Special District 9 เขตพิเศษที่ 9 – ตอนที่ 233 ความเฮงซวยในวัยสามสิบปี

Special District 9 – เขตพิเศษที่ 9 Special District 9 ตอนที่ 233ความเฮงซวยในวัยสามสิบปี

ตอนที่ 233 ความเฮงซวยในวัยสามสิบปี

ก่อนที่ฉินอวี่จะรู้สึกตัวว่าเกิดอะไรขึ้นการ์ดก็เดินเข้ามาลงไม้ลงมือเสียแล้ว ส่วนคนพวกนี้ก็ไม่เหมือนกับคนที่หมิงเฟยพามาพวกเขาเป็นลูกน้องที่ถูกฝึกมาจนเป็นมืออาชีพ ในมือของทุกคนต่างถือไม้กระบองเอาไว้รวมถึงท่อเหล็กที่มีความยาวเกือบหนึ่งเมตร

ฉินอวี่ถูกคนสามถึงสี่คนล็อกตัวเอาไว้กับกําแพง เขาจึงตะโกนลั่น“พวกมันเริ่มก่อน!”

“กระทืบมัน!”

 

การ์ดที่ร่างกายบิ๊กปืนไว้หนวดเคราเต็มหน้าชี้ไปที่หมิงเฟยที่เพิ่งจะลุกขึ้นมาด้วยท่าทางดุร้าย “พวกมันด้วยใช่ไหม? จับพวกมันงหมดเอาไว้เ”

 

การ์ดคนอื่นๆ ได้ยินคําสั่งก็ถือไม้กระบองแล้วจึงพุ่งเข้าไปทันที

 

“ฉันแค่มาหาซื้อหลิน” หมิงเฟยถอยหลังพลางตะโกนขึ้น

 

การ์ดพวกนั้นไม่สนใจว่าลูกค้าจะมีจุดประสงค์แท้จริงยังไงแน่เพราะแต่ละคนต่างได้รับคําสั่งจากนายให้รักษาความสงบเรียบร้อยภายในเท่านั้นไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีอิทธิพลเหนือพวกเขาด้วยเหตุนี้หมิงเฟยที่ยังไม่ทันได้ถอยหนีกลับถูกซัดหมัดจนล้มลงไปแล้ว

 

อีกฝั่งหนึ่ง ถึงแม้ว่าในมือของฉินอวี่จะถือขวานเอาไว้ แต่อีกฝ่ายก็ยังพุ่งเข้ามาล็อกตัวจนไม่มีช่องว่างให้เขาได้ออกตัว เขาจึงร้องตะโกนออกมาด้วยความอัดอั้น “ฉันเป็นผู้กํากับของตํารวจนคร บาลรัฐพื้นทมิฬพวกแกกําลังจู่โจม…”

“เป็นผู้กํากับแล้วยังไง? เป็นผู้กํากับแล้วคิดว่าจะพังร้านประชาชนยังไงก็ได้งั้นเหรอ?!”

“กระทืบมัน!”

 

ที่ฉินอวี่แปลกใจก็คือเหมือนว่าทุกคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุไม่เชื่อว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่ตํารวจ แล้วก็ยังเข้ามาทําร้ายทุบตีเขาโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

ชายหนุ่มดูแล้วก็รู้สึกว่าถ้ายังสู้กันอย่างนี้ต่อไปตัวเองคงโดนซ้อมฟรีๆแน่นอนจึงเอาขาเตะไปที่เด็กหนุ่มคนหนึ่ง และไม่สนใจเอี้ อมมือไปแย่งขวานแต่อย่างใดจากนั้นก็แค่ดึงแมวเฒ่าออกไปพร้อมกับตะโกนว่า “ไปกัน”

“ขวางมันไว้”ชายหนุ่มมีเคราหันตัวไปแล้วตะโกน

 

“พลั่ก!”

ฉินอวี่ยกขาขึ้นแล้วเตะไปที่เป้าของชายหนุ่มมีเคราจากนั้นก็ทําที่ท่าจะเอื้อมมือไปแย่งปืน “ขึ้นยังขยับอีกฉันยิงพวกแกแน่!”

 

ทุกคนนิ่งไปก่อนที่แมวเฒ่าจะเหวี่ยงหมัดชกไปที่ขมับข้างซ้ายของชายหนุ่มไปสองครั้ง จากนั้นก็รีบวิ่งตามฉินอวี่ลงไป ทั้งสองมุ่งตรงไปที่ชั้นหนึ่งโดยไม่ได้มุ่งตรงไปที่บันไดทางหลัก แต่กลับวิ่งไปทางบันไดฉุกเฉินแล้วค่อยวิ่งลงไปต่อ

บนทางเดิน จ่าวเปาที่โดนเล่นงานไปถึงสองครั้งก็เพิ่งจะลุกขึ้นยืนแต่กลับถูกเตะให้ล้มลงไปอีกครั้ง เขากุมไปที่หัวพลางด่าทอรัวๆ “พวกแกเป็นบ้ากันรึไงวะ?! ฉันบอกไปตั้งกี่ครั้งแล้วว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉัน…”

สิบนาที่ผ่านไป

 

ทั้งสองแก๊งตะลุมบอนกันอยู่อย่างนั้นพลางด่าทอกันไปโดยไม่มีที่ท่าว่าจะหยุดหย่อนอยู่ในห้องจัดเลี้ยงที่หม่าเหลาเอ๋อจองไว้

 

ชายหนุ่มมีเคราที่ยืนอยู่หน้าประตูกุมไปที่เป้าของตัวเองด้วยความเจ็บปวดก่อนออกปากถาม “แล้วมีเหตุผลอะไรมาพังร้านของประชาชนแบบนี้?!”

“พี่เฟิง ต้องขอโทษกับเรื่องวันนี้จริงๆ เป็นเพราะผะ..ผมเองที่ไม่คิดให้ดีก่อน” หมิงเฟยเช็ดเลือดบนหน้าของตัวเอง“พี่แค่สั่งมาแล้วเดี๋ยวผมจัดการที่เหลือเอง”

 

“ธุรกิจมืดในวันปีใหม่คงไม่ต้องพูดอะไรแล้วล่ะคนที่มาที่นี่สักเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ต่างก็เป็นคนในแวดวงคนเลวอย่างเราทั้งนั้น

พวกนายมีอํานาจหน่อยก็มาก่อเรื่องกันแบบนี้ แล้วคิดว่าฉันยังจะเปิดร้านได้อีกอยู่ไหม?” อาเฟิงง้างมือพร้อมพูดขึ้น “จ่ายมาคนละห้าหมื่นแล้วเรื่องนี้ก็จะจบลง”

 

ตู้เหว่ยได้ยินจึงเงยหน้าขึ้น “ห้าหมื่นมันมาก เกินไปหน่อยรึเปล่า? นายเอาทองมาปูพื้นทางเดินรึไง?”

“ถ้าแกไม่ให้งั้นก็คงไม่ได้ออกไปแล้วล่ะ”

“ฉันเป็นถึงผู้กํากับของสํานักงานตํารวจนครบาลรัฐพื้นทมิฬ ฉันไม่เชื่อหรอกว่านายจะไม่ยอมให้ฉันออกไป” จูเหว่ยกุมไปที่หัวในใจก็รู้สึกว่าจํานวนเงินที่อีกฝ่ายเรียกมันมากเกินไป

อาเฟิงหัวเราะ “แกมาจากไหนฉันไม่สน แต่ถ้าเงินขาดแม้แต่แดงเดียว แกเจอดีแน่!”

พูดจบ อาเฟิงก็หันตัวเดินจากไป “แยกพวกมันสองคนออกจากกันถ้าได้เงินครบแล้วค่อยปล่อยพวกมันไป”

 

“เข้าใจแล้ว” พวกลูกน้องที่อยู่ข้างๆ ต่างพยักหน้ารับ

“เก็บกวาดทางเดินกันหน่อย แล้วก็ชดเชยให้แขกที่พักอยู่ในชั้นนี้คนละห้าสิบเปอร์เซ็นต์” อาเฟิงหันหน้าไปพร้อมกับออกคําสั่ง“ฉันจะลงไปกินยาแก้แฮงค์หน่อย แล้วค่อยไปดื่มกันต่อ”

สิบนาที่ผ่านไป

 

อาเฟิงเดินสับเท้ามาถึงห้องทํางานของผู้จัดการก่อนจะพูดเสียงเบา“พวกหยินหมิงเฟยกับพวกผู้กํากับของสํานักงานตํารวจนครบาลรัฐพื้นทมิฬแล้วยังมีพวกของหม่าเหลาเอ๋ออีกครับที่ทะเลาะวิวาทกัน”

“พวกพื้นทมิฬเหรอ? ใครกัน?” คนในห้องทํางานเงยหน้าขึ้น

“พวกที่เพิ่งจะเลื่อนขึ้นมามีตําแหน่งช่วงนี้นะครับพวกฉินอวี่กับ

แมวเฒ่า”

 

“อ๋อ!” คนที่อยู่ในห้องทํางานไม่ได้ส่งเสียงใดๆ จากนั้นก็หันหน้ากลับไปมองดูรายการถ่ายทอดสดบนคอมพิวเตอร์พลางพูดว่า “ทําธุรกิจแบบนี้ต้องรู้จักเกรงใจแล้วก็ต้องระงับอารมณ์เอาไว้หน่อยสิไม่งั้นถ้าทุกคนมาทะเลาะวิวาทกันตรงนี้ไม่ถึงสามวันก็ต้องปี ดร้านแล้วล่ะ ไม่ต้องไว้หน้าพวกมันหรอก อยากจะทําอะไรก็ทําเถอะ”

 

“ครับ ผมเข้าใจแล้วล่ะ” อาเฟิงยิ้มพลางถามขึ้น “ให้ผมเรียกคนมาส่งเกี้ยวให้ซ้อดีไหมครับ?”

“เหอะๆ ถ้านายไม่พูดขึ้นฉันคงลืมไปแล้ว” อีกฝ่ายยิ้ม “ได้เลยนายให้คนส่งมาเถอะ กินสักหน่อยก็ถือว่าได้ข้ามปีแล้ว”

“ครับ งั้นซ้อทํางานต่อเถอะครับ” อาเชิงพยักหน้าแล้วจึงเดินจากไป

 

ในห้องพัก

ข่าวเปาใช้กระดาษทิชชูเช็ดเลือดที่อยู่บนหน้าจนหมดไปหลายแผ่นศีรษะบวมฟกช้ําคล้ายกับหัวหมู จากนั้นก็ตะโกนด่าหม่าเหลาเอ๋อ “พวกนายทําบ้าอะไรกันวะ? ฉันสนิทกับพวกนายรึไง? ตอนนี้ฉันยังไม่รู้เรื่องอะไรเลยด้วยซ้ํา ก็สั่งให้คนอื่นมากระทืบฉันแล้ว พวกเขาไม่รู้จักฉัน นายบอกพวกเขาไม่เป็นรึไงว่าฉันไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”

หม่าเหลาเอ๋อใช้ขวดเหล้าองไปที่ขอบตาพร้อมกับขมวดคิ้ว “ถ้าไม่ใช่ว่าฉันมาส่งนาย ฉันจะเจอกับพวกมันตรงหน้าประตูไหม? ”

 

“ฉันขอให้นายมาส่งรีไง? ฉันไม่ได้บอกสักหน่อย!” จ่าวเปาฟังคําพูดนี้จึงกลับตะโกนกลับไปอย่างโมโห

 

“หยุดทะเลาะกันได้แล้ว”

 

ฉีหลินดื่มหนักแล้วก็ยังสลบไปอีกด้วยจึงเป็นคนที่บาดเจ็บน้อยที่สุดตอนนี้หัวของเขาก็โล่งขึ้นบ้างแล้ว “รออีกสักพักเถอะ เสี่ยวอรี่กับแมวเฒ่าหนีไปแล้วเดี๋ยวเราค่อยออกไปกัน”

“ออกไปได้ด้วยเหรอ? ” จ่าวเปาถามขึ้นด้วยความกังวล “ฉันดูแล้วการ์ดพวกนั้นก็ไม่ได้ใจดีอะไร เดี๋ยวก็ได้พุ่งเข้ามากระทืบเราซ้ําอีกรอบหรอก”

 

“รออีกสักพัก เราต้องออกไปได้แน่นอน” เดิมที่ในใจของหม่าเหลาเอ๋อนั้นรู้สึกกล้าๆ กลัวๆอยู่บ้างแต่พอเห็นท่าทางที่ขี้ขลาดของจ่าวเปาแล้วในใจก็รู้สึกสนุกขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

 

“เอ๊ยด!”

ประตูห้องถูกเปิดออก จากนั้นก็มีเด็กหนุ่มบริกรคนหนึ่งเดินเข้ามาและพูดขึ้นอย่างเฉยชา “คุณผู้ชายครับ กรุณาชําระบิลด้วยครับ”

“รอไปก่อน เพื่อนของฉันยังไม่ได้เอาเงินมาให้นะ”จี้เหว่ยตอบ

 

“ห้าหมื่นก็ส่วนห้าหมื่นครับ ค่าใช้จ่ายก็ส่วนค่าใช้จ่าย ต้องแยกจ่ายนะครับ” เด็กหนุ่มบริกรพูดอย่างมีเหตุผล เงินห้าหมื่นพวกคุณ ต้องให้พี่เฟิงครับแต่ค่าใช้จ่ายนั้นต้องจ่ายให้กับเรา”

หม่าเหลาเอ๋อรู้สึกว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้พูดผิดอะไรเลยหันกลับไปถามจ่าวเปา“ในกระเป๋านายมีเงินสดไหม?”

 

“นายว่ายังไงนะ?” จ่าวเปาทําหน้านิ่ง

“เมื่อกี้ตอนที่อยู่ในห้องนายเพิ่งพูดไปไม่ใช่เหรอว่าวันนี้นายจะจ่ายเองทั้งหมด” หม่าเหลาเอ๋อเหล่ตามองพลางตอบกลับ

 

“ฉันอยากจะฆ่านายจริงๆ!” ขอบตาของข่าวเปาแดงขึ้นนักปราชญ์จะงัดข้อกับอันธพาลซะแล้ว

“นายอย่าพูดมาก ถ้ามันรําคาญขึ้นมาเดี๋ยวพวกมันก็มากระทืบนายอีกรอบหรอก” หม่าเหลาเอ๋อเดินเข้ามาพร้อมกับพูดขึ้นว่า “ที่จริงแล้ววันนี้เสี่ยวอวี่ต้องเป็นคนเลี้ยง ฉันเลยไม่ได้พกเงินสดติดตัวนายออกให้ก่อนเดี๋ยวฉันค่อยคืนนายอีกที”

 

“ฉันเนี่ยนะ!”

“ฉันไม่มีเงินจริงๆ” หม่าเหลาเอ๋อเริ่มร้อนรน เขายักไหล่ขึ้นพร้อมพูดกับจ่าวเปาว่า “ทําไม? นายอยากจะโดนซ้อมอีกรึไง?”

“นะ…นาย!” จ่าวเปากัดฟันพร้อมกับชี้หน้าของหม่าเหลาเอ๋อ พลางด่าทอ“พวกนายดูสารรูปของตัวเองสิ ฉันไปคลุกคลีกับพวกนายได้ยังไงเนี่ย?!”

“คุณผู้ชายครับ กรุณาจ่ายบิลก่อนครับ”

“ไอ้บ้าเอ๊ย! บอกมาเร็วว่าเท่าไหร่!” จ่าวเปาสะบัดผมแล้วตะโกนด้วยความโมโห

ในรถที่อยู่ตรงชั้นล่าง

ฉินอวี่ยกหูโทรศัพท์เอาไว้ก่อนจ้องตาเขม็งแล้วตะโกนขึ้นว่า“แม่งเอ๊ย! หาเรื่องมาให้เราจนได้ ที่มหนึ่งทีมสองรวมพลเสวมชุดเกราะแล้วออกไปตรวจสอบที่จอยพาเลซคลับเดี๋ยวนี้!”

 

Special District 9 เขตพิเศษที่ 9

Special District 9 เขตพิเศษที่ 9

บทนำ โลกกำลังเกิดหายนะ…ภัยพิบัติร้ายแรงทำลายล้างมนุษยชาติ…สัตว์กลายพันธุ์…ผู้คนขาดแคลนอาหาร…สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม…ยุคสมัยและอารยธรรมถูกทำลาย… ‘ฉินอวี่’ ชายหนุ่มผู้อาศัยอยู่ในเขตพัฒนาซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นดินแดนไร้กฎ ด้วยสภาพแวดล้อมอันน่าสังเวช…ทั้งถนนผุผัง ระบบบำบัดน้ำเสียใช้การไม่ได้ รวมไปถึงบ้านเก่าทรุดโทรมและกลิ่นปฏิกูลคละคลุ้ง ฉินอวี่จึงลาออกจากงานและตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อซื้อสัญชาติเข้าไปอยู่ในเขตปกครองพิเศษที่เก้า…หวังให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม! ภายในเขตพิเศษที่เก้า…ฉินอวี่เข้าสมัครงานในสำนักงานตำรวจนครบาลเมืองพื้นทมิฬเพื่อดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงชีพ แม้ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย ทว่าในความโชคร้ายยังมีความโชคดีซ่อนอยู่…เขาได้เจอเพื่อนร่วมงานผู้หวังดีที่เปรียบเสมือนเพื่อนแท้… ระหว่างทำงานในสำนักงานตำรวจ…ฉินอวี่ได้เผชิญการกดขี่มากมายและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยไหวพริบเฉียบแหลมและแผนการอันชาญฉลาด เขาจะสร้างตำนานบทใหม่ของตนเองได้อย่างไร…โปรดติดตามต่อใน…เขตพิเศษที่เก้า!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset