Shrouding the Heavens อำพรางสวรรค์ – ตอนที่ 10 ดาวอังคาร

“อย่าพูดจาไร้สาระ โลงศพทองแดงตกลงมาที่นี่อย่างรุนแรงบางทีมันอาจจะทำให้ฝาโลงเปิดออกก็ได้” หลินเจี๋ยพยายามทำให้ทุกคนใจเย็น

ซากมังกรขนาดใหญ่ทั้งเก้าตัวนั้นมีความยาวกว่า 100 เมตร ในขณะเดียวกันโลงศพทองแดงนั้นก็มีขนาดใหญ่กว่า 20 เมตร ทั้งคู่ล้วนเป็นสิ่งอัปมงคลดังนั้นจึงทำให้พวกเขาหวาดกลัวเป็นอย่างมาก

“ฉันคิดว่าเราควรร่วมกันสำรวจแสงที่อยู่ตรงหน้าเรา”

“ฉันก็คิดว่าทุกคนควรไปด้วยกันทั้งหมด”

หลายคนแนะนำสิ่งนี้ เห็นได้ชัดว่าพวกเขากลัวและแทบไม่มีใครอยากอยู่ที่นี่อีกเลย ในที่สุดทุกคนก็ตกลงที่จะเดินหน้าสำรวจแหล่งกำเนิดแสงร่วมกัน

ผืนดินนี้ประกอบด้วยดินและกรวดสีน้ำตาลแดงที่ว่างเปล่าและมีก้อนหินขนาดต่างๆกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ

เมื่อพวกเขาเขาเดินผ่านหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งหลิวหยุนจื่อก็ตะโกนออกมาว่า

“มีตัวอักษร”

บริเวณด้านข้างของก้อนหินที่หันไปทางแหล่งกำเนิดแสง ทุกคนสามารถมองเห็นอักขระโบราณขนาดใหญ่สองตัวที่แกะสลักไว้บนตัวหินได้อย่างชัดเจน

ซึ่งแต่ละตัวสูงห้าหรือหกเมตร มันถูกเขียนออกมาอย่างงดงามดูแข็งแกร่ง ทรงพลังดุจมังกรโกรธสองตัว

ตัวอักษรพวกนี้มีความซับซ้อนกว่าแบบอักษรในปัจจุบันมาก มันควรจะแกะสลักในสมัยโบราณเมื่อนานมาแล้ว และไม่มีใครรู้ว่ามันถูกเขียนไว้นานเท่าไหร่

ฝูงชนรวมตัวกันที่หน้ากำแพงหินและจ้องมองไปที่อักขระโบราณสองตัวที่มีพลัง หลายคนขมวดคิ้วพวกเขาไม่เข้าใจความหมายที่ถูกซ่อนไว้

“คำแรกอ่านว่าหยิงไม่ผิดแน่นอน” โจวยี่จำคำแรกได้ เขาขมวดคิ้วและพูดกับตัวเองว่า “เราอยู่ที่ไหนกันแน่ … “

“มันคืออักษร*จงติ่งเหวิน สองคำนี้ ‘น่าสนใจ’จริงๆ “

เย่ฟ่านจำคำสองคำนี้ได้และพูดอย่างสนใจ เขาดูสงบแต่ความหมายของคำสองคำนี้ทำให้ใจเขาสั่น

“**หยิงฝูมันจะเป็นไปได้ยังไง?” เย่ฟ่านเงยหน้าขึ้นฟ้าและมองดูดวงดาวที่อยู่บนนั้น

“เย่ฟ่าน มันหมายความว่ายังไง”

“หยิงฝู มันคือที่ไหน”

หลายคนงงและไม่เข้าใจความหมายของสองคำนี้

เมื่อโจวยี่ได้ยินคำว่า “หยิงฝู” ก็รู้สึกตกใจใบหน้าของเขาขาวซีดและมองไปที่เย่ฟ่านพร้อมกับกล่าวว่า

” เรา … ไม่มีทางกลับบ้านได้อีกแล้ว.”

“หมายความว่ายังไง ที่นี่ที่ไหน” ทุกคนประหลาดใจ

เมื่อหวังจื่อเหวินได้ยินคำว่าหยิงฝูเขาก็เข้าใจความหมายของมันเช่นกัน โดยอธิบายให้ทุกคนฟังว่า

“มันหมายความว่าโลกที่ลุกเป็นไฟหรือภาวะเอกฐาน เป็นลางมรณะของคนโบราณ ดาวอังคารคือดาวที่ถูกเรียกว่าภาวะเอกฐาน “

ในสมัยโบราณผู้คนเชื่อว่าดาวอังคารเป็นดวงดาวแห่งความมรณะ เมื่อมันปรากฏขึ้นบนท้องฟ้านั่นหมายความว่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินบางคนกำลังจะเสียชีวิต

“โอ้พระเจ้า!”

เคดที่อยู่ด้านข้างหลี่เสี่ยวม่านหมดแรง หลังจากได้ยินความหมายของตัวอักษรนี้เขาก็คุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับใช้มือรวบรวมทรายสีน้ำตาลแดงขึ้นมาดูให้ชัดๆก่อนจะร้องไห้ออกมา

“มันเป็นไปได้อย่างไร” หลายคนตกตะลึง ไม่อยากเชื่อความจริงต่อหน้าพวกเขา

“ดินสีน้ำตาลแดงที่อยู่ใต้เท้าของเราคือ … ดาวอังคาร เราไม่อยู่บนโลกแล้วเหรอ!” เหตุผลที่พวกเขามาอยู่ที่นี่เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถเข้าใจได้เลย

ครึ่งชั่วโมงที่แล้วพวกเขายังอยู่บนภูเขาไท่ซาน แต่ครึ่งชั่วโมงต่อมาพวกเขากับยืนอยู่บนดวงดาวโบราณสีแดงนี้ มันจะเป็นไปได้อย่างไร!

“มันก็แค่หินก้อนหนึ่ง บางทีเราอาจจะไม่ได้อยู่บนดาวอังคารจริงๆก็ได้”

หลินเจี๋ยพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน แม้แต่เธอก็ยังไม่เชื่อความคิดของตัวเอง

“แต่ว่ากันว่าพื้นผิวของดาวอังคารที่แห้งแล้งนั้นถูกปกคลุมไปด้วยดินและกรวดสีแดง นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราเห็นต่อหน้าเราหรอกหรือ?” เพื่อนนักเรียนหญิงเริ่มร้องไห้ออกมา

มนุษย์ได้เปิดตัวยานสำรวจอวกาศเพื่อสำรวจดาวอังคารในช่วงต้นทศวรรษ 1960 และในปี 1997 ยาน”Mars Pathfinder” ก็สามารถลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารได้สำเร็จ

ในการสำรวจหลายทศวรรษที่ผ่านมา มนุษย์ได้รับข้อมูลมากมายเกี่ยวกับดาวอังคาร

“ดินบนดาวอังคารมีธาตุเหล็กออกไซด์เป็นจำนวนมาก เนื่องจากการสัมผัสรังสีอัลตราไวโอเลตเป็นเวลานาน ดาวอังคารจึงเป็นเหมือนโลกที่เป็นสนิม ดินแดนที่เรายืนอยู่ตอนนี้มันตรงกับคำบรรยายไม่มีผิดเพี้ยน! ” เพื่อนนักเรียนชายคนหนึ่งกล่าวยืนยัน

“ถ้าเรายืนอยู่บนดาวอังคารจริงๆ ฉันคิดว่าเราคงอยู่ไม่ได้ มีออกซิเจนไม่เพียงพอ ไม่มีอุณหภูมิที่เหมาะสม…” หลี่เสี่ยวม่านกล่าว

แม้ว่าใบหน้าของเธอจะซีดมาก แต่หลังจากคำพูดเหล่านี้ถูกส่งออกไปก็ให้หลายคนมีความหวังริบหรี่

ในกระบวนการนี้ เย่ฟ่าน ผังป๋อ ก็สงบนิ่งอยู่เสมอ พวกเขารู้ดีว่าพวกเขาไม่ได้อยู่โลกใบเดิมอีกต่อไป เพียงแต่ว่าที่นี่จะเป็นดาวอังคารหรือไม่พวกเขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

พวกเขายืนอยู่ก้อนหินนี้เป็นเวลานานก่อนที่จะตกลงกันเดินทางไปในทิศทางของแสงสลัวนั้น

ในตอนแรกพวกเขาคิดว่าแสงนั้นอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่แต่หลังจากเดินมาหลายชั่วโมงพวกเขาก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะเข้าใกล้เลย

ทุกคนมีความคิดมากมาย พวกเขาไม่ได้พูดอะไรออกมาเพราะกลัวว่าความหวังสุดท้ายของพวกเขาจะพังทลายลง

“บูม”

ผังป๋อเตะหินก้อนหนึ่งที่อยู่บริเวณเท้าของเขาออกไปด้วยความโกรธหลังจากเดินมาเป็นเวลานาน แต่แล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นกระเบื้องแผ่นหนึ่ง

“มันเป็นกระเบื้องจริงๆ!”

เมื่อเขาหยิบมันขึ้นมาเขาก็สามารถยืนยันได้ว่านี่เป็นกระเบื้องจริงๆ

“ใช่แล้วนี่เป็นของที่ถูกคนสร้างขึ้นมา ถ้ามีกระเบื้องหรืออิฐอยู่ที่นี่ก็แสดงว่ามีคนอาศัยอยู่”

“พวกเรารอดแล้ว!”

“เราต้องหาทางกลับบ้านได้!”

สถานการณ์ของพวกเขาเลวร้ายสุดๆดังนั้นเมื่อมีความหวังเพียงเล็กน้อยให้ไขว่คว้าพวกเขาจึงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที

ในเวลานี้ท้องฟ้ามืดลงและมีดวงดาวมากมายบนท้องฟ้า

เย่ฟ่านมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวและพบว่ามีวงแหวนพร่ามัวแขวนอยู่บนขอบฟ้า มันมีขนาดครึ่งหนึ่งของดวงจันทร์ที่เห็นบนโลก

บนโลกนั้นย่อมไม่สามารถมองเห็นดวงดาวที่มีลักษณะนี้ได้ด้วยตาเปล่า สิ่งนี้สามารถพิสูจน์ได้ว่าที่ที่พวกเขาอยู่นั้นไม่ใช่โลกอย่างแน่นอน

เมื่อทุกคนมองเห็นเย่ฟ่านหยุดเดินแล้วมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเป็นเวลานานพวกเขาก็หันไปมองท้องฟ้าด้วย หลังจากมองเห็นสิ่งที่อยู่บนท้องฟ้าแล้วใบหน้าของทุกคนก็บิดเบี้ยวอย่างรุนแรง

 

*จงติ่งเหวิน เป็นอักษรที่ใช้ในสมัยซางต่อเนื่องถึงราชวงศ์โจว (1,100 – 771ปีก่อนคริสตศักราช) อักษรที่ถูกจะสลักไว้บนอุปกรณ์เครื่องใช้ที่เป็นโลหะ

**หยิงฝู=ภาวะเอกฐาน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่านี่คือสภาพของดาวอังคาร

Comment

Options

not work with dark mode
Reset