Sevens – ตอนที่ 24 สีน้ำเงิน และ สีแดง

24สีน้ำเงินและแดง

 

—-

 

ณ ห้องในอัญมณี ที่ราวกับฝันแห่งความเป็นจริง

 

ผมอยู่กับรุ่นที่หนึ่ง และรุ่นที่สามที่มาร่วมฟังเพียงอย่างเดียว

 

“จะคุยกับข้าเรื่องอาเรียใช่มั้ยครับ? ”

 

[ใช่ ข้าอยากรู้ว่าเจ้าคิดยังไงกับความกระวนกระวายของอาเรียจังน่ะ? ]

 

ผมเข้าใจ ด้วยการมีนักผจญภัยชั้นยอดเป็นเป้าหมาย ทำให้เธอรีบร้อนแบบนั้น

เธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยานที่ต่างจากผมที่ต้องเพียงการเติบโตเร็วๆ

 

แต่ แล้วหลังจากนั้นล่ะ? ผมก็ยังคิดไม่ตกอยู่

 

“…เธอมองแคบเกินไป แล้วก็ควรจะใจเย็นกว่านี้ครับ”

 

เอาตามตรง ผมไม่คิดว่าเธอจะเป็นกำลังต่อสู้ที่ดีขนาดนั้น

 

การที่เธอมาเติมเต็มปาร์ตี้ ก็ช่วยให้ผมรู้สึกโล่งใจที่มีคนให้พึ่งพามากขึ้น

 

และนิสัยของเธอ ก็ไม่ได้ทำให้ผมหรือโนแวมเดือดร้อนด้วย

 

[ข้าฝากเจ้าแก้ปัญหาเรื่องนั้นได้รึเปล่า? ]

 

“…เอ๋? ก็ได้นะครับ? “

 

ผมกอดอก

 

เธอก็คือเพื่องพ้องคนนึง ใช่ว่าผมจะขัดข้องอะไรนี่นะ

 

และถ้ามันไม่ยากจนเกินไป ตัวผมเองก็อยากแก้เรื่องนี้อยู่แล้วด้วย แต่รุ่นที่สามกลับมองมาทางผมพร้อมกับส่ายหัว

 

ส่วนรุ่นที่หนึ่งก็ดีใจที่ผมยอม

 

[ตอบได้ดี! ถ้าคนที่คล้ายคุณอลิซยังกังวลอยู่แบบนี้ ข้าก็สงบใจไม่ลงสักที]

 

แต่ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเธอถึงต้องรีบร้อนขนาดนั้น

 

ในช่วงที่เรายังมีคุณเซลฟี่เป็นที่ปรึกษาอยู่ ก็ควรจะเรียนรู้และพัฒนาไปตามคำชี้นำของเธอสิ

ถ้าอาเรียรีบร้อนเกินไปจนบาดเจ็บขึ้นมาก็เปล่าประโยชน์กันพอดี

 

ช่วงเวลาที่มีคนคอยสอนเราแบบนี้มันมีเหลือไม่เยอะหรอกนะ

 

‘หรือเราควรจะขยายเวลาจ้างเธอต่อดีนะ’

 

[ดี ทีนี้เรื่องก็เร็วขึ้นเยอะ ไรเอล เจ้าไปสู้กับหนูอาเรียและให้เธอใช้อัญมณีซะ แน่นอน…ว่าเจ้าห้ามใช้สกิลนะ]

 

“…หะ? ”

 

คำขอของรุ่นที่หนึ่งจบลง ด้วยที่ผมต้องไปสู้กับอาเรียเฉย

.

.

.

หลังจากที่ไรเอลออกไปแล้ว

 

[คุณแน่ใจนะ? ]

 

รุ่นที่สามพูดขึ้น ขณะมองรุ่นที่หนึ่งที่นั่งอยู่บนโต๊ะ

 

ถึงจะเข้าใจจุดประสงค์ที่ให้ไรเอลไปท้าสู้กับอาเรีย แต่เขาก็ไม่คิดว่ามันจะสำเร็จไปได้ด้วยดี

 

[…เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น]

 

รุ่นที่สามพยักหน้า

 

[ใช่เลย]

 

[เฮ้ย ลังเลสักหน่อยสิฟ่ะ! ข้าเป็นปู่ของเอ็งนะโว้ย!? ]

 

รุ่นที่สามเมินคำว่าของรุ่นที่หนึ่งไป และยิ้มออกมา

 

ถึงนิสัยจะต่างกันมาก แต่รุ่นที่สามก็คือหลานของเขา เทียบกับบรรพบุรุษคนอื่นๆ แล้ว เขาคุยด้วยได้ง่ายกว่า

 

[ข้ามันคิดได้แต่วิธีแบบนี้นั่นแหละ ถ้าเจ้าคิดวิธีที่เจ๋งๆ กว่านี้ได้ก็ตามสะดวกเถอะ]

 

รุ่นที่สามหยุดยิ้ม และสาธยายวิธีการอื่นที่เขาคิดได้

 

[ข้าคิดว่า หนูอาเรีย…ควรสร้างความมั่นใจให้ตัวเองอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า

เธอสามารถใช้อัญมณีที่ตัวเองมีอยู่ล่ามอนสเตอร์ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวคนรอบข้างและไรเอลก็จะยอมรับเธอเอง

ถึงตัวไรเอลเองจะเก่งเกินมาตรฐานจนสังเกตไม่ออก และไม่ได้เอาใจเธอมากนัก แต่เรื่องแบบนี้ข้าคิดว่าฝากให้หนูโนแวมเป็นคนจัดการก็ยังได้เลย]

 

ใช่ว่าทุกคนจะเปลี่ยนแปลงกันได้ในทันที

 

รุ่นที่สามมองในระยะยาว และเลือกที่จะค่อยๆ ปรับความสัมพันธ์ของทั้งสามคนในปาร์ตี้ให้ดีขึ้น

 

 

ก่อนหน้านี้บรรพบุรุษคนอื่นๆ ก็มีความเห็นคล้ายกัน

 

รุ่นที่สองที่ไม่พอใจกับวิธีของเขา แสดงความเห็นที่ชัดเจนออกมา

 

[ตามนั้น การที่พวกเขาค่อยๆ เพิ่มความสัมพันธ์เป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่าเยอะ]

 

ซึ่งรุ่นที่สามก็เข้าใจว่าวิธีการที่ให้พวกเขามาต่อสู้กันนั้น จะเป็นการเติมเต็มส่วนที่ขาดให้กับทั้งคู่

 

ต่อทั้งอาเรียที่ยังขาดความสามารถ….

 

และสำหรับไรเอลที่ขาดแรงจูงใจในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง…

 

รุ่นที่หนึ่งคงต้องการให้พวกเขาเข้าใจถึงเรื่องที่ตัวเองผิดพลาดไป

ซึ่งแน่นอนว่าบรรพบุรุษทุกคนก็เฝ้ารอถึงสิ่งที่ไรเอลอยากจะทำเหมือนรุ่นที่หนึ่งเช่นกัน

 

 

กลับมาที่ปัจจุบัน รุ่นที่สามที่เอาแต่เฝ้ามองบทสนาทนามาตลอด เห็นรุ่นที่หนึ่งดูไม่พอใจจึงถามขึ้น

 

[คุณเกลียดวิธีนี้รึเปล่าครับ? ]

 

[อะไรกันนักกันหนาฟะ แต่พอข้ามาคิดดูดีๆ แล้ว บางทีวิธีการของพวกเจ้าอาจจะสำเร็จง่ายกว่านั่นแหละ]

 

รุ่นที่หนึ่งเป็นคนตรงไปตรงมา

 

และถึงจะมีด้านที่อ่อนไหวอยู่บ้าง แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าเขาคือคนที่เคยนำกองกำลัง  

บุกป่าฝ่าดงมอนสเตอร์ไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนใหม่ตั้งแต่นับหนึ่งด้วยตัวเองภายในรวดเดียว

 

เป็นคนปกติถ้าเจอกับเรื่องยากลำบากแบบนั้นคงจะยอมแพ้ตั้งแต่แรก หรือไม่ก็กลับไปเตรียมความพร้อมใหม่ไปแล้ว

 

[แต่วิธีการของพวกเจ้ามันสวยหรูเกินไป เพราะสุดท้าย…พวกเขาทั้งสองก็จะเอาแต่พึ่งพาคนอื่น ]

 

[การพึ่งพาคนอื่นในเรื่องที่ตัวเองไม่ถนัดมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรสักหน่อย อีกอย่าง แรงจูงใจที่ไรเอลขาดก็แค่นิดเดียวเอง]

 

รุ่นที่หนึ่งจ้องมองรุ่นที่สามผู้ที่มักจะทำตัวชิวๆ เสมอ

 

[พอเจ้าเป็นคนพูดแล้ว มันไม่มีน้ำหนักเอาซะเลยนะ]

 

[ข้าก็ว่างั้นล่ะ~]

 

พวกเขายิ้มให้กัน แต่รุ่นที่หนึ่งก็กลับมาจริงจังอีกครั้ง

 

ถ้าเขาเป็นคนโง่เหมือนที่คนอื่นมองกันจริง กองกำลังบุกเบิกที่เขาเคยนำคงไม่รอดคมเขี้ยวมอนสเตอร์ไปก่อตั้งดินแดนใหม่ได้หรอก

ด้วยสัญชาตญาณ และเซ้นส์อันสุดยอดของเขา ทำให้เขาเป็นหนึ่งในคนที่รุ่นที่สามรับมือได้อย่างยากลำบาก

 

และบางครั้ง การติดสินใจด้วยความรู้สึกก็จำเป็น

 

[ถึงพวกเขาสู้กันแล้วจะไม่มีอะไรเปลี่ยน ข้าก็จะพอใจกับผลลัพธ์นั้น ถ้าเธอเป็นทายาทของคุณอลิซจริง เธอก็คงไม่เสียใจมากนัก]

 

[…และตามที่พวกเจ้ายืนกราน ไรเอลก็ไม่น่าจะไม่แพ้เธอหรอก ]

 

ระยะห่างของความสามารถของทั้งคู่มันมากเกินไป

 

ถึงอาเรียจะเป็นบุตรีขุนนาง ใช้เวทมนต์ได้  และด้วยท่วงท่าการจับหอกของเธอที่บ่งบอกว่าถูกฝึกมาให้เป็นนักรบก็ตาม

 

แต่พอเทียบกับไรเอล มันน้อยเกินไป

 

แม้กับไรเอลที่ยังไม่ได้เติบโตเลยสักครั้ง มันก็ยังน้อยเกินไป  

ถึงทั้งคู่จะยังขาดความรู้ที่จำเป็นในการเป็นนักผจญภัยเหมือนกัน แต่กับอาเรียแล้ว เธอยังไม่เข้าใจตัวเอง

 

ที่เธอทำได้ก็แค่ดิ้นรนไปอย่างมุทะลุและเปล่าประโยชน์เท่านั้น

 

[ไว้พวกเขาทั้งสองฟาดหมัดกันเสร็จ ก็ฝากให้หนูโนแวมเป็นคนใช้เวทรักษาให้ มันเป็นวิธีที่เหมาะกับคนอย่างข้าดีนะ ว่ามั้ย? ]

 

[การแลกหมัดกระชับมิตรเรอะ? ไม่สิ น่าจะเป็นหมัดแห่งความรักมากกว่านะ? แต่ตอนนี้ไรเอลยังไม่ยอมหรอก]

 

รุ่นที่สามรู้สึกว่าเรื่องมันน่าสนุกดี

 

สำหรับเขาแล้ว ภาพของไรเอลเหวอตอนที่โนแวมอนุญาตให้มีฮาเร็มได้มันน่าสนใจมาก

 

[เรื่องนั้นก็ด้วยที่ข้าอยากให้มันรู้ดำรู้แดงกันไป เจ้าไรเอลมันไม่มองหนูอาเรียเลย ข้าอยากให้มันเอาใจใส่เธอบ้าง

ทั้งๆ ที่มันรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดจากการถูกเมินดีอยู่แล้วแท้ๆ แต่ไอ้เด็กเวรนั่นก็ยัง…]

 

รุ่นที่หนึ่งถอนหายใจ

 

รุ่นที่สามรู้สึกว่าเขาคงเห็นภาพตัวเองซ้อนทับกับไรเอล

 

[…คุณแน่ใจนะว่าไม่ได้พูดถึงตัวเองน่ะ? ]

 

รุ่นที่หนึ่งหันควับ แต่เขาก็ส่ายหัวและถอนหายใจอีกครั้ง

 

[ก็คงใช่ล่ะ]

 

บรรพบุรษทั้งสองคนที่เหลืออยู่จงอยู่ในความคิดของตัวเองไปสักพัก…

.

.

.

รุ่งเช้า

 

หลังมื้ออาหาร ผมขอให้ไรเอลไปตามคุณเซลฟี่มาที่บ้าน

 

และบอกกับอาเรียว่ามีเรื่องจะคุยด้วย

 

‘ตามที่รุ่นที่หนึ่งขอมา เราต้องสู้กัน’

 

ถึงผมจะไม่รู้จุดประสงค์ของเขา แต่ก็คิดว่ามันเป็นไอเดียที่ไม่เลว

 

เพราะมันจะทำให้อาเรียรู้ถึงความสามารถของตัวเอง อะไรทำนองนั้นล่ะ

 

พวกเราเดินไปที่สวน และผมก็หันหน้าไปทางเธอ

 

“เธอเอาอัญมณีประจำตระกูลมารึเปล่า? ”

 

เธอพยักหน้าและชูสร้อยคอที่ฝังอัญมณีไว้ออกมาจากคอเสื้อ

 

“แน่นอน เพื่อไม่ให้มันหายไปอีกฉันเลยสวมมันไว้ตลอด แล้ว? วันนี้พวกเราจะออกไปล่ามอนสเตอร์กันนี่? ทำไมนายถึงเรียกเซลฟี่มาที่นี่ล่ะ? “

 

ตามคาด เพราะความกระวนกระวาย เธอจึงต้องการไปเตรียมตัวและออกล่ามอนสเตอร์แล้ว

ที่จริง ผมอยากให้พวกเราได้ใช้เวลาพักสักนิด เพื่อสงบใจและออกล่าอย่างเป็นระบบมากกว่า

 

พวกเราที่ไม่ได้ขาดเงินอะไร การได้แผลจากความประมาทมันไม่ใช่เรื่องเลย

 

“…ไหนๆ ก็ออกมาแล้ว และสวนก็กว้างพอ ทำไมเราไม่มาสู้กันสักหน่อยล่ะ? “

 

เธองง

 

“ทำไมล่ะ? ถ้านายไม่ชอบฉันก็พูดออกมาสิ! “

 

ถึงจะไม่แน่ใจ แต่เธอน่าจะคิดว่าผมเกลียดเธอล่ะ

 

ไม่เห็นจะจำได้เลยว่าปฎิบัติไม่ดีกับเธอไว้น่ะ ไหงพูดแบบนั้นมาได้

 

“ไม่ใช่เรื่องนั้น ก็ในเมื่อเธอมีอัญมณีและน่าจะรู้วิธีใช้มันดีใช่มั้ย? ทำไมเธอไม่ลองทดสอบมันหน่อยล่ะ? “

 

พอผมพูดเรื่องอัญมณีเธอก็แข็งทื่อไป

 

เธอคงนึกถึงหัวหน้ากองโจรที่ใช้สกิลมากจนเกินควร จนกล้ามเนื้อฉีกขาดและเลือดไหลออกจากทวารทั้ง 7

ภาพใบหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยเลือดมันไม่ดีต่อสายตาเอาซะเลย

 

การใช้สกิลเกิดขนาด…

 

ผลสะท้อนของมันยากจะหยั่งถึง เพราะการใช้สกิลที่ไม่ใช่ของตัวเองมันสร้างภาระต่อร่างกายค่อนข้างมาก

 

หลังจากที่ได้ลองใช้สกิลของบรรพบุรุษ ผมก็เข้าใจทันที

 

เพราะแม้สกิลที่ตกทอดลงมาตามสายเลือดก็ยังยากจะควบคุม

 

ถ้าไม่ควบคุมมันให้ดี ผมก็จะจบลงด้วยการทำลายตัวเองเหมือนหัวหน้ากองโจร

 

“เธอกลัวงั้นเหรอ? ”

 

“ม-ไม่ได้กลัวสักหน่อย! ถ้าฉันใช้อัญมณีก็จะบาดเจ็บน่ะสิ มันใช่เรื่องมั้ยล่ะ! “

 

พอมองเธอที่แสร้งทำเป็นไม่กลัวแบบนั้น ผมก็เผลอคิดขึ้นมาว่า ‘ถ้าเป็นเราที่บาดเจ็บแทน เธอก็จะไม่สนใจสินะ‘

 

ผมคาดเดาความแข็งแกร่งของเธอ ถ้าตามที่คิดไว้ แม้จะใช้สกิลช่วยเธอก็จะยังแข็งแกร่งไม่เท่าหัวหน้ากองโจรอยู่ดี

 

ไม่ใช่เพราะเธอเป็นผู้หญิง แต่เป็นประสบการณ์ที่เธอขาดไปมาก

การที่ได้เรียนเวทมนต์และวิชาหอกแค่ทางทฤษฎี มันไม่ช่วยให้เธอใกล้เคียงกับหัวหน้ากองโจรได้เลย

 

“ถ้าเธอกังวลเรื่องนั้น ไม่ต้องห่วงหรอกเดี๋ยวโนแวมจะรักษาให้เอง และถ้ามันอันตรายเมื่อไหร่พวกเราจะหยุดสู้ทันที”

 

อาจเพราะน้ำเสียงที่ดูรำคาญของผม ทำให้อาเรียฉุนขึ้นมา

 

“อะไรน่ะ? นี่นายคิดว่าฉันไม่มีค่าพอเป็นคู่ต่อสู้กับนายหรือไง? ฉันรู้ว่านายแข็งแกร่ง แต่อย่ามาตัดสินคนอื่นกันแบบนี้นะ! “

 

อาเรียที่เริ่มมีไฟ ผมจึง

 

“ถ้างั้นก็สู้สิ? พอโนแวมกับคุณเซลฟี่มาถึงเราจะสู้กันทันที ข้าจะใช้ดาบไม้ก็ได้นะ ”

 

“ใช้ดาบเซเบอร์ของนายไปเถอะ! ฉันจะได้ใช้สกิลได้เต็มที่หน่อย! “

 

ผมประหลาดใจเล็กน้อย

 

“โฮ่ จริงหรือ? ”

 

เธอจ้องมาที่ปฎิกิริยาตอบกลับของผมด้วยความไม่พอใจ ทำไมถึงหน้าบึ้งขนาดนั้นกันล่ะ

 

ผมก็แค่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาเองนะ

 

“ดูถูกฉันไปเถอะ เดี๋ยวนายจะเจ็บตัวแน่! ”

 

อาเรียหันหลังเดินไปเพื่อเว้นระยะห่างจากผม และถอนหายใจ

ถึงผมจะยอมต่อสู้ตามคำขอของรุ่นที่หนึ่ง แต่มันจะไม่เป็นไรจริงเหรอ

 

ผมรู้สึกว่ามันไม่ควรทำกับปาร์ตี้เดียวกันแบบนี้เลย

 

เมื่อไม่มีคนอยู่ใกล้ๆ แล้ว รุ่นที่สามก็พูดขึ้นด้วยเสียงเอือมระอา

 

[ไรเอล นี่เจ้าได้เห็นหน้าตัวเองในกระจกบ้างรึเปล่าน่ะ? ]

 

“คุณพูดเรื่องอะไรน่ะ? ข้าก็ล้างหน้าทุกเช้าอยู่แล้ว “

 

[เจ้าก็รู้ว่าที่เจ้าทำมันเป็นการดูถูกคนอื่น หัวเจ้าตอนนี้มีปัญหาแน่ๆ ]

 

ผมที่เอียงคองง

 

รุ่นที่สี่หงุดหงิดและพูดเสียงต่ำ

 

[การดูถูกเธอก็เรื่องหนึ่ง แต่ข้าเริ่มกังวลแล้วสิ เจ้านี่มันหึวทึบจริงๆ หรือทั้งหมดนั่นเจ้าจงใจทำรึเปล่า? ]

 

ผมไม่เข้าใจว่ารุ่นที่สามและสี่พยายามจะบอกอะไรกับผมกันแน่  

เพื่อให้อาเรียรู้ความสามารถของตัวเอง และได้คุ้นเคยกับการใช้สกิล พวกเราเลยต้องมาสู้กันไม่ใช่หรือไง?

 

รุ่นที่หกที่ปกติจะเงียบๆ ก็อุปทานออกมา

 

[เจ้าไม่รู้ตัวเลย? ไรเอล นี่เจ้า…]

 

รุ่นที่เจ็ดก็บีบคั้นผมเช่นกัน

 

[เจ้าหยาบคายเกินไปแล้ว ไรเอล เจ้าต้องไตร่ตรองตัวเองบ้างนะ ]

 

แม้แต่รุ่นที่หกและเจ็ดที่ปกติจะเข้าข้างผม ก็ยังบอกว่าผมเป็นฝ่ายผิด

 

ขณะที่ผมพยายามนึกว่าตัวเองพลาดอะไรไป รุ่นที่ห้าก็พูดขึ้น

 

[ถ้าเจ้ายังไม่รู้ตัวอีก มันก็จบแล้วล่ะ บางเรื่องพวกเราก็ช่วยเจ้าที่ยังเด็กไม่ได้หรอก  

เอาเถอะ ตอนนี้มันถึงเวลาที่เจ้าต้องไปเตรียมตัวแล้ว อย่าลืมล่ะ ว่าห้ามใช้เวทมนต์กับสกิล]

 

ผมไม่ได้มีความคิดแบบนั้นเลยนะ

 

“ข้าก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ ข้าไม่ได้ต้องการทำร้ายจิตใจเธอเลยนะ”

 

[…ไม่ได้จะทำร้ายจิตใจเธองั้นหรือ? เหอะ ยิ่งใหญ่เสียงจริงนะ เจ้าน่ะ]

 

รุ่นที่ห้าเอือมระอาง

 

ผมเดินเข้ามาในบ้านเพื่อเตรียมตัว ผมพาดดาบสองเล่มรวมอันสำรองไว้ที่เอว

 

เพราะโนแวมออกไปตามคุณเซลฟี่ ทำให้ไม่มีใครอยู่ในบ้านเลย

 

ในเวลาเช่นนี้ ผมเริ่มนึกถึงช่วงเวลาอันอ้างว้างของตัวเองในคฤหาสน์ตระกูลวอลท์

 

“เงียบจริงๆ เมือนตอนนั้นเลย”

 

ผมมองไปรอบๆ ที่ปกติจะมีโนแวมคอยทำงานบ้านอยู่ และอาเรียที่คอยช่วยเธอ  

 

มันเป็นภาพที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ แต่ราวกับมันเป็นเรื่องปกติธรรมดาในชีวิตของผม  

ถึงหลังจากที่อาเรียเข้ามาอยู่ด้วยมันจะช่างวุ่นวายเหลือเกินก็เถอะ

 

‘อย่างที่คิด ฮาเร็มน่ะไม่เอาหรอก แถมมันไม่น่าจะมีอะไรดีด้วย’

 

มันก็แค่ความคาดหวังจากคนอื่น และคำขอของรุ่นที่หนึ่งที่ทำให้ผมยอมรับเธอเข้ามา

 

แต่มันอาจจะเป็นเรื่องผิดล่ะ

 

ตั้งแต่แรกผมไม่ได้สนใจเธอ และไม่เคยคิดว่าตัวเองคิดยังไงกับเธอด้วย

 

ขณะที่เหม่อมองไปเรื่อย ผมก็ได้ยินเสียง

 

คุณเซลฟี่กับโนแวมได้มาถึงแล้ว

.

.

.

ผมออกไปหาอาเรียที่สวน

 

เธอน่าจะเหงื่อออกเล็กน้อยจากการวอร์ม และคงเพราะความมุ่งมั่นที่ทำให้เธอจ้องผมเขม็ง

 

ในลานกว้างจากการเวียนที่คืนของเจ้าเมือง

 

อาเรีย เด็กสาวที่ห้อยอัญมณีสีแดง ยืนประจันหน้ากับผม

 

ในขณะพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นสว่างดีเลย

 

‘น่าจะจบก่อนเที่ยงนะ? ‘

 

ผมตั้งใจที่จะจบการต่อสู้กับอาเรียให้ได้ก่อนเที่ยงวัน

 

“ใจเย็นเหลือเกินนะ”

 

เหมือนเธอจะพูดออกมาเพื่อยั่วยุผมที่กำลังเหม่อ เธอดูโกรธมาก

 

โนแวมกับคุณอาเรียมองด้วยความเอือมระอา

 

ถึงเมื่อวานพวกเธอจะเอือมระอากับอาเรีย แต่คราวนี้พวกเธอกลับเอือมระอากับผมแทน

พวกเธอดูต้องการจะบอกอะไรกับผมนะ

 

“ข้าอยากให้เจ้าบอกก่อนล่วงหน้าสักวันนะถ้าจะเปลี่ยนกำหนดการน่ะ เพราะข้าก็มีกำหนดการของตัวเองเหมือนกัน

ถึงข้าจะตามใจลูกค้าก็เถอะ มันคงไม่สูญเปล่าหรอกนะ ไรเอล แล้วไหงเจ้าดูไม่ตั้งใจเอาซะเลยล่ะ? ”

 

คุณเซลฟี่มองที่ผมอย่างสงสัย โนแวมก็เช่นกัน

 

“ท่านไรเอลมีสมาธิด้วยค่ะ ถ้าท่านเอาแต่ดูถูกคุณอาเรีย จะบาดเจ็บหนักเอาได้นะคะ”

 

ผมพยักหน้าให้โนแวมที่กำลังเป็นห่วง และชักดาบออกมาตั้งท่า

 

อาเรียก็กระชับหอกตั้งท่าของเธอเช่นกัน ถึงจะดูใช้แรงอย่างสูญเปล่ามากไป เพราะอารมณ์ฉุนเฉียวของเธอก็เถอะ

 

“ฉันจะเอาจริงเลยนะ”

 

ผมพยักหน้าให้กับคำพูดที่ดูซีเรียสของเธอ

 

“ระวังอย่าให้บาดเจ็บล่ะ”

 

ในตอนนั้นเอง

 

อาเรียก็กระโจนเข้ามาพุ่งหอกรัวๆ เพื่อแทงผม

 

เป็นสกิลที่หัวหน้ากองโจรเคยใช้

 

ผมเบี่ยงตัวหลบ และใช้ดาบเซเบอร์ในมือปัดป้องการโจมตีของเธอ และเมื่อเธอกำลังเสียสมดุลล้มลง ผมก็กระโดดถอยห่างออกมา

 

เธอใช้มือข้างหนึ่งค้ำพื้นดินและเงยหน้าขึ้นมามองด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง เธอกัดฟันกรอดและจ้องผมเขม็งกว่าเดิม

 

“ทำไมนายไม่โจมตีฉันล่ะ? ”

 

เธอลุกขึ้นมายืนตั้งท่าใหม่ ส่วนผมกลับสับสน

 

“เอ๋? ก็…เพราะมันจะจบเร็วเกินไปน่ะสิ…”

 

พอผมตอบกลับไปตามตรง ใบหน้าของอาเรียก็บิดเบี้ยวมากกว่าเดิม

 

เห็นแบบนั้น ผมก็เริ่มเจ็บปวดขึ้นมา

 

‘อะไรกัน? ’

 

อาเรียกวาดหอกสร้างคมคลื่นมาทางผม มันไม่ได้รุนแรงเท่ากับที่หัวหน้ากองโจรเคยใช้ ผมหลบมัน

 

พอเธอเหวี่ยงหอกเสร็จ อาเรียก็ดูหายใจลำบาก

 

เธอดูจะหมดแรงจากการฝืนใช้สกิล ทั้งๆ ที่ยังมีเทคนิคและพลังไม่พอจะใช้มันอย่างต่อเนื่อง

 

ถึงอย่างนั้น ด้วยเหงื่อที่ท่วมตัวและลมหายใจที่ขาดช่วง…เธอก็ยังโจมตีมาที่ผมต่อไป

 

“ยังหรอก! ”

 

เธอแทงหอกส่องแสงเลือนลางออกมาอย่างธรรมดา ผมรับมันด้วยดาบแต่กลับรู้สึกว่ามันต่างจากปกติ

 

อัมพาต…

 

นี่ก็น่าจะเป็นสกิลเช่นกัน พอผมหลบการโจมตีต่อไปอีกสองครั้งของเธอได้  

เธอก็ดูจะรู้ตัวแล้วว่าผมอ่านการเคลื่อนไหวของเธอออก

 

ผมคาดเดาถึงทักษะที่เหลืออยู่ มันเป็นสกิลที่ใช้ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อที่ผมยังไม่รู้สึกว่าเธอได้ใช้มันเลย หรือเธอยังไม่ได้ใช้มันกันนะ

 

ผมพุ่งเข้าสวนหอกที่เธอแทงมา หลบมัน และคว้าด้ามหอกด้วยมือซ้าย

 

“ฮึ่ย! ”

 

เธอพยายามดิ้นรนให้ผมปล่อยมือ แต่พอผมจะบอกว่าการต่อสู้มันจบลงแล้ว ผมกลับเอ่ยออกไปไม่ได้

 

‘ทำไมกัน…’

 

เธอดึงหอกออกไปและถอยห่างจากผม

 

“ท่าทางนั่นมันอะไรกัน…ถ้าชั้นมันอ่อนแอนัก ก็เลิกยุ่งชั้นสักทีสิ! ”

 

เธอหายใจติดขัด และน้ำตาไหลอาบแก้มด้วยใบหน้าที่สิ้นหวัง

 

พอเห็นแบบนั้น ผมก็เข้าใจถึงเรื่องที่บรรพบุรุษพยายามจะบอกมาตลอด

 

‘สิ่งที่เราทำกับเธอ…มันไม่ต่างกับที่เซเลสทำกับเราเลย’

 

ผมเข้าใจถึงความเจ็บปวดในใจตัวเอง

 

เข้าใจเจตนาของรุ่นที่หนึ่ง และบรรพบุรุษคนอื่นๆ

 

เข้าใจถึงสายตาของโนแวมกับคุณซลฟี่ที่มองมาทางผม

 

ผมหยักหน้าให้กับเธอ

 

“เข้าใจแล้ว ที่ผ่านมาข้าไม่เคยมองไปที่เธอเลยสินะ”

 

ผมเห็นภาพเด็กสาวน้ำตานองที่ถือหอกอย่างสิ้นหวังตรงหน้า ซ้อนทับกับภาพของตัวเองในตอนนั้น

 

 

 

หายนานอีกแล้วครับ

 

 

Sevens

Sevens

7th, Seventh, セブンス
Score 8.4
Status: Ongoing Type: Author: , , Artist: Released: 2014 Native Language: Japanese
อ่านนิยาย เรื่องSevens เดิมไรเอลเป็นลูกชายคนโตที่ต้องรับช่วงต่อของตระกูล แต่พอเขาอายุได้ 10 ปี พ่อแม่ก็เริ่มไม่สนใจเขา แล้วหันไปเห่อน้องสาวของเขาแทน จนวันนึงในตอนที่เขาอายุครบ 15 ปี น้องสาวของเขาก็ท้าประลองเพื่อชิงตำแหน่งผู้สืบทอด และเขาก็ได้พ่ายแพ้ หลังจากที่ฟื้นตัว เขาก็ได้รับสืบทอด พลังone for all- เอ้ย อัญมณีที่มีความทรงจำของบรรพบุรุษทั้ง 7 คน และเริ่มออกผจญภัยไปกับเพื่อนสมัยเด็ก

Comment

Options

not work with dark mode
Reset