Super God Gene – ตอนที่ 2463

หานเซิ่นไม่ได้พูดอะไร เขารีบหันหน้าไปตามเสียงนั่นพร้อมกับเปิดใช้อาณาเขตของเขา

 

หานเซิ่นเห็นผู้หญิงชุดเหลืองยืนอยู่ไม่ไกลจากเขา ตอนนี้พลังชีวิตของเธอดูแข็งแกร่งอย่างมาก เธอดูเหมือนกับผู้หญิงที่อยู่ในบ้านไม้นั่นไม่มีผิด เขาแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือผู้หญิงคนเดียวกับที่นอนอยู่บนพื้นเมื่อครู่นี้

 

“อะไรกัน? พวกเราแยกกันแค่แปปเดียว เจ้าก็ลืมข้าแล้วอย่างนั้นหรอ?” ผู้หญิงชุดเหลืองยิ้ม

 

หานเซิ่นเปิดปากเพื่อจะถามผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า แต่ทันใดนั้นเขาก็จำได้ว่าผู้หญิงในบ้านไม้บอกเขาว่าห้ามพูดโดยเด็ดขาด ด้วยเหตุนั้นเขาจึงปิดปากของตัวเองลงและเพียงแค่มองไปที่เธอ

 

ผู้หญิงชุดเหลืองหัวเราะและพูด “เจ้าระมัดระวังเกินไปแล้ว ข้าแค่บอกว่าอย่าพูดในตอนที่เจ้าพบกับแสงนำทางนั่น แต่ตอนนี้เมื่อข้าเป็นอิสระแล้ว เจ้าพูดได้อย่างอิสระ”

 

หานเซิ่นยังคงไม่พูดอะไร เขาจ้องมองไปที่ผู้หญิงตรงหน้าและอึ้งกับความเหมือนกันระหว่างพวกเธอทั้ง 2 นอกจากเสื้อผ้าที่แตกต่างกันแล้ว พวกเธอดูเหมือนกันไม่มีผิด

 

หานเซิ่นอยากจะถามเธอว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาไม่กล้าพูดออกมา เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่และตัดสินใจเขียนคำพูดด้วยมีดเขี้ยวผีสิงแทน

“ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่”

 

“เจ้านี่ระมัดระวังตัวจริงๆ” ผู้หญิงชุดเหลืองหัวเราะ

“นี่เป็นร่างกายจริงๆของข้า มันถูกกักขังเอาไว้ที่นี่ ที่เจ้าพบก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่ตุ๊กตาที่มีจิตวิญญาณของข้าสิงอยู่เท่านั้น ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าข้าจะมีชีวิตอยู่มานานขนาดนี้ได้ยังไง? มันมีสิ่งมีชีวิตจากยุคสมัยของเซเคร็ดไม่มากนักที่ยังคงมีชีวิตอยู่ และไม่ว่าใครที่อยู่มานานขนาดนี้ พวกเขาจะต้องใช้วิชาต้องห้ามบางอย่าง”

 

หานเซิ่นเขียนคำพูดลงบนพื้นอีกครั้ง “เจ้าฝังร่างกายของตัวเองเอาไว้ที่นี่อย่างนั้นหรอ?”

 

ผู้หญิงชุดเหลืองเบะปาก “ข้าไม่คิดจะทำร้ายตัวเอง อย่างนั้นทำไมข้าถึงต้องเอาร่างกายของตัวเองมาฝังเอาไว้ที่นี่? ที่ร่างกายของข้าถูกกักขังเอาไว้ที่นี่ก็เพราะมีใครบางคนทำแบบนี้กับข้า แต่เพราะอย่างนั้นมันก็ทำให้ร่างกายของข้ายังดูเหมือนเมื่อก่อนและไม่ได้แก่ลง”

 

“ทำไมถึงไม่หาคนอื่นมาเอาร่างกายของเจ้าไปก่อนหน้าข้า?” หานเซิ่นถามด้วยการเขียนลงบนพื้น

 

“นี่เจ้าถามเสร็จหรือยัง? ถ้าเจ้าไม่ต้องการจะไปจากที่นี่ นั่นก็ไม่เป็นไร แต่ข้าจะไปแล้ว” ผู้หญิงชุดเหลืองพูด หลังจากนั้นเธอก็เดินลงจากภูเขาโดยเมินเฉยต่อหานเซิ่น

 

หานเซิ่นเกือบจะตัดยอดเขาจนขาดแล้ว แต่ผู้หญิงชุดเหลืองกำลังเดินลงไปจากภูเขาอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าเธอมีเจตนาที่จะออกไปจากที่นี่ หานเซิ่นไม่รู้ว่าควรจะทำงานต่อให้เสร็จหรือตามเธอไปดี

 

หานเซิ่นกัดฟันและเลิกสนใจผู้หญิงที่กำลังออกไปจากเกาะ เขาตัดสินใจที่จะลงมือขุดภูเขาต่อไป

 

ผู้หญิงชุดเหลืองเดินไปในทิศทางของแสง และเมื่อเธอไปถึงมัน แสงนั่นก็บินเข้ามาอยู่ในมือของเธอ หลังจากนั้นผู้หญิงชุดเหลืองก็เคลื่อนที่ออกไปจากเกาะ

 

แสงนั่นนำทางเขามาที่นี่ และถ้าผู้หญิงชุดเหลืองจากไปพร้อมกับแสงนั่น หานเซิ่นก็ไม่รู้ว่าเขาจะยังไปจากที่นี่ได้ไหม

 

หานเซิ่นไม่ใช่นักบุญ และเขาก็ไม่ได้ใกล้ชิดอะไรกับผู้หญิงในบ้านไม้นั่น เขาไม่คิดจะมอบชีวิตของตัวเองให้กับเธอ

 

หานเซิ่นกัดฟันและรีบตามผู้หญิงชุดเหลืองออกไปจากเกาะ

 

หานเซิ่นส่ายหัวแต่ไม่ได้พูดอะไร เขามองไปที่มือของผู้หญิงชุดเหลืองและเห็นว่าเธอยังคงถือแสงอยู่

 

หานเซิ่นเคลื่อนที่เข้าไปใกล้ๆและสังเกตเห็นว่าแสงนั่นจริงๆแล้วเป็นตะเกียงสีแดง ผู้หญิงชุดเหลืองถือตะเกียงสีแดงเอาไว้ขณะที่เดินทางผ่านหมู่เมฆไป

 

เธอสวมชุดสีเหลือง แต่เธอนั้นเท้าเปล่า ด้วยแสงสีแดงของตะเกียงที่ส่องออกไปรอบๆ ขณะที่เธอบินออกไป เธอจึงดูแปลกมากๆ

 

หานเซิ่นตามหลังเธอไปติดๆ แต่เขายังไม่ได้พูดอะไร ผู้หญิงชุดเหลืองถือตะเกียงเอาไว้ขณะที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้า แต่ในจังหวะที่หานเซิ่นกำลังสงสัยว่าผู้หญิงคนนี้รู้ไหมว่ากำลังไปที่ไหน บางสิ่งที่สว่างไสวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา พวกเขาเคลื่อนที่ออกไปจากเมฆและไปถึงเกาะแห่งหนึ่ง

 

เนื่องจากเขายังมองไม่เห็นยอดของภูเขา เขาจึงไม่รู้ว่าเกาะที่เห็นเป็นเกาะเดียวกับที่มีบ้านไม้อยู่บนยอดเขาหรือเปล่า

 

ผู้หญิงชุดเหลืองเริ่มเดินขึ้นไปบนภูเขา และหานเซิ่นก็ตามเธอไปอย่างเงียบๆ เมื่อพวกเขาเดินขึ้นมาได้ครึ่งทาง หานเซิ่นก็รู้สึกตัวว่าภูเขาลูกนี้ไม่มียอดอยู่ แต่มันมีบ้านไม้และสวนอยู่บนภูเขาลูกนี่

 

‘นี่พวกเรากลับมาที่เดิมอย่างนั้นหรอ?’ หานเซิ่นคิดกับตัวเอง

 

ผู้หญิงชุดเหลืองเดินเข้าไปในสวนและตรงไปที่บ้านไม้ หานเซิ่นตามเธอเข้าไปในบ้าน

 

หานเซิ่นคิดว่ามันมีบางสิ่งปกติ ผู้หญิงในบ้านไม้นั่นรักความสะอาดและเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ เขาไม่ได้รับอนุญาตให้เดินเข้ามาในสวนของเธอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเดินเข้าไปในบ้าน

 

แต่ตอนนี้หานเซิ่นสามารถตามผู้หญิงชุดเหลืองเข้าไปในบ้านไม้ และเธอก็ไม่ได้พูดอะไรสักคำ นั่นทำให้หานเซิ่นรู้สึกหวาดระแวง

 

‘นี่เธอคือผู้หญิงคนนั้นจริงๆอย่างนั้นหรอ?’ หานเซิ่นขมวดคิ้วขณะที่มองไปรอบๆบ้านไม้

 

ทั้งชั้น 1 และชั้น 2 ของบ้านไม่มีใครคนอื่นอยู่ นอกจากผู้หญิงชุดเหลืองที่กำลังถือตะเกียง หานเซิ่นหยิบปากกาขึ้นมาและเขียนลงบนกระดาษ

“ตุ๊กตาโคลนของเจ้าไปไหนแล้ว?”

 

หานเซิ่นจ้องมองเธออย่างตั้งใจเพื่อดูปฏิกิริยาของเธอ เขาไม่ได้ต้องการคำตอบจากเธอจริงๆ แต่เขาต้องการดูปฏิกิริยาของเธอ

 

ผู้หญิงคนนั้นมองที่กระดาษและพูด “ร่างกายที่แท้จริงของข้าเป็นอิสระแล้ว ดังนั้นร่างโคลนของข้าจึงไม่อยู่ที่นี่อีกต่อไป”

 

‘แปลกจริงๆ’ หานเซิ่นคิด ผู้หญิงชุดเหลืองคนนี้ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรที่เขาใช้ปากกาและกระดาษของเธอ นั่นทำให้เขารู้สึกสงสัยยิ่งขึ้นไปอีก

 

หานเซิ่นมองหนังสือหินและพบว่ามันยังคงถูกปิดผนึกเอาไว้ เขาลังเลที่จะทำ แต่เขายื่นหนังสือนั่นให้กับเธอและเขียนลงบนกระดาษว่า “ช่วยข้าปลดผนึกหนังสือเล่มนี้หน่อยได้ไหม?”

 

“ทำไมข้าถึงต้องช่วยเจ้าด้วย?” ผู้หญิงชุดเหลืองถามพร้อมกับขมวดคิ้ว

 

เมื่อได้ยินแบบนั้น หานเซิ่นก็แน่ใจแล้วว่าผู้หญิงชุดเหลืองคนนี้เป็นตัวปลอม เธอเป็นคนที่มอบหนังสือหินนี่ให้กับเขา ถ้าผู้หญิงชุดเหลืองนี่เป็นตัวจริง เธอก็ควรจะจำหนังสือนี่ได้ และเธอก็คงจะไม่พูดอะไรแบบนั้นออกมา

 

‘เราจะทำยังไงต่อไปดี?’ หานเซิ่นขมวดคิ้ว เขารู้แล้วว่าผู้หญิงชุดเหลืองคนนี้เป็นตัวหลอม แต่เขาไม่แน่ใจว่าควรจะทำอะไรต่อไปดี

 

หานเซิ่นไม่ได้สนใจว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็นใคร เธอจะเป็นตัวจริงหรือตัวปลอมนั้นมันไม่ได้สำคัญกับเขา

 

แต่เขาไม่ต้องการจะจากที่นี่ไปทั้งๆแบบนี้ ความลับที่เขาแสวงหามานานมาอยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว และเขาก็ไม่คิดจะปล่อยให้มันหลุดมือไป

 

ขณะที่หานเซิ่นพยายามคิดเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำต่อไป ทันใดนั้นหานเซิ่นก็ได้ยินเสียงคำรามของมังกร มีมังกรสีม่วงตัวใหญ่ยักษ์บินมาอยู่บนท้องฟ้าเหนือเกาะ

 

บนหลังของมังกรตัวนั้นมีชายชาวเอ็กซ์ตรีมคิงยืนอยู่

Super God Gene

Super God Gene

ในยุคสมัยที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของมนุษย์ถูกพัฒนาจนถึงระดับสูง ในที่สุดมนุษยชาติก็ได้ค้นพบวิธีการเทเลพอร์ต แต่เมื่อพวกเขาทดลองเทเลพอร์ต กลับพบว่าพวกเขาไม่ได้ถูกส่งไปในอนาคต อดีตหรือสถานที่อื่นๆที่มนุษย์รู้จัก แต่มันคือโลกที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง สถานที่ลึกลับนี่ถูกเรียกว่า ‘ก็อด เเซงชัวรี่’ ที่นี่มีสิ่งมีชีวิตประหลาดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อมนุษย์ลองกินสิ่งมีชีวิตประหลาดเข้าไป ร่างกายของพวกเขาพัฒนาขึ้นและยังเพิ่มอายุขัยขึ้นด้วย มันคือก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ชาติในการวิวัฒนาการเพื่อสร้างยุคสมัยที่ยิ่งใหญ่ “ด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์ถูกฆ่า คุณได้รับวิญญาณอสูรด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์ เมื่อกินเนื้อของด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์ คุณมีโอกาสได้รับ 0 ถึง 10 Geno Point โดยการสุ่ม” The future unfolded on a magnificent scale into the Interstellar Age. Humanity finally solved the space warp technology, but when humanity transported themselves into the other end, they discovered that place neither had a past nor future, nor was there any land under the starry skies…… The mysterious sanctuary was actually a world filled with countless tyrannical unusual organisms. Humanity faced their great leap in evolution, starting the most glorious and resplendant new era under the starry skies. “Slaughtered the God Blood organism ‘Black Beetle’. Received the God Blood Black Beetle’s Beast Soul. Used the God Blood Black Beetle’s flesh. Randomly obtaining 0 to 10 points of God Gene(s).”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset