Sevens – ตอนที่ 7 เงิน

เงิน

 

หลังลงทะเบียนเป็นนักผจญภัยแล้ว ผมกับโนแวมก็พบโรงแรมราคาย่อมเยา

 

พอย้ายเข้าห้องเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ดูแผ่นพับที่คุณฮาวกิ้นให้มา

 

เนื้อหาด้านในค่อนข้างพื้นๆ

 

[อย่าก่อเรื่องให้คนอื่น]

 

บางอย่างก็เกี่ยวกับกฎ และธรรมเนียมปฎิบัติของกิลด์

 

“…เหมือนกับทำมาให้เด็กอ่านเลย”

 

โนแวมเห็นด้วยกับคำวิจารณ์ของผม

 

“ใช่ค่ะ แต่เรื่องพวกนี้ก็สำคัญนะคะ”

 

จากอัญมณี รุ่นที่สองเห็นด้วยอย่างยิ่ง

 

[ใช่! ถูกต้องเลย! มันมีคนมากมายข้างนอกนั่นที่ทำตามกฎง่ายๆ พวกนั้นไม่ได้ด้วยซ้ำ! ]

 

‘คำพูดขอเขาออกมาจากใจจริงเหมือนเขาเป็นคนที่ไม่พอใจเองเลยนะ’

 

ผมอ่านทั้งหมดเสร็จแล้วก็เก็บแผ่นพับไป โนแวมก็อ่านเสร็จแล้วเหมือนกัน

 

ผมตัดสินใจพูดเรื่อนที่อยากรู้

 

“โนแวม เรื่องเงิน… ”

 

แต่ก่อนที่ผมจะพูดจบรุ่นที่สองชิงก็ตัดบทก่อน

 

[ไรเอล หยุดนะ! อย่าถามนะ! ไม่สิ ข้าไม่อยากได้ยินเรื่องนี้! ]

 

แต่รุ่นที่หนึงอยากรู้ เลยกระตุ้นให้ผมถามต่อ

 

[ทำไมล่ะ? ก็แค่ถามเพราะอยากรู้เอง แล้วตอนนี้ตระกูลฟอกซ์เป็นบารอนแล้วนี่? พวกเขาต้องรวยขึ้นอยู่แล้วป้ะ?

หมายความว่าพวกเราได้ตอบแทนบ้างแล้วสินะ? ]

 

รุ่นที่สองตะโกนตอบรุ่นที่หนึ่งที่ดูพึงพอใจ

 

แน่นอนว่ามันดูดพลังเวทของผม

 

[เจ้าโง่! ถึงจะเป็นตระกูลบารอนแต่หนูโนแวมเป็นลูกสาวคนรองนะ! การเตรียมเงินก้อนโตให้แบบนี้มันฟุ่มเฟือยมากเกินไปต่อให้เป็นลูกตัวเองก็เถอะ รู้ไว้ด้วย! ]

 

‘..เอ๋? จริงดิ? ’

 

ผมไม่รู้เลย เพราะเงิน 10 เหรียญทองมันไม่ได้มากขนาดนั้นสำหรับผม

 

สีหน้าของโนแวมดูไม่ดี แต่เธอก็ยิ้มแล้วพูดออกมา

 

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะท่านไรเอล ยังไงมันก็เป็นสิ่งที่ต้องจ่าย แล้วเราก็ยังพอมีเงินสำรองเหลืออยู่บ้างนะคะ”

 

เงิน 10 เหรียญทองเป็นเงินก้อนโตจริงๆ ด้วย

 

ผมรู้สึกอิจฉาเธอนิดหน่อย เพราะตัวเองไม่มีสักเหรียญทองติดตัวอยู่เลย

 

“แปลกใจเลยที่เธอมีเงินเยอะขนาดนั้น มันมาจากพ่อแม่งั้นเหรอ? ”

 

“ม-ไม่ใช่ค่ะ เอ่อ…อืม…”

 

“ไม่ใช่? แล้วมาจากไหนล่ะ? ”

 

ผมคือคนเดียวที่ได้ยินเสียงกรีดร้องของรุ่นที่สอง

 

[อย่าถามต่อไปมากกว่านี้นะ ข้าพยายามบอกเจ้าแล้วไง! ]

 

โนแวมก้มหน้าลง ในที่สุดผมก็รู้ตัวว่าตัวเองไม่ควรถามมัน ผมเริ่มตื่นตระหนก

 

“ม-ไม่นะ คือ…ข้าแค่สงสัยเฉยๆ มัน…”

 

ผมพยายามหยุดพูดเรื่องนี้ แต่โนแวมก็พูดขึ้นมาก่อน

 

“พ่อแม่ของข้าเตรียมเงินไว้ให้ก็จริง แต่…นี่มันคือการเอาแต่ใจของข้าเองข้าเลยไม่อาจรับมันได้ ข้าก็เลย…”

 

เธอดูลังเล ก่อนที่เธอจะพูดสิ่งที่คาดไม่ถึงออกมา

 

“ข้าขายชุดแต่งงานที่ทางตระกูลเตรียมไว้สำหรับงานแต่งกับท่านไรเอลไป ขออภัยจริงๆ ค่ะ”

 

เมื่อเห็นใบหน้าท้อแท้ของเธอ ยิ่งตอกย้ำว่าผมทำพลาด  

 

เหล่าบรรพบุรุษเริ่มคุยกัน

 

[ห้ะ? เตรียมไว้งานแต่ง….ห้ะ? ]

 

รุ่นที่หนึ่งงงงวย

 

[ข้าเตือนเจ้าแล้ว! หยุดเถอะ…ความรู้สึกผิดมัน…]

 

รุ่นที่สองร่ำร้อง  

 

รุ่นที่สามพูดขึ้นมา

 

[ในยุคของข้า มันมีสินสอดที่เตรียมเอาไว้ให้บ้านของเจ้าสาวด้วยนะ มันถือว่าโชคดีสำหรับฝ่ายหญิง…แต่ยุคนี้เป็นยังไงเรอะ?]

 

รุ่นที่เจ็ดตอบ

 

[มันก็ยังมีอยู่นะ สินสอดที่ว่าฝ่ายเจ้าสาวจะนำมาด้วยจากบ้านตัวเอง และตระกูลที่เธอแต่งเข้าจะใช้มันโดยพลการไม่ได้

เดี๋ยวนะ การที่ครอบครัวส่งเธอไปแต่งเข้าบ้านอื่นก็น่าจะทำดีที่สุดของพวกเขาแล้ว งั้น…

จากสถานะของตระกูลวอลท์ เราต้องถามว่าทำไมตระกูลฟอกซ์ถึงให้เงินมาแค่นั้นมากกว่า]

 

พอได้ยินแบบนั้น รุ่นที่หนึ่งถึงสี่ก็…

 

[ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยย! ]

 

[ข้าถึงบอกว่า ไ ม่ ต้ อ ง พู ด ไง! การที่เด็กผู้หญิงมีเงินติดตัวมากขนาดนั้นย่อมมีเบื้องหลังอยู่แล้ว! ]

 

[ข้าขอโทษท่านพี่ ข้าขอโทษที่แม้แต่คนรุ่นเหลนก็ยังคงสร้างปัญหาให้คุณ…]

 

[พวกเราจะทำยังไงดี!? ขนาดผู้สืบทอดรุ่นนี้ก็ยังคงสร้างปัญหาให้ตระกูลฟอกซ์! ทำยังไงข้าถึงจะชดใช้หนี้นี้ได้!? ]

 

รุ่นที่หนึ่งยังคงกรีดร้อง และรุ่นที่สองคงเดาออกแต่แรกแล้ว รุ่นที่สามก็ลำรึกถึงสมัยที่เขารบกวนตระกูลฟอกซ์ไว้ และเริ่มขอโทษ

 

ส่วนรุ่นที่สี่ฟังจากเสียงแล้วเขาคงน้ำตาไหลเป็นสาย

 

‘พ-พลังเวทไหลเป็นน้ำเลย…แล้วบรรพบุรุษของเราก็สร้างปัญหาให้พวกเขาไม่น้อยสินะ? ’

 

การที่พวกเขาสนับสนุนตระกูลวอลท์ขนาดนี้ จะไม่เป็นตระกูลที่ใจดีไปหน่อยเหรอ?

 

และอันที่จริงตอนนี้ โนแวมก็ยังคงรับใช้ผมด้วย

 

‘ถึงงั้นก็เถอะ…ความรู้สึกผิดนี่ขำไม่ออกเลย’

 

ถ้าจะแต่งงานเข้าบ้านแม้จะไม่ใช่ขุนนาง แต่ครอบครัวฝ่ายหญิงก็ต้องเตรียมสินสอดมาเอง ผมหมายถึง ‘ถ้าเป็นครอบครัวที่ดี’ นะ

 

สำหรับมุมมองของฝ่ายหญิงแล้ว การแต่งงานถือเป็นภาพชีวิตที่สำคัญมาก ข้าวของ และเสื้อผ้าที่ซื้อมาจะไม่มีการประหยัดเงินใดๆ ทั้งสิ้น

 

สำหรับเธอ มันอาจเปรียบได้กับสมบัติ แต่เธอก็ขายมันแล้วเอามาใช้เพื่อตัวผม

 

‘แต่เดี๋ยวนะ…การที่เธอเตรียมเงินมาในเวลาไม่กี่วันหลังเราถูกไล่ออกจากบ้านเนี่ย…’

 

พอคิดให้ลึกขึ้น เธออาจจะเปิดขายข้าวของเครื่องใช้ที่ตระกูลเตรียมไว้ให้ด้วยรึเปล่า?

 

พอรู้ตัวผมก็หน้าซีด แต่โนแวมก็ปลอบผม

 

“ไม่ต้องห่วงค่ะ ถึงของพวกนั้นจะยังคงเป็นของพ่อแม่ข้า แต่ข้าก็ได้รับอนุญาตแล้ว  

เพื่อทำให้ท่านไรเอลเป็นนักผจญภัยที่ยอดเยี่ยม นี่เป็นรายจ่ายที่จำเป็น ข้าดีใจที่ได้ใช้เงินเพื่อเรื่องนี้นะคะ”

 

เมื่อซื้อไปครั้งหนึ่ง เฟอร์นิเจอร์นั้นจะถูกนับว่าเป็นของมือสอง และยิ่งเธอรีบขายมัน พ่อค้าก็จะยิ่งกดราคามันลงไปอีก

แน่นอนว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเธอไปขายให้พวกเขาอย่างกระทันหัน

 

เมื่อเทียบกับราคาที่ซื้อมา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าราคาที่เธอขายออกไปนั้นจะต่ำกว่ามาก

 

อาจจะเพราะเหล่าบรรพบุรุษกรีดร้องจนเหนื่อย เสียงจากอัญมณีเลยหยุดลง ไม่สิ คงเป็นเพราะพลังเวทผมหมดลงต่างหาก

 

อันที่จริง ผมรู้สึกเหนื่อยสุดๆ

 

“…ทำไมล่ะ? ”

 

“คะ? ”

 

“ทำไมเธอถึงทำขนาดนี้? พวกมันคือสมบัติอันทะนุถนอมของเธอไม่ใช่เหรอ? ต่อให้ไม่ใช่ข้า เธอก็คงหาคู่แต่งงานใหม่ได้ไม่ยากอยู่แล้ว  

แล้วทำไม…เธอถึงขายพวกมันเพื่อข้า!? ”

 

“ท่านไรเอล…”

 

สุดท้ายผมก็โกรธเธอ

 

ผมคือคนที่เสียตำแหน่งผู้สืบทอด และถูกครอบครัวตัวเองทิ้ง

 

ผมทั้งอ่อนต่อโลก และสร้างปัญหาให้เธอจนถูกบรรพบุรุษตำหนิหลายต่อหลายครั้ง

 

ถ้ามองหาจริงๆ มันไม่มีอะไรเลยที่ผมประสบความสำเร็จในหลายปีมานี้ ไม่มีฐานะ ไม่มีแม้แต่เงิน  

ผมแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมโนแวมถึงยึดติดกับผู้ชายอย่างผมขนาดนี้

 

เมื่อพ่อแม่เริม่เย็นชาใส่ผมตอนอายุ 10 ปี ผมก็รู้สึกห่างเหินกับผู้คนรอบตัว แม้แต่ตอนนั้นเธอก็ยังอยู่ข้างผม

 

เชื่อมั่นในโอกาสอันริบหรี่ที่ผมจะเป็นผู้นำคนต่อไปได้…

 

แต่ตอนนี้ที่ผมไม่เหลืออะไรเลย การที่เธอยังตามผมมาทำให้สักที่ในใจของผมไม่อาจเชื่อได้ลง

 

“มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมารับใช้ข้า! ข้าแพ้น้องสาวตัวเอง…แพ้เซเลส และครอบครัวก็ทิ้งข้า! ข้าเป็นผู้ชายที่โง่เง่า! ข้า…มันไม่มีอะไรเลย! ”

 

“…”

 

โนแวมมองมาที่ผมอย่างจริงจังด้วยดวงตาสีม่วงของดอกไอริส  

 

ผมหลบตา เพราะกลัวว่าเธอจะทิ้งผมไป

 

ผมเคยผลักดันตัวเองด้วยความกลัวที่จะถูกทิ้ง

 

แต่การผลักดันตัวเองที่ว่าก็ถูกทำลายอย่างง่ายดาย ทุกครั้งพอมันเกิดขึ้น ผมก็พยายามให้มากกว่าเดิมมาตลอด

 

…โดยที่ผมเองก็รู้ดีว่ามันไม่ได้ผล

 

ผมเก็บมันไว้คนเดียวเสมอมา

 

โนแวมพูดกับผม

 

“…เพราะข้าเฝ้ามองตลอดมา”

 

“ฮะ? ”

 

“เมื่อพวกเรายังเล็ก ท่านไรเอลทำได้ทุกอย่าง และเขาก็ใจดี…ท่านจำได้ไหมคะ?

ในตอนนั้น ข้าอยู่ตัวคนเดียว แม้เวลาที่ไปคฤหาสน์ของท่านเคานต์ ข้าก็สนิทกับเด็กคนอื่นไม่ได้เลย”

 

เรื่องสมัยเด็กทั้งหมดล้วนเป็นความมทรงจำที่ดีของผม แต่เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นตอน 10 ขวบ ทำให้ผมค่อยๆ ลืมพวกมัน

 

“พอมาคิดดูแล้วก็จริงที่เธอตัวคนเดียว และชอบระวังสิ่งรอบข้าง แต่เพื่อเรียกร้องความสนใจเธอเลยแกล้งเด็กผู้ชายใช่มั้ย? ”

 

การดึงดูดความสนใจด้วยวิธีนั้นทำให้เธอยิ่งแปลกแยกเข้าไปใหญ่ ผมที่เป็นผู้สืบทอดจำได้ว่าตัวเองพยายมเข้าไปไกล่เกลี่ยเรื่องนั้น

 

มันคือความทรงจำสมัยเด็ก

 

‘เวลานั้นอาจเป็นช่วงที่ผมสนุกที่สุดเลยก็ได้’

 

“ท่านพยายามอย่างหนักอยู่เสมอ แม้จะถูกครอบครัวของตัวเองเย็นชาใส่ท่านก็ไม่เคยยอมแพ้…พอเห็นเช่นนั้น ข้าก็ตัดสินใจจะพยายามให้ถึงที่สุดดูบ้าง”

 

ช่วงอายุ 10 ปี ผมถูกแยกตัวจากรอบข้าง และจบด้วยการอยู่ตัวคนเดียว

 

ผมจำได้ว่าโนแวมก็อยู่ด้วยตอนนั้น แต่เพราะข่าวลือต่างๆ ของตัวเองทำให้ผมไม่เคยเรียกเธอเลย

 

“พออายุได้ 13 ปี พ่อแม่ของข้าก็บอกว่าการแต่งงานกับท่านไรเอลถูกยอมรับแล้ว  

ข้ามีความสุขมากที่จะได้ช่วยเหลือท่านอยู่เคียงข้างแล้ว”

 

“…แต่มันศูนย์เปล่าไปแล้ว ความพยายามของข้าทั้งหมดไร้ค่าต่อเธอคนนั้น”

 

เพราะการเสียพลังเวทอย่างกระทันหันทำให้สายตาของงผมพร่ามัว

 

ที่ผมโกรธออกมาอาจจะเพราะสติของผมเลือนลางก็ได้..คิดว่านะ

 

น้ำตาเริ่มไหลออกมาเอง

 

“ไม่มีใคร..มองมาที่ข้าเลย”

 

“ข้ามองอยู่ตลอดค่ะ ท่านไรเอล ท่านพยายามมจนถึงที่สุดแล้วค่ะ”

 

“แต่ข้าก็ถูกไล่ออกมา…ข้าเสียไปทุกอย่าง…”

 

ผมคร่ำครวญอย่างเจ็บปวด แต่โนแวมก็โอบไล่ผมอย่างอ่อนโยน

 

“ข้าอยู่ที่นี่ อยู่ข้างท่านนะคะ”

 

“พ่อแม่ไม่ต้องการข้า พวกเขาไม่เคยมองมาที่ข้าเลย…ที่ข้าอยากได้ก็แค่คำชมเท่านั้นเอง แต่ก็ยัง…”

 

น้ำตาของผมไหลออกมา ความรู้สึกที่ผมเก็บไว้ลึกๆ ในใจได้ระบายออกมา ทำให้โล่งใจขึ้นเล็กน้อย

 

“ข้ากำลังมองท่านอยู่ ท่านไรเอลคือคนที่ยอดเยี่ยมค่ะ ไม่ว่าตอนไหน ท่านก็ไม่เคยยอมแพ้  

แม้จะกลัวก็จะยืนหยัดขึ้นมาได้ ท่านคือคนที่ยอดเยี่ยมค่ะ”

 

ใช่แล้ว…

 

ผมกลัว

 

กลัวการมีอยู่ของน้องสาวตัวเอง

 

เซเลสผู้สมบูรณ์แบบนั้นน่ากลัว แต่ผมก็ไม่หนี แม้จะรู้ว่าแพ้ ผมก็ยังเข้าท้าทายเธอ

 

และเสียทุกอย่างไป

 

แต่ตอนนี้มันไม่สำคัญสำหรับผมแล้ว ผมเคยคิดว่าทุกอย่างจะออกมาดีเอง แต่โลกนี้ไม่ใช่ที่แบบนั้น

 

สำหรับคนอย่างผม ผมไม่รู้เลยว่าจะเป็นยังไงต่อไปถ้าไม่มีโนแวมอยู่ที่นี่ด้วย

 

“ ท่านไรเอล ข้ามั่นใจว่าท่านมีค่าค่ะ มาพยายามให้ดีที่สุดด้วยกันนะคะ”

 

“…อื้ม”

 

คืนนั้นผมหลับไปทั้งๆ ที่ยังตัวติดกับโนแวม…

.

.

.

[ไม่มีใครมองมาที่ข้าเลย~]

 

[ข้าเสียทุกอย่างไปแล้ว~]

 

[แต่หนูโนแวมอยู่ข้างเจ้าน้า~]

 

[เจ้าต้องยืนขึ้นให้ได้ด้วยตัวเอง! อย่าทำตัวนิสัยเสียสิ! ]

 

รุ่นที่หนึ่ง รุ่นที่สี่ และรุ่นที่สามกำลังร้องเพลง ส่วนรุ่นที่สองหันมาด่าผม

 

วันที่สองในเมืองเดลลีน พวกเราเข้าคอร์สอบรมมือใหม่ของกิลด์ ซื้อของใช้จำเป็น และนอนพักเก็บแรงเพื่อวันรุ่งขึ้น

 

แต่เพราะประชุมฉุกเฉิน ผมจึงถูกดึงอย่างแรงมาที่นี่

 

ในห้องทรงกลมที่มีประตูอยู่ 8 บาน มีคนสี 4 คนกำลังเต้นอยู่บนโต๊ะแล้วล้อเลียนผม

 

“ง-งั้นพวกคุณก็ดูอยู่ตลอด…”

 

มันน่าอาย น่าอายโคตรๆ

 

มันน่าอายจนผมไม่กล้ามองหน้าโนแวมในเช้าวันต่อมา พอกลางคืนบรรพบุรุษก็เริ่มล้อเลียนผมด้วยเรื่องพวกนั้น

 

[พวกเราต่างหากที่ควรรู้สึกอาย ไม่ใช่เจ้า! ]

 

รุ่นที่หนึ่งร้องเพลงอย่างเพลิดเพลิน แต่พอหันมาด่าผมหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปสิ้นเชิง

 

“ข้าก็อายเหมือนกันนะรู้มั้ย! แต่พลังเวทของข้าถูกใช้ไปทำให้ผมล้า และอามรมณ์ก็แย่ลงไปด้วย มันช่วยไม่ได้ที่จะเป็นแบบนั้นนะ! ”

 

ผมแก้ตัวอย่าเต็มที่ แต่สายตารอบข้างยังคงเย็นชา

 

รุ่นที่เจ็ด….

 

[ก-ก็…เขาถูกไล่ออกจากตระกูลตอนอยู่เพิ่งสิบห้าเอง ไรเอลก็ยังเด็กใช่มั้ย…? ล-แล้วเจ้าก็เหงาสินะ ไรเอล? ]

 

“หยุดนะ ข้าไม่ต้องการความเห็นใจจากท่าน! มันทำให้ข้าอายยิ่งกว่าเดิมอีก! “

 

เมื่อผมเอาสองมือปิดหน้า ก็ได้รู้ว่าหัวของผมร้อนมาก

 

หน้าของผมเปลี่ยนเป็นสีแดงแล้ว

 

คงเพราะห้องประชุมเป็นแบบนี้ รุ่นที่ห้าจึงดูรำคาญ ทำให้เขาส่งเสียงจริงจังออกมา

 

[เริ่มเข้าเรื่องสักทีสิ ล้อเขาพอแล้วไม่ใช่เรอะ? ]

 

คนทั้งสี่ลงมาจากโต๊ะ

 

[ก็ได้ พวกเรายังมีเรื่องให้ล้อมันทีหลังอยู่ วันนี้เอาแค่นี้ละกัน]

 

รุ่นที่หนึ่งพูดด้วยเสียงพึงพอใจ เพราะพวกเขาเห็นเรื่องที่ผมอายทั้งหมด ผมจึงร้องเรียนอะไรไม่ได้

 

‘ต้องถูกเอาไปนินทาลับหลังแน่เลย คนพวกนี้…’

 

“แล้ว มีประชุมด่วนอะไรหรือครับ? ”

 

ผมอยากจบเรื่องให้เร็ว เลยพูดเข้าประเด็นหลัก

 

รุ่นที่สี่ทำหน้าที่พิธีกร และทำให้ผมเก๊กหลุดทันที

 

[ไรเอล…เจ้าคิดยังไงเรื่องการแต่งงานกับหนูโนแวม? ]

 

“ใช่ครับ แต่งงาน ผมว่า….เอ๋? แต่งงาน!? “

 

ผมมองไปที่ตำแหน่งของตั้งแต่รุ่นที่ห้าลงไป

 

เป็นธรรมดาที่รุ่นที่ห้าจะไม่ชอบโนแวมที่ยศขุนนางต่ำกว่า

 

ดังนั้นเรื่องที่พวกเขาจะพูดก็คือ..

 

[หญิงสาวที่จะมาเป็นภรรยา อย่าแรกรูปร่างต้องมาก่อน]

 

[สอง ไม่มีโรค]

 

[สาม ร่างกายแข็งแรง]

 

[สี่ ฉลาด]

 

[ห้า ผิวสวย]

 

เดิมทีมีห้า แต่พอตระกูลวอลท์เลื่นขั้นขึ้นเป็นเคานต์ เกณฑ์เรื่องเวทมนต์จึงเพิ่มข้ามา

 

[หก เก่งเวทมนต์]

 

เป็นรุ่นที่ห้าที่เพิ่มเกณฑ์ข้อนี้

 

รุ่นที่สองขายเธอย่างหนักหน่วง

 

[เจ้าอาจจะถูกไล่ออกจากตระกูลวอลท์มาแล้ว แต่ไม่ว่าจะยังไงเจ้าก็จะเป็นผู้นำคนต่อไปใช่ไหม ไรเอล?

การเป็นครอบครัวจะทะเลาะกันบ้างก็ไม่แปลก ข้าเองก็เคยมีปัญหาพวกนั้นเหมือนกัน

แต่ถ้าเจ้าปล่อยหนูโนแวมไป เจ้าคงหาคนอื่นแบบนี้ไม่ได้แล้วล่ะ และถ้าคิดจะไม่แต่งงานไปตลอดชีวิต ข้าจะสาปแช่งเจ้าซะ]

 

รุ่นที่หกเข้าเรื่อง

 

[ช่างการสาปอะไรนั่นไปก่อนเถอะ แล้วไม่มีปัญหาอะไรเรื่องแต่งงานสินะ? งั้นไรเอล เจ้าจงไปรวบหัวรวบหางให้เร็วที่สุดซะ]

 

“ม-ไม่ ไม่ใช่ว่าข้าไม่ชอบโนแวมนะ แต่ถ้าพวกท่านบอกข้าให้ทำทันที ข้าก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงกับเรื่องแบบนี้…”

 

รุ่นที่สามพูด

 

[งั้นจากนี้เจ้าก็ต้องพยายามให้มาก ถ้าเจ้าได้รับการศึกษาที่เหมาะสมก็น่าจะรับมือเรื่องพวกนี้ได้ดีขึ้น

ถึงข้าจะไม่เคยมีปัญหาเรื่องการหาคู่มาก่อนเลยไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้ แต่มันค่อนข้างยากจนน่ากลัวเลยนะ? ]

 

พอได้ยิน รุ่นที่สองก็โกรธ

 

[มันเป็นเพราะข้าหาเธอมาให้เจ้าไง! ข้าทำเพื่อที่เจ้าจะได้ไม่ลำบากอย่างข้า รู้มั้ยว่ามันยากขนาดไหนกันน่ะ!? ]

 

ขณะที่บรรยากาศในห้องประชุมกำลังครุกกลุ่น

 

[เฮ้…เกณฑ์นั่นมันคืออะไรเรอะ? ]

 

รุ่นที่หนึ่งเอียงคอหันมองหน้าทุกคน เขาคงไม่เข้าใจจริงๆ  

 

“เอ๋? ”

 

[..เอ่อ..]

 

[ไอ้หยา]

 

[ตายละ]

 

[ข้ามีลางว่าเขาจะพูดราวๆ นี้แหละ]

 

[ทำไมรุ่นที่หนึ่งถึงไม่รู้ล่ะ? ]

 

[เดี๋ยวสิ มันไม่ใช่เกณฑ์ที่เขาตั้งขึ้นมาเองเหรอ? ]

 

ทุกคนช็อก ไม่สิ รุ่นที่สองกำลังโกรธจนตัวสั่น และใกล้จะระเบิดออกมาแล้ว

 

รุ่นที่หนึ่งยังคงพูดต่อ

 

[หนูโนแวมเป็นเด็กดี ดังนั้นข้าจึงคิดว่าเจ้าไรเอลมันควรจับเธอให้ได้จะเป็นการดี แต่ไอเกณฑ์พวกนั้นมันอะไร?

ข้อจำกัดในการหาเจ้าสาว? ไอ้โง่ตัวไหนมันตั้งกฎบัดซบแบบนั้นขึ้นมา? ]

 

รุ่นที่สองเด้งตัวขึ้นมาชี้นิ้วด้วยความเดือดดาล

 

[ก็แกไงไอ้บัดซบ! ]

 

[เอ๋? ไม่มีทางน่า]

 

ปรากฎว่ารุ่นที่หนึ่งไม่มีความทรงจำเรื่องข้อบังคับที่ว่าเลยซะงั้น

 

 

 

 

…ช่วงบรรพบุรุษสาดกาวนี่ กลบดราม่านางเอกคนแรกหมด

 

ปล.ด้วยความที่ปัจจุบันอ่านเจอแต่นิยาย/มังงะตัวเอกเก่งๆ มาตลอด  

เจอเรื่องนี้เข้าไป หงุดหงิดเหวยย ยูสเลสสะใจไปเลย

 

(นิยายเรื่องนี้เริ่มแต่งเมื่อ 2014/12/28 )

 

Sevens

Sevens

อ่านนิยาย เรื่องSevens เดิมไรเอลเป็นลูกชายคนโตที่ต้องรับช่วงต่อของตระกูล แต่พอเขาอายุได้ 10 ปี พ่อแม่ก็เริ่มไม่สนใจเขา แล้วหันไปเห่อน้องสาวของเขาแทน จนวันนึงในตอนที่เขาอายุครบ 15 ปี น้องสาวของเขาก็ท้าประลองเพื่อชิงตำแหน่งผู้สืบทอด และเขาก็ได้พ่ายแพ้ หลังจากที่ฟื้นตัว เขาก็ได้รับสืบทอด พลังone for all- เอ้ย อัญมณีที่มีความทรงจำของบรรพบุรุษทั้ง 7 คน และเริ่มออกผจญภัยไปกับเพื่อนสมัยเด็ก

Comment

Options

not work with dark mode
Reset