของแต่ละคนไปเรื่อยๆ

 

 

“ท่านยังเปิดรับสมัครผู้ประสานงานอยู่ไหมครับ”

 

ก่อนที่จะมีเด็กชายตัวเล็กท่าทางสดใส เดินเข้ามาหาฟาร์มาที่เคาน์เตอร์สัมภาษณ์

 

 

“งั้นรบกวนขอข้อมูลประวัติโดยย่อของคุณหน่อยครับ”

 

 

“คือลายมือของผมค่อนข้างแย่มาก เลยรู้สึกอายที่จะ…”

 

 

(ลายมือค่อนข้างจะแย่ จนเราไม่แน่ใจว่าจะจดบันทึกข้อมูลอะไรได้ด้วยสิ…)

 

 

ประวัติส่วนตัวที่เขียนด้วยลายมือซึ่งดูเหมือนจะเขียนด้วยความพยายามอย่างมาก แต่ด้วยคุณภาพของลายมือที่เขียนทำให้พวกเขาไม่สามารถอ่านข้อมูลภายในนั้นได้เลย

 

เอเลนก็ได้แต่ส่ายหัวแล้วบอกว่า “เด็กคนนี้ไม่น่าไหว”

 

 

“โอเคครับ ขอบคุณที่มาแล้วเดี๋ยวผมจะแจ้งผลให้ทราบภายหลังนะครับ”

 

หลังจากที่ฟาร์มาพูดเสร็จเขาก็ส่งเด็กคนนั้นกลับไป ก่อนจะพูดขึ้น

 

“วันนี้ก็มาสินะครับ”

 

เป็นคำพูดที่เขาพูดกับชายชราที่มีใบหน้าอันแสนคุ้นเคยซึ่งเดินเข้ามาที่ร้านขายยา

 

“ยินดีต้อนรับค่ะ พลเรือเอก”

 

ลอตเต้เห็นแล้วรู้ว่าเขาคือพลเรือเอกก็รีบทักทายเขา ฌองก็ยิ้มอย่างมีเลศนัยออกมา ผู้ป่วยและลูกค้าที่มาที่ร้านขายยาก็เริ่มส่งเสียงดังขึ้น บางทีพวกเขาอาจสังเกตเห็นการมาของฌองจากคำพูดของลอตเต้

 

 

“วันนี้จะรับอะไรดีครับ”

 

หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว พลเรือเอกฌอง ก็เลือกเยลลี่วิตามินรวมที่เป็นของใหม่ ก่อนจะมอบมันให้ลอตเต้ด้วย

 

จากนั้นเขาก็เดินไปยังโซนนั่งพัก แล้วดื่มน้ำจากตู้กดน้ำของทางร้าน จากนั้นจึงแกะซองนำเยลลี่ออกมาเคี้ยวอย่างรวดเร็ว

 

“ผลการตัดสินออกมาแล้วนะ พวกข้าจะเดินทางเข้าสู่ทวีปใหม่ด้วยกองเรือขนาดใหญ่ช่วงกุมภาพันธ์ปีหน้า คุณเจ้าของร้าน เพื่อที่จะให้ทันเวลาเตรียมการ ข้าเลยอยากจะสั่งซื้อของจำนวนมากจากทางร้านไว้เลย เพราะเรื่องอาหารกับโภชนาการบนเรือนี่มันสำคัญจริงๆ รวมไปถึงกล้องสำหรับบันทึกภาพด้วยนะ”

 

แม้ฟาร์มาจะรู้สึกขอบคุณสำหรับการสั่งซื้อจำนวนมากเช่นนี้ แต่เขาก็สงบใจกับคำว่ากองเรือขนาดใหญ่ไม่ได้เลย

 

ฟาร์มาไม่รู้ว่าพวกเขาจะวางแผนที่จะสำรวจภายในทวีปใหม่นั้นเป็นเวลานานหรือไม่ด้วย

 

“ทวีปที่ว่าก็คือทวีปการ์บันสินะครับ?”

 

การ์บันเป็นนามสกุลของพลเรือเอกฌอง

 

 

“ด-เดี๋ยวเถอะ ข้าไม่เห็นจะชอบชื่อนั้นเลย เลิกเอามาล้อข้าสักที”

 

ทวีปดังกล่าวได้รับการตั้งชื่อตามผู้ที่ค้นพบ ซึ่งก็คือพลเรือเอกฌองแต่เขาก็รู้สึกอายทุกทีที่มีคนเรียกชื่อทวีปนั้นว่าการ์บัน

 

 

“แต่มันก็เรียกว่าทวีปการ์บันจริงๆ นี่ครับ?”

 

 

ฟาร์มาไม่มีเจตนาล้อเลียนฌอง แต่แค่ตอนนี้มันไม่มีชื่ออื่นให้เรียกเท่านั้นเอง

 

 

“เพราะนั่นเป็นรับสั่งของฝ่าบาทนี่นา ทั้งที่ข้าพยายามอย่างเต็มที่แล้วแท้ๆ ที่จะไม่ให้ใช้ชื่อนั้น แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ”

 

 

พลเรือเอกฌองคร่ำครวญว่าเขาไม่สามารถปฏิเสธได้เลยเพราะแรงกดดันของจักรพรรดินี

 

“ถ้าเป็นแบบนั้นก็ช่วยไม่ได้นะครับ แต่ว่าจะดีเหรอครับหากออกเรือช่วงฤดูหนาวที่หิมะรุนแรงขนาดนั้น ทำไมเราไม่เลือกช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศอบอุ่นกว่านี้แทนล่ะครับ”

 

 

ฟาร์มาแนะนำให้เลือกสภาพอากาศสำหรับการเดินทางที่เหมาะสมกว่านี้น่าจะดีกว่า

 

 

ดูเหมือนว่าพลเรือเอกฌองจะไปยังทวีปใหม่โดยใช้เส้นทางที่มุ่งตรงไปทางทิศตะวันตกเหมือนครั้งที่แล้ว แต่ฟาร์มาต้องการแนะนำว่าเขาไม่เห็นจำเป็นจะต้องเดินทางในช่วงฤดูหนาวเลย ก่อนที่ฌองจะตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเบา

 

“ข้าเองก็ไม่ได้อยากจะไปล่องเรือในทะเลที่เย็นยะเยือกแบบนั้นหรอก ข้าเป็นพวกขี้หนาวจะตาย แต่เพราะโจรสลัดกับพวกนักล่าสมบัติมันหมายตาทรัพยากรจากทวีปนั้นเหมือนกันน่ะสิ จะให้รอจนอุ่นก็คงจะไม่ทันการเอา”

 

“แต่ความอันตรายในการเดินทางมันก็สูงนะคะ แถมเรือธรรมดาจะเดินทางไปถึงทวีปนั้นได้ด้วยเหรอคะ?”

 

เอเลนถามฌอง

 

เธอเคยได้ยินจากฌองว่าเรือที่มีแต่คนธรรมดาบนเรือมักจะถูกพวกวิญญาณร้ายโจมตีและจมเรือเอาระหว่างการเดินทางได้ ฌองที่ได้ฟังก็พยักหน้าเหมือนเป็นเรื่องที่ฟังขึ้น

 

“นั่นมันก็ใช่ พวกมันคงไม่สามารถออกจาก”สุสานเรือ”ได้แน่หากเดินทางด้วยเรือธรรมดา เพราะแบบนั้นหากต้องการเพิ่มความปลอดภัยแล้วนอกจากผู้ใช้ศาสตร์แห่งวารีและวายุ ครั้งนี้พวกข้ายังมีผู้ใช้ศาสตร์แห่งเทพที่มีเทพผู้พิทักษ์เป็นเทพแห่งการเดินทางเข้าร่วมด้วย นี่เป็นรับสั่งโดยตรงจากฝ่าบาทที่ให้พวกเรานำผู้ใช้ศาสตร์แห่งเทพไร้ธาตุไปด้วย”

 

“เทพแห่งการเดินทางสินะครับ! คนคนนั้นนี่เอง”

 

ฟาร์มาที่จำได้ก็ปรบมือออกมา

 

คลาร่าเธอเป็นหนึ่งในผู้ใช้ศาสตร์แห่งเทพไร้ธาตุซึ่งไม่มีคุณสมบัติทั่วไปตามที่ซาโลม่อนได้ประเมินมาจนต้องให้ฟาร์มามาช่วยเปิดชีพจรแห่งเทพในภายหลัง

 

จากความทรงจำของเขาเธอเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่กับโคลเอ้ ผู้ลงทุนกิจการร้านเมดีก

 

“ข้าเป็นเพียงคนธรรมดา จะมาพูดเรื่องศาสตร์แห่งเทพก็กระไรอยู่ แต่หากพวกเราได้รับการคุ้มครองจากเทพแห่งการเดินทางแล้ว เจ้าว่าพวกเราก็น่าจะเดินเรือกันได้อย่างปลอดภัยใช่ไหมล่ะ”

 

พอเขาถามแบบนั้น ฟาร์มาก็ไม่มีทางเลือกอ่านนอกจากพูดว่า “น่าจะแบบนั้นครับ”

 

“แต่ก็ยังมีปัญหาที่กวนใจข้าอยู่สามเรื่อง อย่างแรกนางเป็นเพียงเด็กสาว แถมนางก็ไม่ชอบเดินทางด้วยเรือ ท้ายที่สุดคือนางรับมือกับเรือไม่ค่อยจะไหว ทุกครั้งที่เรือเกิดโคลงเคลงขึ้นมานางก็มักจะมีอาการคลื่นไส้นี่สิ”

 

ธรรมเนียมการไม่ให้หญิงสาวต้องเดินทางไกลนั้นไม่ได้มีเพียงแค่โลกของเขาแต่ยังมีในโลกนี้ด้วยเช่นกัน

 

 

เหนือสิ่งอื่นใด ดูเหมือนว่าฌองจะกังวลว่าเธออาจถูกคุกคามโดยเหล่าชายฉกรรจ์แห่งท้องทะเลผู้แข็งกร้าว

 

ฟาร์ม่ารู้สึกเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

 

“หากเป็นพวกที่ไว้ใจไม่ได้ก็ไม่น่าจะพามาด้วยแต่แรกนะคะ….นั่นเป็นปัญหาแรกที่ต้องคิดก่อนออกเดินทางเลย แถมถ้ามีอะไรเกิดขึ้นท่านโคลเอ้ไม่ยอมอยู่เฉยๆ แน่”

 

เอลเลนทำหน้าแบบช่วยไม่ได้พร้อมกับพูดด้วยความเป็นห่วงหญิงสาวผู้นั้น

 

“จำได้ว่าเธอบอกว่าตัวเองไม่ชอบออกไปไหน แถมอยากเก็บตัวอยู่แต่ในคฤหาสน์แล้วนอนเฉยๆ นี่นา”

 

ฟาร์มาจำได้ว่าคลาร่าเป็นคนเช่นไร โชคดีที่โคลเอ้นั้นก็เป็นชนชั้นสูงผู้หญิงใหญ่อีกตระกูลหนึ่งจึงสามารถทำความปรารถนาของคลาร่าได้นั่นคือ “ใช้ชีวิตไปโดยไม่ต้องทำอะไรเลย” ก่อนจะจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการปรนเปรอเธอ

 

“ฟังแบบนี้แล้วเหมือนเป็นผู้หญิงที่เกียจคร้านหนักเลยนะ ที่เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องทั้งวัน”

 

“เรื่องนั้นไม่ใช่เพราะความขี้เกียจหรอก แต่เพราะเธอมีความดันโลหิตที่ต่ำมากจึงเป็นแบบนั้น แถมด้วยสาเหตุนี้เองก็เลยทำให้เธอน่าจะมีอาการเมาเรือได้ง่าย”

 

“ก็เพราะแบบนั้นแหละข้าเลยไม่ค่อยอยากจะพานางไปด้วยเท่าไรนัก”

 

แต่เพราะเป็นคำสั่งของทางจักรพรรดินีทำให้เขาจำเป็นต้องไปพาตัวเธอมาจากเขตของโคลเอ้ อย่างไม่มีทางเลือก

 

 

“ข้าละรู้สึกเสียใจจริงๆ ยิ่งกับการเดินทางครั้งนี้…เพราะข้าต้องนำเรื่องนี้ไปบอกเพื่อบีบนางด้วย”

 

(ยิ่งเป็นคนที่ไม่ชอบการเดินทางแบบนี้ด้วยแล้ว….)

 

กับตัวคลาร่าที่ไม่มีแรงจูงใจแต่แรงอยู่แล้ว ฌองก็ไม่รู้จะต้องสูญเสียพลังเท่าไหร่ถึงจะพาเธอมาได้

 

“หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเธอได้รับวิวรณ์มากันนะ?”

 

เอเลนพูดเสริมว่าบางทีเพราะเธอมีเทพแห่งการเดินทางเป็นเทพผู้พิทักษ์ ตัวเธอก็อาจจะมีของอย่างสัมผัสที่หกก็ได้

 

 

พลเรือเอกฌองที่ได้ยินเช่นนั้นก็ทำหน้าจริงจังขึ้น

 

“ข้าว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่เลยนะ เพราะพวกเราชาวเรือน่ะให้ความสำคัญกับฤกษ์เป็นอย่างมาก แน่นอนว่ากำหนดการเดินทางอาจจะเปลี่ยนแปลงได้หากทางศาสนจักรทำนายว่ายังไม่ควร แถมครั้งนี้ก็มีผู้ใช้ศาสตร์แห่งเทพที่มีเทพผู้พิทักษ์เป็นเทพแห่งการเดินทางจะไปกับเราด้วย ถึงข้าจะไม่อยากพานางไปสักแค่ไหน แต่ขวัญกำลังใจของพวกลูกเรือคงจะลดลงเป็นอย่างมากแน่หากปล่อยไว้แบบนี้”

 

 

พลเรือเอกฌองขมวดคิ้วครุ่นคิด

 

“ยากจังเลยนะครับ”

 

ฟาร์มายังคิดไปถึงความยากลำบากในการเดินทางของโลกใบนี้ เพราะเป็นเรื่องยากมากที่ในการเดินทางแต่ละครั้งจะไม่มีผู้เสียชีวิตระหว่างเดินทางเลย

 

 

เป็นหน้าที่ของพลเรือเอกก็คือต้องพยายามลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากการเดินทางให้ได้มากที่สุด ส่วนหนึ่งของการลดปัจจัยดังกล่าวก็คือการที่เขาขอยืมตัวแพทย์โอสถที่เป็นศิษย์ของบรูโนมาด้วยนั่นเอง

 

 

“แล้วจุดประสงค์หลักของการเดินทางครั้งนี้คืออะไรเหรอครับ”

 

“อย่างแรกคือการสำรวจทวีปและสร้างแผนที่ตามแนวชายฝั่งของทวีปการ์บันแถมกองทัพเรือจักรวรรดิจะเข้าร่วมการเดินทางครั้งนี้ด้วยบางทีพวกเขาอาจมีจุดประสงค์อื่นด้วยก็ได้”

 

 

(เนื่องจากพลเรือเอกมาทางชายฝั่งตะวันออก เขาคงไม่มีเหตุผลอะไรให้ไปถึงชายฝั่งตะวันตกของทวีปหรอกมั้ง)

 

ฟาร์มากังวลเกี่ยวกับชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บนชายฝั่งตะวันตก

 

 

“แล้วสัตว์อย่างพวกม้าได้เตรียมไปด้วยไหมครับ”

 

“ก็เพราะตั้งใจว่าจะไปตั้งถิ่นฐานที่ทวีปใหม่ด้วยนี่นะ พวกเขาก็เลยวางแผนกันว่าจะนำปศุสัตว์ไปด้วยน่ะ”

 

 

(น่าจะเป็นเพราะพวกเขายังไม่พบชนพื้นเมืองของทางนั้นด้วยสินะ แบบนี้จะหาทางหลีกเลี่ยงการสร้างอาณานิคมตรงนั้นได้หรือเปล่านะ)

 

ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบัน ประเทศแรกที่ค้นพบดินแดนที่ไม่มีคนอาศัยอยู่จะสามารถตั้งที่นั่นเป็นอาณานิคมได้

 

สำหรับฌองแล้วถือเป็นเรื่องธรรมดาเพราะเขาเชื่อว่านั่นต้องเป็นทวีปใหม่ที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่

 

“ถึงจะไม่อยากรบกวนท่านเจ้าของร้านที่จะต้องมาวุ่นวายเรื่องของพวกข้าแต่พวกข้าก็ไม่อยากจะกลับไปนับหนึ่งกันใหม่ อย่างน้อยก็เลยอยากจะให้ท่านช่วยหายาที่สามารถแก้อาการเมาคลื่นไส้ได้สักหน่อยน่ะ หากมีสิ่งนั้นน่าจะช่วยให้นางที่มีเทพแห่งการเดินทางคุ้มครองอยู่มากับพวกข้าได้”

 

พลเรือเอกฌองถามฟาร์มาด้วยท่าทางขอความช่วยเหลือ

 

 

ฟาร์มาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปที่ตู้ยาของร้านขายยาเพื่อนำยารักษาโรคเมาเรือ แล้วเดินกลับมา

 

“นี่คือยาสำหรับอาการเมาเรืองั้นหรือ พวกข้าสามารถกินตอนระหว่างเดินทางได้ด้วยใช่ไหม?”

 

“ก็เหมือนกับ ยาแก้คลื่นไส้ครับ มันเป็นยาแก้แพ้ที่มีไดเฟนไฮดรามีน ซาลิไซเลต และไดโพรไพลีนที่ช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย แม้จะมีผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดผื่นขึ้น อาการใจสั่น และปัสสาวะลำบาก แต่หลักๆ แล้วมันจะทำให้มีอาการง่วงนอนครับ”

 

“เอาเถอะ ตราบใดที่นางนอนหลับโดยไม่รบกวนการเดินทาง ก็ไม่น่าจะเป็นไร”

 

พลเรือเอกฌองกล่าวเช่นนั้นและจากไป

 

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ…ฉันได้ยินเรื่องทั้งหมดจากพลเรือเอกฌองแล้วนะคะ”

 

คลาร่ามาที่ร้านขายยาในเช้าวันรุ่งขึ้น

 

หน้าตาของเธอนั้นเรียกได้ว่าเป็นสาวงามไร้ที่ติ แต่ด้วยแก้มที่ซูบผอมและรอยคล้ำใต้ดวงตาของเธอ ทำให้สภาพของเธอไม่น่าดูนัก

 

 

“ท่านเจ้าของร้าน ไม่เจอกันนานเลยนะคะ”

 

โคลเอ้ก็เดินทางมากับเธอด้วย โดยเธอนั้นเป็นถึงลูกสาวตระกูลชาทียง ซึ่งมีนิสัยเป็นขั้วตรงข้ามกับคลาร่า

 

“วันนี้ฉันได้ยินว่าคลาร่าจังจะร่วมเดินทางตามรับสั่ง แถมฉันได้ยินมาว่ามียาที่ช่วยรักษาอาการเมาเรือได้ใช่ไหมคะ เนอะคลาร่าจัง…? คลาร่าจัง?!!”

 

พอไปถึงร้านขายยา คลาร่าก็ดูเหมือนจะหมดแรงจนนอนนิ่งอยู่ที่เคาน์เตอร์

 

“ตามปกติแล้วด้วยความดันเลือดที่ต่ำอาจจะทำให้มีอาการนี้ได้ในช่วงนี้ครับ คงจะดีหน่อยหากมาที่ร้านในช่วงเย็น”

 

ฟาร์มาบอก

 

เธอมีอาการเซื่องซึมและไม่ค่อยได้สติ จนแพทย์และแพทย์โอสถคนอื่นๆ วินิจฉัยว่าเธอเป็นโรคซึมเศร้า แต่สาเหตุทั้งหมดนั้นมาจากความดันโลหิตที่ต่ำเป็นอย่างมาก อาการของเธอก็เลยจะรุนแรงเป็นพิเศษในช่วงเช้า

 

 

“ได้ยินว่าคุณได้รับคำสั่งให้ร่วมเดินทางจากแต่จากที่ดูคงจะไม่ค่อยเต็มใจสินะครับ”

 

ฟาร์มายื่นน้ำให้เธอก่อนจะถาม เพราะเธอดูเป็นกังวลเกี่ยวกับการล่องเรือในครั้งนี้

 

“ค่ะ…ตั้งแต่ที่ท่านแพทย์โอสถเปิดชีพจรแห่งเทพให้ฉัน ชีวิตฉันก็ดีขึ้นเป็นอย่างมากเพราะได้รับการดูแลจากท่านโคลเอ้….แน่นอนว่าฉันอยากจะตอบแทนพระคุณของฝ่าบาท แต่ครั้งนี้…ฉันไม่อยากจะไปจริงๆ ค่ะ”

 

ถึงจะดูเป็นการพูดที่ไม่ค่อยใส่ใจ แต่เธอก็เคารพฟาร์มาซึ่งเป็นคนเปิดชีพจรแห่งเทพให้กับเธอ และโคลเอ้ผู้เป็นที่ให้แหล่งอาศัยกับเธอในฐานะผู้มีพระคุณ

 

 

“ถ้าเป็นเรื่องคลื่นไส้ละก็ ผมมียาช่วยได้นะครับ”

 

 

“เรื่องคลื่นไส้มันก็ใช่อยู่หรอก….”

 

ทั้งที่ได้รับการคุ้มครองจากเทพแห่งการเดินทางแต่ดันมีปัญหาเรื่องการเดินทางซะอย่างงั้น

 

“ฉันเห็น ลูกเรือของแซงต์เฟลิฟรอแยล….ทุกคนจะไม่…ได้กลับมา คนที่อยู่เรือลำอื่น….สบายดี ถึงจะมีเสียชีวิตกันไปบ้าง”

 

เธอกล่าวว่าผู้ที่ไม่สามารถกลับมาจากการเดินทางครั้งนี้ได้ ร่างของพวกเขาเหลือเพียงกระดูก

 

ในความเป็นจริงแล้วดูเหมือนว่าเธอจะเห็นทั้งข้ารับใช้และคนที่เธอรู้จักไม่กลับมาเลย แถมยังเห็นภาพที่พวกเขาถูกฆ่าตายอยู่หลายครั้ง

 

 

“เอ๋…ลูกเรือทุกคนเลยเหรอ?”

 

เห็นได้ชัดเลยว่ามันไม่ได้มีแค่เรื่องของการเมาเรือ

 

 

“โห่ะ-โหว”

 

ขนาดโคลเอ้ยังทำหน้าประหลาดใจก่อนจะเอาด้ามพัดมาปิดปากไว้ คลาร่าก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับด้วยใบหน้าที่ว่างเปล่า

 

 

“อือ…ฉันเห็นคนที่ขึ้นเรือแซงต์เฟลิฟรอแยล…พวกเขาทุกคน…”

 

 

(หรือจะเป็นความสามารถในการหยั่งรู้อนาคตกันนะ?)

 

แซงต์เฟลิฟรอแยลเป็นเรือใบขนาดใหญ่ที่มีกัปตันเรือเป็นพลเรือเอกฌอง

 

 

“ท่านแพทย์โอสถ..ฉันจะปฏิเสธเช่นไรดีคะ..”

 

 

คลาร่าเอาหน้าเข้าไปใกล้ฟาร์มาด้วยสภาพน้ำตาคลอ

 

เธอจ้องเข้ามาที่หน้าของเขาด้วยใบหน้าที่แสนน่ารักจนแม้แต่ฟาร์มาก็เกิดความหวั่นไหวโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

“งั้นก็หมายความว่าเราไม่ควรขึ้นเรือแซงต์เฟลิฟรอแยลใช่ไหมล่ะครับ ถ้าลองเปลี่ยนเป็นลำอื่นจะดีหรือเปล่า”

 

ฟาร์มาตอบขณะกลั้นหายใจด้วยความตะลึงจากเรื่องเมื่อครู่

 

“แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นแทนล่ะถ้าเราเปลี่ยนเรือที่นั่งไป….ฉันว่าทางที่ดีเราน่าจะไม่ให้แซงต์เฟลิฟรอแยลออกเรือจะดีกว่านะ”

 

“ไว้เดี๋ยวผมจะรีบเอาเรื่องนี้ไปบอกคุณฌองให้เร็วที่สุดเองครับ เพราะนี่เป็นข้อมูลที่สำคัญมากด้วย ทางที่ดีควรเตรียมเรือลำอื่นไว้แทนด้วย และถ้าหากคุณยังเห็นนิมิตของเหล่าผู้เสียชีวิตอีก หรือ เรือลำไหนไม่ควรจะนำออกไป ก็บอกมาได้เลยนะครับ”

 

(นี่เป็นความสามารถที่มีค่ามาก หากเรารู้ถึงภัยล่วงหน้าได้จะช่วยอะไรได้เยอะเลย)

 

ฟาร์มาตกใจเป็นอย่างมากที่ได้พบกับคนที่มีความสามารถที่ตนคาดไม่ถึง

 

“จริงสิครับ ผมมีแผนว่าจะเดินทางไปที่นครศักดิ์สิทธิ์ในเดือนหน้า แต่ไม่แน่ใจว่าจะกลับมาได้ไหมด้วยสิ”

 

“…”

 

คลาร่าจ้องมองไปที่ฟาร์มาด้วยดวงตาเบิกกว้าง

 

“ไม่ต้องกลัวครับบอกผมมาตามตรงได้เลย”

 

ฟาร์มารู้สึกประหลาดใจกับท่าทางของเธอและถามอย่างประหม่า

 

ถึงจะพูดไม่ได้ว่าเชื่อในความสามารถการทำนายของเธอเต็มร้อย แต่ในโลกที่มีศาสตร์แห่งเทพเช่นนี้ มันจึงทำให้คำพูดของเธอน่าเชื่อถือขึ้นมามากเลยทีเดียว

 

 

“กลับมาได้…แต่…ก็……เหมือนสัญญาณ…จะไม่ค่อยดีเท่าไหร่…”

 

คลาร่าค่อยๆ พูดออกมาเป็นคำๆ เหมือนไม่แน่ใจกับสิ่งที่เห็นนัก

 

(สัญญาณนี่หมายถึงอะไรกันนะ)

 

 

“แบบนี้ฉันว่านายไม่ไปจะที่นั่นจะดีกว่าไหม นครศักดิ์สิทธิ์น่ะ”

 

พอได้ยินแบบนั้น เอเลนก็เริ่มจะเป็นห่วงฟาร์มาขึ้นมา คลาร่าที่รู้แบบนั้นก็ลองเสนอความช่วยเหลือดู

 

“ให้ฉันตามท่านแพทย์โอสถไปนะคะ ฉันน่าจะช่วยเตือนท่านได้….หากเกิดอะไรขึ้น”

 

 

“เอ๊ะ จริงเหรอครับ ไว้เดี๋ยวผมจะไปคุยเรื่องนี้ให้เองครับ ถ้ามีคุณไปด้วยก็อุ่นใจขึ้นเยอะเลย”

 

 

“เพราะท่านแพทย์โอสถคือผู้มีพระคุณของฉัน…”

 

คลาร่าพูดในขณะที่ขยับตัวยุกยิกไปมา แม้ประโยคปิดท้ายจะดูอ่อนแรง และไม่น่าเชื่อถือนัก แต่ฟาร์มามั่นใจว่าเธอต้องเป็นกำลังให้เขาได้แน่

 

“ทางคุณโคลเอ้ล่ะครับ จะเป็นอะไรหรือเปล่าหากผมจะขอยืมตัวคุณคลาร่าสักพัก”

 

“หากให้ฉันไปด้วยได้ก็ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ แถมถ้าทางคลาร่าจังไม่ว่าอะไรแบบนี้ฉันก็โอเคค่ะ”

 

 

ลงเอยที่ฟาร์มาได้รับความร่วมมือจากเหล่าผองเพื่อนที่ไว้ใจได้

 

“จริงสิคะ ได้ยินว่าท่านกำลังมองคนผู้ประสานงานอยู่ใช่ไหมคะ”

 

 

โคลเอ้และคลาร่าที่ออกจากร้านขายยาไปได้เดินกลับมาในเวลาไม่ถึงนาที ก่อนที่คลาร่าก็ถามขึ้นมา ดูท่าเธอจะมองเห็นนิมิตบางอย่าง

 

 

“ใช่ครับ ก็เริ่มสัมภาษณ์คนที่มาสมัครไปบ้างแล้ว”

 

เมื่อฟาร์มาพูดเช่นนั้น คลาร่าก็หลับตาลงครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดขึ้น

 

 

“นอกจากคนที่มาคนสุดท้าย…หลายคนจะได้รับบาดเจ็บที่ขา….ไม่ก็โดนอันธพาลทำร้ายหรือถูกสุนัขกัด”

 

“เลวร้ายสุดๆ เลยนะครับ”

 

 

“คนที่มาหลังสุด….หรือเธอจะพูดถึงเด็กที่ลายมือแย่คนนั้นกันนะ? แต่จะดีเหรอเด็กคนนั้นลายมือแย่มากเลยนะ การสื่อสารอาจจะเกิดความผิดพลาดขึ้นก็ได้”

 

 

ความกังวลของเอเลนนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ว่า…

 

 

“แต่เราก็ลองรับเด็กคนนั้นมาทดลองงานก่อนก็ได้นี่ครับ”

 

 

เป็นอันว่าความเห็นของคลาร่าได้รับการยอมรับ

 

 

ท้ายที่สุด ทอม เด็กชายอายุ14ปี ผู้กระฉับกระเฉงซึ่งเข้ามาสมัครงานเป็นคนสุดท้ายได้รับการว่าจ้าง

 

เขาเป็นเด็กฝึกงานที่เชี่ยวชาญในการติดต่อประสานงานระหว่างร้านค้าบริเวณใกล้เคียงของเมืองหลวง โดยเขาจะถูกเรียกตัวก็ต่อเมื่อมีธุระที่จำเป็นต้องติดต่อประสานงานระหว่างร้าน ตัวเขานั้นมีผิวสีแทนเข้ม ซึ่งเป็นผลมาจากการวิ่งไปมาตอนเช้าตรู่และการเดินทางติดต่อประสานงานระหว่างร้านค้าในแต่ละวัน

เขาได้รับตราผู้ประสานงานของร้านขายยาก่อนจะสวมมันไว้บนแขนเสื้ออย่างมีความสุข พร้อมพูดว่า “รู้สึกเหมือนตัวผมมีคุณค่ามากขึ้นกว่าเดิมอีกครับ”

 

 

 

“ผมกลับมาแล้วครับท่านเจ้าของร้าน! งานต่อไปล่ะครับมีหรือเปล่า?”

 

“เร็วจังเลยนะครับ ผมยังไม่ทันหายใจเสร็จเลย ถ้างั้นรบกวนนำยานี่ไปส่งให้คนไข้หน่อยนะครับ”

 

“รับทราบครับ!”

 

เนื่องจากตามสัญญาจ้างนั้นถูกแบ่งเป็นเงินเดือนส่วนหนึ่งกับจำนวนครั้งของงานที่ออกไปทำส่วนหนึ่ง ทอมจึงพยายามเพิ่มจำนวนครั้งของการออกไปทำงานให้มากที่สุด

 

(เด็กคนนี้ทำได้เหมือนที่คลาร่าบอกทุกประการเลย ถึงลายมือจะแย่ไปสักหน่อย แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเลย ความสามารถในการจดจำของเขาน่าทึ่งมาก แถมการถ่ายทอดด้วยคำพูดก็เหมาะสมจนสามารถปิดจุดด้อยตรงนั้นไปได้ง่ายเลย)

 

พอฟาร์มาบอกว่าทำไมทอมถึงเดินทางไปมาได้รวดเร็วขนาดนั้นกัน เขาก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่สดชื่นว่า “ทั้งหมดก็เป็นเพราะน้ำของท่านฟาร์มายังไงล่ะครับ ที่ทำให้ผมมีแรงวิ่งเร็วขึ้นกว่าเดิม” แถมเขายังชวนฟาร์มาไปทานอาหารและเข้าโรงอาบน้ำของจักรวรรดิหลังเลิกงานอีกด้วย

 

อีกทั้งฟาร์มายังทำเครื่องดื่มเกลือแร่ให้กับทอมที่สูญเสียเหงื่อระหว่างวันอีกด้วย

 

 

ไม่นานนักระหว่างการทำงานทอมก็ได้เงินตอบแทนจากคล็อดมาด้วยเพราะผลงานที่เขาทำ

 

แถมลอตเต้ก็ยังได้รับขนมฝากจากทอมมาเป็นครั้งคราว ทำให้เกิดวัฏจักรดูแลกันและกันหมุนเวียนไปมา

———-

Note 1 : ขอบคุณสำหรับทุกท่านที่ช่วยหารค่าไฟ สามารถช่วยค่าไฟคนแปลได้ที่ กสิกร 2092612913 หรือ QR Code

Parallel World Pharmacy – ร้านขายยาต่างโลก

Parallel World Pharmacy – ร้านขายยาต่างโลก

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง Parallel World Pharmacy – ร้านขายยาต่างโลกายในช่องว่างแห่งมิติไร้ซึ่งที่สิ้นสุด ที่ซึ่งเหล่าผู้เคยต่อสู้ฝ่าฟันกับชีวิตของตนดำรงอยู่ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้เลยว่าที่นี่คือแห่งหนใด พื้นที่กว้างใหญ่เป็นอนันต์เปรียบเสมือนดั่งสุสาน มีผู้พิทักษ์ไร้นามคอยปกป้องอยู่ เหล่าผู้ล่วงลับต่างหลับใหลอยู่ภายใต้หลุมฝังศพของตนเป็นนิรันดร์ วันหนึ่งผู้พิทักษ์สุสานได้เลือกคน คนหนึ่งซึ่งหลับใหลอยู่ภายใต้หลุมฝังศพของคนผู้นั้นขึ้นมา ผู้พิทักษ์ตนนั้นได้ดึงเอาความทรงจำของร่างดังกล่าวออกมาจากสุสานก่อนจะโยนมันเข้าไปในห้วงอวกาศ มันได้ล่องลอยไปในจักรวาลอันห่างไกลและท้ายที่สุดมันก็ถึงยังจุดหมาย บนดาวเคราะห์ดวงหนึ่งภายในร่างของเด็กชายคนหนึ่งซึ่งเสียชีวิตจากฟ้าผ่าตอนกลางวันแสกๆ

Comment

Options

not work with dark mode
Reset